อิมามมุฮัมมัด อัล ญะวาด Jawad

  • PDF

อิมามมุฮัดมัด อัล ญะวาด

 

ข้อมูลจำเพาะ

ชื่อ                                          : มุฮัมมัด

ฉายานาม                                : อัล ญะวาด และ อัตตะกี

สมญานาม                               : อบูญะอ์ฟัร

ชื่อบิดา                                   : อิมาม อะลี ริฏอ (อ.)

เกิด                                         : ฮ.ศ. 195

พลีชีพ                                    : ฮ.ศ. 220 โดยภรรยาของท่านเองเป็นผู้วางยาพิษ ตามคำสั่งของมุอ์ตะซิม

สุสาน                                     : เมืองอัล กาซิมียะฮ์ ประเทศอิรัก

 

การกำเนิด

อิมมาม มุฮัดมัด อัลญะวาด ถือกำเนิด เมื่อ ฮ.. 195 บิดาของท่านคือ อิมามริฎอ (.) มรดาของท่านคือ “ค็อยซะรอน”  ผู้มีตระกูลมาจาก “ครอบครัวของ “มารียะฮ์ อัล กิบฏียะฮ์” ภรรยาคนหนึ่งของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในอดีตกาล คนทั้งหลายเรียกขานท่านด้วยฉายานามต่างๆ แต่ที่นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลายคือ “อัต ตะกี” และ “อัล ญะวาด”

เมื่ออิมาม อัล ญะวาด (.) มีอายุได้หกปี คอลีฟะฮ์มะอ์มูนจึงชิญตัวอิมามอะลี ริฎอ (.) บดาของท่านให้เดินทางไปยังเมืองมะรู ท่านได้ติดตามบิดาไปในขณะที่ยังเป็นเด็ก โดยเวียนรอบ อัล กะอ์บะฮ์ เพื่อเป็นการอำลา และนมาซที่มะกอมอิบรอฮีมเป็นครั้งสุดท้าย

ท่านรู้ดีแก่ใจในขณะนั้นว่า บิดาของท่านได้อำลาแผ่นดินของอัลวะห์ยูเป็นครั้งสุดท้าย และบิดาของท่านจะไม่มีโอกาสหวนกลับมาอีกทำให้ท่านมีความโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง อิมาม อะลี ริฎอนั้นได้สั่งเสียกับบรรดามิตรสหายของท่าน ในขณะที่ใกล้จะสิ้นชีวิตว่าให้อิมามญะวาดบุตรชายของท่านเป็นผู้นำ ครั้งนั้นศ็อฟวาน บิน ยะห์ยา ได้ถามอิมามอะลี ริฎอเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งอิมาม ท่านจึงแนะนำว่าให้ปฎิบัติตามอิมาม ญะวาดบุตรชายของท่าน

ฝ่ายศ็อฟวาน กล่าวว่า “ได้โปรดเถิดท่าน อายุของท่านผู้นี้เพิ่งได้สามปีเท่านั้น ท่านจะแต่ตั้งเขาให้เป็นอิมามหรือ”

อิมาม อะลี ริฎอ ตอบว่า “เรื่องนี้ไม่มีอะไรเสียหายหรอก เพราะแม้แต่ท่านนบีอีซาเอง ก็ดำรงตำแหน่งเป็นข้อพิสูจน์ของ อัลลอฮ์ ในขณะที่ท่านมีอายุสามปีเช่นกัน”

อิมามมุฮัมมัด ญะวาด ขึ้นดำรงตำแหน่งอิมาม ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 9 ปี ส่วนลุงของท่านคนหนึ่งชื่อ “อะลี บิน ญะอ์ฟั” นั้นให้ความนับถือ ต่อท่านอิมามเป็นอย่างสูง ถึงแม้ว่าตนเองจะมีอายุมากกว่าก็ตาม

มีรายงานเล่าว่า วันหนึ่งเมื่ออิมาม มุฮัมมัด ญะวาด เดินทางมาถึง มัสยิด อะลี บิน ญะอฟัรลุงของท่านได้ลุกขึ้นจากที่นั่งของตนเอง เพื่อเป็นการให้เกียรติ และจุมพิตมือของท่านอิมาม ส่วนอิมามก็ขอร้องว่าให้ท่านนั่งลงเสียก่อน แต่ท่านอะลีปฏิเสธไม่ยอมนั่งก่อนอิมามโดยกล่าวว่า “ท่านต้องการจะให้ฉันนั่งได้อย่างไร ในเมื่อท่านยังยืนอยู่”

อะลี บิน ญะอ์ฟัร ได้แสดงออกให้บรรดผู้คนที่นึกตหนิติเตียนท่านในเรื่องนี้ให้เห็น ด้วยการกล่าวตอบข้อสงสัยของพวกเขาว่า “แน่นอนอัลลอฮ์ทรงมอบหมายตำแหน่งอิมามให้กับเขาแล้ว ดังนั้นจึงถือว่าการให้ความเคารพเชื่อฟังเขาย่อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพวกท่าน”

 

จริยธรรมของอิมาม มุฮัมมัด ญะวาด(.)

ถึงแม้ว่า อิมามมุฮัมมัด ญะวาด จะขึ้นดำรงตำแหน่งอิมาม ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ปรากฏว่าท่านเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพสง่างาม เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ท่านได้รับความเคารพนับถือและยกย่อง

มีอยู่วันหนึ่ง เล่ากันว่า ขบวนของคอลีฟะฮ์มะอ์มูนเดินผ่านมาโดยมุ่งยังทิศทางที่พวกเด็กๆ ที่กำลังนั่งเล่นกันอยู่ และในจำนวนนั้น ก็มีท่านอิมามมุฮัมมัด อัล ญะวาดรวมอยู่ด้วย

เด็กเหล่านั้น ต่างวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ในขณะที่อิมามมุฮัมมัด ญะวาด ยังคงยืนอยู่กับที่ เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น

คอลีฟะฮ์มะอ์มูน หยุดขบวนแล้วจ้องมองมายังท่าน ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ แต่มิได้วิ่งหนีเหมือนกับคนอื่นๆ จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า :

                ทำไมเจ้าจึงไม่วิ่งหนีไปพร้อมกับเด็กๆ เหล่านั้น ?

                อิมามมุฮัมมัด ญะวาด (อ.) กล่าวว่า โอ้ อมีรุล มุอ์มินีน ถนนหนทางสายนี้มิได้คับแคบ จนฉันเองก็มิได้ทำอะไรผิดจนต้องกลัวการลงโทษ เพราะฉันเองเชื่อถือว่าท่านเป็นคนดีแท้จริงท่านจะไม่ลงโทษคนที่มิได้ทำอะไรผิด เพราะฉะนั้นฉันจึงยืนอยู่ตรงนี้ มิได้ไปไหน ?

                คอลีฟะฮ์ มะอ์มูน ยิ่งบังเกิดความประหลาดใจมากยิ่งขึ้น เขาจึงถามว่า แล้วเจ้าชื่ออะไร?

                ท่านตอบว่า ข้าพเจ้าชื่อ มุฮัมมัด บิน อะลี อัร ริฏอ

                ดังนั้น คอลีฟะฮ์ มะอ์มูน จึงกล่าวขอพรให้กับบิดาของท่านแล้วเดินทางต่อไปเพื่อล่าสัตว์


จดหมายจากอิมามอะลี ริฏอ(อ.)

ถึงอิมามมุฮัมมัด ญะวาด (อ.)

                อิมามอะลี ริฏอ เป็นผู้ที่ปฏิบัติตัวต่อบุตรชายของท่าน ด้วยการให้เกียรติและยกย่องเสมอ ท่านได้เน้นถึงความสำคัญในการอบรมสั่งสอนบุตร มีรายงานบอกเล่าจาก อัล บะซันฏีย์ ซึ่งเป็นสหายของอิมามอะลีริฏอ (อ.) ว่า อิมามเคยส่งจดหมายไปหาบุตรชายของท่าน ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า

                โอ้ อบูญะอ์ฟัร มีข่าวมาถึงพ่อว่า แท้จริงพวกผู้ปกครองได้นำเจ้าขี่พาหนะออกจากทางประตูเล็ก และอันนี้นับเป็นความใจแคบของพวกเขาอย่างหนึ่งที่ไม่ยอมให้ใครได้รับความดีงามจากเจ้า ดังนั้นพ่อขอร้องเจ้าโดยสิทธิของพ่อที่มีต่อเจ้าว่า อย่าเข้าและอย่าออกจากทางอื่นใด นอกจากทางประตูใหญ่ และเมื่อเจ้าจะขี่พาหนะควรจะได้นำทองคำและเงินติดตัวไปด้วย หลังจากนั้นไม่ว่าใครมาขอ เจ้าจะต้องให้เขา ในบรรดาลุงของเจ้านั้นถ้าหากมีใครมาขอ เจ้าจะต้องทำดีต่อเขา โดยอย่างให้เขาน้อยกว่า 50 ดีนาร แท้จริงฉันเองต้องการจะให้อัลลอฮ์ ทรงยกย่องเจ้าดังนั้นจงบริจาค และจงอย่ากลัวว่าจะมีความตระหนี่จากพระเจ้าแห่งบัลลังก์”

การที่อิมามมุฮัมมัด ญะวา มีอายุน้อยนี่เองจึงเป็นเหตุทำให้ผู้มีผู้คลางแคลงใจเป็นอย่างมาก บางคนจึงพยายามทดสอบท่านด้วยปัญหาต่างๆ ที่ยากจะหาคำตอบได้ แต่ท่านอิมามสามารถตอบปัญหาเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญที่สุด จนทำให้บรรดาผู้ตั้งปัญหาถามถึงกับแสดงความฉงนสนเท่ห์กันอย่างถ้วนหน้า

มีชายคนหนึ่งชื่อยะห์ยา บิน อักซัม เขาเป็นบุคคลหนึ่งที่มีคามรู้แก่กล้ายิ่งนัก อีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่สูงยิ่ง พวกอับบาสิยะฮ์เอง ก็มีความประสงค์ที่จะให้มีการทดสอบวิชาความรู้ของอิมามญะวาด เพราะเห็นว่าเป็นเพียงเด็กน้อย ด้งนั้นพวกเขาจึงจัดให้มีการพบกันระหว่างบุคคลทั้งสอง

เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากัน ยะห์ยา บิน อักซัม เป็นฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอิมามก่อนว่า “ขอให้อัลลอฮ์ทรงปรับปรุงท่านด้วยเถิด โอ้ อบูญะอ์ฟัร ท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับผู้ครอบอิห์รอมที่ล่าสัตว์”

ท่านอิมาม กล่าวเป็นคำถามย้อนกลับไปว่า

ก่อนอื่นท่านต้องบอกก่อนว่า เขาได้ฆ่าสัตว์ตัวนั้น ในเขตอนุญาตหรือเขตหวงห้าม เขาได้กระทำลงไปในฐานะผู้มีความรู้หรือยังโง่เขลา เขาได้ฆ่าสัตว์ตัวนั้น ด้วยเจตนาหรือพลั้งผิดไป เขาเป็นอิสระชนหรือเป็นทาสเขาผู้นั้นเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ เขาได้ฆ่าสัตว์เช่นนั้นเป็นครั้งแรกหรือกระทำด้วยความเคยชิน สัตว์ที่ถูกล่าเป็นสัตว์ประเภทนกหรือประเภทอื่นๆ สัตว์ที่ถูกล่ายังเป็นตัวอ่อนหรือเป็นตัวที่โตเต็มที่แล้ว เขาผู้นั้นยังตั้งใจในการล่าสัตว์ต่อไปหรือสำนึกผิดแล้ว สัตว์ที่ถูกล่าติดกับดักของเขาในตอนกลางคืน หรอว่าในตอนกลางวันที่มองเห็นได้ชัดเจน กรครองอิห์รอมของเขาคราวนั้น เป็นอิห์รอมของพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ?”

บุตรของอักซัมพยายามซักถามแต่ละประเด็น ในขณะที่อิมามญะวาด ก็ได้ให้รายละเอียดทุกประเด็น โดยไม่แสดงความเบื่อหน่ายในการให้คำตอบ บรรดาผู้ที่อยู่ในที่ประชุมต่างประหลาดใจ เมื่อได้ฟังคำตอบอย่างละเอียดของอิมาม ขณะเดียวกันสีหน้าของพวกอับบาสิยะฮ์ ที่ต้องการจะกลั่นแกล้งให้อิมามญะวาดพ้นจากตำแหน่งต้องถึกับหม่นหมองดำคล้ำ ด้วยความผิดหวัง

 

ภรรยายของอิมามมุฮัมมัด ญะวาด

เมื่ออิมามอะลี ริฎอ (.) เสียชีวิตแล้ว กระแสการตั้งข้อสงสัยจากประชาชนในเรื่องฆาตกร ได้พุ่งประเด็นมายังมะอ์มูนมากที่สุด มะอ์มูนเองพยายามที่จะขจัดการตั้งข้อสงสัยให้พ้นไปจากตัวเขา จึงแสดงออกว่ามีวามเศร้าโศกเสียใจในการสูญเสียท่านอิมาม และได้เข้าร่วมในการทำพิธีฝังศพอิมามอย่างใกล้ชิด

เพื่อเป็นการขจัดข้อสงสัยในเรื่องการฆาตรกรรมให้พ้นจากตัวเขาอย่างสิ้นเชิง มะอ์มูนคิดหาวิธีที่จะจัดการแต่งานบุตรสาวของตนอีกคนหนึ่งคือ “อุมมุล-ฟัฎล์” ให้แก่อิมามญะวาด มะอ์มูนจึงเรียกประชุมบรรดาสมาชิกผู้อาวุโสในตระกูลอับบาสิยะฮ์ และประกาศให้ทราบถึงเจตนารมณ์ของตนเองในเรื่องนี้

ผู้อาวุโสในตระกูลอับบาสิยะฮ์ ได้ทัดทานไว้ เพราะพวกเขาเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ จะเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพแห่งอำนาจการปกครองของพวกเขา พวกอับบาสิยะฮ์ พยายามเรียกร้องให้มะอ์มูนเลิกล้มความตั้งใจ แต่มะอ์มูนยังคงยืนกรานในความคิดของตนเองต่อไป ดังนั้นผู้อาวุโสในตระกูลอับบาสิยะฮ์ จึงกล่าวกับเขาว่า “เขายังเป็นเด็กที่อ่อนเยาว์นักสำหรับความเข้าใจในหลักศาสนา ขอให้ประเวิงเวลาไปจนกระทั่งเขาได้เรียนรู้ให้มากกว่านี้เสียก่อน”

ดังนันมะอ์มูนจึงกล่าวว่า “พวกท่านคิดผิดไปแล้ว ฉันเองรู้จักเด็กคนนี้ดีกว่าพวกท่าน แท้จริงเขาเป็นคนมีวามเข้าใจและมีความรู้มากกว่าพวกท่านทั้งหมด ดังนั้นถ้าหากพวกท่านต้องการจะทดสอบก็เชิญทดสอบเขาดูได้เลย”

ด้วยเหตุนี้เองผู้อาวุโสในตระกูลอับบาสิยะฮ์ จึงจัดประชุมบรรดานักปราชญ์และผู้รู้เป็นจำนวนมาก และในจำนวนคนเหล่านั้น ผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็ได้แก่ “อิบนุ อักซัม” ผู้พิพากษาคนดังกล่าวนั้นเอง

การทดสอบได้ผ่านพ้นไป ด้วยผลปรากฏถึงชัยชนะของอิมามญะวาด ท่านจึงได้ลุกขึ้นกล่าวคำปราศรัย ในคุฎบะฮ์ของพิธีการนิกะฮ์โดยได้จักการส่งมอบมะฮัรตามจำนวนมะฮัรของท่านหญิงฟาฎิมะฮ ซะฮ์ดังนั้นงานฉลองครั้งใหญ่จึงได้มีขึ้นอย่างสมเกียรติ

 

เป้าหมายของการสมรส

มะอ์มูนมีความประสงค์ บางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังการจัดการสมรสบุตรสาวของตนกับอิมามญะวาดในครั้งนี้ นั่นคือเพื่อให้เป้าหมายทางการเมืองของตนบรรลุผลสำเร็จในด้านต่างๆ ดังนี้

1.     ต้องการขจัดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องการฆาตรกรรมอิมามอะลี ริฎอให้พ้นไปจากตัวเขา และอาศัยเรื่องนี้มาช่วยทำให้เขามีความใกล้ชิดกับประชาชน

2.       เพื่อให้บุตรสาวของตน ติดตามดูแลความเคลื่อนไหวของอิมามญะวาดอย่างใกล้ชิด

3.       เพื่อล่อใจให้ อิมาม ญะวาด ติดใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกรุงแบกแดดซึ่งทั้งปราสาท ราชวังและสิ่งบันเทิงเริงรมณ์อย่างครบครัน

 

อิมามมุฮัมมัด ญะวาด

เดินทางกลับสู่นครมะดีนะฮ์

                อิมามมุฮัมมัด ญะวาด ตั้งใจอย่างหนักแน่นที่จะเดินทางกลับไปยังเมืองมะดีนะฮ์ ท่านจึงได้แจ้งให้ทราบถึงความต้องการของท่านที่จะเดินทางไปบำเพ็ญฮัจญ์ที่บัยตุลลอฮ์ อัล หะรอม

                ประชาชนทั้งหลายต่างออกมาส่งอิมามในเส้นทางที่จะเดินทางไปสู่เมืองกูฟะฮ์ ณ ที่นั้นท่านอิมามได้หยุดพัก หลังจากเริ่มเข้าเวลานมาซดุฮ์ริแล้ว ท่านได้ทำน้ำนมาซ ณ บริเวณด้านนอกมัสยิดใกล้กับต้นแน็บค์ซึ่งเป็นต้นไม้ประเภทให้ผลชนิดหนึ่งในอิรัก หลังจากนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงประทานสิริมงคล ให้ต้นไม้นี้มี่ผลที่ดกดื่นและมีรสหวาน ชาวอิรักยังคงมีความตระหนักถึงความจำเริญของท่านอิมาม ในเรื่องนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

                ชายคนหนึ่ง ซึ่งมาจากตระกูลอัลฮะนีฟะฮ์ ได้เป็นเพื่อนร่วมทางอิมามญะวาด ในการไปบำเพ็ญฮัจญ์ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร ชายผู้นั้น จึงกล่าวขึ้นว่า ได้โปรดเถิดท่าน แท้จริงผู้ปกครองในเมืองของเราเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพวกท่าน ในฐานะเป็นอะห์ลุลบัยต์ และมีความรักต่อพวกท่าน เขาได้มอบทรัพย์สินจำนวนหนึ่งให้กับฉัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามที่มีอยู่ในบัญชีนี้ ดังนั้นถ้าหากท่านเห็นดีด้วย ก็ขอให้เขียนจดหมายถึงเขาสักฉบับหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นคุณงามความดีงามสำหรับฉันจะได้หรือไม่?

                ท่านอิมามกล่าวว่า แต่ฉันไม่เคยรู้จักเขาเลย

                ชายคนนั้นกล่าวว่า แท้จริงเขาเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้จงรักภักดีต่อพวกท่าน ในฐานะที่พวกท่านเป็นบรรดาอะห์ลุลบัยต์ และจดหมายของท่านก็จะเป็นประโยชน์กับฉัน

ท่านอิมามจึงหยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนลงไปว่า ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตา ต่อไปนี้ จะขอเรียนให้ท่านรับทราบว่า ผู้ที่ถือจดหมายฉบับนี้ได้กล่าวถึงท่านว่า เป็นผู้อยู่ในมัซฮับอันดีเลิศ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผลงานใดก็ตาม ที่มาจากการปฏิบัติของท่านให้ถือว่าล้วนเป็นคุณงามความดีทั้งสิ้น ดังนั้นท่านจงกระทำความดีต่อพี่น้องของท่านเถิด

                ชายคนนั้นได้นำจดหมายฉบับดังกล่าว ไปมอบยังเจ้าเมืองนัยซาบูรเขาจูบจดหมายฉบับนั้น และนำมาวางบนดวงตาทั้งสองข้างของเขา จากนั้นได้ถามชายคนนั้นว่า ท่านต้องการอะไรบ้าง ชายคนนั้นตอบว่า ทรัพย์สินที่ได้มอบให้กับฉันตามที่อยู่ในบัญชีของท่าน ฝ่ายเจ้าเมืองตอบในทันทีว่า เจ้าไม่ต้องคืนทรัพย์สินให้กับฉันอีกเลย ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่

                ได้มีชายอีกคนหนึ่งเขียนจดหมายมาหา อิมาม ญะวาด เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการงานสมรสบุตรสาวของตน ท่านอิมามญะวาด ได้เขียนจดหมายตอบไปว่า

                ฉันได้เข้าใจทุกอย่างแล้ว เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆที่ท่านได้กล่าวถึงเรื่องของบุตรสาวของท่าน และท่านยังกล่าวด้วยว่า แท้จริงท่านไม่เคยพบใครที่มีฐานะเหมือนกับท่านเลย ดังนั้นจงอย่าได้พิจารณาในเรื่องนี้เลย ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตาต่อท่าน ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ได้กล่าวว่า ถ้าหากมีคนที่ท่านพึงพอใจในเรื่องมารยาทและศาสนาของเขามาสู่ขอท่านก็จงจัดการแต่งงานให้แก่เขาไปเถิด ดังนั้นถ้าหากท่านมิได้กระทำก็เท่ากับท่านได้ทำให้มีความเสียหายอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นในแผ่นดิน

 

วาระสุดท้ายของมะอ์มูน

                บรรดาประชาชนชาวอียิปต์ ได้ต่อสู้เพื่อปฏิวัติล้มล้างอำนาจของมะอ์มูน ดังนั้นมะอ์มูนจึงได้เกณฑ์กองกำลังที่ประกอบด้วยทหารจำนวนมาก เพื่อปราบปรามพวกก่อการปฏิวัติโดยเริ่มต้นเดินทางมุ่งตรงไปยังแผ่นดินของอาณาจักรโรม ผลของการสู้รบปรากฏว่า ชัยชนะได้ตกเป็นของฝ่ายทหารมุสลิม

                ขณะเดินทางกลับจากสงคราม มะอ์มูนล้มป่วยมีอาการหนัก ดังนั้นเขาจึงหยุดพักที่ ริกเกาะฮ์ ซึ่งในสถานที่แห่งนั้นมีข้าราชบริพารคอยเฝ้าแห่แหนอยางคับคั่ง และเป็นบรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับเขา ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ตั้งค่ายพักแรมที่นั่น แต่เวลาได้ผ่านไปไม่นาน เขาก็เสียชีวิตและร่างของเขาก็ถูกฝังไว้ที่นั่น

                หลังจากนั้น อัล มุอ์ตะซิมน้องชายของเขา จึงได้ครอบครองตำแหน่งคอลีฟะฮ์สืบต่อไป เขาเป็นคนที่นิยมความรุนแรง และงานแรกที่เขาประเดิมเมื่อเข้ารับตำแหน่งคือ การเรียกตัวอิมามญะวาด ให้เดินทางจากเมืองมะดีนะฮ์ เข้ามายังแบกแดดเป็นการด่วน เขาได้จัดการวางแผนร้ายด้วยการสนับสนุนของ ญะอ์ฟัร บิน มะอ์มูน ซึ่งล่อลวงให้ อุมมุล ฟัฏล์ น้องสาวของตนลอบวางยาพิษลงในผลองุ่น เสมือนกับว่านาวได้เรียนรู้วิธีการนั้นมาจากบิดาของนางเอง ที่ได้ลอบวางยาพิษอิมามอะลี ริฏอ (อ.)ด้วยวิธีการเดียวกัน

                ด้วยเหตุนี้ อิมามมุฮัมมัด ญะวาด จึงต้องพลีชีพเป็นชะฮีดไป เมื่อวันที่ 9 เดือน ซุลฮิจญะฮ์ ฮ.ศ. 220 ขณะที่ท่านมีอายุเพียง 25 ปี เท่านั้น

                ร่างของอิมาม ญะวาด ถูกนำไปฝังที่สุสาวกุเรช ณ เมืองกาซิมียะฮ์ ในปัจจุบัน โดยฝังอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กับสุสานของปู่ของท่านเอง นั่นคืออิมามมูซา กาซิม (อ.) สถานที่ฝังศพของท่านในปัจจุบันนี้ เป็นสถานที่เยี่ยมเยียนของบรรดามุสลิมทั่วทุกมุมโลก

 

วาทะประทีป

                -เกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้ศรัทธา อยู่ที่การไม่พึ่งพิงมนุษย์คนใด

                -ผู้ศรัทธาจะต้องมีคุณสมบัติสามประการคือ พรอันสัมฤทธิ์ผลจากอัลลอฮ์ การตักเตือนตนเองและยอมรับคำแนะนำสั่งสอนจากผู้ที่หวังดี

                -วันที่ความยุติธรรมมาถึงตัวของผู้อธรรม ย่อมมีความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่า วันที่ความอธรรมเกิดขึ้นแก่ผู้ถูกอธรรม

                -ความมีสติปัญญาที่สมบูรณ์ของมนุษย์ สามารถพิสูจน์ได้ตรงที่เขารู้จักละเว้น ในสิ่งซึ่งไม่เหมาะไม่ควรแก่เขา

                -มนุษย์คนหนึ่งจะยังไม่มีความศรัทธาที่สมบูรณ์ จนกว่าศาสนาจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา มากกว่าความต้องการทางอารมณ์

                -ความตายของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นโดยการกระทำความผิด มีมากกว่าความตายที่เกิดจากวาระสุดท้ายตามอายุขัย และการมีชีวิตอยู่โดยอกุศลกรรม ก็มีมากกว่าการมีชีวิตอยู่โดยวาระของอายุขัยที่แท้จริง

คำถามสำหรับเยาวชน

                1.ทำไม ! มะอ์มูน จึงให้บุตรสาวของตนสมรสกับอิมามมุฮัมมัดญะวาด ?

                2.ทำไม ! อิมามมุฮัมมัด ญะวาด (อ.) จึงไม่วิ่งหนีไปเหมือนเด็กอื่นๆ เมื่อขบวนของมะอ์มูนเดินทางผ่านมา ?

                3.อิมาม อะลี ริฏอ (อ.) ให้เหตุผลอย่างไรเพื่อแสดงว่าตำแหน่ง อิมาม ต้องเป็น อิมาม มุฮัมมัด ญะวาดทั้งๆที่ท่านยังเป็นเพียงเด็กน้อย ?.

อิมามมุฮัมมัด อัล ญะวาด Jawad แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 14 กรกฏาคม 2010 เวลา 14:26 น.