อิมามอะลี อัล ริฏอ Riza

  • PDF

อิมามอะลี อัล ริฎอ (.)

 

ข้อมูลจำเพาะ

ชื่อ                                                          : อะลี

ฉายานาม                                               : ริฎอ

สมญานาม                                              : อบูฮาซัน

บิดา                                                       : มูซา กาซิม (อ.)

มารดา                                                    : นุจญมะฮ์

อายุ                                                        : 55 ปี

พลีชีพ                                                    : ฮ.ศ.203

สุสาน                                                     : อยู่ที่เมืองมัชฮัด

 

การถือกำเนิด

                อิมามอะลี ริฎอ (.) กำเนิดที่เมืองมะดีนะฮ์ เมื่อเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์ ฮ.. 148 เป็นบุตรของอิมามมูซา บิน ญะอ์ฟัร (.) มารดาของท่านคือ สตรีที่ดีเลิศท่านหนึ่งชื่อ นัจญมะฮ์

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ผ่านชีวิตในวัยเยาว์ของท่าน ด้วยการเลี้ยงดูของอิมามมูซา (.) ผู้เป็นบิดา ซึ่งบิดาของท่านได้สั่งเสีย และแจ้งถึงเรื่องตำแหน่งอิมามของผู้เป็นบุตรชายไว้กับบรรดาสหายของท่าน

                อะลี บิน ยักฏีน ได้กล่าวว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยอยู่กับ อับดุซซอลิห์ (อิมามมูซา) ขณะอะลี ริฎอ บุตรชายของท่านเข้ามาหา อิมามก็กล่าวว่า โอ้อะลี บิน ยักฏีน นี่คือซัยยิดผู้เป็นบุตรชายของฉัน

                ฮิชาม บิน ฮะกัม ได้กล่าวว่า แน่นอน อิมามมูซา ได้บอกท่านแล้วว่า อำนาจในการนำภายหลังจะต้องได้แก่เขา (อะบี ริฎอ)”

                ขณะเดียวกัน ได้มีมิตรสหายของอิมามกาซิม (.) บางคนถามถึงตำแหน่งอิมามภายหลังจากท่าน ท่านได้บ่งชี้ไปยังอะลี ริฎอ บุตรชายของท่าน พลางกล่าวว่า นี่คือผู้นำของพวกท่าน ภายหลังจากฉัน

                สถานการณ์ทางการเมืองในสมัยของอิมามริฎอ (.) นั้น นับว่าล่อแหลม กับอันตรายสำหรับผู้เป็นอิมามในบรรดาอะห์ลุลบัยต์ (.) มากที่สุด ดังนั้นอิมามมูซา กาซิม (.) จึงสั่งเสียบรรดามิตรสหายของท่านให้ถือเป็นความลับสุดยอดเลยทีเดียว

 

จริยธรรมของอิมามริฎอ (.)

                บรรดาอิมามแห่งอะห์ลุลบัยต์ (.) นั้น ล้วนเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกซึ่งอัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงเลือกสรรพวกท่านไว้ให้เป็นทางนำ สำหรับมนุษยชาติโดยสัจธรรม กล่าวคือพวกท่านเป็นตัวอย่างสูงสุดในความเป็นมนุษย์และจริยธรรมอันประเสริฐ

                อิบรอฮีม บิน อับบาส ได้กล่าวว่า ฉันไม่เคยพบว่าท่านอิมาม ริฎอ จะใช้วาจากระด้างกับคนหนึ่งคนใดเลย และฉันไม่เคยพบว่าท่านจะชิงพูดตัดบทถ้อยคำของคนหนึ่งคนใด จนกว่าเขาคนนั้นจะพูดจบเสียก่อน และท่านไม่เคยปฏิเสธคนหนึ่งคนใดที่มีจุดประสงค์ในสิ่งที่ท่านมีความสามารถจะให้ได้ ท่านไม่เคยยืดเท้าและไม่เคยนั่งเอกเขนกต่อหน้าคนที่นั่งสนทนากับท่าน ท่านไม่เคยด่าว่าคนรับใช้และข้าทาสของท่านเลยสักครั้งเดียว ท่านไม่เคยทำเสียงเอิกอากในเวลาหัวเราะ หากแต่ท่านจะแสดงอาการยิ้มเท่านั้น ในยามอยู่ตามลำพังเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารท่านจะให้คนรับใช้มานั่งร่วมกับท่านด้วยเสมอ และถ้าใครอ้างว่าเคยเห็นผู้ที่มึคุณงามความดีเหมือนอย่างท่าน ก็อย่าเชื่อถือคำแอบอ้างเช่นนั้นเลย

                สหายคนหนึ่งได้ร่วมทางกับอิมามริฎอ (.) เพื่อเดินทางไปยังเมืองคุรอซาน เมื่อถึงเวลาอาหาร จะมีทั้งคนรับใช้และข้าทาสของท่านเข้ามาร่วมรับประทานอาหารกับท่าน สหายผู้นั้นจึงกล่าวว่า โอ้บุตรแห่งท่านศาสดา ทำไมท่านจึงไม่จัดอาหารไว้สำหรับคนเหล่านี้สักที่หนึ่งเล่า ?”

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ตอบว่า แท้จริงพระผู้อภิบาล ผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงสุด มีเพียงองค์เดียว และบิดาของมนุษยชาติก็เป็นคนๆ เดียวกัน และมารดาก็เป็นคนๆ เดียวกัน ส่วนรางวัลตอบแทนของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับผลงานที่กระทำ

                มีชายคนหนึ่งกล่าวกับอิมามอะลี ริฎอ (.) ว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ในหน้าแผ่นดินนี้ไม่มีใครประเสริฐกว่าท่านอีกแล้ว

                ท่านอิมามริฎอ (.) ตอบว่า การมีความยำเกรงได้ทำให้เขาเหล่านั้นมีเกียรติยิ่งมีอีกคนหนึ่งกล่าวสาบานว่า ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ท่านคือมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด

                แต่อิมามริฎอ (.) กลับตอบว่า อย่าสาบานอย่างนั้นเลย คนที่ประเสริฐกว่าฉันได้แก่คนที่มีความยำเกรงอัลลอฮ์มากกว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ โองการนี้ยังมิได้ถูกยกเลิก และเราบันดาลให้พวกเจ้าเป็นประชาคมและเป็นเผ่าพันธุ์ เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้จักกัน แท้จริงคนที่มีเกียรติยิ่งของพวกท่านตามทัศนะของอัลลอฮ์ คือคนที่ยำเกรงอัลลอฮ์มากที่สุดในหมู่พวกท่าน

                ครั้งหนึ่งในขณะที่อิมามริฎอ (.) กำลังตอบปัญหาเรื่องสิ่งที่อนุมัติและสิ่งที่ต้องห้ามอยู่ได้มีชาวเมืองคุรอซานคนหนึ่งเข้ามาหาท่านและกล่าวว่า โอ้บุตรของท่านศาสดา ขอความสันติสุขพึงมีแด่ท่าน ฉันคือคนหนึ่งในหมู่ชนผู้เป็นที่รักของท่าน และเป็นที่รักของบิดาและของปู่ทวดของท่าน ฉันเองเพิ่งกลับมาจากทำฮัจญ์ และเงินทองของฉันก็ร่อยหรอจนไม่มีอะไรเหลือติดตัวฉันเลย ฉันเห็นว่าถ้าหากท่านจัดการส่งฉันกลับไปยังภูมิลำเนาของฉันได้แล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮ์เท่ากับฉันได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่ง ครั้นเมื่อฉันได้ถึงยังภูมิลำเนาแล้ว ฉันจะนำเงินของฉันออกมาบริจาคในนามของท่าน ตามจำนวนที่ท่านได้มอบให้แก่ฉันเพราะฉันเองมิได้เป็นคนที่อยู่ในฐานะรับบริจาค

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ได้กล่าวอย่างอ่อนโยนว่า เชิญท่านนั่งลงเถิด ขออัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตาแก่ท่าน

                จากนั้นท่านก็หันไปตอบคำถามผู้ที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นต่อไป จนกระทั่งเสร็จ แล้วอิมามก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง และได้ยื่นมือออกมาทางด้านหลังประตู พลางเรียกหาชาวคุรอซานคนนั้นว่า ชาวคุรอซานอยู่ที่ไหนชายคนนั้นได้ขานรับ

                อิมามอะลี ริฎอ (.) กล่าวว่า นี่คือเงิน 200 ดีนาร ซึ่งฉันยินดีช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของท่าน และไม่ต้องบริจาคในนามของฉันตามที่ท่านสัญญาหรอกชาวคุรอซานจึงรับเงินจำนวนนั้นไป แล้วอำลาจากอิมามริฎอ ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งเมตตาของท่าน

                หลังจากนั้นอิมามอะลี ริฎอ (.) จึงออกมา ได้มีสหายของท่านคนหนึ่งถามว่า เพราะเหตุใดจึงซ่อนเร้นใบหน้ามิให้เขาเห็น โอ้บุตรของท่านศาสดา ?”

                อิมามอะลี ริฎอ (.) กล่าวว่า เพื่อฉันจะได้ไม่เห็นความต้อยต่ำของการขอบนใบหน้าของเขา เพราะฉันได้ยินวจนะจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) บทหนึ่งว่า ผู้ที่ปิดบังตนเองในเวลาทำความดีนั้น จะมีผลบุญเทียบเท่าการบำเพ็ญฮัจญ์ถึง 70 ครั้ง และเป็นการขจัดความชั่วร้ายในฐานะผู้หลอกลวงลงได้ด้วย และผู้ปิดบังตนเองในการทำความดีจะได้รับการอภัยโทษ

 

จงอย่าลำพองใจ

                ท่านอะห์มัด อัล บะซันฏี เป็นนักปราชญ์ระดับอาวุโสท่านหนึ่ง เขากับอิมามได้มีการแลกเปลี่ยนสารโต้ตอบซึ่งกันและกันหลายครั้ง หลังจากนั้นเขาจึงเชื่อถือในตำแหน่งอิมามของอิมามอะลี ริฎอ (.) เขาได้เล่าเรื่องราวต่อไปนี้ว่า

                “ครั้งหนึ่งอิมามอะลี ริฎอ (.) ได้เชิญข้าพเจ้าไปเป็นแขกของท่านโดยท่านได้ส่งลาของท่านมาให้เป็นพาหนะ หลังจากเราได้นั่งสนทนากันแล้วท่านจึงจัดเลี้ยงอาหารค่ำแก่ข้าพเจ้า จากนั้นท่านได้ขอให้ข้าพเจ้าพักที่บ้านของท่าน ข้าพเจ้าตอบตกลงรับคำเชิญของท่าน ท่านจึงจัดเตรียมที่นอนและผ้าห่มให้แก่ข้าพเจ้า แล้วบอกกับข้าพเจ้าว่า ขอให้อัลลอฮ์ประทานความสุขสบายในการนอนของท่าน ส่วนเราขอนอนกับพื้นเอง

                จากนั้นอิมามอะลี ริฎอ (.) ก็นอนลงบนพื้น ข้าพเจ้ารำพึงกับตัวเองว่า แน่นอน ฉันได้รับเกียรติจากอิมามอย่างที่ไม่มีใครได้รับมาก่อนและข้าพเจ้าก็รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

                เมื่อถึงตอนเช้า อิมามอะลี ริฎอ (.) ได้เรียกข้าพเจ้าและจับไหล่ของข้าพเจ้าพลางกล่าวว่า แท้จริงท่านอมีรุลมุอ์มินีนเคยเยี่ยมอาการป่วยของซอซออะฮ์ บิน ซูฮาน เมื่อท่านลุกขึ้นจะขอตัวกลับ ท่านได้กล่าวว่า โอ้ซอซออะฮ์ ท่านจงอย่าได้โอ้อวดกับพี่น้องของท่านเลยนะ ที่ฉันมาเยี่ยมอาการป่วยของท่าน

                ราวกับอิมามอะลี ริฎอ (.) ล่วงรู้ถึงความ รู้สึกที่ไม่ดีอันเกิดขึ้นในจิตใจของเขานั่นเอง ท่านจึงนำเอาเรื่องที่อิมามอะลี ปู่ทวดของท่านได้เยี่ยมอาการป่วยของสหายของท่านคนหนึ่งมาเล่าเป็นข้อเตือนใจแก่เขา

 

อิมามอะลี ริฎอ (.) ตักเตือนน้องชาย

                ท่านซัยด์ น้องชายของอิมามริฎอ (.) ได้ปฏิวัติที่เมืองบัศเราะฮ์ และเผาบ้านเรือนของพวกอิบบาสิยะฮ์ จนได้สมญานามว่า ซัยด์แห่งไฟ

                คอลีฟะฮ์มะอ์มูน ได้ส่งทหารจำนวนมากไปปราบเขา หลังจากที่สู้รบกันอย่างหนัก ซัยด์ขอเจรจาสันติภาพและยอมมอบตัว และตกเป็นเชลย

                เมื่ออิมามอะลี ริฎอ (.) ได้เป็นผู้สำเร็จราชการ มะอ์มูนจึงตกลงใจส่งตัวเขาไปหาท่าน อิมามอะลี ริฎอ (.) ไม่พอใจพฤติกรรมของซัยด์น้องชายเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่เขาได้เผาบ้านเรือนและริบทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก อิมามอะลี ริฎอ (.) ได้กล่าวกับน้องชายของท่านว่า เธอได้ทำในสิ่งเสียหายอย่างยิ่งทีเดียว โอ้ ซัยด์ ! อะไรที่ทำให้เธอลำพองใจกับคำพูดของชาวกูฟะฮ์กระนั้นหรือที่ว่า แท้จริงฟาฏิมะฮ์ เป็นผู้ที่มีการถือกำเนิดมาอย่างบริสุทธิ์ ดังนั้นอัลลอฮ์จะทรงปกป้อง มิให้เชื้อสายของนางแผ้วพานกับไฟนรก เธอผิดพลาดไปแล้ว โอ้ ซัยด์ ! แท้จริงคำพูดนั้นมิใช่สำหรับฉันและเธฮเลย แท้จริงท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ) หมายความในเรื่องนี้ถึงฮาซันกับฮูเซน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เขาทั้งสองมิได้บรรลุถึงสิ่งนั้น นอกจากด้วยการเคารพเชื่อฟัง อัลลอฮ์ ดังนั้นถ้าหากเธอลงความเห็นว่าถึงเธอจะละเมิดอัลลอฮ์ แต่เธอก็จะได้เข้าสวรรค์ นั่นเท่ากับเธอมีเกียรติในทัศนะของอัลลอฮ์ยิ่งกว่าท่านทั้งสอง และมีเกียรติยิ่งกว่ามูซา บิน ญะอ์ฟัร บิดาของเธอเสียอีก

                ซัยด์ กล่าวว่า แต่ฉันก็เป็นน้องชายของพี่

                อิมามอะลี ริฎอ (.) กล่าวว่า เธอเป็นน้องชายของพี่ก็เพราะเธอเคารพเชื่ออัลลอฮ์เท่านั้น แท้จริงนบีนูห์ ยังเคยกล่าวว่า โอ้พระผู้อภิบาลแท้จริงบุตรของฉันเป็นสมาชิกครอบครัวของฉัน และแท้จริงสัญญาของพระองค์นั้นเป็นสัจธรรม และแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาเหนือปวงผู้มีความเมตตาแล้วอัลลอฮ์ทรงตรัสแก่เขาว่า โอ้นูห์ แท้จริง เขามิใช่สมาชิกครอบครัวของเจ้าดอก แท้จริงการงานของเขาไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีงามเลยขอสาบานต่ออัลลอฮ์ โอ้ซัยด์ ! จะไม่มีใครบรรลุถึงสิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮ์ได้เลยแม้สักคนเดียวนอกจากด้วยการเคารพเชื่อฟังพระองค์

 

ในที่ประชุมของคอลีฟะฮ์มะอ์มูน

                มะอ์มูนได้เรียกประชุมบรรดาผู้นำทางศาสนา และนิกายต่างๆ พร้อมกับสั่งให้คนเหล่านั้นตอบโต้กับอิมามอะลี ริฎอ (.)

                มะอ์มูนเองมีเป้าหมายที่จะให้อิมามจนมุมกับคำถามของพวกเขา เนาฟะลีย์เป็นสหายคนหนึ่งของอิมามอะลี ริฎอ (.) ซึ่งอิมามได้ถามเขาว่า นี่เธอรู้ไหมว่าทำไมมะอ์มูนจึงเรียกประชุมบรรดาผู้ตั้งภาคี ?”

                ท่านเนาฟะลีย์ กล่าวว่า ก็เพราะเขาต้องการจะทดสอบท่านนั่นเองอิมามอะลี ริฎอ (.) ถามอีกว่า โอ้ เนาฟะลีย์เธอต้องการจะรู้ไหมว่าเมื่อใดที่มะอ์มูนจะรู้สึกผิดหวัง

                ท่านเนาฟะลีย์ กล่าวว่า ต้องการขอรับ

                อิมามกล่าวว่า เมื่อถึงเวลาที่เขาได้ยินหลักฐานที่ฉันตอบพวกถือคัมภีร์เตารอตด้วยคัมภีร์เตารอตของพวกเขา และตอบพวกที่ถือคัมภีร์อินญีลด้วยคัมภีร์อินญีลของพวกเขา และตอบพวกที่ถือคัมภีร์ซะบูรด้วยคัมภีร์ซะบูรของพวกเขา และตอบพวกซอบิอีนด้วยหลักคำสอนของพวกเขาเอง

                แล้วอิมามอะลี ริฎอ (.) ก็ลงมือทำน้ำนมาซ และได้เดินทางไปยังวังของคอลีฟะฮ์พร้อมกับสหายคนสนิท ต่อมาการถกปัญหาก็เริ่มขึ้น

                บาดหลวงชาวคริสเตียนกล่าวว่า ฉันไม่ชอบที่จะให้คนใดยกหลักฐานอ้างอิงแก่ฉันโดยอัล กุรอาน เพราะฉันปฏิเสธมันอยู่แล้ว และไม่ต้องการหลักฐานจากศาสดาของเขาด้วย เพราะฉันไม่ศรัทธาต่อเขาอยู่แล้ว

                อิมามอะลี ริฎอ (.) กล่าวว่า แล้วถ้าฉันยกหลักฐานอ้างอิงต่อท่านด้วยคัมภีร์อินญีลเล่า ท่านจะเชื่อไหม ?”

                บาดหลวงคนนั้นกล่าวตอบว่า แน่นอน ฉันต้องเชื่อมั่นมันแน่นอน

                จากนั้นอิมามริฎอ (.) ก็อ่านคัมภีร์อินญีลออกมาตอนหนึ่งเกี่ยวกับกรณีที่อีซาแจ้งข่าวประเสริฐ ถึงเรื่องราวการมาของศาสดาคนใหม่ โดยอีซาได้แจ้งแก่บรรดาสาวกจำนวนมาก และท่านอิมามได้อ่านข้อความตอนหนึ่งในคัมภีร์อีกเช่นกัน

                บาดหลวงชาวคริสต์ ถึงกับกล่าวด้วยกับความประหลาดใจว่า ด้วยสิทธิของท่านมะซีห์ ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าในหมู่นักปราชญ์ของมุสลิมจะมีคนอย่างท่าน

                อิมามอะลี ริฎ (.) ได้หันหน้าไปยังอัลญาลูต แล้วได้ยกหลักฐานต่อเขาด้วยคัมภีร์เตารอตและซะบูร อิมรอน อัซ ซอบีย์ เป็นนักพูดที่เก่งกล้าคนหนึ่ง เขาได้ถามอิมามถึงเรื่องหลักเอกภาพของอัลลอฮ์และปัญหาต่างๆ มากมาย จนกระทั่งถึง เวลานมาซซุฮ์ริ อิมามอะลี ริฎอ (.) จึง ขอตัวลุกขึ้นไปทำนมาซ

                หลังจากทำนมาซเสร็จแล้ว อิมามก็เริ่มถกปัญหากันใหม่กับอิมรอน จนกระทั่งเขายอมรับศาสนาของอัลลอฮ์ที่แท้จริง เขาได้หันหน้าไปทางทิศกิบละฮ์และสุหยุด (กราบ) ต่ออัลลอฮ์พร้อมกับประกาศตัวเข้ารับอิสลาม

 

การเดินทางไปยังมะรู

                ไม่มีใครเลยสักคนที่จะล่วงรู้ถึงความจริงที่ผลักดันให้คอลีฟะฮ์ มะอ์มูน เลือกอิมามอะลี ริฎอ (.) เป็นผู้สำเร็จราชการของเขา

                เมื่อครั้งที่อิมามอะลี ริฎอ (.) พำนักอยู่ที่เมืองมะดีนะฮ์นั้น ได้มีคำสั่งของคอลีฟะฮ์ว่า ให้ท่านเดินทางไปยังมะรู ท่านอิมามอะลี ริฎอ (.) ได้เดินทางอย่างรีบเร่งไปยังเมืองคุรอซอน เมืองบัศเราะฮ์และเดินทางต่อไปยังแบกแดด หลังจากนั้นท่านได้หยุดพำนักที่เมืองกุม โดยได้รับการต้อนรับจากประชาชนที่นั่นอย่างเนืองแน่น ท่านอิมามได้เข้าไปเป็นแขกของบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้มี ชื่อเรียกว่า โรงเรียนอัร ริฎวียะฮ์

 

ที่นัยซาบูรีย์

                นัยซาบูรีย์เป็นเมืองที่เจริญ และเป็นศูนย์กลางทางวิชาการแห่งหนึ่งในสมัยนั้น แต่ในภายหลังได้ถูกทำลายลงด้วยอิทธิพลของพวกมะฆูลีย์

                ชาวเมืองนัยซาบูรีย์ ให้การต้อนรับการหยุดพักของอิมามอะลี ริฎอ (.) ด้วยความยินดี ในจำนวนคนเหล่านั้นมีบรรดานักปราชญ์ และนักศึกษาวิชาการเป็นจำนวนหลายร้อยคน

                บรรดานักปราชญ์และนักฮะดิษ ต่างเข้ามาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ บริเวณที่พักของอิมาม คนเหล่านั้นเตรียมปากกาออกมาถือเพื่อคอยจดบันทึกคำสอนจากอิมาม อะลี ริฎอ (.) ที่ได้นำฮะดิษจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นตาทวดของท่านมาบอกเล่าแก่พวกเขา

                มีพวกเขาบางคนได้ผูกเชือกล่ามลาของอิมามอะลี ริฎอ (.) ไว้และยืนยันต่อท่านว่า โดยอาศัยสิทธิของบรรพบุรุษของท่านผู้บริสุทธิ์  ขอให้ท่านได้บอกเล่ารายงานวจนะของท่านศาสดากับพวกเรา เพื่อให้พวกเรา ได้รับประโยชน์จากท่าน

                ท่านอิมามอะลี ริฎอ (.) จึงกล่าวว่า ฉันได้ยินท่านมูซา บิน ญะอ์ฟัร บิดาของฉันกล่าวว่า ฉันได้ยินท่านญะอ์ฟัร บิน มุฮัมมัด บิดาของฉันกล่าวว่า ฉันได้ยินอะลี บิน ฮูเซน บิดาของฉันกล่าวว่า ฉันได้ยินฮูเซน บิน อะลี บิดาของฉันกล่าวว่า ฉันได้ยินอมีรุลมุอ์มินีน อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ บิดาของฉันกล่าวว่า ฉันได้ยินท่านศาสดากล่าวว่า ฉันได้ยินญิบรออีลได้กล่าวว่า ฉันได้ยินอัลลอฮ์กล่าวว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ คือสิ่งคุ้มกันภัยของฉัน ดังนั้นผู้ใดเข้าสู่สิ่งคุ้มกันภัยของฉัน เขาย่อมปลอดภัยจากการลงโทษของฉัน

                วจนะบทนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อว่า ฮะดิษ ซิลซิละฮ์ ซะฮับจำนวนนักรายงานที่บันทึกฮะดิษบทนี้มีมากถึง 20,000 คน

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ได้เดินทางออกจากนัยซาบูรีย์ในตอนเช้า และถึงเวลานมาซดุฮ์ริในระหว่างทาง ดังนั้นอิมามจึงขอน้ำเพื่อมาทำน้ำนมาซแต่เพื่อนร่วมเดินทางของท่านไม่สามารถหาน้ำมาให้ท่านได้

                อิมามอะลี ริฎอ (.) จึงพยายามเสาะหาน้ำตามพื้นดิน ก็มีน้ำพวยพุ่งออกมา ดังนั้นท่านและสหายที่มาพร้อมกับท่านก็ได้ทำน้ำนมาซ ร่องรอยของสถานที่แห่งนั้นยังมีปรากฏให้เห็นจวบจนทุกวันนี้

                เมื่ออิมามอะลี ริฎอ (.) ได้เดินทางมาถึงยังเมืองซะนาอะบาด์ ท่านได้พักผ่อนเอนกายใช้หลังพิงกับเชิงเขาลูกหนึ่ง ณ ที่นั่นปรากฏว่าประชาชนได้นำเสบียงมามอบให้ท่านจำนวนหนึ่งเพื่อทำอาหาร ท่านได้วิงวอนต่ออัลลอฮ์ เพื่อทรงประทานความจำเริญในการนี้ และสั่งให้พวกเขาจัดเตรียมอาหารในส่วนของท่าน

                อิมามได้เข้าไปในบ้านของฮะมีด บิน กุฮ์ตอบะฮ์ อัฎ ฎออีย์ และได้เข้าไปยังใต้โดมซึ่งมีสุสานของฮารูน รอชีด หลังจากนั้นท่านได้เขียนข้อความด้วยมือของท่านลงบนผนังสุสานว่า นี่คือสุสานของฉัน และฉันได้ถูกฝังไว้ในนี้ และอัลลอฮ์จะทรงให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่เยี่ยมเยียนของชีอะฮ์ของฉัน ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ในหมู่พวกท่านที่ได้เยี่ยมเยียนฉันจะไม่รับสิ่งอื่นใดนอกจากการอภัยโทษของอัลลอฮ์ และความเมตตาของพระองค์จะได้แก่เขาด้วยการช่วยเหลือจากเราบรรดาอะห์ลุลบัยต์ (.)”

                หลังจากนั้นท่านได้นมาซหลายรอกะอัตและสุหยูด ต่อจากนั้นท่านได้ทำนมาซอีกหลายรอกะอัต และได้สุหยูดอีกครั้งเป็นเวลานาน ท่านได้กล่าวสดุดีอัลลอฮ์ในเวลานั้น 500 ครั้ง

 

มะรู

                อิมามริฎอ (.) ได้เดินทางไปถึงยังเมือง มะรูและได้รับการต้อนรับจากมะอ์มูนอย่างอบอุ่น เพรียบพร้อมไปด้วยการให้เกียรติอย่างเต็มที่

                คอลีฟะฮ์มะอ์มูนเสนอต่ออิมามว่า เขาจะสละตำแหน่งคอลีฟะฮ์แต่อิมามคัดค้านการกระทำเช่นนั้น เพราะท่านทราบดีถึงเจตนาที่แท้จริงของมะอ์มูน

                แน่นอนมะอ์มูนได้สังหารอัล อามีนพี่ชายของตนเอง เพื่อแย่งอำนาจการปกครองและตำแหน่งคอลีฟะฮ์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสละตำแหน่ง

                มะอ์มูนต้องการอย่างเดียวคือ ให้ตนเองมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับประชาชน จึงแสร้งทำเป็นว่าเขาเป็นผู้มีความรักต่อบรรดาอะห์ลุลบัยต์ (.)

                มะอ์มูนจึงวางโครงการที่จะมอบตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแก่อิมามอะลี ริฎอ (.) ถึงแม้ว่าจะต้องใช้อำนาจเข้าบีบบังคับก็ตาม

                เพราะเหตุที่ต้องเผชิญกับการยืนกราน และการข่มขู่ของคอลีฟะฮ์ มะอ์มูน ได้ทำให้อิมามตกลงที่จะเป็นผู้สำเร็จราชการ โดยมีเงื่อนไขว่าท่านจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการทางด้านการปกครอง

                ได้มีการทำเงินเหรียญประทับนามอิมาม และประชาชนได้งดเว้นจากการสวมใส่ชุดเสื้อผ้าสีดำ เพราะเป็นสีของราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ ส่วนการสวมใส่ชุดสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของเชื้อสายอะลี

                คอลีฟะฮ์มะอ์มูน ได้จัดการสมรสอุมมุฮะบีบะฮ์บุตรสาวของตนให้กับอิมามอะลี ริฎอ (.) ขณะเดียวกันก็จัดการสมรสบุตรสาวของตน อีกคนหนึ่งให้กับบุตรชายของอิมาม นั่นคืออิมามมุฮัมมัด อัล ญะวาด (.)

 

การทำนมาซอีด

                ท่านอิมามอะลี ริฎอ (.) ได้รับสัตยาบันให้เป็นผู้สำเร็จราชการ ในวันที่ 5 เดือนรอมฎอน ฮ..201 และหลังจากนั้นไป 25 วัน ก็ถึงวันที่ 1 เดือนเชาวาล ซึ่งเป็นวันอีดิลฟิตรี คอลีฟะฮ์มะอ์มูนจึงสั่งให้อิมามริฎอ (.) ทำหน้าที่เป็นอิมามนำคนทั้งหลายนมาซในพิธีนมาซอีด

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ได้กล่าวขอตัวว่าจะไม่ทำหน้าที่นี้ และเตือนให้เขานึกถึงเงื่อนไขตามข้อตกลง แต่ทว่ามะอ์มูนยังยืนกรานตามความเห็นของตนเอง และพยายามจะส่งบรรดาทูตเข้าไปอยู่ข้างหลังอิมาม

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ยอมรับเงื่อนไขในการออกไปทำนมาซด้วยวิธีการที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) และท่านอิมามอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ (.) กระทำ

                คอลีฟะฮ์มะอ์มูนยอมตกลงในเงื่อนไขดังกล่าว และสั่งให้แม่ทัพฝ่ายทหารเตรียมพร้อมปฏิบัติตามหน้าที่ และให้พวกเขาออกไปยังที่พักของอิมามตั้งแต่เช้าตรู่

                ประชาชนทั้งหลายได้มาชุมนุมกันอย่างเนืองแน่นตามถนนหนทางและบริเวณลานบ้านเรือน และบรรดาทหารได้ตั้งแถวรอคอยการออกมาของอิมามอะลี ริฎอ (.)

                ดวงอาทิตย์ทอแสงทองประกายเจิดจ้าในยามเช้า ขณะที่แผ่นดินเต็มไปด้วยความอบอุ่น ราบรื่น และมีรัศมีสีแสง

                อิมามอะลี ริฎอ (.) ได้จัดแจงอาบน้ำ แต่งกายด้วยการสวมใส่เสื้อผ้า และสวมผ้าโพกศีรษะสีขาว ชายผ้าโพกศีรษะข้างหนึ่งห้อยลงมาคลุมถึงทรวงอก และอีกข้างหนึ่งทิ้งชายลงบนหัวไหล่ ประพรมน้ำหอม และถือไม้เท้า พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งให้บรรดาคนใกล้ชิดของท่านกระทำตามด้วย พวกเขาออกไปเดินนำด้านหน้า ในขณะที่อิมามเดินอยู่ข้างๆ

                เมื่อท่านอิมามเดินออกมาสักครู่หนึ่งแล้ว ท่านก็ได้กล่าวตักบีรด้วยเสียงดังว่า อัลลอฮุอักบัรบรรดาผู้ติดตามก็ได้กล่าวตามพร้อมๆ กัน

                เมื่ออิมามอะลี ริฎอ (.) ปรากฏตัวออกมาแล้ว บรรดาทหารและพวกหัวหน้าที่ได้เห็นท่านในลักษณะท่าทีเช่นนี้ ต่างก็ลงมาจากหลังม้าและตัดเชือกผูกรองเท้าของพวกเขา เดินเรียงแถวเข้ามาขนาบ

                ท่านอิมามกล่าวตักบีรจนถึงหน้าประตู ประชาชนก็กล่าวตักบีรตามเสียงตักบีรดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมือง ประชาชนต่างออกจากบ้านเรือนมาแออัดยัดเยียดกันอยู่บนถนน

                แน่นอนประชาชนทั้งหลาย ได้เห็นการฉลองวันอีดมาแล้วหลายครั้ง พวกเขาได้เคยเข้าร่วมทำนมาซอีดที่ยิ่งใหญ่อย่างเต็มรูปแบบมาหลายครั้งแล้วเช่นกัน แต่พวกเขาก็เพิ่งได้มาพบเห็นในครั้งนี้เองว่า เป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่มโหฬารที่สุดเท่าที่เคยมีมา อันเป็นบรรยากาศที่ใกล้ชิดสนิทแนบกับวิญญาณของอิสลามอย่างยิ่ง ใช่แต่เท่านั้น หากแต่มันคือรูปแบบของอิสลามที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มอบไว้ให้ นั่นคืออิมามอะลี ริฎอ (.) ผู้เป็นลูกหลานของท่านเองที่กำลังมาทำหน้าที่ฟื้นฟูรูปแบบของอิสลามให้ปรากฏใหม่อีกครั้ง

                บรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสอดแนมได้เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของอิมามอะลี ริฎอ (.) และประชาชนเหล่านั้นอยู่อย่างเงียบๆ แล้วได้รีบรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คอลีฟะฮ์มะอ์มูนทราบอย่างรวดเร็ว พวกเขาเฝ้าสอดส่องดูอย่างเงียบๆ ตลอดเส้นทางเดินที่ท่านอิมามอะลี ริฎอ (.) กำลังมุ่งหน้าเดินไปเพื่อทำพิธีนมาซ และหวั่นใจอยู่ว่าอิมามจะพูดอะไรบ้างในคุตบะฮ์วันอีดที่กำลังจะมีขึ้นอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ?

                คอลีฟะฮ์มะอ์มูน จึงได้ส่งตัวแทนของตนไปหาท่านอิมามอะลี ริฎอ (.) ในระหว่างทางทันที พร้อมกับยื่นจดหมายให้ท่านฉบับหนึ่ง ที่เขียนขึ้นโดยคอลีฟะฮ์มะอ์มูนใจความว่า แท้จริงเราได้รบกวนท่านให้ ลำบากมากเกินไปแล้ว โอ้บุตรของท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ และเราไม่ต้องการให้ท่านกระทำสิ่งอื่นใดในขณะนี้นอกจากเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ท่านได้พักผ่อนให้สบาย ดังนั้นท่านจงรีบเดินทางกลับที่พักเสียเถิดแล้วอิมามก็จำต้องเดินทางกลับ ท่ามกลางเสียงร้องถามกันในหมู่ประชาชน ซึ่งกำลังอิ่มเอิบใจอยู่กับบุคลิกภาพและการแสดงออกของอิมาม ที่กำลังถ่ายทอดแบบอย่างของบรรพบุรุษ และปู่ทวดของท่านอยู่

 

จุดประสงค์ของคอลีฟะฮ์มะอ์มูน

                ไม่มีใครกล้าปฏิเสธความฉลาดหลักแหลมและความช่ำชองในกลยุทธทางการเมืองของคอลีฟะฮ์มะอ์มูนได้ แน่นอนที่สุดเบื้องหลังการแต่งตั้งให้อิมามอะลี ริฎอ (.) ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการนั้น เป็นเพราะว่าเขาต้องการให้บรรดาคนในตระกูลของท่านอิมามอะลี (.) ที่มีความชิงชังการปกครองของวงศ์อับบาสิยะฮ์ และบรรดาผู้ที่เชิดชูธงการปฏิวัติในทุกเรื่องที่มีความพึงพอใจที่ปัญหาบางสิ่งบางอย่างได้แก้ไขไปได้ เช่น ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ และการใช้เครื่องแต่งกายสีเขียว แทนที่การใช้เครื่องแต่งกายด้วยชุดดำมีการล่อคนในตระกูลของอิมามอะลี (.) ด้วยตำแหน่งในการปกครองเพื่อให้คนทั้งหลายเชื่อว่า การต่อสู้ของพวกเขานั้นเป็นไปเพื่ออำนาจการปกครองเท่านั้นเอง แท้จริงแล้วพวกเขามิได้ต้องการจะแสวงหาความยุติธรรม หากแต่ต้องการจะบรรลุถึงผลประโยชน์ทางด้านการปกครองเท่านั้น

                คอลีฟะฮ์มะอ์มูน พยายามรวบรวมบรรดาผู้นำในตระกูลของอิมามอะลี (.) เข้ามาอยู่ในราชวัง หลังจากนั้นก็ดำเนินงานให้แต่ละคนแยกออกจากกันดังที่อิมามอะลี ริฎอ (.) กล่าวไว้

                เราต้องไม่ลืมว่าความจริงแล้วอิมามอะลี ริฎอ (.) รู้แผนการต่างๆ ทั้งหมดของคอลีฟะฮ์มะอ์มูน และท่านได้ลบล้างมันไปได้เป็นส่วนมากด้วยท่าทีของท่าน ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อครั้งที่ท่านได้อภิปรายปัญหากับผู้นำศาสนาต่างๆ หรือตอนนมาวอีดหรือกรณีที่ท่านปฏิเสธไม่เข้าร่วมในกิจการของรัฐ ตลอดถึงเรื่องการเมืองและการปกครอง

 

ดะอ์บัล อัล ค็อซซาอีย์

                สำหรับบทกวีในยุคนั้นนับว่ามีบทบาทความสำคัญอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือมีฐานะเป็นเสมือนตำราสำคัญเกี่ยวกับการขอพร และวิชาการในยุคสมัยของเราเลยทีเดียว และบรรดาผู้ปกครองจะยกย่องบรรดากวี และจะมอบค่าตอบแทนอย่างมากมายมหาศาลแก่คนเหล่านั้น เพื่อสนับสนุนอำนาจการปกครองของพวกตน

                มีกวีส่วนหนึ่งปฏิเสธการประจบสอพลอบรรดาผู้ปกครอง โดยยังยืนหยัดเคียงข้างกับฝ่ายสัจธรรม ถึงแม้ว่าตัวเองจะอดอยากยากจนและถูกกดขี่อย่างไรก็ตาม ดังที่เราจะเห็นเรื่องนี้ได้จากดะฮ์บัล อัล ค็อซซาอีย์กวีคนหนึ่งของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (.)

                ประวัติศาสตร์ได้จารึกบทกวีตอนหนึ่งที่อะฮ์บัล ได้ประพันธ์ขึ้นมาเพื่ออิมามอะลี ริฎอ (.) ดังมีรายงานจากอบูซิลัต อัล อะรูวีย์ว่า ดะฮ์ บัลอัล ค็อซซาอีย์ ได้เข้าเยี่ยมอิมามอะลี ริฎอ (.) ในครั้งหนึ่งที่มะรู แล้วพูดกับท่านว่า โอ้บุตรแห่งท่านศาสดา แท้จริงข้าพเจ้าได้ประพันธ์บทกวีบทหนึ่งในเรื่องของพวกท่าน และข้าพเจ้าได้สัญญากับตัวเองไว้ว่า จะไม่อ่าน ให้ใครฟังก่อนท่านเลยแม้สักคนเดียว อิมามอะลี ริฎอ ได้ฟัง ดังนั้นก็รู้สึกยินดีมาก จึงได้แสดงความขอบคุณต่อเขา และได้ขอร้องให้เขาอ่านข้อความในบทกวีนั้นให้ท่านฟัง

                ดะฮ์บัล ได้ร่ายบทกวีของเขาให้ท่านฟัง ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า

                สำนักวิชาคัมภีร์ ว่างเว้นเสียงขาน

เคหะแห่งวะห์ยู ห่างหายวังเวง

สุสานหนึ่งเด่น ณ กูฟาน กับอีกหนึ่ง ณ ฎ็อยยิบะฮ์

และอีกหนึ่ง ณ ฟัค ล้วนเป็นที่ขอพรของฉัน

และอีกหนึ่งสุสานนั้น อยู่ที่แบกแดดเป็น วิญญาณบริสุทธิ์

พระผู้ทรงปรานี คุ้มครองไว้ในสรวงสวรรค์

อิมามอะลี ริฎอ ต่อกลอนทันทีว่า กับอีกสุสานหนึ่งอยู่ที่ฏูซ อันทุกข์ระทม ที่ห้อมล้อมบริเวณด้วย เสียงคร่ำครวญอาดูร

ดะฮ์บัลถามอย่างแปลกใจว่า ฉันยังไม่รู้เลยว่า สุสานที่ฏูซเป็นของใคร ?”

อิมามอะลี ริฎอ ตอบว่า โอ้ดะฮ์บัล นั่นคือสุสานของฉันเอง

แล้วดะฮ์บัล ผู้เป็นนักกวีก็ได้ร่ายบทกลอนของตนด้วยการรำพึงรำพันถึงความทุกข์ระทม และความเจ็บปวดรวดร้าวนานาประการที่โหมกระหน่ำต่อบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ส่วนอิมามอะลี ริฎอนั้นร้องไห้จนต้องปาดน้ำตาที่หลั่งรินออกมา

อิมามอะลี ริฎอ (อ.) ได้มอบเงินจำนวน 100 ดีนาร ให้แก่ดะฮ์บัลเพื่อเป็นรางวัลปลอบใจ ดะฮ์บัลกล่าวขออภัยต่อท่าน อิมามที่ตนเองมิอาจรับรางวัลนั้นจากท่าน แต่ได้ร้องขอเสื้อผ้าของท่านชุดหนึ่ง เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง อิมามอะลี ริฎอได้มอบเสื้อผ้าชุดหนึ่งที่ทำจากไหมเป็นของกำนัลแก่ดะฮ์บัล รวมทั้งเงิน จำนวน 100 ดินารนั้นด้วย

เมื่อดะฮ์บัลเดินทางกลับปรากฏว่า ในระหว่างได้พบกับกองโจรกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาขวางทาง และปล้นทรัพย์สินในตัวของเขาไปจนหมด เมื่อกองโจรปล้นทรัพย์สินของเขาแล้วจึงไปนั่งรวมตัวกัน เพื่อแบ่งของที่ปล้นมาได้ มีโจรคนหนึ่งกล่าวออกมาเป็นบทกวีว่า ข้าได้เห็นทรัพย์สินของพวกเขาถูกแบ่งปันกันในหมู่ชนอื่น ส่วนมือของพวกเขากับทรัพย์สินเหล่านั้นมีแต่ความว่างเปล่า

ดะฮ์บัล ได้ฟังดังนั้น จึงถามโจรผู้กล่าวบทกวีว่า กลอนบทนี้ใครเป็นผู้ประพันธ์ ?” ขุนโจรผู้นั้นตอบว่า เป็นบทประพันธ์ของดะฮ์บัล อัล ค็อซซาอีย์

ดะฮ์บัล จึงกล่าวว่า ก็ฉันนี่แหละ ดะฮ์บัล พวกโจรเหล่านั้นดีใจมากที่มีโอกาสได้รู้จักกับกวีผู้มีชื่อเสียงแห่งยุค จึงได้มอบทรัพย์สินต่างๆ ของเขาคืนให้ ขณะเดียวกันก็ยังมอบทรัพย์สินในกองคาราวานให้แก่เขาอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการให้เกียรติ และขออภัยต่อเขาอีกด้วย

เมื่อดะฮ์บัลเดินทางไปถึงเมืองกุม ได้มีบางคนเสนอราคาชุดแต่งกายของอิมามอะลี ริฎอ (อ.) ที่มอบให้เป็นของกำนัลแก่ดะฮ์บัล ด้วยราคาถึง 1,000 ดีนาร แต่ดะฮ์บัลปฏิเสธไม่ยอมขาย ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งจึงเดินตามเขาไปจนถึงบริเวณชานเมือง และตรงเข้าฉีกทึ้งเสื้อผ้าชุดนั้นและมอบเงินให้เขาหลายพันดีนาร รวมทั้งชิ้นส่วนของเสื้อผ้านั้น เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เขา ดะฮ์บัลได้อำลาจากคนกลุ่มนั้นด้วยความพึงพอใจ

เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงบ้านก็พบกับภรรยาของเขาป่วยด้วย โรคตาอย่างรุนแรง เมื่อเขาพานางไปพบหมอ หมอทั้งหลายต่างก็บอกกับเขาว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรักษาอีกแล้ว เพราะตาของนางกำลังจะบอด

ดะฮ์บัลเศร้าเสียใจมาก แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ถึงผ้าของอิมามที่เขายังมีเหลืออยู่อีกชิ้นหนึ่ง เขาจึงไปหยิบมาวางที่ดวงตาของภรรยา ตั้งแต่ตอนหัวค่ำจนถึงเช้าของวันรุ่งขึ้น ครั้นเมื่อนางตื่นนอนในตอนเช้า ดวงตาของนางก็หายเป็นปกติด้วยสิริมงคลของอิมามอะลี ริฎอ (อ.) นั่นเอง

 

การพลีชีพของอิมามอะลี ริฎอ (อ.)

                หลังจากที่มะอ์มูนรู้สึกผิดหวังในการเกลี้ยกล่อมให้อิมามอะลี ริฎอ (อ.) สนับสนุนอำนาจรัฐของตน ก็คอยหาโอกาสเหมาะเพื่อกำจัดอิมามอะลี ริฎอ (อ.) ให้พ้นจากวิถีทางของตน เพราะอิมามยังคงอยู่ในสภาพที่รักษาความบริสุทธิ์สะอาดไม่ฝักใฝ่กับกิจการทางโลกด้วยความสมถะ

                ที่เมืองแบกแดดในเวลานั้น ตระกูลอับบาสิยะฮ์ได้ประกาศให้สัตยาบันรับรองอัล มุฆ์นีย์ เป็นคอลีฟะฮ์ แทนมะอ์มูน ด้วยเกรงว่าตำแหน่งคอลีฟะฮ์จะถูกถ่ายโอนไปเป็นของคนในตระกูลของอิมามอะลี ริฎอ (อ.)

                อิมามอะลี ริฎอ (อ.) เสียชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ.203 ท่านถูกฝังที่เมืองฏูซ (มัชฮัด) โดยปรากฏสุสานอันโดดเด่นเป็นสง่าอยู่จนถึงทุกวันนี้

                มะอ์มูน แสดงความโศกเศร้ากับการจากไปของอิมาม เพื่อกลบเกลื่อนการตั้งข้อสงสัยและข้อกล่าวหาจากคนรอบข้าง โดยเข้าร่วมในพิธีศพของอิมามด้วยอาการโศกสลดยิ่งนัก

 

วาทะประทีป

                ผู้ที่ไม่รู้คุณพ่อแม่ ย่อมไม่รู้จักอัลลอฮ์

                ใครที่ตรวจสอบตนเองจะมีกำไร ส่วนคนที่ลืมการตรวจสอบตนเองย่อมขาดทุน

                คนที่มีสติปัญญาดีเลิศได้แก่คนที่รู้จักตัวเอง

                ผู้ศรัทธานั้น ถึงเขาจะโกรธ ความโกรธของเขาก็มิได้ชักนำเขาออกจากความถูกต้องชอบธรรม และถึงเขาจะพึงพอใจ ความพึงพอใจของเขาก็จะไม่ชักนำเขาเข้าสู่ความผิดพลาด และถึงเขาจะสามารถรับเอาสิ่งใด เขาก็จะไม่รับเอามามากกว่าสิทธิของเขาโดยชอบธรรม

                อัลลอฮ์ทรงกริ้วกับการพูดตามกระแสเล่าลือ การทำให้ทรัพย์สินเสียหาย และการซักถามมากๆ

 

คำถามสำหรับเยาวชน

1.)     ทำไมอิมามอะลี ริฎอ (อ.) จึงยื่นเงินให้แก่ชาย คนนั้นจากทางด้านหลังประตู ?

2.)     ทำไมคอลีฟะฮ์มะอ์มูนจึงบีบบังคับให้อิมามอะลี ริฎอ (อ.) รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ?

3.)   ทำไมฮะดิษที่ว่า ลาอิลา ฮะอิลลัลลอฮ์ คือสิ่งคุ้มกันของฉัน ผู้ใดเข้าสู่สิ่งคุ้มกันของฉันก็จะปลอดภัยจากการลงโทษของฉัน จึงได้ชื่อว่า ซิลซิละตุซซะฮับ ?”

อิมามอะลี อัล ริฏอ Riza แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 14 กรกฏาคม 2010 เวลา 14:21 น.