Author: อันวารี

  • อักษรมุก็อฏฏออาต

    อักษรมุก็อฏฏออาต

    เป็นที่ทราบกันดีสำหรับมุสลิมว่าในอัลกุรอานมี 29 ซูเราะฮ์ที่ขึ้นต้นด้วยตัวพยัญชนะอาหรับที่เขียนแยกออกจากกัน โดยไม่เป็นประโยค  ยกตัวอย่างเช่น   الم  (อาลิฟ ลาม มีม)     يس   (ยาซีน) หรือ  حم    (ฮามีม)  พยัญชนะเหล่านี้ในศัพท์ทางวิชาการด้านอุลูมกุรอานเรียกว่า  “อักษร มุก็อฏฏออาต”
    อักษร มุก็อฏฏออาต เป็นหนึ่งในความเร้นลับของอัลกุรอานที่บรรดานักวิชาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถกเถียงกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งในปัจจุบันมีข้อเขียนและบทความเกี่ยวกับพยัญชนะเหล่านี้มากมาย
    แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า ถ้าเราย้อนไปดูในประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่าไม่มีชาวอาหรับหรือผู้ต่อต้านศาสนาอิสลามและท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) คนใดเย้ยหยันอัลกุรอานด้วยพยัญชนะเหล่านี้เลย จึงทำให้เห็นได้ว่าพวกเขาทราบกันดีถึงความเร้นลับในตัวพยัญชนะเหล่านี้ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน
    เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับอักษร มุก็อฏฏออาต ผู้เขียนจะขอนำเสนอทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านอุลูมกุรอานบางส่วน พร้อมหลักฐานของแต่ละทัศนะ
    ทัศนะที่ 1
    อักษร มุก็อฏฏออาตเป็นความเร้นลับของอัลกุรอาน และไม่มีสิทธิ์ที่มนุษย์คนใดจะสามารถรับรู้และเข้าใจได้ มีคำกล่าวจากท่าน อะบูอามิร บิน ชัรฮะบีล ชุอ์บี เป็นชนรุ่นตาบิอีน (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 104)   ว่า “เรามีความเชื่อเกี่ยวกับอักษรเหล่านี้เพียงสิ่งที่เราเห็นภายนอกเท่านั้น ส่วนความเร้นลับของมันเราขอมอบให้เป็นสิทธิ์ของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น”
    ทัศนะที่ 2
    พยัญชนะเหล่านี้เป็นพยัญชนะธรรมดาทั่วไป ไม่มีความหมายและความเร้นลับใด ๆ เลย สาเหตุที่อัลกุรอานนำพยัญชนะเหล่านี้มาไว้ในอัลกุรอานไม่มีอะไรมากไปกว่า การให้อัลกุรอานมีคุณลักษณะด้านการออกเสียงที่สวยงามเท่านั้น
    ( ทัศนะนี้ถูกกล่าวไว้ใน ตัฟซีร อัลกัชชาฟ เล่ม 1 หน้า 29 – 31 ของท่าน ซะมัคชะรีย์ )
    ทัศนะที่ 3
    อักษรเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกจำนวนพยัญชนะนั้น ๆในซูเราะฮ์ต่าง ๆ เช่น  ซูเราะฮ์ เกาะลัม ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัว นูน บ่งบอกถึงพยัญชนะตัวนูนในซูเราะฮ์ดังกล่าวมีจำนวนมากที่สุด มีมากกว่าพยัญชนะอื่น ๆ ท่านญะลาลุดดีน สุยูฏีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ มุอ์ตะริกุลอักรอน เล่ม 1 หน้า 71 ว่า
    “ซูเราะฮ์ที่ขึ้นต้นด้วยอักษรมุก็อฏฏออาตไม่ว่าจะด้วยพยัญชนะใดก็ตาม จำนวนคำหรือพยัญชนะที่มีมากที่สุดในซูเราะฮ์นั้นก็คือพยัญชนะดียวกับอักษรมุก็อฏฏออาตนั่นเอง  เช่นในซูเราะฮ์กอฟ ซึ่งเริ่มต้นด้วยพยัญชนะตัว กอฟ ก็จะมีจำนวนพยัญชนะตัวกอฟมากที่สุดในซูเราะฮ์นี้…..” 
    ทัศนะที่ 4
    อักษรมุก็อฏฏออาต เป็นพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดา แต่ที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน ก็เพื่อต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานที่ทุกคนต่างยอมรับ ถูกร้อยเรียงมาจากพยัญชนะเหล่านี้  อีกทั้งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานด้วย  มหัศจรรย์ตรงที่ว่า จากพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดาเหล่านี้ถูกเรียบเรียงให้กลายเป็นประโยคที่มีความหมายยิ่งใหญ่ และสามารถซึมซับเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้  จากพยัญชนะธรรมดาเหล่านี้ถูกประกอบขึ้นจนเป็นประโยคที่ทำให้จิตวิญญานของมนุษย์ อิ่มเอิบ อ่อนไหว เมื่อได้ยินได้ฟัง
    ทัศนะข้างต้นนี้เป็นทัศนะที่ถูกยอมรับในหมู่นักวิชาการด้านอุลูมกุรอานในปัจจุบัน
    นักวิชาการกลุ่มนี้ได้นำหลักฐานมายืนยันถึงความถูกต้องของทัศนะดังกล่าว โดยได้นำเสนอรายงานฮะดีษจากหนังสือ ตัฟซีร อัลโบรฮาน เล่ม 1  หน้า 126 เป็นรายงานจากท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) กล่าวว่า 
    “ชาวกุเรชและชาวยิว ได้ดูถูกอัลกุรอาน โดยกล่าวว่า อัลกุรอานคือ เวทมนตร์คาถา เป็นสิ่งที่เขา (มุฮัมมัด) เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเองแล้วอ้างว่าเป็นคำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า  อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสกับคนเหล่านี้ว่า  “อาลิฟ ลาม มีม นี่คือ คัมภีร์ (ของพระเจ้า) โอ้มุฮัมมัด คัมภีร์ที่เราประทานให้กับเจ้า ถูกร้อยเรียงมาจากพยัญชนะอาหรับธรรมดานี่เอง”
    และอีกฮะดีษจากหนังสือ บิฮารุลอันวาร เล่ม 2 หน้า 319 ฮะดีษที่ 3 เป็นรายงานจากอิมาม อะลี บิน มูซา อัรริฏอ  (อ.) กล่าวว่า
    “แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานอัลกุรอานเล่มนี้ ด้วยกับพยัญชนะธรรมดาที่ชาวอาหรับใช้สนทนากัน และหลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ถึงแม้ญินและมนุษย์จะรวมตัวกันที่จะนำโองการใดมาให้เหมือนกับอัลกุรอานพวกเขาก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้” ฮะดีษข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้อัลกุรอานจะถูกเรียบเรียงมาจากพยัญชนะธรรมดาจนเป็นประโยคที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกคน แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้อย่างอัลกุรอาน
    อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อักษรมุก็อฏฏออาต ก็คือว่า ถ้าเราสังเกตุโองการต่าง ๆ ที่เริ่มต้นด้วยพยัญชนะเหล่านี้ จะเห็นว่าประโยคต่อมาหลังจากนั้นจะเกี่ยวข้องกับอัลกุรอานทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เช่น
    โองการที่ 1 ซูเราะฮ์ฮูด ที่กล่าวว่า
    الر كِتَابٌ أُحْكِمَتْ آيَاتُهُ ثُمَّ فُصِّلَتْ مِنْ لَدُنْ حَكِيمٍ خَبِيرٍ
    อะลีฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงตระหนักยิ่ง

    หรือโองการที่ 1 ซูเราะฮ์ นัมล์ ที่กล่าวว่า
    طس تِلْكَ آيَاتُ الْقُرْآنِ وَكِتَابٍ مُبِينٍ
    ฏอ ซีน เหล่านี้คือโองการทั้งหลายของอัลกุรอาน และคัมภีร์อันชัดแจ้ง
    หรือโองการที่ 1 – 2 ซูเราะฮ์ อัสสะญะดะฮ์ ที่กล่าวว่า  تَنْزِيلُ الْكِتَابِ لا رَيْبَ فِيهِ مِنْ رَبِّ الْعَالَمِينَ  الم 
    อะลิฟ ลาม มีม การประทานลงมาของคัมภีร์นี้ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในนั้น จากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
    โองการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพยัญชนะเหล่านี้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานอีกทั้งแสดงถึงความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานอีกด้วย
    ท่านผู้อ่านที่รัก อัลกุรอานที่เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต เป็นยาบำบัดโรคทางจิตใจ และเป็นทางนำให้มนุษย์รอดพ้นจากวังวนแห่งความเลวร้ายทั้งปวง ถูกร้อยเรียงมาจากตัวพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดานี้ แต่ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานอยู่ตรงที่ว่า ผู้ร้อยเรียงคือ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่นั่นเอง

  • คุณลักษณะคู่ครองที่ดี

    คุณลักษณะคู่ครองที่ดี

    การเลือกคู่ครองเป็นขั้นตอนสำคัญในชีวิตที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาอิสลามที่มีแนวทางชัดเจนในการกำหนดคุณสมบัติที่คู่ครองควรมี เพื่อสร้างครอบครัวที่มั่นคงและมีความสุข บทความนี้จะนำเสนอคุณสมบัติหลักในการเลือกคู่ครองที่ควรให้ความสำคัญ

    **1. ศรัทธาและยึดมั่นในศาสนา**

    การเลือกคู่ครองที่มีศรัทธาในศาสนาและปฏิบัติตามคำสอนถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ศาสนาอิสลามเน้นย้ำ ท่านอิมามญะวาดกล่าวว่า “หากมีผู้มาขอลูกสาว และท่านพอใจในความรับผิดชอบและศาสนาของเขาแล้ว จงยกลูกสาวให้แก่เขา” นอกจากนี้ การเลือกคู่ครองที่มีศาสนาจะต้องพิจารณาจากพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่เขาสัมพันธ์ด้วย ไม่ใช่แค่จากการนมาซหรือกิจกรรมทางศาสนาเพียงอย่างเดียว

    **2. มีสติปัญญาและความฉลาด**

    ความฉลาดในชีวิตคู่คือการสามารถจัดการชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสม การมีสติปัญญาช่วยป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดจากความไม่รู้หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด ท่านอิมามอาลีกล่าวว่า “อย่าสมรสกับคนโง่ เพราะการอยู่ร่วมกับเขาเป็นภัยพิบัติ ลูกหลานที่เกิดมาจะไม่สมบูรณ์”

    **3. มีมารยาทงดงาม**

    การมีมารยาทที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตคู่ สามีและภรรยาควรมีมารยาทที่ดีต่อกัน เพื่อความราบรื่นและสันติสุขในครอบครัว มีฮะดีษกล่าวถึงความสำคัญของมารยาทว่า “หากผู้ที่มาสู่ขอเป็นคนมีมารยาททราม จงอย่ายกลูกสาวให้แก่เขา”

    **4. มาจากครอบครัวที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี**

    ครอบครัวที่ดีและมีศักดิ์ศรีจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคู่ครองและลูกหลานในอนาคต ท่านศาสดามูฮัมหมัดกล่าวว่า “จงเลือกคู่ครองจากครอบครัวที่ดี เพราะจริยธรรมของบรรพบุรุษนั้นจะตกทอดมาถึงลูกหลาน”

    **5. ความรับผิดชอบและซื่อสัตย์**

    การรับผิดชอบในครอบครัวคือพื้นฐานของความสุขและความสงบ ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า ความรับผิดชอบของคนหนึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากการดูแลทรัพย์สิน ความลับ และเกียรติศักดิ์ศรีของผู้อื่น

    **6. ความรักนวลสงวนตัว**

    ท่านอิมามริฎอเน้นถึงความสำคัญของการรักนวลสงวนตัว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยสร้างความไว้วางใจในชีวิตคู่ คู่ครองควรป้องกันตนเองจากพฤติกรรมที่จะทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของครอบครัว

    **7. สุขภาพร่างกายและจิตใจสมบูรณ์**

    คู่ครองควรมีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์เพื่อการใช้ชีวิตคู่ที่ยั่งยืน ท่านศาสดามูฮัมหมัดกล่าวว่า “หากผู้มาสู่ขอมีศาสนา จริยธรรม และรูปลักษณ์ที่ดี จงยกลูกสาวให้แก่เขา”

    สุดท้ายนี้ ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้สรุปคุณสมบัติของภรรยาที่ดีว่า ควรมีความพร้อมในการให้กำเนิดทายาท มีเมตตากรุณา รักนวลสงวนตัว มีเกียรติในวงศ์ตระกูล สุภาพอ่อนโยนต่อสามี และปฏิบัติตามคำพูดของสามีเมื่อจำเป็น

    **สรุป**

    การเลือกคู่ครองตามหลักศาสนาอิสลามไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ภายนอก แต่เน้นถึงศีลธรรม มารยาท ความรับผิดชอบ และความฉลาดในการดำเนินชีวิต การสร้างครอบครัวที่มั่นคงนั้นต้องเริ่มต้นจากการเลือกคู่ครองที่มีคุณสมบัติดังกล่าวเพื่อความสำเร็จในชีวิตคู่ที่ยืนยาว.

  • อิมามฮะซัน กับสมญานามผู้ใจบุญแห่งวงศ์วานศาสนทูต

    อิมามฮะซัน กับสมญานามผู้ใจบุญแห่งวงศ์วานศาสนทูต

    เนื่องจากท่านอิมามฮะซัน (อ.) มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ตกทุกข์ได้ยากและผู้ยากไร้ในสังคม ท่านอยู่ร่วมกับคนจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมเสมอ พร้อมกันนั้นท่านยังรับฟังความโศกเศร้าของพวกเขาด้วยความจริงใจ ไม่มีคนยากจนคนใดกลับมาจากประตูบ้านของท่านด้วยความผิดหวัง บางครั้งตัวท่านเองเดินไปหาคนยากจนและเชิญพวกเขาไปที่บ้านของท่านและให้อาหารและเสื้อผ้าแก่พวกเขา (1)

    ท่านอิมามฮะซัน (อ.) ใช้พลังทั้งหมดที่มีในการทำสิ่งที่ดีและเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ท่านแอบมอบทรัพย์สมบัติมากมายในทางของพระเจ้า นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการได้บันทึกเรื่องราวการบริจาคครั้งยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติชีวิตอันน่าภาคภูมิใจท่าน ในช่วงชีวิตของท่านได้ใช้จ่ายทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตัวเองสองครั้งในทางของพระเจ้า และครั้งที่สามท่านได้แบ่งทรัพย์สมบัติของท่านออกเป็นสองส่วนและแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับคนจนในทางของพระเจ้า (2)

    มีรายงานว่า ท่านอิมามฮะซัน (อ.) เดินผ่านกลุ่มคนจนกำลังกินเศษขนมปังแห้งที่ถูกทิ้งไว้บนพื้น ท่านลงจากหลังม้าและกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ทรงชอบคนหยิ่งจองหอง” แล้วพวกท่านก็นั่งรับประทานอาหารร่วมกับพวกเขา จากนั้นท่านเชิญให้คนยากจนทั้งหมดไปที่บ้านของท่านเพื่อรับประทานอาหาร ท่านอิมามต้อนรับพวกเขาด้วย อาหารที่ดีและให้เสื้อผ้าที่เหมาะสมแก่พวกเขา (3)

    มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มากมายที่เกี่ยวข้องกับการให้ของท่านอิมาม มีผู้คนถามท่านว่า เหตุใดเมื่อผู้คนมาขอท่าน ท่านจึงไม่ปฏิเสธพวกเขาเลยสักครั้ง ท่านอิมามกล่าวตอบว่า: “ฉันเป็นผู้แสวงหาความใกล้ชิดพระเจ้า และฉันต้องการให้พระเจ้าไม่พรากไปจากฉัน ฉันรู้สึกละอายใจที่จะทำให้ผู้แสวงหาฉันและเรียกร้องความช่วยเหลือจากฉันผิดหวังกลับไป การช่วยเหลือนี้จะทำให้พระเจ้าผู้ทรงดูฉันและทำให้ฉันอยู่ในการดูแลของพระองค์ตลอดไป” (4)

    เนื่องจากความเมตตากรุณาและการทำความดีเหล่านี้ และการอยู่ในเส้นทางแห่งความดี ความเมตตากรุณา และการช่วยเหลือแก่ชนชั้นที่ไร้หนทางและขัดสนตลอดมา อิหม่ามจึงได้รับสมญานามว่า “ผู้ใจบุญแห่งวงศ์วานศาสนทูต”

    แหล่งอ้างอิง :

    1. Zamani, Ahmad, ข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ จัดพิมพ์โดย Islamic Propaganda Office, Qom, พิมพ์ครั้งแรก, 1375, p. 268
    2. Siyuti, Tarikh al-Khalifa, Maktaba al-Muthani, Baghdad, 1383 A.H. p. 190. Tarikh Yaqoubi, Publications of al-Maktaba al-Haydariyya, Najaf, 1384 AH, vol. 2, p. 215.
    3. Allameh Majlesi, Bihar al-Anwar, Al-Wafa Foundation, Beirut, 1404 AH, vol. 42, p. 213.
    4. Qurashi, Baqer Sharif, Life of Imam Hasan (AS), แปลโดย Fakhruddin Hijazi, Tehran: Nash Baath, first edition, 1376, p. 135.
  • บทลงโทษผู้ทรยศ

    บทลงโทษผู้ทรยศ

    ในสมัยการปกครอง อิซซุดเดาละฮ์ ดัยลามีย์  แห่งราชวงศ์ บุวัยฮิด มีชายนิรนามคนหนึ่งเข้าไปในแบกแดดและนำสร้อยคอมูลค่าหนึ่งพันดินาร์ไปขายในตลาด  แต่ไม่มีผู้ซื้อเลยสักคน แต่เนื่องจากเขาต้องรีบเดินทางไปมักกะฮ์จึงไม่มีเวลาอยู่ขายอีก  เขาจึงมองหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อฝากสร้อยคอไว้กับเขา

    ผู้คนในตลาดแนะนำคนขายน้ำหอมซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความซื่อสัตย์ เขาฝากสร้อยคอทิ้งไว้ไห้กับคนขายน้ำหอมและเดินทางไปมักกะฮ์ เมื่อเขากลับมา เขานำของขวัญมาฝากคนขายน้ำหอมด้วย

    เมื่อเขามาหาคนขายน้ำหอมเพื่อมอบของขวัญให้  และถามหาสร้อยทอง คนขายน้ำหอมกลับตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้จัก พร้อมพูดว่า: ผมไม่รู้จักคุณและคุณก็ไม่ฝากอะไรไว้กับฉันด้วย  เกิดมีปากเสียงกัน ผู้คนเข้ามาห้อมล้อม และต่อมาชายนิรนามถูกผู้คนโยนออกมานอกร้านขายน้ำหอม เพราะเชื่อคำพูดของคนขายน้ำหอม

    ต่อมาชายนิรนามยังวนไปที่ร้านขายน้ำหอมอีกสองสามครั้ง แต่ไม่ได้ยินอะไรจากชายขายน้ำหอมเลยนอกจากคำสาปแช่ง ด่าทอ

    มีคนไปแนะนำชายนิรนามว่า : ท่านเขียนเรื่องราวของท่านกับคนขายน้ำหอมและส่งไปถึงผู้ปกครองให้เขาตัดสินจะดีกว่า  ชายนิรนามเขียนจดหมายถึงผู้ปกครอง มีจดหมายตอบกลับมาว่า ให้ไปนั่งที่หน้าประตูร้านของคนขายน้ำหอม สามวันติดต่อกัน และวันที่สี่ฉันจะเดินผ่านไปที่นั่นเพื่อทักทายเจ้า  เจ้าแค่ตอบคำทักทายเท่านั้นพอ  และวันรุ่งขึ้นให้เจ้าไปขอสร้อยคอจากคนขายน้ำหอมอีกครั้ง  แล้วแจ้งผลให้ฉันทราบ

    ในวันที่สี่ ผู้ปกครองเดินผ่านประตูร้านด้วยอย่างยิ่งใหญ่ และทันทีที่เขาเห็นชายนิรนาม ผู้ปกครองก็ทักทายเขาและทำความเคารพและให้เกียรติชายนิรนาม  ชายนิรนามตอบคำทักทายของผู้ปกครอง พร้อมกันนั้นผู้ปกครองก็กล่าวกับชายแปลกหน้าว่า ท่านมาแบกแดดทำไมไม่แจ้งข่าวกับเราก่อน ชายแปลกหน้ากล่าวตอบว่า ฉันยุ่งมากเลยไม่มีเวลาแจ้งข่าวการมากับท่าน ผู้คนรวมทั้งคนขายน้ำหอมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่างแปลกใจว่าชายนิรนามนั้นคือใครกันแน่ เหตุใดจึงดูสนิทสนมกับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก คนขายน้ำหอมมองเห็นอนาคตชีวิตตัวเองวางอยู่บนเส้นด้าย

    ทันทีที่ผู้ปกครองเดินจากไป คนขายน้ำหอมก็หันมาหาชายนิรนาม พร้อมกับกล่าวว่า :โอ้พี่ชาย  ท่านฝากสร้อยคอเส้นนั้นกับฉันเมื่อไหร่ ? และมีสัญลักษณ์อะไรบ่งบอกหรือไม่  ? บอกฉันอีกรอบจะได้หรือไม่  ? บางทีฉันอาจจะจำได้   ชายนิรนามบอกสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสร้อยคอกับคนขายน้ำหอม ชายคนชายน้ำหอมทำท่าค้นหาสร้อยจนพบ และกล่าวกับชายนิรนามว่า พระเจ้าทรงรู้ฉันลืมไปเท่านั้นเอง แต่คนขายน้ำหอมก็ไม่ได้คืนสร้อยคอให้ชายนิรนาม

    ชายนิรนามเข้าพบผู้ปกครองและเล่าเรื่องราวทั้งหมด ผู้ปกครองสั่งให้นำตัวคนขายน้ำหอมมาที่วัง สั่งแขวนคอโดยนำสร้อยคอแขวนไว้ที่คอคนขายน้ำหอมด้วย และให้ป่าวประกาศว่านี่คือผลกรรมและบทลงโทษของคนทรยศและดดโกง หลังจากนั้นนำสร้อยคอคืนชายนิรนามและส่งชายนิรนามกลับเมืองอย่างปลอดภัย

     

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 5 หายนะที่ทำให้มนุษย์แบกรับไม่ไหว

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 5 หายนะที่ทำให้มนุษย์แบกรับไม่ไหว

    ثَلاثُ قاصِماتُ الظَّهْرِ: رَجُلٌ إسْتَکْثَرَ عَمَلَهُ وَنَسِیَ ذنُوبَهُ وأَعَجَبَ بِرَأیِهِ

    ท่านอิมามบาเก็รกล่าวว่า : มีสามคนที่บ่าของเขาจะแบกรับภาระ (ความหายนะที่จะเกิด) ไม่ไหว : คนที่คิดว่าสิ่งที่เขาทำเอาไว้ยิ่งใหญ่และมากมายเสียเหลือเกิน  คนที่ลืมบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ และคนที่คิดว่าทัศนะของตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น  

    คำอธิบาย

    คนที่คิดว่าผลงานที่ตัวเองทำยิ่งใหญ่และมากมายแล้ว แน่นอนก็จะยืนดูและชื่นชมผลงานตัวเอง การคิดเช่นนี้คือการก่อกำแพงขวางกั้นตัวเองไปสู่การพัฒนา

    ส่วนคนที่หลงลืมอความผิดบาปที่ตนเองได้เคยกระทำไว้ แทนที่จะหันมาทบทวนและชดใช้ในสิ่งที่เคยบกพร่องและผิดพลาดไปแต่กลับไปทำบาปให้เพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่วันใดวันหนึ่งจะได้รับความหายนะอย่างแน่นอน

    ส่วนคนที่คิดว่าทัศนะของตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น ก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับแนวคิด ทัศนะ และคำสอนดี  ๆ ของคนอื่น

    คนทั้งสามกลุ่มนี้ในที่สุดจะพบกับปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต และในที่ด้วยกับปัญหาที่นำมาซึ่งความหายนะเหล่านั้นเขาก็จะไม่สามารถแบกรับมันไว้ได้

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 4 สัญลักษณ์ชาวสวรรค์

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 4 สัญลักษณ์ชาวสวรรค์

    สัญลักษณ์ชาวสวรรค์

    إِنَّ لاِ هْلِ الْجَنَّهِ أرْبَعَ عَلامات: وَجْهٌ مُنْبَسِطٌ وَلِسانٌ فَصِیْحٌ وَقَلْبٌ رَحِیْمٌ وَیَدٌ مُعْطِیَهٌ

    ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า  ชาวสวรรค์มีสัญลักษณ์ 4 ช้อด้วยกัน  ใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาไพเราะฉะฉาน หัวใจมีเมตตาและมีมือที่เป็นผู้ให้เสมอ

    คำอธิบาย

    สำนักคิดแห่งมนุษยชาติที่ดีที่สุด คือสำนักคิดที่สอนว่า ปัจเจกต้องอุทิศตัวเองให้หลอมละลายไปในส่วนรวม  ปัจเจกคือผู้สร้างสังคมส่วนรวมที่มีคุณภาพ เพราะสังคมส่วนรวมคือปฐมเหตุไปสู่การพัฒนาทั้งทางโลกและจิตวิญญาน

    คำกล่าวข้างต้นเผยให้เห็นสัญลักษณ์ของประชาชาติที่มีความสุข  สี่ประเด็นที่พูดถึงข้างต้นทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์และการปลูกต้นไม่แห่งความรักให้เกิดขึ้นในสังคม

    ใบหน้ายิ้มแย้มที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน  คำพูดอันชัดเจนฉะฉานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก หัวใจที่มีเมตตาต่อผู้อื่น มือที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เหล่านี้มิใช่สวรรค์ดอกหรือ

  • สะกอกีย์ ช่างตีเหล็กผู้พากเพียร

    สะกอกีย์ ช่างตีเหล็กผู้พากเพียร

    นักปราชญ์ท่านหนึ่งมีชื่อว่า ซิรอญุดดีน อัส สะกอกีย์  (Seraj al-Din Sakaki)  เป็นหนึ่งในนักวิชาการศาสนาอิสลามและเป็นปราชญ์ด้านภาษาอาหรับ ท่านสะกอกีย์ อาศัยอยู่ในยุคการปกครองของ Khwarazm Shahs ของประเทศอิหร่าน

    เดิมสะกอกีย์ เป็นช่างตีเหล็ก อยู่มาวันหนึ่ง เขาทำหีบเหล็กขนาดเล็กและละเอียดอ่อนมากอันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งการจะทำสิ่งนี้ได้ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมากในการสร้าง เมื่อทำเสร็จนำมันไปเป็นของขวัญมอบให้สุลต่านในเวลานั้น สุลต่านและคนรอบข้างมองดูงานของเขาอย่างระมัดระวังและยกย่องในฝีมือและความอุตสาหะของเขา

    ในขณะที่เขากำลังฟังคำชื่นชมอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ทุกคนก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทุกคนต่างให้เกียรติและให้ความสำคัญกับชายคนนั้น จนทำให้สะกอกีย์รู้สึกประทับใจและกล่าวถามคนรอบข้างว่า: เขาคือใครกัน ? พวกเขากล่าวตอบว่า เขาเป็นนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้เป็นอย่างมาก

    ผู้คนให้ความสนใจกับผู้รู้ที่เดินเข้ามาและหันหลังให้กับงานศิลป์ของเขา  สะกอกีย์รู้สึกเสียใจ จึงตัดสินใจว่าจะไปเรียนเพื่อเป็นนักปราชญ์ให้ได้  ซึ่งขณะนั้นเขาอายุ 30 ปีแล้ว เขาเดินทางไปโรงเรียนแห่งหนึ่ง เข้าไปโรงเรียนและพูดกับครูว่า : ฉันต้องการเรียนรู้วิทยาการทั้งหมดของโรงเรียนนี้ ครูพูดว่า : อายุเท่านี้ ฉันไม่คิดว่าคุณจะสามารถทำสำเร็จได้ตามที่ตั้งใจได้

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะอยากจะเรียนครูอนุญาติให้เขาเข้าเรียน สะกอกีย์ตั้งใจเรียนมาก แต่ความจำและพรสวรรค์ของเขาในเรื่องเรียนแย่มากจนวันหนึ่งครูบอกเขาว่า : เจ้าจงหลักนิติศาสตร์อิสลามนี้ไว้ หลักที่กล่าวว่า ((หนังของสุนัขจะถูกทำให้สะอาดได้โดยการฟอกหนัง)) เขาอ่านมันหลายครั้งและท่องจำหลังดังกล่าวอย่างแข็งขัน แต่ในวันรุ่งขึ้นเขากลับพูดสิ่งนี้ต่อหน้าอาจารย์ และเพื่อนนักเรียนว่า : (สุนัข กล่าวว่า: ผิวหนังครูจะถูกทำให้บริสุทธิ์ได้ด้วยการฟอกหนัง!)) ครูและนักเรียนต่างก็หัวเราะเยาะเย้ยเขา

    สะกอกีย์ ตั้งใจเรียนเป็นเวลาสิบปีแต่ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ใด ๆ จนเขารู้สึกเบื่อและท้อแท้ จึงเดินทางมุ่งหน้าปลีกวิเวกเขาเดินไปท่ามกลางภูเขาและทะเลทรายเพื่อกลับบ้านของตัวเอง  เขาเดินในท้องทะเลทรายจนเหนื่อย เข้าพักในถ้ำแห่งหนึ่งในถ้ำมีน้ำหยุดจากเพดานถ้ำลงสู่หินเบื้องล่าง  เขา เห็นน้ำหยดจากเพดานถ้ำลงสู่ก้อนหินด้านล่าง จนหินด้านล่างเป็นรู

    เขามองและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับตัวเองว่า : ใจของข้าไม่ได้แข็งไปกว่าหินก้อนนี้ ถ้าอดทนกว่านี้คงจะประสบความสำเร็จในที่สุดอย่างแน่นอน  หลังจากพูดเช่นนี้เขาก็กลับไปโรงเรียนและเขาตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังและอดทนเป็นเวลาถึง 40 ปีจนกระทั่งมาถึงจุดที่นักวิชาการในยุคของเขายกย่องให้เขาเป็นนักปราชญ์แห่งศาสตร์ด้านภาษาอาหรับและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคนิคภาษาอาหรับและวรรณกรรมอาหรับ

    เขาเขียนหนังสือชื่อ Miftah al-Uloom ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์ภาษาอาหรับมี 12 เล่มด้วยกับ ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นเอกทางภาษาศาสตร์และวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่งของโลกจนถึงปัจจุบัน

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอดทนและพยายามเท่านั้นที่นำมนุษย์สู่ความสำเร็จ

     

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 3 ปากการ้องไห้

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 3 ปากการ้องไห้

    ปากการ้องไห้

    ما رَأَیْتُ باکِیاً اَحسَنَ تَبَسُّماً مِنَ الْقَلَمِ

    อิมามซอดิก (อ) กล่าวว่า  “ฉันไม่เคยเห็นการร้องไห้ใดที่จะมีรอยยิ้มสวยไปกว่ารอยยิ้มของปากกา”

    คำอธิบาย

    ปากกาเป็นเหมือนเครื่องมือที่ถ่ายทอดความรู้และความรัก  ปากกาคือตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและอารยธรรม

    เสียงร้องไห้ของปากกาเล่าความเจ็บปวดของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน  ในรอยยิ้นของมันก็ซ่อนความรัก กำลังใจและสารพันความสวยงาม

    แต่น่าเสียใจเหลือเกินที่เมื่อใดปากกาตกอยู่ในมือคนชั่ว หยดน้ำตาของมันจะกลายเป็นหยดเลือด รอยยิ้มของมันคือกับดักทำลายคุณค่าและความสวยงามจนหมดสิ้น

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 2 แปลกแต่จริง

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 2 แปลกแต่จริง

    แปลกแต่จริง

    عَجِبْتُ لِمَنْ یتَفَكَّرُ فی مَأْكُولِهِ كیفَ لا یتَفَكَّرُ فی مَعْقُولِهِ فَیجَنِّبُ بَطْنَهُ ما یؤذیهِ وَ یودِعُ صَدْرَهُ ما یرْدیهِ.

    อิมามฮะซัน (อ) กล่าวว่า “ฉันแปลกใจเหลือเกินกับคนที่ง่วนอยู่กับเรื่องของกิน แต่ไม่เคยให้ความสนใจกับเรื่องจิตวิญญาณเลย  คอยเอาใจใส่เลือกของที่จะเป็นโทษกับร่างกายทิ้งไป  แต่กลับนำสิ่งที่จะทำร้ายจิตวิญญาณเข้ามาเสียเต็มไปหมด”

    คำอธิบาย

    มนุษย์เราเป็นอย่างที่ท่านอิมาม (อ) ของเราพูดไว้จริง ให้ความสำคัญเรื่องกิน จะไม่เข้าใกล้สำรับอาหารที่ไม่มีแสงเพียงพอที่จะมองเห็นอาหารได้  จะรับประทานก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าอาหารนั้นสะอาดเท่านั้น  จะไม่แตะต้องอาหารที่สงสัยว่าไม่ปลอดภัย  คอยระวังเรื่องสุขภาพการกินการดื่มอย่างเคร่งครัด

    แต่ในเรื่องอาหารทางจิตวิญญาณหลับหูหลับตาเสพอย่างเมามัน ไม่สนใจว่าสิ่งนั้นจะบริสุทธิ์หรือปะปนกับข้อสงสัยมากมายเพียงใด คำพูดไม่ดีของเพื่อน ข้อเขียนที่ชี้นำไปในทางที่ไม่ดี สื่อหรือคำโฆษณาที่เป็นเหมือนยาพิษ สิ่งเหล่านี้กลับปล่อยให้มาเข้ามาสู่จิตใจโดยไม่มีการกลั่นกรองเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าแปลกใจเหลือเกิน 

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 1 แผนชีวิต

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 1 แผนชีวิต

    صَلٰاحُ حٰالِ التَّعٰایُشِ وَالتَّعٰاشُرِ مِلْأُ مِکْیٰالٍ ثُلْثٰاهُ فِطْنَهٌٔ وَ ثُلْثُهُ تَغٰافُلٌ

    อิมามซอดิก (อ) กล่าวว่า“การจะปรับปรุงแก้ไขหรือการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จะต้องกำหนดรูปแบบและแผนการณ์ที่เหมาะสม รูปแบบที่ดีที่สุดของการดำเนินชีวิตคือในเศษสองส่วนสามของแผนชีวิตให้เราใช้สติปัญญาและให้ความสนใจในรายละเอียดให้มาก อีกส่วนที่เหลือให้ใช้การมองข้ามและการลืม”

    คำอธิบาย

    การทำงานใด ๆ ก็แล้วแต่ถ้าหากไม่มีการวางแผนและคิดคำนวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกทั้งไม่ใช้สติปัญญาคิดไตร่ตรองเสียก่อนงานนั้นก็จะไม่เกิดผล แต่ในบางกรณีหากเราใส่ใจเกินไปไม่มองข้ามสิ่งที่ไม่จำเป็นงานก็อาจพังลงได้เช่นกัน

    หมายถึง ถ้าหากในการทำงานของเราไม่มีการวางแผนให้รอบคอบแน่นอนงานชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้รับผลสำเร็จก็เป็นได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งถ้าเราสนใจรายละเอียดจนเกินไป นำประเด็นเรื่องเล็กน้อยที่บางทีไม่ได้มีผลต่อความสำเร็จของงานมากนักมาคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ การทำเช่นนี้ก็อาจมีผลทำให้งานนั้นเสียหายได้  ในการใช้ชีวิตของเราก็เช่นกัน ให้เราใช้ชีวิตอย่างมีระบบแบบแผนอย่างมีสติ แต่บางครั้งเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้มีผลอะไรมากนักกับชีวิตก็ไห้มองข้ามไปเสียบ้าง