Author: อันวารี

  • แบบฉบับความละอายจากบุตรีนบีชุอัยบ์

    แบบฉบับความละอายจากบุตรีนบีชุอัยบ์

    แบบฉบับความละอายจากบุตรสาวแห่งท่านศาสดาชุอัยบ์(อ) 

    เมื่อท่านศาสดาชุอัยบฺ(อ)พบว่าท่านศาสดามูซา(อ)เป็นชายหนุ่มผู้มีเกียรติมีคุณธรรมและรักนวลสงวนตัวจึงว่าจ้างเขาเพื่องานในไร่นาอีกทั้งยังจัดการสมรสให้ท่านศาสดามูซา(อ)กับบุตรสาวของตน,ให้สถานที่พักพิงใกล้บริเวณงานแก่ท่านอีกด้วย

    قَالَ إِنِّي أُرِيدُ أَنْ أُنكِحَكَ إِحْدَى ابْنَتَيَّ هَاتَيْنِ عَلَى أَن تَأْجُرَنِي ثَمَانِيَ حِجَجٍ 

    فَإِنْ أَتْمَمْتَ عَشْرًا فَمِنْ عِندِكَ وَمَا أُرِيدُ أَنْ أَشُقَّ عَلَيْكَ سَتَجِدُنِي إِن شَاءَ اللَّهُ مِنَ الصَّالِحِينَ

    เขา (ชุไอบ) กล่าวว่า “แท้จริง ฉันต้องการที่จะให้ท่านสมรสกับลูกสาวคนหนึ่งในสองคนนี้ โดยท่านจะต้องทำงานให้ฉัน 8 ปี และถ้าท่านทำได้ครบ 10 ปี ก็เป็นความดีที่มาจากท่าน ฉันไม่ต้องการที่จะทำความลำบากให้ท่าน อินชาอัลลอฮ์ ท่านจะพบฉันอยู่ในหมู่คนดี” ซูเราะห์ กอศ็อศ 27

    ดังนั้นด้วยความยึดมั่นอยู่ในศีลธรรมและการรักนวลสงวนตัวท่านศาสดามูซา(อ)จึงได้รับปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต  3 ประการ งาน,ครอบครัวและที่อยู่อาศัย 

    ข้อสังเกต

    (1.)บุตรสาวสามารถมีบทบาททางสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างภาคภูมิด้วยการยึดมั่นอยู่กับศีลธรรม จรรยา,ความมียางอายและการรักนวลสงวนตัว.

    (2.)เหล่าสตรีมิได้เป็นผู้ขอความช่วยเหลือจากท่านศาสาดมูซา(อ)ในการชักลอกน้ำจากบ่อเพื่อให้น้ำแก่ฝูงสัตว์เลี้ยงแต่ท่านศาสาดามูซา(อ)ไต่ถามและนำเสนอการช่วยเหลือด้วยตนเอง.

    (3.)การสนทนาพูดคุยระหว่างสองฝ่ายเป็นเรื่องราวของการงานและไม่ได้มีการเกี่ยวพาราสีหรือเรื่องราวส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง.

    (4.)การสนทนาระหว่างสองฝ่ายเกิดขึ้นในที่สาธารณะและมิได้มีพฤติกรรมลับๆล่อๆใดๆ.

    (5.)เจตนาของการช่วยมิได้มีประสงค์อื่นใดแอบแฝงเป็นเพียงการช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ผู้อ่อนแอกว่าเพื่อแสวงหาความพอใจจากพระผู้เป็นเจ้า.

    (6.)เหล่าบุตรสาวของท่านศาสดาชุอัยบฺ(อ)ออกนอกบ้านพร้อมกันหลายคนและเป็นการดีกว่าที่ด็กสาวควรจะหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านคนเดียว.

    (7.)สตรีควรหลีกเลี่ยงที่จะปะปนกับเหล่าบุรุษแม้แต่ในที่ทำงานที่ดูเหมือนจะจำเป็นก็ตาม.

    (8.)เหล่าสุภาพบุรุษควรจะให้เกียรติสตรีที่รักนวลสงวนตัว.

    (9.)ศาสดามูซา(อ)สนทนากับบุตรสาวทั้งสองของท่านศาสดาชุอัยบ์(อ)โดยไม่ได้แสดงท่าทีเจาะจงสนทนากับบุตรสาวคนใดเป็นพิเศษให้เป็นจุดสนใจ.

    (10.)ท่านศาสดามูซา(อ)ไม่ได้สานต่อการสื่อสารให้ต่อเนื่องโดยหยุดไว้เพียงให้การช่วยเหลือให้เสร็จสิ้นแล้วกลับไปพักผ่อนใต้ร่มเงาที่ห่างไกลจากพวกนางตามเดิม.

    อันที่จริงยังคงสามารถทอดบทเรียนแห่งอิฟฟะห์และฮะยาอจากเรื่องราวข้างต้นได้อีกมากมาย ทว่าความจำกัดของบทความไม่เอื้อให้ได้กล่าวถึงทั้งหมดจึงเสนอแนะให้ผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้จากตำรับตำราตัฟซีรอัลกุรอาน

  • อิมามโคมัยนีกับปรัชญาแห่งฮัจญ์

    อิมามโคมัยนีกับปรัชญาแห่งฮัจญ์

    واعتصموابحبل اللةجميعاولاتفرقوا

    จงยึดสายเชือกของอัลลอฮ์อย่างพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน

    (ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 103) (more…)

  • วิถี “ฮุเซน” (อ)

    วิถี “ฮุเซน” (อ)

    วิถีฮุเซน (อ.) 

    ผู้นำมวลมนุษยชาติท่านที่ 3 ตามแนวทางของชีอะฮ์อิมามียะฮ์ คือ อิมามฮุเซน (อ.)  ท่านประสูติในวันที่ 3 เดือนชะอ์บาน ปี ฮ.ศ. ที่ 4 ในเมืองมะดีนะฮ์ ท่านเป็นบุตรคนที่สองของอิมามอะลี (อ.) กับท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) สำหรับบทความต่อไปนี้ผู้เรียบเรียงต้องการจะนำเสนอวิถีชีวิตของอิมามฮุเซน (อ.) เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ว่าท่านคือผู้นำที่ทรงคุณธรรมเปี่ยมล้นด้วยจริยธรรมอันดีงามที่ได้รับการอบรมอย่างใกล้ชิดจากศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เป็นวิถีชีวิตที่ถอดแบบมาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นท่านตาอย่างแท้จริง

    แล้วท่านผู้อ่านที่เคารพรักโปรดไตร่ตรองดูเถิดว่า ผู้มีคุณธรรม จริยธรรมและเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาเช่นนี้ต้องถูกทารุณกรรม และเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมจากผู้ที่บ้าอำนาจต้องการที่จะครอบครองอาณาจักรอิสลามอย่างไร ? 

    • ครั้งหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) เดินผ่านคนยากจนกลุ่มหนึ่งที่ปูสำรับอาหารอยู่ริมทาง พวกเขากล่าวแก่อิมาม (อ.) ว่า : “ โอ้บุตรแห่งศาสนทูต (ศ็อลฯ) เชิญท่านร่วมสำรับอาหารกับคนยากจนอย่างเราเถิด” อิมาม (อ.) รีบตอบรับคำเชิญด้วยการนั่งร่วมสำรับกับพวกเขา แล้วท่าน (อ.) อ่านโองการที่ว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้เย่อหยิ่ง” แล้วท่าน (อ.) กล่าวแก่พวกเขาว่า ในเมื่อฉันตอบรับคำเชิญของพวกท่านแล้ว พวกท่านก็จงตอบรับคำเชิญของฉันเถิด พวกเขากล่าวว่า “ด้วยความยินดียิ่ง โอ้บุตรแห่งศาสนทูต (ศ็อลฯ)”  แล้วพวกเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปยังบ้านของอิมาม (อ.) เมื่อถึงบ้าน ท่าน (อ.) กล่าวแก่ภรรยาว่า “มีอาหารอะไรก็ให้ยกมาต้อนรับแขกเถิด” (ตัฟซีรอัยยาชี เล่ม 2 หน้า 257)
    • ครั้งหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) ไปเยี่ยมเยียน อุซามะฮ์ บิน เซด เมื่ออุซามะฮ์เห็นอิมาม (อ.) เขาถอนหายใจพรางกล่าวว่า “อืม..ความทุกข์โศก” อิมาม (อ.) ถามว่า “ท่านมีความทุกข์อะไรหรือ ?”  เขากล่าวแก่อิมาม (อ.) ว่า “ ฉันมีหนี้สินจำนวนมากถึง 6,000 ดิรฮัม” อิมาม (อ.) ให้กำลังใจแก่เขาว่า “ ท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอก ฉันจะชดใช้หนี้จำนวนนั้นให้เอง”  อุซามะฮ์ กล่าวว่า “ ฉันเกรงว่าความตายจะเป็นเหตุให้ฉันหมดโอกาสเสียก่อน”  อิมาม (อ.) กล่าวแก่เขาว่า “ ท่านไม่ต้องกลัวหรอกฉันจะชดใช้หนี้สินทั้งหมดนั้นในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่” นักรายงานฮะดีษ กล่าวว่า อิมาม (อ.) ชดใช้หนี้สินของอุซามะฮ์จนหมดก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
    • มีอยู่วันหนึ่งมีชายอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่งเดินทางเข้าเมืองมะดีนะฮ์ เพื่อตามหาผู้ที่มีเกียรติที่สุดในเมือง ผู้คนในเมืองต่างกล่าวแก่เขาว่า ผู้ที่มีเกียรติมากที่สุดคือ อิมามฮุเซน (อ.) ชายผู้นั้นเดินเข้ามัสยิดก็เห็นอิมาม (อ.) กำลังทำนมาซอยู่ เขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ อิมามแล้วอ่านโคลงที่บอกถึงความต้องการของตนไม่กี่บท เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) นมาซเสร็จแล้วท่านก็เดินทางกลับบ้านแล้วกล่าวแก่กัมบัร ว่า : มีทรัพย์สินของฮิญาซอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ?  เขากล่าวว่า : “มีเหลืออยู่ 4,000 ดีนาร” อิมาม (อ.) กล่าวว่า “จงเอาเงินจำนวนนี้มาเถิด มีคนที่ต้องการและเหมาะสมมากกว่าเรา อิมามแง้มประตูบ้านแล้วมอบเงินจำนวนนั้นแก่อาหรับเร่ร่อน แน่นอนการที่อิมามแง้มประตูก็เพื่อไม่ต้องการให้ชายอาหรับผู้นั้นสบตาอิมามด้วยความละอายใจ ชายอาหรับรับเงินแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดังพรางกล่าวว่า : “ท่านมอบเงินจำนวนน้อยให้แก่ฉันหรืออย่างไร จึงกระทำเช่นนี้ ฉันร้องไห้เพราะมือที่เปี่ยมไปด้วยความสิริมงคลและความเกื้อกูลเช่นนี้จะต้องถูกฝังไปอย่างไร ?”

    อิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) กล่าวว่า : ฉันได้ยินอิมามฮุเซน (อ.) ผู้เป็นบิดาของฉันกล่าวว่า  “ หากมีใครกล่าวไม่ดีต่อฉันจากด้านขวาแล้วขอโทษฉันทางด้านซ้าย ฉันก็จะให้อภัยแก่เขาผู้นั้น เพราะอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี บิน อะบีฏอลิบ ได้รายงานว่า ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ท่านตาของฉันดำรัสว่า : “บุคคใดก็ตามที่ไม่ยอมรับคำขอโทษ ผู้นั้นจะไม่ได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำเกาซัร”

    • วันหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) เดินผ่านเด็ก ๆ ที่กำลังกินเศษขนมปังกันอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขาเชิญอิมามให้กินเศษขนมปังร่วมกับพวกเขา อิมาม (อ.) ตอบรับคำเชิญพวกเด็ก ๆ  ด้วยความยินดีและเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารีย์ แล้วท่าน (อ.) ก็พาพวกเด็ก ๆ ไปที่บ้านแล้วเลี้ยงอาหารพวกเขาจนอิ่ม อีกทั้งให้เสื้อผ้าใหม่ ๆ แก่พวกเขา  ท่าน (อ.) กล่าวว่า : “เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเกื้อกูลมากกว่าฉันเสียอีก เพราะพวกเขาได้มอบสิ่งที่เขามีทั้งหมดให้กับฉัน แต่ฉันได้มอบเพียงส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของฉันเท่านั้นเอง”
    • คนรับใช้คนหนึ่งของอิมามฮุเซน (อ.) ทำความผิด ซึ่งต้องได้รับโทษ อิมาม (อ.) รับสั่งให้ลงโทษเขา  ขณะนั้นเองคนรับใช้ก็กล่าวขึ้นว่า “โอ้นายของข้า แท้จริงแล้วอัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า “ และบรรดาผู้ที่ระงับโทสะ” (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 134) อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวว่า  “ฉันยกโทษให้เจ้าแล้ว” คนรับใช้อ่านโองการต่ออีกว่า “ และอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ประพฤติความดี” อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวว่า “ฉันปล่อยให้ท่านเป็นอิสระชนเพื่ออัลลอฮ์ (ซบ.)  แล้วอิมาม (อ.) ก็รับสั่งให้มอบรางวัลแก่เขาอีกด้วย
    • โฮร บิน ยะซีด ริยาฮี ได้นำกองทัพมาปิดล้อมอิมามฮุเซน (อ.) กว่าหนึ่งพันคน ก่อนวันอาชูรอ อิมามฮุเซน (อ.) ก็ตั้งกำลังรับมือการจู่โจม ขณะนั้นเองอิมาม (อ.) เห็นว่าเหล่าทหารของข้าศึกกระหายน้ำ ท่านจึงรับสั่งให้นำน้ำมาให้ม้า อูฐและเหล่าทหารดื่มจนดับกระหาย อะลี บิน ฏออาน มะฮาริบี เล่าว่า : ฉันคือทหารคนสุดท้ายที่มาสมทบ ณ ที่แห่งนั้น ฉันและม้าของฉันกระหายน้ำเป็นอย่างมาก  เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) เห็นสภาพของฉัน ท่านจึงรับสั่งให้ฉันทำให้อูฐนอนลงแล้วให้ฉันเอาน้ำให้อูฐกิน จากนั้นท่านได้ยกที่ใส่น้ำให้ฉันดื่มด้วยมือของท่านเอง
    • ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาหาอิมามฮุเซน (อ.) หลังจากที่กล่าวสลามและเล่าปัญหาต่าง ๆ ของเขาให้อิมามรับฟังแล้ว เขาก็กล่าวว่า โอ้ฮุเซน ฉันได้ยินตาของท่านดำรัสว่า : หากฉันมีความต้องการอะไร ก็จงขอจากสี่ท่านนี้ คือ อาหรับที่มีประเสริฐ , ผู้นำที่มีเกียรติ , ผู้ปกป้องกุรอาน , ใบหน้าที่สง่างาม แน่นอนผู้ที่ประเสริฐที่สุดนั้นคือตาของท่าน (ศ็อลฯ) , ผู้ที่มีเกียรตินั้นก็คือท่าน , กุรอานก็ถูกประทานลงมาในบ้านของพวกท่าน และใบหน้าที่สง่างาม และฉันได้ยินท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดำรัสอีกว่า : เมื่อไดก็ตามที่ท่านต้องการจะมองใบหน้าของฉัน ท่านก็จงมองใบหน้าของฮะซันและฮุเซนของฉันเถิด หลังจากที่อิมาม (อ.) ฟังชายผู้นั้นพูดจบ ท่านก็กล่าวว่า : ท่านจงพูดถึงความต้องการมาเถิด ชายผู้นั้นก็เอามือเขียนปัญหาของเขาบนพื้นดิน อิมาม (อ.) กล่าวแก่เขาว่า : ฉันได้ยิน อะลี (อ) ผู้เป็นบิดาของฉันกล่าวว่า : คุณค่าของแต่ละคนนั้นอยู่ที่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญและคุณค่า และฉันได้ยินศาสนทูต (ศ็อลฯ) ผู้เป็นท่านตาของฉันดำรัสว่า : การมอบความดีและความรักตามขอบเขตความเข้าใจและการรับรู้ของเขาผู้นั้น ฉันจะถามเจ้าสามคำถาม และฉันจะให้เงินหนึ่งส่วนสามแก่ท่านหากท่านตอบคำถามได้ถูกต้อง หากท่านตอบถูกต้องทั้งสามข้อฉันก็จะมอบเงินทั้งหมดให้แก่ท่าน ชายผู้นั้นกล่าวว่า : ขอให้ท่านถามมาเถิด หากฉันสามารถตอบได้ ฉันก็จะตอบ แต่ถ้าไม่รู้ฉันก็จะเรียนจากท่าน เพราะท่านคือผู้รู้และผู้มีเกียรติยิ่ง ไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากอำนาจของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกรียงไกร อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวว่า : การกระทำใดที่ประเสริฐที่สุด ?  เขาตอบว่า การมีศรัทธาต่ออัลลอฮ์และการยอมรับศาสนทูตของพระองค์ อิมาม (อ.) กล่าวว่า : อะไรคือทางรอดพ้นสำหรับปวงบ่าว ? เขาตอบว่า : คือความเชื่อมั่นและการมอบหมายต่อพระองค์ อิมาม (อ.) ถามต่ออีกว่า : สิ่งใดที่ทำให้มนุษย์สวยงาม เขาตอบว่า : ความรู้ที่ควบคู่กับความอดทน อิมามถามต่ออีกว่า : หากผู้นั้นไม่มีความอดทนเล่า ? เขาตอบว่า: ไฟจากฟากฟ้าจงลงมาเผาไหม้เขาเถิด อิมาม (อ.) หัวเราะพร้อมมอบถุงเงินจำนวน 1,000ดิรฮัมทองคำ แล้วถอดแหวนราคาสองดิรฮัมของท่านเป็นของขวัญให้แก่เขา แล้วกล่าวว่า : จงนำเงินจำนวน 1,000 ดิรฮัมนี้ไปใช้จ่ายเรื่องปัญหาของท่าน และนำแหวนนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวของท่าน ชายผู้นั้นรับของอิมาม (อ.) แล้วกล่าวว่า : อัลลอฮ์ทรงรู้ยิ่งว่าจะทำกับสาส์นของพระองค์เช่นไร
    • ครั้งหนึ่งอิมามฮะซัน (อ.) เดินหลงทางในยามค่ำคืน แล้วไปเจอคนเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ท่านก็ได้เป็นแขกชายเลี้ยงแกะซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเขาจนถึงเช้า เขาก็ได้บอกทางแก่อิมาม (อ.)  ท่านอิมามฮะซัน (อ.) กล่าวว่า : ท่านไปเมืองมะดีนะฮ์ซิ เพื่อว่าฉันจะได้ตอบแทนความรักที่ท่านมีให้นี้ ซึ่งต่อมาชายเลี้ยงแกะได้เดินทางมาเมืองมะดีนะฮ์กับนายของเขา เมื่อเดินทางมาถึงตัวเมือง ขณะนั้นอิมามฮะซัน (อ.) มีภารกิจอยู่นอกเมือง ชายเลี้ยงแกะเข้าไปหาอิมามฮุเซน (อ.) โดยคิดว่าท่านคือแขกที่เคยอยู่บ้านเขา เขาจึงกล่าวกับอิมามฮุเซน (อ.) ท่านคือแขกที่เคยอยู่บ้านฉันและสัญญาว่าให้เดินทางมาเมืองมะดีนะฮ์เพื่อจะได้ตอบแทน อิมามฮุเซน (อ.) รู้ว่าชายผู้นั้นจำผิดคน แต่อิมาม (อ.) ก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านถามว่า เจ้าเป็นทาสของใครหรือ ? เขากล่าวว่าเป็นทาสของคนนั้น อิมาม (อ.) กล่าวอีกว่าท่านมีแกะอยู่กี่ตัว ? เขากล่าวว่า : 300 ตัว  อิมาม (อ.) ส่งคนตามหานายของเขาเพื่อคะยั้นคะยอให้เขาขายแกะทั้งหมด จนนายผู้นั้นยินยอม แล้วอิมาม (อ.) ก็ปล่อยให้ทาสผู้นั้นเป็นอิสรชน แล้วมอบแกะทั้งหมดให้เขา แล้วท่านก็กล่าวว่า : นี่คือการตอบแทนที่ท่านได้มอบความรักแก่อิมามฮะซัน (อ.) พี่ชายของฉัน ในค่ำคืนนั้น
    • ครั้งหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) พร้อมสาวกจำนวนหนึ่งเดินทางไปยังสวนนอกเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นสวนของท่าน ซึ่งมีผู้ดูแลสวนแห่งนั้นคนหนึ่งชื่อว่า ศอฟ  ขณะที่อิมาม (อ.) เดินเข้ามาในสวนก็เห็นผู้ดูแลสวนคนนั้นกำลังกินขนมปังอยู่ อิมาม (อ.) จึงแอบยืนดูอยู่หลังต้นไม้ ท่านแปลกใจว่าทำไมทาสผู้นี้จึงกินขนมปังคำหนึ่งและอีกคำหนึ่งก็ให้สุนัขที่อยู่ข้าง ๆ กินด้วย เมื่อทาสคนนั้นกินขนมปังเสร็จเขาก็กล่าวว่า มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลลอฮ์ (ซบ.)  ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ ทรงอภัยโทษแก่นายของข้าพระองค์ ทางประสาทพรแก่เขา เหมือนดังที่เคยประสาทพรแก่บิดามารดาของเขามาแล้ว ด้วยความเมตตาของพระองค์ โอ้ผู้ทรงเมตตายิ่ง อิมามฮุเซน (อ.) จีงเดินออกมาจากหลังต้นไม้ ทาสผู้นั้นตกใจพร้อมกล่าวว่า : โอ้นายของข้าและนายของปวงศรัทธาชน ข้าต้องขอโทษด้วยที่ไม่เห็นท่าน อิมาม (อ.) กล่าวว่า : โอ้ศอฟี เจ้าจงฮะล้าลให้แก่ฉันด้วยที่เดินเข้าสวนของเจ้ามาโดยไม่ได้อนุญาต เขากล่าวว่า : ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะความยิ่งใหญ่และเกียรติของท่าน อิมาม (อ.) กล่าวว่า : ฉันเห็นท่านแบ่งอาหารออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน โดยท่านกินส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งท่านแบ่งให้สุนัขกิน ท่านทำเช่นนี้ทำไมหรือ ?  ทาสผู้นั้นกล่าว่า : สุนัขตัวนี้มองข้าในขณะที่ข้ากำลังกิน ฉันจึงเกิดความละอายที่จะไม่ให้อาหารแก่มัน โอ้ ฮุเซน สุนัขตัวนี้ก็เป็นสุนัขเฝ้าสวน ฉันก็เป็นทาสคนหนึ่งของท่าน ฉันและสุนัขต่างก็ได้รับปัจจัยยังชีพและความเกื้อกูลจากท่าน เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) ได้ยินเช่นนั้นท่านถึงกับร้องไห้ออกมา และกล่าวว่า : ฉันปล่อยให้ท่านเป็นอิสระชน และขอมอบเงินจำนวน 1, 000 ดีนารให้แก่ท่านด้วยความจริงใจ ซอฟีกล่าวกับอิมาม (อ.) ว่า : เมื่อท่านปล่อยให้ฉันเป็นอิสระชนแล้วฉันไม่ขอออกไปจากบ้านของท่าน ฉันขอเป็นผู้รับใช้ท่านต่อไป

    อิมาม (อ.) : เป็นสิ่งคู่ควรที่บุรุษตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ เมื่อตอนที่ฉันเดินมาในสวน ฉันกล่าวว่า “ฉันเดินเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านก่อน ดังนั้นฉันต้องทำตามที่ฉันพูด ฉันขอมอบสวนนี้ให้แก่ท่านแต่มีข้อแม้ว่าขอให้ท่านอนุญาตให้สาวกของฉันที่ท่านเห็นอยู่นี้กินผลไม้เหล่านี้ ท่านจงเกื้อกูลพวกเขาเพื่อว่าอัลลอฮ์ (ซบ.) จะได้เกื้อกูลท่านในวันกิยามะฮ์

    ครั้งนี้หนึ่งอิซอม บิน มุศฏอลัก ชาวเมืองชาม เล่าว่า : ขณะที่ฉันเดินเข้าเมืองมะดีนะฮ์ ฉันเหลือบไปเห็นความสง่างามของ ฮุเซน บิน อะลี (อ.) ความสง่างามของท่านทำให้ฉันเกิดความอิจฉา จนทำให้ฉันแสดงความชังและความเป็นศัตรูต่ออะลี บิน อะบีฏอลิบ ออกมา ฉันเดินไปใกล้ ๆ ท่านแล้วกล่าวกับท่านเบา ๆ ว่า : โอ้ลูกอะบูตุรอบ อิมาม (อ.) กล่าวว่า : ใช่แล้ว อิซอมกล่าวต่ออีกว่าฉันก็เริ่มกล่าวไม่ดีต่าง ๆ นา ๆ ต่ออะลี บิน อะบีฏอลิบ  อิมาม (อ.) กลับมองฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตา แล้วอ่านโองการว่า :  “เจ้าจงยึดถือไว้ซึ่งการอภัยและจงใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และจงผินหลัง ให้แก่ผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด” แล้วท่านกล่าวต่ออีกว่า : ท่านจงปฏิบัติต่อฉันอย่างนุ่มนวลเถิด และจงขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซบ.) หากท่านมีอะไรให้เราช่วยเหลือ เราก็จะให้ความช่วยเหลือแก่ท่าน หากท่านต้องการสิ่งใดเราก็จะให้แก่ท่าน หากต้องการการชี้นำเราก็จะชี้นำท่าน

    อิซอม กล่าวว่า : ฉันเกิดความละอายและเสียใจจากคำพูดหยาบคายของฉัน ฉันละอายจนแทบจะมุดลงใต้แผ่นดิน หลังจากนั้นมาไม่มีใครที่เป็นที่รักยิ่งสำหรับฉันมากไปกว่า ฮุเซน บิน อะลี และ อะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ.) 

     

  • เดือนมุฮัรร็อม

    เดือนมุฮัรร็อม

    เดือนมุฮัรรอม
    เดือนมุฮัรรอมเป็นเดือนแห่งความโศกเศร้าของอะฮ์ลุลบัยต์และผู้ที่ปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยต์ อิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า :  “เมื่อเดือนมุฮัรรอมมาเยือน ไม่มีใครเห็นบิดาของฉันยิ้มเลย ท่านจะโศกเศร้าจนกระทั่งถึงวันที่ 10 ของเดือนมุฮัรรอม และวันที่ 10 นี้เองเป็นวันแห่งความโศกเศร้าและร้องให้ของท่าน และท่านกล่าวว่า วันนี้แหละคือวันที่พวกเขาได้ฆ่าฮุเซน (อ.)”
    มุฮัรรอม ในมุมมองของชีอะฮ์ คือเดือนแห่งการรำลึกถึงโศกนาฏกรรมของอิมามฮุเซน (อ.) ลูกหลานและสาวกของท่าน
    มุฮัรรอม คือหนึ่งในสี่เดือนแห่งการต้องการทำสงคราม ซึ่งก่อนการมาของอิสลามชาวอาหรับก็จะงดเว้นการทำสงครามในเดือนนี้ ด้วยเหตุนี้จึงตั้งชื่อเดือนนี้ว่า มุฮัรรอม
    สิ่งควรปฏิบัติในค่ำคืนแรกของเดือนมุฮัรรอม
    1. อ่านดุอาอ์ดังต่อไปนี้
    รายงานจากอิมามอะลี (อ.)ว่า :  จงอ่านดุอาอ์นี้ในคืนแรกของการเข้าสู่เดือนมุฮัรรอม


    اَللّهُمَّ اِنّى‏ اَسْئَلُكَ خير هذا الشَّهرِو نُورَهُ و نَضْرَهُ وَبَرْكَتَهُ وَطَهُورَهُ وَ رِزْقَهُ. واَسْئَلُكَ خَيْرِ ما فِيهِ وَخَيْرَ ما بَعْدَهُ وَاَعُوذُبِكَ مِنْ شَرِّ ما فيهِ وَشَرِّ ما بَعْدَهُ .اَللّهُمَّ اَدْخِلْهُ عَلَيْنا بِالْأمْنِ وَالايمانِ والسَّلامَةِ وَالاِسْلامِ وَالبَرْكَةِ وَالتَّقْوى وَالتَّوْفيقِ لِما تُحِبُّ وَتَرْضى‏!

              “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า แท้จริงข้าพระองค์ขอวิงวอนขอความดีงามของเดือนนี้ แสงสว่าง ความมีสิริมงคล ความสะอาด และปัจจัยยังชีพในเดือนนี้จากพระองค์ และข้าพระองค์ขอวิงวอนความดีงามที่มีอยู่ในเดือนนี้ และความดีงามที่จะมีภายหลังจากเดือนนี้จากพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความเลวร้ายที่มีในเดือนนี้และความเลวร้ายที่จะมีขึ้นภายหลังจากเดือนนี้
              โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอให้พระองค์ทำให้เราเข้าสู่เดือนนี้ด้วยความปลอดภัย ความศรัทธา ความสมบูรณ์ ความสันติ ความสิริมงคล ความยำเกรง และได้รับโอกาสกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงรักและพอพระทัยด้วยเถิด”
    2. นมาซคืนแรกของเดือนมุฮัรรอม
    วิธีการนมาซในคืนแรกของเดือนมุฮัรรอมนั้นมีหลายนมาซ ซึ่งจะขอกล่าวเป็นตัวอย่างเพียงสองวิธีดังนี้
    * มีสองรอกะอัต  ซึ่งแต่ละรอกะอัตให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์และหลังจากนั้นให้อ่านซูเราะฮ์อันอาม
    * มีสองรอกะอัต ซึ่งแต่ละรอกะอัต ให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์และหลังจากนั้นให้อ่านซูเราะฮ์อิคลาส 11 ครั้ง
    มีรายงานบันทึกความประเสริฐของการนมาซในค่ำคืนแรกของเดือนมุฮัรรอมไว้ว่า :  การนมาซ การถือศีลอดในวันนี้ จะทำให้เขาได้รับความปลอดภัย และใครก็ตามได้ปฏิบัติตามนี้ เปรียบดังว่าเขาผู้นั้นได้ทำความดีอย่างต่อเนื่องทั้งปี
    3. ตื่นทำอิบาดัตทั้งคืน
    4.อ่านดุอาอ์วิงวอนขอพรจากพระองค์
    สิ่งควรปฏิบัติในวันแรกของเดือนมุฮัรรอม
    1. การถือศีลอด มีรายงานจากอิมามบาเกร (อ.) เกี่ยวกับการถือศีลอดในวันแรกของเดือนมุฮัรรอมว่า :  ใครก็ตามที่ถือศีลอดในวันนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงตอบรับดุอาอ์ของเขา เหมือนดังที่ดุอาอ์ของท่านนบีซะกะรียาถูกตอบรับ
    2. การนมาซ ซึ่งมีสองรอกะอัต(อ่านเหมือนนมาซศุบห์) และหลังจากนมาซให้อ่านดุอาอ์นี้ 3 ครั้ง

    اَللّهُمَّ اَنْتَ الْأِلهُ الْقَديمُ وَهذِهِ سَنَةٌ جَديدَةُ فَاَسْئَلُكَ فيهَاالْعِصْمَةَ مِنَ‏الشَّيْطانِ وَالْقُوَّةَ عَلى‏هذِهِ النَّفْسِ الْأَمَّارَةِ بِالسّوءِ…

    “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเดิม(กอดีม) และปีนี้เป็นปีใหม่ ดังนั้นข้าพระองค์ขอวิงวอนความปลอดภัยจากชัยฏอน และมีชัยเหนืออารมณ์ไฝ่ต่ำนี้จากพระองค์”
    3. นมาซวันแรกของเดือนมุฮัรรอม
    มีสองรอกะอัต ในรอกะอัตแรกให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์และซูเราะฮ์เตาฮีด ส่วนในรอกะอัตที่สอง ให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์ต่อด้วยซูเราะฮ์ก็อดร์ แล้วให้จ่ายทาน(ศอดะเกาะฮ์)เท่าที่สามารถให้ได้หลังจากนมาซเสร็จ ซึ่งจะเป็นการซื้อความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่เขาด้วยการกระทำเช่นนี้
    4. การถือศีลอด
    ในทุก ๆ เดือนจะมีการถือศีลอดมุสตะฮับ(การถือศีลอดที่พึงกระทำ)
    4.1 วันพฤหัสแรกของทุก ๆ เดือน
    4.2 วันพุธของกลางเดือน
    4.3 วันพฤหัสของปลายเดือน
    4.4 วันที่ 13 , 14 และ 15 ของทุก ๆ เดือน ซึ่งเรียกกันว่า “อัยยามุลบัยฎ์”
    สิ่งควรปฏิบัติในวันที่สามของเดือนมุฮัรรอม
    การถือศีลอด มีรายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เกี่ยวกับการถือศีลอดในวันที่ 3 ของเดือนมุฮัรรอมว่า :  “ใครก็ตามที่ถือศีลอดในวันนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงตอบรับดุอาอ์ของเขา”
    สิ่งควรปฏิบัติในวันที่เจ็ดของเดือนมุฮัรรอม
    การถือศีลอด
    สิ่งควรปฏิบัติในคืนที่สิบของเดือนมุฮัรรอม
    1. การนมาซ
    มีรายงานมากมายเกี่ยวกับการนมาซในค่ำคืนนี้ ซึ่งมีรายงานหนึ่งดังนี้
    มีนมาซ 4 รอกะอัต ทุก ๆ รอกะอัตหลังจากอ่านซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์ ให้อ่านเตาฮีด 50 ครั้ง และหลังจากเสร็จสิ้นการนมาซให้กล่าวซิกร์ดังต่อไปนี้ 70 ครั้ง

    سُبْحَانَ اللَّهِ وَ الْحَمْدُ لِلَّهِ وَ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ‏
    وَ اللَّهُ أَكْبَرُ وَ لاَ حَوْلَ وَ لاَ قُوَّةَ إِلاَّ بِاللَّهِ الْعَلِيِّ الْعَظِيمِ‏

    2. การตื่นทำอิบาดัตทั้งคืน
    3. การดุอาอ์และวิงวอนขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า
    สิ่งควรปฏิบัติในวันที่สิบของเดือนมุฮัรรอม
    มีรายงานจากอิมามริฎอ (อ.) ว่า :  “ใครก็ตามที่หยุดการงานในวันอาชูรอ พระผู้เป็นเจ้าจะประทานสิ่งที่เขาต้องการ  และใครก็ตามที่โศกเศร้าเสียใจในวันนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้เขาดีใจในวันกิยามัต”
    1. อ่านซิยาเราะฮ์อิมามฮุเซน (อ.)
    2. เป็นการดีกว่าให้เขาอดอาหารจนถึงหลังจากนมาซอัศร์ แต่การเหนียตถือศีลอดในวันนี้เป็นมักรุฮ์ (เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ)
    3. ให้น้ำแก่ผู้ที่มาซิยาเราะฮ์อิมามฮุเซน (อ.)
    4. อ่านซูเราะฮ์อิคลาส 1000 ครั้ง
    5. อ่านซิยาเราะฮ์อาชูรอ
    6. อ่าน ประโยคนี้ 1000 ครั้ง
    اللَّهُمَّ الْعَنْ قَتَلَةَ الْحُسَيْنِ عَلَيْهِ السَّلاَمُ‏

    1. กล่าวแสดงความเสียใจแก่กันและกันด้วยประโยคนี้
      أَعْظَمَ اللَّهُ أُجُورَ نَا بِمُصَابِنَا بِالْحُسَيْنِ عليه السلام وَ جَعَلَنَا وَ إِيَّاكُمْ مِنَ الطَّالِبِينَ بِثَارِهِ مَعَ وَلِيِّهِ الْإِمَامِ الْمَهْدِيِّ مِنْ آلِ مُحَمَّدٍ عَلَيْهِمُ السَّلاَمُ






  • วัฒนธรรมกุรอาน วัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

    วัฒนธรรมกุรอาน วัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

    هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَلَوْ كَرِهَ الْمُشْرِكُونَ

    “พระองค์คือผู้ทรงส่งรอซูลของพระองค์ด้วยการชี้นำทาง และศาสนาแห่งสัจธรรมเพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาอิสลามอยู่เหนือศาสนาทั้งมวล ถึงแม้พวกตั้งภาคีจะเกลียดชังก็ตาม” (ซูเราะฮ์อัศศ๊อฟ โองการที่ 9) (more…)

  • ชีวประวัติท่านอิมามอาลี ตอนที่ 1 ศึกนอกและศึกใน

    ชีวประวัติท่านอิมามอาลี ตอนที่ 1 ศึกนอกและศึกใน

    เมื่อพิจารณาถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอิสลามโดยรวม ถ้าหากท่านอิมามอาลี (อ) ทำการต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงตัดสินใจไม่ลุกขึ้นต่อสู้

    ซึ่งหากพิจารณาถึงอันตรายทั้งภายในและภายนอกที่เป็นเหตุให้อะลี (อ.) ไม่คิดที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้ดังต่อไปนี้

    1 ถ้าหากอิมาม(อ.) ได้ใช้อำนาจและต่อสู้โดยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อยึดการปกครองคืนมาท่านก็จะสูญเสียบรรดาบุคคลที่เป็นที่รักที่เชื่อในความเป็นผู้นำของท่านอย่าจริงใจ นอกเหนือจากนี้แล้วหลายกลุ่มด้วยกันที่เป็นสาวกของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของท่านอิมาม(อ.) ก็จะถูกสังหาร ซึ่งกลุ่มนี้นั้นถึงแม้พวกเขาจะมีจุดยืนที่ตรงข้ามกับท่านอิมาม(อ.)ในประเด็นเกี่ยวกับผู้นำและมีความแค้นเคืองต่อท่านและพวกเขาไม่พอใจที่จะให้อิมามอะลี (อ.) ทำการปกครองแต่พวกเขาก็ไม่มีความขัดแย้งกับท่านในเรื่องอื่น อย่างไรก็แล้วแต่การถูกสังหารของบุคคลกลุ่มนี้นั้นจะทำให้อำนาจในการเผชิญหน้ากับผู้ตั้งภาคี ผู้กราบไหว้เจว็ด ชาวคริสเตียนและชาวยิว ซึ่งเป็นอำนาจของบรรดามุสลิมอ่อนแอลงได้

    อิมาม(อ.) ได้กล่าวไว้ในคุตบะห์หนึ่งของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

    เมื่ออัลลอฮ์(ซบ.) ได้นำวิญญาณของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ไปแล้วนั้น พวกกุเรชได้หลงตัวเองว่า เหนือพวกเรา พวกเขาได้แย่งสิทธิของพวกเราซึ่งมีความเหมาะสมมากกว่าทุกคนที่จะเป็นผู้นำประชาชาติ แต่ฉันเห็นว่าความอดทนต่อสิ่งนี้ดีกว่าการสร้างความแตกแยกให้กับบรรดามุสลิมและหลั่งเลือดพวกเขา เนื่องจากว่าประชาชนเพิ่งจะยอมรับอิสลามและศาสนา เปรียบได้กับถุงน้ำที่เต็มไปด้วยนมซึ่งกำลังเป็นฟอง และเพียงความบกพร่องอันน้อยนิดและความไม่ใส่ใจต่อมันก็จะก่อให้เกิดความเน่าเสียได้และแม้เพียงคนที่ (ต่ำต้อย)เพียงบางคนก็สามารถทำให้ (ศาสนา) ถูกทำลายได้(6)

    2 บรรดาบุคคลที่มาจากกลุ่มและเผ่าต่างๆ ที่เข้ารับอิสลามในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  พวกเขายังไม่ได้รับการสั่งสอนที่จำเป็นของอิสลาม รัศมีแห่งความศรัทธาก็ยังไม่ซึมซับไปในหัวใจของพวกเขา เมื่อข่าวการจากไปของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แพร่กระจายไปถึงพวกเขา ได้มีบางกลุ่มของพวกเขาได้ชักธงแห่งความเป็นผู้ตกศาสนาและกลับไปสู่การกราบไหว้เจว็ด พวกเขาแสดงความขัดแย้งอย่างโจ่งแจ้งต่อการปกครองอิสลามในมะดีนะฮ์และไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินภาษีของอิสลาม พวกเขาได้ทำการขู่ขวัญมะดีนะฮ์อย่างรุนแรงโดยการรวบรวมกองกำลังทางทหาร  ด้วยเหตุนี้สิ่งแรกที่รัฐปกครองใหม่ควรจะทำคือการระดมกำลังของบรรดามุสลิมกลุ่มหนึ่ง เพื่อปราบปรามบรรดา ผู้ตกศาสนา และในที่สุดไฟแห่งการก่อกบฏของพวกเขาก็ถูกดับลงได้ด้วยความพยายามของบรรดามุสลิม

    ในสภาพการณ์เช่นนี้ที่บรรดาศรัตรูที่หันเหออกจากอิสลาม ได้ชักธงแห่งผู้ตกศาสนาและกำลังทำการคุกคามรัฐอิสลามจึงไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากอิมาม(อ.) ได้จับธงอีกผืนเพื่อทำการต่อสู้

    ในจดหมายฉบับหนึ่งที่ท่านอิมามได้เขียนถึงประชาชนอิยิปต์ ซึ่งได้พูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ว่า

    “….ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซบ.) ฉันไม่เคยคิดและไม่เคยเข้ามาอยู่ในความคิดของฉันมาก่อนเลยว่า ภายหลังจากท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ชาวอาหรับจะพลิกผลันประเด็นเกี่ยวกับอิมามมะฮ์และตำแหน่งความป็นผู้นำออกไปจากอะฮ์ลุลบัยต์(อ.) ของท่าน (และนำไปวางในอีกที่หนึ่งและไม่เคยเชื่อมาก่อนว่า) พวกเขาจะนำอำนาจการปกครอง(คิ-ลาฟะฮ์) ออกห่างไปจากฉัน ! สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันเกิดความเสียใจคือ กลุ่มชนที่อยู่รอบๆ ตัวเขา (อบูบักร) ซึ่งให้สัตยาบันกับเขา (เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้) ฉันหยุดจนกระทั่งฉันเห็นด้วยตาของฉันเองว่า ได้มีกลุ่มหนึ่งหันเหออกจากอิสลามและพวกเขาต้องการทำลายศาสนาของมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) (ตรงนี้แหละ) ที่ฉันกลัวถ้าหากฉันไม่ช่วยเหลืออิสลามและบุคคลที่นับถืออิสลาม ฉันคงต้องประจักษ์ต่อการที่อิสลามถูกทำลายและถูกทำให้เป็นเสี่ยงๆ ซึ่งฉันจะมีความเศร้าโศกต่อสิ่งนั้นมากกว่าการถูกริดรอนสิทธิจากตำแหน่งการปกครองพวกท่าน เนื่องจากว่าสิ่งนี้เป็นผลประโยชน์เพียงไม่กี่วันของดุนยาและมันจะมีวันจบสิ้นในที่สุดก็เหมือนกับ ภาพลวงตา ที่มีวันสูญสิ้นหรือก้อนเมฆที่สลายแยกออกจากกัน ฉะนั้นเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้เกิดขึ้น ฉันจึงลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อให้ความไม่ถูกต้องหายไปและถูกทำลายในที่สุดและให้ศาสนายังคงอยู่และมั่นคงต่อไป(7)

            3 นอกเหนือจากอันตรายของพวกตกศาสนา ยังมีกลุ่มผู้แอบอ้างตนว่าเป็นนบีและหลอกว่าเป็นบรรดาศาสดาเกิดขึ้นเช่น มุซัยละมะฮ์ , ฏุลัยฮะห์ และ ซะญาฮ์ และแต่ละคนก็ได้รวบรวมบรรดาสาวกและกลุ่มกองกำลังที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะโจมตีมะดีนะฮ์แต่เพราะความร่วมมือกันและความเป็นหนึ่งเดียวของบรรดามุสลิมที่มีความอุตสาหะนั้นทำให้กองกำลังของพวกเขาได้รับความพ่ายแพ้

           4อันตรายจากการจู่โจมของชาวโรมันก็สามารถเป็นที่กังวลอีกเรื่องหนึ่งได้เช่นกัน สำหรับการสู้รบของบรรดามุสลิม เนื่องจากว่าบรรดามุสลิมได้เคยต่อสู้กับชาวโรมันถึง 3 ครั้งด้วยกันและชาวโรมันเองก็ถือว่า บรรดามุสลิมก็เป็นอันตรายสำหรับพวกเขาอย่างมากและพยายามหาโอกาสจู่โจมศูนย์กลางของอิสลาม ถ้าหากอิมามอะลี(อ.) ได้ลุกขึ้นต่อสู้ทางด้านอาวุธ ความอ่อนแอภายในของบรรดามุสลิมที่จะเกิดขึ้นก็จะกลายเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่ทำให้ชาวโรมันใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอนี้

           เมื่อได้พิจารณาไปถึงเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว เป็นที่กระจ่างว่าทำไมอิมาม(อ.)ถึงถือว่าความอดทนดีกว่าการต่อสู้และท่านได้ทำให้สังคมอิสลามปลอดภัยจากอันตรายที่รุนแรงโดยใช้ความอดทน อดกลั้น ไตร่ตรองและมองการไกลอย่างไรและถ้าหากไม่ใช่เพราะท่านต้องการจะให้บรรดามุสลิมมีเอกภาพกันและไม่กลัวต่อความแตกแยกของพวกเขาแล้วนั้น ท่านจะไม่มีวันยอมให้อำนาจการเป็นผู้นำของบรรดามุสลิมเบี่ยงเบนออกไปจากบรรดาผู้สืบทอดอำนาจปกครองที่แท้จริงของศาสดา(ศ็อลฯ) และยอมให้ตกไปอยู่ในน้ำมือของผู้อื่น

  • ความละอายในมุมมองของอัลกุรอาน

    ความละอายในมุมมองของอัลกุรอาน

    ความละอายคือความรู้สึกผิดหรือความละอายใจที่เกิดจากการสำนึกผิดจากการมีพฤติกรรมที่ไร้เกียรติและน่ารังเกียจ

    (more…)

  • ผลของความพยายามของมนุษย์ 

    ผลของความพยายามของมนุษย์ 

    ผลของความพยายามของมนุษย์ 

    อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 39 ซูเราะฮ์นัจม์ ว่า – 

    وَأَنْ لَيْسَ لِلإنْسَانِ إِلا مَا سَعَى

    และมนุษย์จะไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเอาไว้ (more…)

  • ความแตกต่างเรื่องมรดกระหว่างชายและหญิง

    ความแตกต่างเรื่องมรดกระหว่างชายและหญิง

    คำถาม :  ทำไมตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามถึงให้สิทธิแก่บุรุษในการรับมรดกมากกว่าสตรีเป็นสองเท่า? ซึ่งกเกณฑ์เช่นนี้เป็นการกดขี่สิทธิสตรีและเลือกปฏิบัติต่อสตรีใช่หรือไม่?

          คำตอบ  สิทธิทางมรดกของศาสนาอิสลามตามที่ทราบกันก็คือ ผู้ชายมีสิทธิในการรับมรดกมากกว่าผู้หญิงเป็นสองเท่า  แต่ถ้าศึกษาให้ละเอียดในเรื่องนี้จะพบว่าในหลายๆกรณีที่เป็นข้อปลีกย่อยผู้ชายจะไม่ได้รับมรดกเป็นสองเท่าของผู้หญิงเสมอไป  และในหลายกรณีที่ผู้หญิงได้สิทธิในมรดกเท่ากับผู้ชาย (more…)

  • อธิบายซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่ 1

    อธิบายซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่ 1

    บทนำ

    ซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ เป็นซูเราะฮ์ที่ประทานลงมา ณ เมืองมะดีนะฮ์ซึ่งประกอบด้วย 120 โองการ 2,804 คำ และ11,933 อักษร นักวิชาการสายอุลูมกุรอานกล่าวกันว่า ซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมาหลังจากซูเราะฮ์ฟัฏฮ์ แต่ในบางรายงานได้บันทึกไว้ว่า ซูเราะฮ์มาอิดะฮ์ประทานในช่วงเทศกาลฮัจญ์ตุ้ลวิดาอ์ (ฮัจญ์อำลาของท่านนบี ซ.ล.) ระหว่างการเดินทางจากมักกะฮ์สู่มาดีนะฮ์ ทว่าตามลำดับเรียบเรียงของอัลกุรอานซูเราะฮ์นี้ ปรากฎอยู่ในลำดับที่ 5 ของซูเราะฮ์อัลกุรอานทั้งหมด

    นามของซูเราะฮ์ “มาอิดะฮ์” หมายถึง “สำรับอาหาร”  ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องราวการประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าสำหรับวงศ์วานของท่านศาสดาอีซา (อ) ซึ่งมีกล่าวไว้ในโองการที่ 114 ของซูเราะฮ์

    ใจความโดยรวมของซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ สาธยายถึงวิชาการเกี่ยวกับหลักการศรัทธาในอิสลาม รวมไปถึงภาระกิจหรือบัญญัติต่าง ๆ ที่ผู้ศรัทธาพึงจะต้องปฏิบัติ 

    ประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์

    1. กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านอาลี อามีรุ้ลมุอฺมินีน (อ) การเป็นผู้นำหลังจากท่านศาสดา (ซ.ล) 
    2. กล่าวถึงหลักการศรัทธาของบรรดาสาวกของท่านศาสดาอีซา (อ)
    3. กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวันอาคิเราะฮ์ วันฟื้นคืนชีพ และการเป็นสักขีพยายานของบรรดาศาสดาในแต่ละยุคแก่ประชาชาติของตนเอง
    4. กล่าวถึงการคงมั่นในคำมั่นสัญญา ความเท่าเทียมในสังคม การเป็นสักขีพยาน
    5. กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของลูกหลานของท่านศาสดาอาดัม (อ)
    6. กล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่สะอาดและเป็นที่อนุมัติ
    7. กล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับการทำวูฏู และการทำตะยัมมุม

    โองการสำคัญที่สุดในซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ คือโองการที่กล่าวถึงการแต่งตั้งท่านอาลี อามีรุ้ลมุอฺมินีน (อ)  ครั้งเมื่อเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่านนบี (ซ.ล) พร้อมกับอุมมะฮ์ของท่าน ณ บ่อน้ำฆอดีรคุม ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้กล่าวเอาไว้ในโองการที่  3 และโอการที่ 67 ของซูเราะฮ์นี้  และการบริจาคทานด้วยแหวนของท่าน อาลี อามีรุ้ลมุอฺมีนีน (อ) ขณะที่ท่านกำลังก้มลงรูกัวะอฺ (โค้งคาราวะ) ต่อพระองค์ ขณะที่ท่านทำนมาซ ในโองการที่ 55 ของซูเราะฮ์ดังกล่าว

    โองการที่  1

    يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَوْفُواْ بِالْعُقُودِ أُحِلَّتْ لَكُم بَهِيمَةُ الأَنْعَامِ إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ إِنَّ اللّهَ يَحْكُمُ مَا يُرِيدُ  (1)

    คำแปล :

    โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงรักษาบรรดาสัญญาของพวกเจ้าเถิด    สัตว์ประเภทปศุสัตว์นั้นได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว นอกจากสัตว์ที่ถูกสาธยายแก่พวกเจ้าเท่านั้น โดยมิใช่สัตว์ที่ถูกเจ้าล่าในขณะที่พวกเจ้าอยู่ในสภาพเอียะรอม  แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.)นั้นทรงชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์(1)

    ขยายความ

    จากการบันทึกของบรรดานักตัฟซีรเกี่ยวกับโองการนี้ซึ่งกล่าวไว้ว่า ซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมายังท่านศาสดา (ซ.ล.) ซึ่งมีฮาดิษจากท่านอิม่ามบากิร (อ)   รายงานจากท่านอาลี บุตรของอาบีฏอลิบ (อ) กล่าวว่า หลังจากซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดามีชีวิตอยู่อีกเพียงสองหรือสามเดือนเท่านั้น”.

    เช่นเดียวกันได้มีบันทึกว่าซูเราะฮ์นี้เป็น “ซูเราะฮ์นาสิค” (ซูเราะฮ์ยกเลิกโองการก่อนหน้านี้) โดยมีรายงานบันทึกเป็นหลักฐานไว้ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้วใน ซูเราะฮ์อัล-บากอเราะฮ์ โองการที่ 281) แต่อาจมีผู้สงสัยว่า ทำไมจึงมีรายงานว่าโองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมา ไม่ได้อยู่ในซูเราะฮ์นี้ 

    ตอบ : แน่นอนถ้าหากเป็นเพียงโองการแล้วถูกต้อง โองการสุดท้ายไม่ใช่โองการในซูเราะฮ์นี้ แต่ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือซูเราะฮ์หาใช่โองการไม่เพราะซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์สุดท้ายไม่ใช่โองการสุดท้าย 

    يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَوْفُواْ بِالْعُقُود…ِ

    คำเตือนดังกล่าว เหมือนดั่งผู้กำลังจะออกเดินทาง และกำลังจะสั่งเสียถึงสิ่งสำคัญต่าง ๆ ฉะนั้นโองการนี้กำชับผู้ศรัทธาทั้งหลาย ให้ยึดมั่นบนสัญญาต่าง ๆ   ที่ให้ไว้ ไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นประเภทใดก็ตาม

     “الْعُقُود” ในหลักภาษาหมายถึง “การผูกระหว่างเชือกสองเส้น หรือ ระหว่างสองข้างเชือกให้ติดกัน” และคำว่า “العقد” ถูกนำมาใช้ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ ใช่ว่าจะหมายถึงทุก ๆ คำมั่นสัญญาหรือข้อตกลงที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่มีหลักค้ำประกัน  คำดังกล่าวให้ความหมายรวมไปถึงทุก ๆ คำสัญญา (ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจต่อกัน) ระหว่างมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม หรือระหว่างมนุษย์กับพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)  ในทุกเรื่องและการงาน

    ในหนังสือรุฮุลมาอานี ได้คัดลอกจาก รอฆิบ : คำว่า “อักดฺ” (สัญญา ข้อตกลง) แบ่งออกเป็นสามระดับคือ

    1. ข้อตกลงระหว่างมนุษย์ กับ พระเจ้าของเขา
    2. ข้อตกลงระหว่างมนุษย์ กับ ตัวของเขาเอง
    3. ข้อตกลงระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

    (ตัฟซีรรูฮุลมาอานี โองการดังกล่าว)

    ประเด็นสำคัญ

    1. โองการนี้เป็นโองการหนึ่งที่นักนิติบัญญัติได้นำมาอ้าง ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาต่าง ๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องรักษามันไว้ ห้ามบิดพริ้ว ซึ่งเรียกกฏดังกล่าวว่า “กออิดะฮ์ตุลลุซูม” และโองการนี้ได้กล่าวถึง คำสัญญาระหว่างมนุษย์ กับพระเจ้าของเขาเกี่ยวกับผู้นำ ผู้เผยแพร่ที่มาจากพระองค์อีกด้วย 
    2. การรักษาคำสัญญาและข้อตกลง เป็นรากแก้วแห่งศาสนาอิสลาม เพราะถ้าหากสังคมหนึ่งสังคมใดปราศจากคำมั่นสัญญา สัมคมนั้นย่อมขาดความสงบสุข เพราะเหตุดังกล่าวอัลกุรอานจึงกำชับเอาไว้ และเช่นเดียวกัน ท่านอิม่ามอาลี (อ) ได้กล่าวเตือน ท่านมาลิก อัฃตัร ถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้ดังนี้ 

    “ในหมู่คำบัญญัติใช้ของพระเจ้า ไม่มีเรื่องใดเลยในทรรศนะของมนุษย์โลกที่จะมีความเห็นพ้องต้องกัน เว้นเสียแต่เรื่องของการรักษาคำสัญญา เพราะเหตุดังกล่าว ชนชาติอาหรับก่อนอิสลามพวกเขาจะเคร่งครัดต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ถึงผลที่จะตามมาหากละเมิดต่อมัน”

    อีกฮาดิษหนึ่งจากท่านอิม่ามอาลี (อ) ซึ่งกล่าวว่า

    “พระองค์จะมิทรงยอมรับการกระทำใด ๆ เว้นเสียแต่ ความดีงาม และไม่ทรงรับข้อสัญญาใด ๆเว้นเสียแต่ข้อสัญญาที่ถูกรักษาตามเงื่อนไขของมัน”  

    จากท่านศาสดา (ซ.ล) :

    “ไม่มีศาสนาสำหรับผู้ที่ไม่รักษาคำสัญญา”  

    จากท่านอิม่ามศอดิก (อ) :

    “สามประการที่พระองค์ไม่อนุมัติให้ละเลยต่อมันอย่างเด็ดขาด“

    1. คืนของฝาก (อะมานะฮ์) แก่เจ้าของ ไม่ว่าเจ้าของจะเป็นคนดีหรือเลวก็ตาม
    2. รักษาคำสัญญาที่ให้ไว้ แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม
    3. ปฏิบัติดีต่อบิดา – มารดา แม้ว่าท่านทั้งสองจะดีหรือไม่ก็ตาม

    อัลกุรอานยังได้กล่าวต่ออีกว่า

    ُحِلَّتْ لَكُم بَهِيمَةُ الأَنْعَامِ إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ…

     (الأَنْعَامِ) เป็นคำพหูพจน์ ของคำว่า (نعم) “นิอัม” หมายถึง “อูฐ” แต่ถ้าคำดังกล่าวมาในรูปพหูพจน์ แปลว่าปศุสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) เช่น อูฐ วัว แพะ… (بَهِيمَةُ ) แปลว่า “แข็งแรง ทนทาน” หรือสิ่งที่ “คลุมเครือ” สัตว์ถูกเรียกว่า “บะฮีมะฮ์” เพราะเสียงของมันไม่สามารถจะเข้าใจได้ (คลุมเครือ) 

    ฉะนั้น โองการนี้เป็นโองการที่สาธยายแก่บรรดาผู้ศรัทธาถึงสิ่งที่อนุมัติในการบริโภค และบรรดาสัตว์ที่ไม่ถือเป็นข้ออนุมัติซึ่งจะแจ้งให้ทราบในตอนต่อไป

    إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ…

    โองการนี้นอกจากจะกล่าวถึงบทบัญญัติที่อนุมัติ และไม่อนุมัติในการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วกล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับผู้สวมชุดอิห์รอม   เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์อีกด้วย      ว่าไม่เป็นการอนุมัติแก่พวกเขาในการออกล่าสัตว์ และสัตว์ที่ได้มาจากกรณีดังกล่าวไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา

    غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ…

    ตอนสุดท้ายของโองการดังกล่าวพระองค์ทรงกล่าวถึง ความรอบรู้ของพระองค์ กล่าวคือ บัญญัติต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากพระองค์ ล้วนมาจากความประสงค์ของพระองค์ทั้งสิ้น และความประสงค์ของพระองค์นั้นย่อมเกิดจากความปรีชาญานของพระองค์

    إِنَّ اللّهَ يَحْكُمُ مَا يُرِيدُ

    บทเรียนจากโองการ

    1. จำเป็นจะต้องยึดมั่นและคงไว้ซึ่งสัญญาในทุก ๆ กรณีและสำหรับทุก ๆ คน
    2. การรับประทานเนื้อสัตว์สำหรับผู้ศรัทธาถือว่าเป็นที่อนุมัติ ยกเว้นในบรรดาสัตว์ที่บัญญัติห้ามเอาไว้