Author: อันวารี

  • ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)ในอัล-กุรอาน ตอนที่ (1)

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)ในอัล-กุรอาน ตอนที่ (1)

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)ในอัล-กุรอาน (1)

              ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป็นศาสดาอีกท่านหนึ่งที่ถูกกล่าวไว้ในอัล-กุรอานโดยถูกกล่าวถึงหลังจากท่านศาสดาอาดัม (อ.) , ศาสดาอิดรีส (อ.) , ศาสดานูห์ (อ.) , ศาสดาฮูด (อ.) และศาสดาศอลีห์ (อ.) และเป็นศาสดา อูลุลอัซม์ ท่านที่สองที่นามของท่านถูกกล่าวไว้อัล-กุรอานถึง 69 ครั้ง ในซูเราะฮ์ต่าง ๆ เช่น บะเกาะเราะฮ์ , อันอาม , อิบรอฮีม , มัรยัม , อัมบิยาอ์ , อันกะบูต และศอฟฟาต โดยได้กล่าวถึงชีวประวัติที่น่าสนใจและเปี่ยมด้วยอุทาหรณ์มากมาย

              ชีวประวัติของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เหมือนกับชีวประวัติของบรรดาศาสดาท่านอื่น ๆของพระผู้เป็นเจ้าที่ประกอบด้วย 4 ช่วงดังนี้

              1. ช่วงทารกจนถึงก่อนการแต่งตั้งเป็นศาสดา ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านออกห่างและแสดงความเหนื่อยหน่ายจากพวกบูชาเจว็ด ท่านประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามตามธรรมชาติดั้งเดิมที่มีต่อเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า จนท่านถูกรู้จักในนามของผู้เป็นสุภาพบุรุษและเป็นผู้ที่มีความซื่อตรง

              2.ช่วงรับตำแหน่งศาสดาและประกาศสาส์นเพื่อชี้นำมนุษยชาติ

              3.ช่วงที่ท่านแสดงออกถึงความอดทนและยืนหยัดในการเผชิญหน้ากับพวกที่ทำการต่อต้าน,ขัดขวาง , เรื่องการอพยพและต่อสู้กับเหล่าศัตรู

              4.ช่วงแห่งชัยชนะ ซึ่งแสดงออกถึงสัจธรรมอยู่เหนือความเป็นอธรรมและเป็นช่วงที่ประชาชนมากมายเข้าสู่การเชิญชวนของบรรดาศาสดา

               ท่ามกลางบรรดาศาสดาที่ผ่านมา จะเรียกท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่า วีรบุรุษแห่งเอกานุภาพก็เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่เจิดจรัสของท่านนั่นเอง อัล-กุรอานกล่าวถึงท่านในฐานะของ หะนีฟ”(ผู้ที่หันเข้าสู่ความถูกต้อง)และ คอลีล” (มิตรสนิท) และท่านคือศาสดาท่านแรกที่เข้ารับตำแหน่ง อิมามะฮ์หลังจากผ่านการทดสอบต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงช่วงต่าง ๆของชีวประวัติท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)

               1. ช่วงทารกจนถึงก่อนการแต่งตั้งเป็นศาสดา อัล-กุรอานไม่ได้กล่าวถึงช่วงทารกของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เอาไว้ แต่จากเรื่องราวที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ , รายงานต่าง ๆ และตามคัมภีร์เตารอตและอินญีล ทำให้เรารู้ว่า บิดามารดาของท่านอาศัยอยู่แถบบาบิโลนและท่านเองก็ประสูติมา ณ. ที่แห่งนั้น ผู้ปกครองที่อธรรมในสมัยนั้นคือ นุมรูดในปีที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมประสูติ นุมรูด ได้สั่งจับเด็กทารกชายจากเผ่าของตนสังหารจนหมด เพราะมีโหรทำนายผู้หนึ่ง (อาซัร) ได้ทำนายว่าจะมีเด็กชายคนหนึ่งกำเนิดขึ้นมาแล้วจะมาล้มบัลลังก์ของเขา แต่แล้วท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็ประสูติออกมาโดยรอดพ้นจากสายตาของเหล่าศัตรู และท่านได้เจริญเติบโตในบ้านของ อาซัรผู้เป็นหัวหน้าเผ่า และเป็นผู้กราบไหว้เจว็ด ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) รังเกียจการกราบไหว้และบูชาเจว็ดมาโดยตลอด ท่านจะออกห่างจากประเพณีต่าง ๆ ของเผ่าของท่านเสมอ จนบางครั้งท่านได้กล่าวถึงการกราบไหว้รูปปั้นต่าง ๆ ที่ทำมาจากไม้และหินอย่างประหลาดใจยิ่งนัก รูปปั้นต่าง ๆที่ไร้ความสามารถที่จะได้ยินคำร้องขอของประชาชน อีกทั้งไม่มีผลในการสร้างประโยชน์และความเสียหายแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อท่านได้ถูกแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้าให้เป็นศาสดา ท่านจึงเริ่มทำหน้าที่ประกาศสาส์นของท่าน ณ. บัดนั้น2. ช่วงประกาศสาส์นและเชิญชวน อาซัรสู่การภักดี ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เหมือนกับศาสดาท่านอื่น ๆ ที่เริ่มการเชิญชวนจากบ้านของตนเองก่อนเพื่อนบ้าน ท่านได้เริ่มเชิญชวนท่าน อาซัร”(ผู้เป็นลุงหรือพ่อเลี้ยงของท่าน) ด้วยความซื่อสัตย์และเหตุผลทางปัญญาเพื่อให้รอดพ้นจากการกราบไหว้บูชารูปปั้น ดังที่มีปรากฏในอัล-กุรอานว่า :

    وَاذْكُرْ فِي الْكِتَابِ إِبْرَاهِيمَ إِنَّهُ كَانَ صِدِّيقًا نَبِيًّا (٤١)إِذْ قَالَ لأبِيهِ يَا أَبَتِ لِمَ تَعْبُدُ مَا لا يَسْمَعُ وَلا يُبْصِرُ وَلا يُغْنِي عَنْكَ شَيْئًا (٤٢)يَا أَبَتِ إِنِّي قَدْ جَاءَنِي مِنَ الْعِلْمِ مَا لَمْ يَأْتِكَ فَاتَّبِعْنِي أَهْدِكَ صِرَاطًا سَوِيًّا

                “และจงกล่าวถึง (เรื่องของ) อิบรอฮีมที่อยู่ในคัมภีร์ (อัล-กุรอาน) แท้จริงเขาเป็นผู้ซื่อสัตย์ เป็นนบี” “และจงรำลึกถึงเมื่อเขากล่าวแก่บิดา(ซึ่งเป็นลุงหรือพ่อเลี้ยง คำว่าพ่อในภาษาอาหรับบางครั้งใช้กับคนที่เคยเลี้ยงดู)ของเขาว่า โอ้พ่อจ๋า ทำไมท่านจึงเคารพบูชาสิ่งที่ไม่ได้ยินและไม่เห็น และไม่ให้ประโยชน์อันใดแก่ท่านเลย ?” “โอ้พ่อจ๋า แท้จริงความรู้ได้มีมายังฉันแล้ว ซึ่งมิได้มีมายังท่าน ดังนั้น จงเชื่อฟังปฏิบัติตามฉันเถิด ฉันจะชี้แนะท่านสู่ทางที่ราบรื่น” (ซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 41-43) ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้ประกาศสัจธรรมอันนี้แก่ท่าน อาซัรที่ชีวิตหนึ่งมีทางหลัก ๆ ให้เลือกแค่สองทางเท่านั้น ทางหนึ่งคือ การภักดีต่ออัลลอฮ์ (ซบ.)และอีกทางหนึ่งคือ การปฏิบัติตามชัยฏอนมารร้าย” , การเดินตามทางแห่งแสงสว่าง หรือ ถลำลึกลงสู่ความมืดมน , การได้รับความผาสุกทั้งโลกนี้และปรโลก หรือหนทางที่ต้องประสบกับการลงโทษทั้งโลกนี้และปรโลก ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้เรียกร้องเชิญชวนอย่างมีมารยาทและให้เกียรติอย่างที่สุด ท่านได้ปฏิบัติด้วยความรักและความรู้สึกห่วงใยอย่างเปี่ยมล้น ดังที่ปรากฏในโองการต่อมาว่า :

    يَا أَبَتِ لا تَعْبُدِ الشَّيْطَانَ إِنَّ الشَّيْطَانَ كَانَ لِلرَّحْمَنِ عَصِيًّا (٤٤)يَا أَبَتِ إِنِّي أَخَافُ أَنْ يَمَسَّكَ عَذَابٌ مِنَ الرَّحْمَنِ فَتَكُونَ لِلشَّيْطَانِ وَلِيًّا (٤٥)

                 โอ้พ่อจ๋า ! อย่าเคารพบูชาชัยฏอนเป็นอันขาด แท้จริงชัยฏอนนั้นมันดื้อรั้นต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานี โอ้พ่อจ๋า ! แท้จริง ฉันกลัวว่าการลงโทษจากพระผู้ทรงกรุณาปรานีจะประสบแก่ท่านแล้วท่านก็จะเป็นสหายของชัยฎอน (ซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 44-45) แต่ทว่าทั้งที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้เรียกร้องเชิญชวนด้วยความห่วงใยและหวังดีอย่างที่สุด อาซัรก็ไม่เลือกที่จะเดินทางแห่งการชี้นำและหนทางแห่งความผาสุกอันนี้ อีกทั้งยังขู่สัมทับท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) อีกต่างหาก ดังที่มีปรากฏในโองการต่อมาว่า :

    قَالَ أَرَاغِبٌ أَنْتَ عَنْ آلِهَتِي يَا إِبْرَاهِيمُ لَئِنْ لَمْ تَنْتَهِ لأرْجُمَنَّكَ وَاهْجُرْنِي مَلِيًّا

                 “เขา (บิดา) กล่าวว่า เจ้ารังเกียจพระเจ้าทั้งหลายของฉันกระนั้นหรือ โอ้อิบรอฮีม ! หากเจ้าไม่หยุดยั้ง (จากการตำหนิ) แน่นอนฉันจะขว้างเจ้า (ด้วยก้อนหิน) และเจ้าจงไปให้พ้นจากฉันตลอดไป” (ซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 46)

  • ศาสดา ซุลกิฟล์ 

    ศาสดา ซุลกิฟล์ 

    หนึ่งในบรรดาศาสดาที่ถูกกล่าวถึงในกุรอาน คือ ท่านศาสดาซุลกิฟล์  ชื่อท่านถูกกล่าวถึง 2 ครั้งด้วยกัน ในโองการที่ 85 ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ ที่กล่าวว่า :  

    และจงรำลึกถึงเรื่องราวของอิสมาอีลและอิดรีส และซัลกิฟลิ แต่ละคนอยุ่ในหมู่ผู้อดทนขันติ 

    และในอายะฮ์ที่ 48 ซูเราะฮ์ ศอด ที่กล่าวว่า  : 

    และจงรำลึกถึงอิสมาอีล และอัลยะซะอฺ และซัลกิฟลิ และทุกคนอยู่ในหมู่ผู้ดีเลิศ 

    เรื่องราวเกี่ยวกับท่านศาสดา ซุลกิฟล์ นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกันออกไป แต่ประเด็นที่เป็นที่บรรดานักวิชาการยอมรับกันทั้งหมดคือ ท่านศาสดา ซุลกิฟล์ เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าชื่อของท่านถูกกล่าวไว้ในกุรอานถึงสองครั้งด้วยกัน

    ตามรายงานฮะดิษกล่าวว่า ท่านศาสดาซุลกิฟล์ เป็นบุตรของท่านศาสดา อัยยูบ ซึ่งชื่อเดิมของท่านคือ บาชีร อิบนิ อัยยูบ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย ท่านมีอายุ 95 ปี มีบุตรชาย 1 คนชื่ออับดาน ซึ่งท่านได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของท่านหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตลง หลังจากสมัยของท่านศาสดาซุลกิฟล์ อัลลอฮ์ทรงส่งท่านศาสดาชุอัยบ์ลงมาเป็นผู้เผยแพร่สืบต่อมา

    คุณลักษณะพิเศษสามประการของท่านศาสดาซุลกิฟล์ 

    มีรายงานฮะดิษกล่าวว่า มีศาสนทูตท่านหนึ่งมีนามว่า อัลยะสะอ์ ได้กล่าวกับกลุ่มชนของตนว่า : ฉันมีความหวังว่า จะให้บุคคลหนึ่งเป็นตัวแทนฉันแต่ฉันจะต้องพิจารณก่อนว่าเขาจะปฏิตัวกับกลุ่มชนของฉันอย่างไร (หากเขาปฏิบัติดีต่อกลุ่มชนของฉัน ฉันจะแต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนหลังจากฉันทันที)  ท่านได้เรียกรวบกลุ่มชนของท่านแล้วประกาศว่า : ใครก็ตามที่สัญญาว่าจะปฏิบัติในสามสิ่งที่ฉันจะกล่าวต่อไปนี้ ฉันจะแต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนหลังจากฉันทันที สามสิ่งดังกล่าวนั้นก็คือ 

    1. ให้ถือศิลอดในเวลากลางวัน
    2. ให้ทำการเคารพภักดีพระเจ้าในเวลากลางคืน
    3. อย่าโกรธและโมโห

    มีเด็กหนุ่มได้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า : ฉันสัญญาว่าจะปฏิบัติในสิ่งสามประการดังกล่าว 

    ท่านศาสดาอัลยะสะอ์ไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว ท่านยังกล่าวถามกลุ่มชนของท่านเหมือนเดิมว่ามีใครพร้อมที่จะสัญญาที่จะปฏิบัติในสิ่งสามประการนั้นใหม เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก็ลุกขึ้นมาตอบอีก ท่านศาสดาอัลยะสะอ์ก็ไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มคนนั้น กล่าวซ้ำเป็นครั้งที่สามแต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาตอบรับคำเรียกร้องของท่านศาสดาอัลยะสะอ์มีเพียงเด็กหนุ่มคนเดิมเท่านั้น 

    หลังจากนั้นท่านศาสดาอัลยะสะอ์จึงได้แต่งตั้งให้เด็กคนนั้นเป็นตัวแทนหลังจากท่าน  ต่อมาอัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มคนดังกล่าวเป็นศาสนทูต เด็กหนุ่มที่กล่าวถึงนั้นก็คือท่านศาสดาซุลกิฟล์นั่นเอง ท่านได้ปฏิบัติในสามสิ่งดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า ซุลกิฟล์ (ผู้รักษาสัญญา) 

     

  • บทบาทของมารดาต่อสถาบันครอบครัว

    บทบาทของมารดาต่อสถาบันครอบครัว

    บทความนี้จะกล่าวถึงบทบาทของมารดาที่มีต่อสถาบันครอบครัว และจะกล่าวถึง บทบาทหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของสตรี ทั้ง 3 บทบาทนั่นก็คือ  (more…)

  • สี่ครอบครัวตัวอย่างในอัลกุรอาน

    สี่ครอบครัวตัวอย่างในอัลกุรอาน

              ครอบครัวถือว่าเป็นส่วนย่อยหนึ่งของสังคมและเป็นสถาบันหลักที่สำคัญและยังถือว่าเป็นรากฐานของโครงสร้างทางสังคมเลยทีเดียว ครอบครัวคือแหล่งของการได้รับการอบรมสั่งสอนและสร้างประสบการณ์ต่างๆ อันแรกเริ่มของมนุษย์ (more…)

  • ซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และ มะดะนียะฮ์

    ซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และ มะดะนียะฮ์

    ตามสายรายงานเกี่ยวกับลำดับการประทานอัล กุรอาน บ่งชี้ว่า ซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีจำนวน 86 ซูเราะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ มีจำนวน 28 ซูเราะฮ์ ซึ่งบรรทัดฐานในการกำหนดว่าซูเราะฮ์ใดเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และซูเราะฮ์ใดเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์มี 3 ทัศนะใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ :

    1 :  แบ่งตามช่วงเวลาของการประทานอัล กุรอาน : นักอรรถาธิบายอัล กุรอานบางท่านเชื่อว่า บรรทัดฐานในการแบ่งซูเราะฮ์เป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์นั้นคือ การอพยพของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์ ตามบรรทัดฐานดังกล่าว ทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาก่อนการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาในเมืองมะดีนะฮ์ ในระหว่างการเดินทาง หรือแม้กระทั่งโองการที่ถูกประทานลงมาในเมืองมักกะฮ์ในระหว่างการเดินทางมาทำพิธีฮัจญ์หรือพิธีอุมเราะฮ์ หรือหลังจากการพิชิตมักกะฮ์ก็ตาม เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากการอพยพ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์  และส่วนโองการที่ถูกประทานมาในขณะที่ท่านศาสดากำลังอพยพซึ่งท่านอยู่ระหว่างทางมักกะฮ์และมะดีนะฮ์จะถูกรวมเข้าอยู่ในกลุ่มของโองการในซูเราะฮ์มักกียะฮ์ เช่น โองการที่ 85 ของซูเราะฮ์ กอศอศ ที่กล่าวว่า :

    แท้จริง พระผู้ทรงประทานอัล กุรอานให้แก่เจ้า แน่นอน ย่อมทรงนำเจ้ากลับสู่ถิ่นเดิม

    (ซูเราะฮ์กอศอศ โองการที่ 85)

    2 : แบ่งตามสถานที่ของการประทานอัล กุรอาน : จากบรรทัดฐานนี้ทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมะดีนะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาก่อนหรือหลังจากการอพยพ ดังนั้นโองการที่ถูกประทานลงมาในสถานที่อื่นที่นอกเหนือจากทั้งสองนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ ซึ่งท่านญะลาลุดดีน สุยูฏี บันทึกรายงานหนึ่งไว้ว่า : ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดำรัสว่า “อัล กุรอานถูกประทานลงมาในสามสถานที่คือ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์และเมืองชาม” (เป้าหมายของชามในที่นี้ คือ เมืองตะบูก )

    3: แบ่งตามรูปประโยค : ทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับพวกตั้งภาคี ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับผู้ศรัทธา ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ท่านอับดุลลอฮ์ มัสอูด ได้ยกรายงานบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : ทุก ๆซูเราะฮ์ที่มีประโยคที่กล่าวว่า  “ยาอัยยุฮันนาส” (โอ้มวลมนุษย์) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์ใดก็ตามที่มีประโยคที่กล่าวว่า  “ยาอัยยุอัลละซีนะ อามะนู” (โอ้มวลผู้ศรัทธา) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เพราะส่วนมากผู้ศรัทธาจะอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และพวกตั้งภาคีจะอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ์ แต่เนื่องจากในซูเราะฮ์ต่าง ๆที่เป็นมะดะนียะฮ์ เช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมีประโยค “ยาอัยยุฮันนาส”รวมอยู่ด้วยทำให้บรรทัดฐานนี้ไม่รัดกุม ทั้งนี้บรรทัดฐานในการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์มีอีกมากมาย ซึ่งไม่อาจนำแต่ละประเด็นมาเป็นบรรดทัดฐานที่ครอบคลุมและรัดกุมได้ แต่โดยรวมแล้วสามารถนำทั้งหมดมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดได้ในระดับหนึ่ง

    ในหนังสืออัลอิตกอน ฟีอุลูมิลกุรอาน ของสุยูฏีกล่าวว่า นักอรรถาธิบายอัล กุรอาน และนักวิชาการด้านกุรอานเชื่อว่าบรรทัดฐานแรกเป็นบรรทัดฐานในการแบ่งซูเราะฮ์มะกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ที่รัดกุมและน่าเชื่อถือที่สุด

    จุดประสงค์ของการแบ่งซูเราะฮ์เป็นมักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์

    การแบ่งซูเราะฮ์ของอัล กุรอานไปในรูปแบบที่กล่าวถึงข้างต้นมีจุดประสงค์เพื่อ :

    1 – ทำความเข้าใจขั้นตอนการเผยแผ่ศาสนาของท่านศาสดา รวมทั้งรูปแบบการกำหนดกฏเกณฑ์ของศาสนาในอัล กุรอานเพื่อง่ายต่อการอรรถาธิบายอัล กุรอาน

    2 – ในอัล กุรอานจะมีโองการหรือบางซูเราะฮ์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายโดยรวม และมีบางโองการและบางซูเราะฮ์มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม ซึ่งการแบ่งซูเราะฮ์เป็นมักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ทำให้สามารถเข้าใจและแยกแยะเนื้อหาของอัล กุรอานได้โดยง่าย

    3 –  ทำความเข้าใจถึงมิติต่าง ๆ ของความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานได้อย่างลึกซึ้ง

    คุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์ มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์

    1- คุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์มักกียะฮ์

    1 – มีเนื้อหาที่กล่าวถึงเหลักการศรัทธาของศาสนาอิสลาม เช่น หลักศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลักศรัทธาต่อวันปรโลก หรือมีเนื้อหาที่เป็นการจำลองภาพบรรยากาศในวันแห่งการสอบสวนการกระทำของมนุษย์ หรือจำลองภาพของนรกและสวรรค์

    2 – มีเนื้อหากระชับ และมีรูปแบบของคำที่มีสัมผัสทางภาษาที่สวยงาม

    3 – มีเนื้อหาโจมตีและตอบโต้หลักความเชื่อของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา

    4 – มีคำสาบานจำนวนมาก เช่น คำสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า  คำสาบานต่อวันปรโลก  คำสาบานต่ออัล กุรอาน ซึ่งโดยรวมแล้วในซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีการสาบานอยู่ถึง 30 ครั้ง แต่ในขณะเดียวกันในซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์มีการสาบานเพียง 2 กรณีเท่านั้น เช่นในโองการที่ 7 ของซูเราะฮ์ตะฆอบุน ที่กล่าวว่า :

    “ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ พวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วพวกท่านจะได้รับแจ้งตามที่พวกท่านได้ประกอบกรรมไว้”

    5 – มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของบรรดาศาสดาและชนรุ่นก่อนรวมทั้งเรื่องราวของท่านศาสดาอาดัม

    6 – ส่วนมากจะเริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย”  แต่ก็มีบางโองการเช่นกันที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา” ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เช่นโองการที่ 21 และ 168 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ และโองการแรกของ ซูเราะฮ์ นิซาอ์  แต่สำหรับโองการที่ 77 ของซูเราะฮ์ฮัจญ์ นักวิชาการส่วนมากเช่นอิบนิ ฮิซอร เชื่อว่าเป็นโองการที่อยู่ในซูเราะฮ์มักกียะฮ์ แต่เริ่มต้นด้วยคำว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา”

    7 – มีสำนวนและการตำหนิติเตียนที่รุนแรง

    8 – มีเนื้อหาที่เรียกร้องไปสู่คุณค่าทางจิตวิญญาณ ศีลธรรม  และการรักษาจริยธรรมอันดีงาม เช่นกล่าวถึงเรื่องความรัก  ความบริสุทธิ์ใจ  การให้เกียรติต่อผู้อื่น  การให้เกียรติกับเพื่อนบ้าน  การปฏิบัติดีต่อพ่อแม่  ฯลฯ

    และซูเราะฮ์ที่เริ่มต้นด้วย  “ฮุรูฟมุก็อตตออะฮ์”  (หมายถึงซูเราะฮ์ที่เริ่มต้นด้วยอักษรย่อ เช่น กาฟ ฮา ยา อีน ซอด ) ทั้งหมดเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ ยกเว้นซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์

     

    2 – คุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์

    1 – มีเนื้อหายาวและมีรายละเอียดกว่าซูเราะฮ์มักกียะฮ์

    2 – มีเนื้อหาที่โจมตีและตอบโต้หลักศรัทธาของชาวคัมภีร์ (ยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์)

    3 – ตำหนิการกระทำของบรรดามุนาฟิก (พวกหน้าไหว้หลังหลอก)

    4 – มีเนื้อหาที่ปลุกระดมไปสู่การต่อสู้เพื่อปกป้องอุดมการณ์ของศาสนาอิสลาม

    5 – อธิบายรายละเอียดของบทบัญญัติของศาสนา  สิทธิ์ต่าง ๆ  การแบ่งมรดก  รวมทั้งกฏเกณฑ์ทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง อีกทั้งหลักการและรูปแบบการทำสัญญาต่าง ๆ

    6 – อธิบายหลักฐานและเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับหลักศรัทธาและบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม

    โองการ “มุซตัซนาอาต” 

    มีคำถามอยู่ว่า ในซูเราะฮ์ที่เรียกว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์นั้นมีโองการที่ประทานในมะดีนะฮ์ปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ หรือซูเราะฮ์ที่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์ มะดะนียะฮ์ มีโองการที่ประทานในมักกะฮ์ปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ นักวิชาการส่วนมากเช่น สุยูฏี กล่าวว่า มีโองการประเภทดังกล่าวปะปนอยู่ด้วย โดยโองการเหล่านี้เรียกว่า “อายาตมุซตัซนาอาต” ยกตัวอย่างเช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ในการแบ่งประเภทซูเราะฮ์ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ แต่มี 2 โองการที่ถูกประทานในมะดีนะฮ์อยู่ในซูเราะฮ์นี้ด้วย คือ โองการที่ 109 และ โองการที่ 272

    ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย เรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นข้อมูลเกี่ยวกับซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ซึ่งถือว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะต้องการจะค้นคว้าและใคร่ครวญในอัล กุรอาน

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (3) – อะบูอัมร์

    อะบูอัมร์ 

    ท่านชื่อ ซับบาน บิน อะลา บิน อามิร บินอุรยาน ท่านเป็นคนเดียวใน 7 ท่านที่เป็นชาวอาหรับดั้งเดิม ท่านอบูอัมร์เรียนกุรอานกับอาจารย์หลายท่านด้วยกัน ซึ่งอาจารย์ของท่านมีทั้งใน บัศเราะฮ์  กูฟะฮ์  มักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการมีอาจารย์มากนี้เองถือเป็นจุดเด่นของท่านอะบูอัมร์ โดยอิบนิเญาซีย์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไม่มีนักกอรีคนใดใน 7 ท่านที่มีอาจารย์มากมายขนาดนี้

    อาจารย์ของท่านอะบูอัมร์ มีหลายต่อหลายท่านด้วยกันซึ่งคงไม่สามารถกล่าวรายนามของท่านได้ทั้งหมดจึงจะขอกล่าวรายชื่อเพียงบางท่านเท่านั้นเช่น มุญาฮิด บิน ญับร์ ซะอด์ บิน ญุบัยร์ อักรอมะฮ์ บิน คอลิด อะฏอ อิบนิ อะบีรอยยาฮ์  อิบนิ กะซีร  อิบนิ มะฮีซีน 

    ท่านอะบูอัมร์ มีรูปแบบการอ่านที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากนักอ่านท่านอื่น ๆ เช่นในกฏของอิดฆอม มุตะกอริบัยน์ ในคำว่า مَقعَد صِّدقٍ   อ่านควบตัว د (ดาล) ไปในตัว ص (ซ็อด) หรือ ในคำว่า رَبَّک قَّدِيرًا  จะอ่านควบตัว ک  (กาฟ) ไปในตัว ق   (กอฟ) จากตรงนี้ถ้าเราเปรียบเทียบรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์กับท่านอิบนิกะซีรจะเห็นว่าค่อนข้างจะใกล้เคียงกันก็เนื่องจากว่าท่านอิบนิกะซีรเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของท่านอะบูอัมร์นั่นเอง

    ท่านอะบูอัมร์มีลูกศิษย์คนสำคัญซึ่งเป็นผู้สืบทอดรูปแบบการอ่านของท่านคือ ท่านอะบูมุฮัมมัด หรือยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก ยะซีดีย์ และมีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์ 2 ท่านคือ ท่านฮัฟซ์ บิน อุมัรและอะบูชุอัยบ์ หรือซอลิฮ์ บิน ซิยาด ซูซีย์ ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (3) – อาซิม

    แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (3) – อาซิม

    อาซิม 

    ท่านชื่อ อบูบักร อาซิม บิน อะบิลนุญูด อัล อะซะดีย์ ท่านเป็นนักอ่านที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่นักอ่านทั้ง 7 ท่านเป็นชาวกูฟะฮ์ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอาหรับด้วย ท่านอาซิมเรียนกุรอานในรูปแบบอัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) กับ ท่านท่านอะบูอับดุลเราะห์มานซุลละมีย์ 

    ท่านท่านอะบูอับดุลเราะห์มานซุลละมีย์ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานให้กับนักอ่านชาวกูฟะฮ์เป็นอย่างมากซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์โดยตรงของท่านอิมาม อะลี บิน อะบีฏอลิบ ซึ่งลูกศิษย์คนสำคัญของท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มานซุลละมีย์ก็คือท่านอาซิมนั่นเอง 

    จากตรงนี้เส้นทางการสืบทอดศาสตร์แห่งการอ่านของท่านอาซิมสามารถกล่าวได้ดังนี้ 

    ท่านอาซิม        ท่านอะบูอับดุลเราะห์มานซุลละมีย์       ท่านอิมามอะลี บิน อะบีฏอลิบ      ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)  

    จะเห็นว่าท่านอาซิมเรียนการอ่านกุรอานโดยผ่านสื่อกลางเพียงสองท่านเท่านั้นจนถึงท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งเรื่องดังกล่าวในหมู่นักวิชาการถือว่าเป็นการสืบทอดที่เรียกกันว่า “ซิลซิละตุซซะฮับ” เป็นสายที่ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของท่านอาซิมด้วย

    ท่านอาซิม มีนักรายงานการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันคือ ซุอ์บะฮ์ หรือ อะบูบักร์ บิน อัยยาช และ ฮัฟซ์ บิน สุไลมาน ท่านอะบูบักร์ บิน อัยยาช กล่าวเกี่ยวกับท่านอาซิมว่า – ท่านอาซิมกล่าวกับฉันว่า – ฉันไม่เคยเรียนกุรอานกับใครเลยนอกจากท่านอะบูอับดุลเราะห์มาน

    ในหมู่นักวิชาการด้านการอ่านเชื่อว่า รายงานของท่านฮัฟซ์ บิน สุไลมาน  จะมีความน่าเชื่อถือกว่ารายงานของท่าน อะบูบักร์ บิน อัยยาช โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากท่านฮัฟซ์ เป็นลูกของนางรอบีบ ซึ่งเป็นลูกติดแม่ ของท่านอาซิม โดยได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านอาซิม ด้วยเหตุนี้เองรายงานของท่านจึงน่าเชื่อถือกว่า และการอ่านของท่านอาซิมเป็นรูปแบบที่ใช้อ่านกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (2) – อิบนิ กะซีร

    อิบนิ กะซีร

    ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ กะซีร ดารี มักกีย์ เป็นนักกอรีจากเมืองมักกะฮ์ คำว่าดารีเป็นฉายาของท่านหมายถึงพ่อค้าน้ำหอม ซึ่งมาจากการที่ช่วงเวลาหนึ่งท่านมีอาชีพเป็นพ่อค้าน้ำหอมอยู่ในตลาดเมืองมักกะฮ์ ท่านเป็นชาวมักกะฮ์โดยกำเนิดและเสียชีวิตที่เมืองนี้ด้วย 

    ท่านอิบนิกะซีร เรียนกุรอานในรูปแบบ อัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน ซาอิบ (เป็นซอฮาบะฮ์สมัยนบี) จากท่านมุญาฮิด และจากท่าน ดาร์บาส คนรับใช้ของท่านอิบนิอับบาส ในบางโองการในอัลกุรอานท่านอิบนิกะซีร จะอ่านตามรูปแบบกุรอานที่บันทึกโดยชาวมักกะฮ์ซึ่งจะมีการอ่านแตกต่างบ้างเล็กน้อยกับการอ่านของมุสลิมในเมืองอื่น ๆ

    รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิกะซีรจะมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางตอนดังต่อไปนี้ 

    ในกรณีที่เป็นกฏ อิดฆอม มุตะกอริบัยน์ ในตัวอักษร د   (ดาล) หรือตัวอักษร ذ  (ซาล) ท่านอิบนิกะซีรจะอ่านออกเสียง ตัว د   (ดาล) ในประโยคเช่น ما عبدتم   แทนการออกเสียงตัว ت  (ตาอ์)  หรือในประโยคเช่น اذ ظلموا  จะออกเสียงตัว ذ  (ซาล) แทนตัว ظ  (ซอ) 

    ในกรณีอ่าน คำสรรพนาม  هم   ที่มีตัวอักษร ญัร (คำบุพบท) นำหน้า เช่น بهم   หรือ اليهم โดยใส่สระ ฎอมมะฮ์ ที่ตัว م (มีม) ในกรณีที่มีประโยคอื่นตามหลังเช่นประโยคที่ว่า

    إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمْ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا

    จะอ่านเป็น

    إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمُ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا

    หรือประโยคที่ว่า

    وَإِذَا مَرُّوا بِهِمْ يَتَغَامَزُونَ

    จะอ่านเป็น

    وَإِذَا مَرُّوا بِهِمُ يَتَغَامَزُونَ

    มีนักรายงานฮะดิษรายงานการอ่านของท่านอิบนิกะซีร 2 ท่านด้วยกันคือ มุฮัมมัด บิน ท่านอะบูอับดุลเราะห์มาน หรือที่รู้จักกันในนาม กอมบัล และ อะห์มัด บิน มุฮัมมัด บัซซีย์ 

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (1) – อิบนิอะมีร

    ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ บิน อามิร บิน ยะซีด ยะฮ์ซุบีย์ มีฉายานามว่า อะบูอิมรอน เป็นชาวซีเรีย มีเชื้อสายตระกูลเป็นชาวเยเมน ท่านเรียนการอ่านมาจากท่าน มุฆีเราะฮ์ บิน อะบี ชะฮาบ มัคซูมีย์ ซึ่งท่านมุฆีเราะฮ์สืบทอดการอ่านมาจากท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน 

    ท่านอิบนิอามิรถือเป็นนักอ่านที่เข้มงวดในการออกเสียงพยัญชนะให้ชัดเจนและเข้มงวดในหลักตัจวีดเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิชาการด้านการอ่านถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของท่านอิบนิอามีร รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิอามิร มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วนเช่น ในการอ่านคำว่า لکن จะมีการเพิ่มตัวพยัญชนะ ا  (อะลิฟ) เมื่อต้องการอ่านเชื่อกับประโยคอื่น เช่นในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ อัรรูมที่กล่าวว่า 

    فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنْ كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ

    จะอ่านเป็น

    فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنا كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ

    ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากการอ่านของชาวซีเรีย

    กศิษย์คนสำคัญของท่านอิบนิอามิรที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่การอ่านของท่านคือ ยะฮ์ยา บิน ฮาริซ ซะมารีย์  ท่านอิบนิอามิรมีนักรายงานการอ่าน 2 ท่านด้วยกันคือ ฮิชาม บิน อัมมาร และ อิบนิ ซิกวาน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน ฮาริซ การอ่านของท่าน อิบนิ อามิรแพร่หลายในประเทศซีเรียและบางส่วนของประเทศอียิปต์

  • รูปแบบการอ่านกุรอาน (อิลมุลกิรออะฮ์)

    รูปแบบการอ่านกุรอาน (อิลมุลกิรออะฮ์)

    อิลมุล กิรออะฮ์ เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่อง กฏเกณฑ์ในการอ่านออกเสียง  การหยุด  การเริ่มต้น การอ่านควบตัวอักษร รวมทั้งกล่าวถึงการอ่านคำในกุรอานในรูปแบบต่าง ๆ  ด้วย

    ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถือเป็นครูสอนกุรอานคนแรกของโลกอิสลามบรรดาซอฮาบะฮ์บางท่านเช่น ท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)  บรรดาสาวกที่เรียนรู้กุรอานแล้วก็มีหน้าที่สอนกุรอานให้กับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งบรรดาชนรุ่นหลังที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็เรียนกุรอานกับบรรดาซอฮาบะฮ์    

    ในช่วงเวลาการถ่ายทอดวิชาความรู้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งนี้เองได้กำเนิดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการอ่านกุรอานขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่บรรดามุสลิมมีจำนวนมากขึ้น ต่างคนต่างต้องการที่จะเรียนรู้กุรอาน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้หลงใหลในกุรอาน 

    ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานและได้รายงานการอ่านที่ถูกต้องจากบรรดาซอฮาบะฮ์ อีกทั้งแต่ละคนก็มีลูกศิษย์ที่แตกแขนงออกไปมากมาย จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าศาสตร์การอ่านกุรอานถูกถ่ายทอดมาจากแหล่งเดียวคือจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยผ่านบรรดาซอฮาบะฮ์ และตาบิอีน แต่เราจะเห็นการอ่านที่หลากหลายและแตกต่างกัน มีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

    มีคนตั้งสมมุติฐานว่าอาจเป็นเพราะว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เองอนุญาตให้สามารถอ่านคำบางคำในกุรอานได้หลากหลายรูปแบบ หรือจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.)ทรงประทานกุรอานโดยอนุญาตให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่านคำบางคำได้หลายรูปแบบตั้งแต่แรกแล้ว แต่บางคนก็เชื่อว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากการรายงานฮะดิษเกี่ยวกับการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่แตกต่างกันของนักรายงานฮะดีษ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือมุสลิมทุกคนพยายามอย่างที่สุดที่จะให้การอ่านของตนเองใกล้เคียงกับการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองบางคนต้องเดินทางด้วยความลำบากเพื่อเสาะหาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาศาสตร์การอ่านจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรง

    ในช่วงแรกนักอ่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านจะถ่ายทอดวิธีการอ่านแบบตัวต่อตัว  แต่ต่อมาภายหลังได้มีการเขียนกฏเกณฑ์ทั้งหมดเป็นตำราโดยเชื่อกันว่าตำราเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ต่าง ๆ นี้คือหนังสือของ ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกุรรอ ซับอะฮ์ ด้วย

    ในหมู่ซอฮาบะฮ์และตาบิอีนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 และ 2 มีจำนวน 10 คนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผุ้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านการอ่านกุรอาน ซึ่งในจำนวน 10 คนดังกล่าวนั้นมีอยู่ 7 ท่านด้วยกันที่มีชื่อเสียงมากทีสุดซึ่งต่อมาภายหลัง 7 ท่านนี้เองได้รับฉายานามว่า กุรรออ์ ซับอะฮ์ (นักอ่านทั้ง 7)