Author: อันวารี

  • ศาสดาอิบรอฮีมตอนที่ 4

    ศาสดาอิบรอฮีมตอนที่ 4

    ศาสดาอิบรอฮีมตอนที่ 4

    1. ไฟถูกทำให้เย็นลงสำหรับศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ทุกครั้งที่เหล่าศัตรูพ่ายแพ้ต่อหลักฐานและเหตุผล พวกเขาก็จะเริ่มใช้อำนาจของตนเพื่อทำลายผู้ที่เชิญชวนสู่สัจธรรมเสมอ และทุกครั้งที่พวกเขาหมดหนทางที่จะใส่ร้ายป้ายสีและทำลายบุคลิกภาพของบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็จะใช้วิธีการข่มขู่และฆ่าสังหารบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้าเสมอมา พวกพ้องของนิมรูดได้ตัดสินใจที่จะเผาท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เพื่อแก้แค้นท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และเพื่อช่วยเหลือเหล่าบรรดาพระเจ้าของพวกเขา เนื่องจากพวกเขาคิดว่าความผิดของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) นั้นเป็นความผิดด้านสังคมทั่วไป จึงเรียกร้องให้ผู้คนทั้งหมดเข้าร่วมชมในการลงโทษครั้งนี้ด้วย ดังที่มีปรากฎในโองการอัล-กุรอานที่ว่า :

    قَالُوا حَرِّقُوهُ وَانْصُرُوا آلِهَتَكُمْ إِنْ كُنْتُمْ فَاعِلِينَ 

    พวกเขากล่าวว่า จงเผาเขาเถิด และจงช่วยเหลือพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่าน หากพวกท่านจะกระทำ” (ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 68)

    ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงร่วมกันจัดหาฟืน หลังจากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้จัดหาฟืนได้กองใหญ่มหึมาและได้จุดไฟขึ้น บริเวณของกองไฟนั้นกว้างใหญ่จนต้องโยนท่านนบีอิบรอฮีม (อ.) ลงในกองไฟด้วยเครื่องยิงกระสุนในอดีต ผู้คนต่างพากันจัดงานเฉลิมฉลองและแสดงความปิติยินดีต่อกัน นิมรูดและบริวารต่างนั่งมองเหตุการณ์นี้อย่างใจจดใจจ่อ แต่ไม่นานนักทุกคนต่างก็พากันแปลกใจและนิ่งเงียบ พวกเขาเพ่งมองท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป็นสายตาเดียวกัน เมื่อครั้นท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้าไปในกองไฟอย่างสงบมั่นและปลอดภัย นั่นก็เนื่องจากพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ซบ.) ที่มีต่อไฟว่าให้ความร้อนของไฟนั้นเย็นลงและให้ความปลอดภัยแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)

    قُلْنَا يَا نَارُ كُونِي بَرْدًا وَسَلامًا عَلَى إِبْرَاهِيمَ 

    เรา (อัลลอฮ์) กล่าวว่า ไฟเอ๋ย ! จงเย็นลง และให้ความปลอดภัยแก่อิบรอฮีมเถิด” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 69) เมื่อไฟเย็นลงต่อสายตาทุกดวงของผู้คน เหตุการณ์ก็พลิกผันและทำให้แผนการของนิมรูดเป็นโมฆะ และทำให้ทุกคนต่างเห็นความยิ่งใหญ่ของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และอัลลอฮ์ (ซบ.) จนทำให้อำนาจการปกครองของนิมรูดต้องตกอยู่ในอันตรายดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า : 

    وَأَرَادُوا بِهِ كَيْدًا فَجَعَلْنَاهُمُ الأخْسَرِينَ 

    และพวกเขาปราถนาแผนการทำลายอิบรอฮีม แต่เราก็บรรดาลให้พวกเขาเป็นพวกที่ขาดทุน” (ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 70) การได้ประจักษ์ปาฏิหาริย์ด้วยสายตาเช่นนี้ย่อมทำให้จิตใจตื่นจากการหลับใหล ทำให้รับรู้ถึงพลานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่งของอัลลอฮ์ (ซบ.) แต่เนื่องจากความทิฐิ ความดื้อรั้นอีกทั้งการตกเป็นทาสของพวกนิมรูด จึงเป็นสิ่งขวางกั้นพวกเขาออกจากหนทางแห่งสัจธรรมของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) 6. ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กับนิมรูด การที่ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้รับความปลอดภัยจากกองไฟ ทำให้ทุกคนตลึง และผู้ที่ตลึงกว่าทั้งหมดก็คือนิมรูด ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยมองท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่าเป็นปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้รับความปลอดภัยจากกองไฟยิ่งทำให้ท่านเป็นที่สนใจมากขึ้น และยิ่งทำให้ท่านต้องตกอยู่ในอันตราย ด้วยเหตุนี้นิมรูดจึงคิดแผนการณ์ โดยให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้าพบ แล้วถามท่านว่า : พระเจ้าของท่านนั้นคือใครกัน ที่ท่านได้เรียกร้องเชิญชวนให้ทำการนมัสการต่อพระองค์ ? นอกจากฉันแล้วยังมีพระเจ้าอื่นอีกหรือ ?ทำไมเจ้าจึงสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ? ทำไมจึงทำลายรูปปั้นที่พวกเขาบูชา ? ใหนจงพูดมาซิว่าพระเจ้าของท่านคือใคร ?

    อัล-กุรอานกล่าวถึงการสนทนาครั้งไว้ว่า :

    أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِي حَاجَّ إِبْرَاهِيمَ فِي رَبِّهِ أَنْ آتَاهُ اللَّهُ الْمُلْكَ إِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ رَبِّيَ الَّذِي يُحْيِي وَيُمِيتُ قَالَ أَنَا أُحْيِي وَأُمِيتُ قَالَ إِبْرَاهِيمُ فَإِنَّ اللَّهَ يَأْتِي بِالشَّمْسِ مِنَ الْمَشْرِقِ فَأْتِ بِهَا مِنَ الْمَغْرِبِ فَبُهِتَ الَّذِي كَفَرَ وَاللَّهُ لا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ 

    เจ้า (มุฮัมมัด) มิได้มองดูผู้ที่โต้แย้ง อิบรอฮีมในเรื่องพระผู้อภิบาลของเขาดอกหรือ ? เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ทรงประทานอำนาจแก่เขา ขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของฉันนั้น คือ ผู้ที่ทรงให้เป็นและทรงให้ตายได้ เขากล่าวว่า ข้าก็ให้เป็นและให้ตายได้ อิบรอฮีมกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงนำดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออก ท่านจงนำมันมาจากทิศตะวันตกเถิด แล้วผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ก็งงงวยและอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงชี้นำแก่เหล่าผู้อธรรม” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 258) ประเด็นที่จำเป็นต้องกล่าวถึงคือ เหล่าผู้ตั้งภาคีต่างก็มีความเชื่อต่อพระเจ้า แต่พวกเขาเชื่อในเรื่องการบริหารโลกว่ามีพระผู้อภิบาลหลายองค์ โดยยึดถือพระผู้อภิบาลแต่ละสิ่ง เช่น พระผู้อภิบาลแห่งดวงอาทิตย์ พระผู้อภิบาลแห่งดวงจันทร์ และพระผู้อภิบาลแห่งดวงดาว จนกระทั่งพวกเขาได้สร้างรูปปั้นต่าง ๆ ขึ้นมาจากหินและไม้เพื่อทำการนมัสการสิ่งเหล่านั้น และพวกเขาจะมอบทรัพย์สินเงินทองมากมายแก่รูปปั้นเหล่านั้น เพื่อต้องการความพึงพอใจจากรูปปั้น มีผู้มีอำนาจบารมีบางคน เช่น ฟิรอูนและนิมรูด จึงฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของประชาชน โดยได้แนะนำตนเองว่าเป็นพระผู้อภิบาลสูงสุด (ซูเราะฮ์นาซิอาต โองการที่ 24) และแนะนำว่าเขาคือรูปปั้นที่มีชีวิต เพื่อเขาจะได้ครอบครองทรัพย์สินเงินทองของประชาชนไว้เองอีกทั้งเพื่อขยายอำนาจการปกครองของตน (อัลมีซาน เล่ม 2 หน้า 353-354) เหล่าบรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้านอกจากจะเพียรพยายามที่ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องรูปปั้นที่ไร้วิญญาณแล้วพวกท่านยังต่อสู้กับบรรดาฟิรอูน พวกนิมรูดและรูปปั้นที่มีชีวิตอื่น ๆ อีกทั้งเปิดโองการแสวงหาอำนาจของพวกเขา ทำลายความยิ่งใหญ่ของพวกเขาในสายตาของประชาชน และแสดงให้พวกเขารู้ถึงการไร้ความสามารถและศักยภาพของพวกเขา ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการเผชิญหน้าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กับนิมรูด แต่เนื่องจากนิมรูดประจักษ์ถึงการไร้ความสามารถของตนต่ออำนาจเร้นลับของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เขาจึงสั่งให้เนรเทศท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ออกจากเมือง เพื่อไม่ให้ผู้ใดปฏิบัติตามท่าน ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ที่ได้เผยแพร่หลักการเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าสู่สังคม จึงตัดสินใจอพยพเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของการเผยแพร่สาส์นของท่านต่อไป (ตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 13 หน้า 453)7.การอพยพของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ภายหลังจากที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ปลอดภัยจากกองไฟของนิมรูด ท่านก็ได้อพยพออกจากถิ่นฐานของท่านสู่ยังดินแดนแห่งปาเลสไตน์และเมืองชาม (นัจญาร อับดุลวะฮาบ กอศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 83 , อิบนุกะษีร กอศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 171) เป็นดินแดนที่อัล-กุรอานกล่าวถึงว่าเป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยความจำเริญว่า :

    وَنَجَّيْنَاهُ وَلُوطًا إِلَى الأرْضِ الَّتِي بَارَكْنَا فِيهَا لِلْعَالَمِينَ 

    และเราได้ให้เขา (อิบรอฮีม) และลูฏ รอดพ้นไปสู่แผ่นดินซึ่งเราได้ให้มีความจำเริญในแผ่นดินนั้นแก่บรรดาชาติต่าง ๆ” (ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 71)การอพยพครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อท่านศาสดาอิบรอฮีมหมดหวังจากประชาชน ทั้งหมดเป็นปรปักษ์และศัตรูกับท่าน นอกจากบางกลุ่มที่น้อยนิดเท่านั้น

    قَدْ كَانَتْ لَكُمْ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ فِي إِبْرَاهِيمَ وَالَّذِينَ مَعَهُ إِذْ قَالُوا

    لِقَوْمِهِمْ إِنَّا بُرَآءُ مِنْكُمْ وَمِمَّا تَعْبُدُونَ مِنْ دُونِ اللَّهِ كَفَرْنَا بِكُمْ وَبَدَا بَيْنَنَا وَبَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةُ وَالْبَغْضَاءُ أَبَدًا حَتَّى تُؤْمِنُوا بِاللَّهِ وَحْدَهُ إِلا قَوْلَ إِبْرَاهِيمَ لأبِيهِ لأسْتَغْفِرَنَّ لَكَ وَمَا أَمْلِكُ لَكَ مِنَ اللَّهِ مِنْ شَيْءٍ رَبَّنَا عَلَيْكَ تَوَكَّلْنَا وَإِلَيْكَ أَنَبْنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ 

    แน่นอนได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน (ตัว) อิบรอฮีม และบรรดา (มุอ์มิน) ผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ (ศาสนาของ) พวกท่าน และการเป็นศัตรูและการเกลียดชังระหว่างพวกเรากับพวกท่านได้ปรากฎขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่) ตลอดไปจนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียว นอกจากคำกล่าวของอิบรอฮีมแก่บิดาของเขา (ที่ว่า) แน่นอนฉันจะขออภัยโทษให้แก่ท่านทั้งๆ ที่ฉันไม่มีอำนาจอันใดจะช่วยท่าน (ให้พ้นจากการลงโทษ) จากอัลลอฮ์ได้ ข้าแต่พระเจ้าของเราแด่พระองค์ท่านเราขอมอบหมายและยังพระองค์ท่านเท่านั้น เราขอลุแก่โทษ และยังพระองค์ท่านเท่านั้นคือการกลับไป” (ซูเราะฮ์มุมตะฮินะฮ์ โองการที่ 4) ผู้นำในสังคมมีเพียงท่านศาสดาลูฏ (อ.) เท่านั้นที่มีศรัทธาต่อท่าน และร่วมเดินทางอพยพกับท่าน 

    فَآمَنَ لَهُ لُوطٌ وَقَالَ إِنِّي مُهَاجِرٌ إِلَى رَبِّي إِنَّهُ هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ 

    ดังนั้นลูฏได้ศรัทธาต่อเขา และเขา (อิบรอฮิม) กล่าวว่า แท้จริงฉันอพยพไปหาพระเจ้าของฉันแท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ”(ซูเราะฮ์อันกะบูต โองการที่ 26) ท่านศาสดา (อ.) มีความหวังอย่างแรงกล้าว่าจะได้รับการชี้นำจากพระผู้อภิบาลในการอพยพครั้งนี้ และสามารถที่จะเผยแพร่สาส์นอีกทั้งปฏิบัติภาระหน้าที่ในการเผยแพร่ในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า

    وَقَالَ إِنِّي ذَاهِبٌ إِلَى رَبِّي سَيَهْدِينِ 

    และ(อิบรอฮีม)กล่าวว่า ฉันจะไปหาพระผู้อภิบาลของฉัน แน่นอนพระองค์จะทรงชี้นำให้แก่ฉัน”(ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 99)

     

    1. การมีบุตรในช่วงวัยชรา ความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) คือการมีบุตรในช่วงวัยชรา ดังที่มีปรากฏในอัล-กุรอานว่า : 

    الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي وَهَبَ لِي عَلَى الْكِبَرِ إِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ إِنَّ رَبِّي لَسَمِيعُ الدُّعَاءِ

    การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ ผู้ได้ประทานอิสมาอีลและอิสฮากแก่ข้าพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์อยู่ในวัยชราแท้จริงพระเจ้าของข้าพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินการวิงวอนอย่างแน่นอนได้รับประโยชน์จากโองการนี้เป็นอย่างดีว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีบุตรสองคนในช่วงวัยชรา ซึ่งบุตรคนหนึ่งมีนามว่า อิสมาอีลและอีกคนหนึ่งมีนามว่า อิสฮากเรื่องเล่าของความโปรดปรานทั้งสองจากพระผู้เป็นเจ้านี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า : ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีภรรยาท่านหนึ่งชื่อว่า ซาเราะฮ์ซึ่งทั้งสองได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่ก็ไม่ยังไม่มีบุตรด้วยกันสักที และทั้งสองก็ยังมีความหวังว่าจะมีบุตรด้วยกันแม้ว่าจะชราแล้วก็ตาม และเมื่อพระนางซาเราะฮ์ได้เสนอว่าจะมอบทาสหญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ฮาญัรแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) รับข้อเสนอของพระนางซาเราะฮ์ และในที่สุดก็มีบุตรกับพระนางฮาญัรคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อิสมาอีลหลังจากนั้นหลายปีเทวทูตของพระผู้เป็นเจ้าก็ได้นำข่าวดีของการจะมีบุตรที่มีชื่อว่า อิสฮากแก่พระนางซาเราะฮ์ ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่าเทวทูตได้รับมอบหมายให้ลงโทษชนชาติลูฏ ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮ์ฮูดว่า : 

    وَلَقَدْ جَاءَتْ رُسُلُنَا إِبْرَاهِيمَ بِالْبُشْرَى قَالُوا سَلامًا قَالَ سَلامٌ فَمَا لَبِثَ أَنْ جَاءَ بِعِجْلٍ حَنِيذٍ (٦٩)فَلَمَّا رَأَى أَيْدِيَهُمْ لا تَصِلُ إِلَيْهِ نَكِرَهُمْ وَأَوْجَسَ مِنْهُمْ خِيفَةً قَالُوا لا تَخَفْ إِنَّا أُرْسِلْنَا إِلَى قَوْمِ لُوطٍ (٧٠)وَامْرَأَتُهُ قَائِمَةٌ فَضَحِكَتْ فَبَشَّرْنَاهَا بِإِسْحَاقَ وَمِنْ وَرَاءِ إِسْحَاقَ يَعْقُوبَ (٧١)قَالَتْ يَا وَيْلَتَا أَأَلِدُ وَأَنَا عَجُوزٌ وَهَذَا بَعْلِي شَيْخًا إِنَّ هَذَا لَشَيْءٌ عَجِيبٌ (٧٢)قَالُوا أَتَعْجَبِينَ مِنْ أَمْرِ اللَّهِ رَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ عَلَيْكُمْ أَهْلَ الْبَيْتِ إِنَّهُ حَمِيدٌ مَجِيدٌ . 

    และแน่นอนบรรดาทูตของเราได้มายังอิบรอฮีมพร้อมทั้งข่าวดี พวกเขากล่าวว่า ขอความศานติจงมีแด่ท่านเขา(อิบรอฮีม) กล่าวว่า ขอความศานติจงมีแด่พวกท่านดังนั้นเขามิได้รีรอที่จะนำลูกวัวย่างออกมา ครั้นเมื่อเขาเห็นว่ามือของพวกเขาไม่แตะต้องอาหาร เขาไม่พอใจและรู้สึกกลัวพวกเขา พวกเขากล่าวว่า อย่ากลัวเลย แท้จริงเราถูกส่งมายังกลุ่มชนของลูฏและภรรยาของเขายืนอยู่แล้วนางก็หัวเราะ เราจึงแจ้งข่าวดีแก่นางด้วย(การได้บุตรชื่อ) อิสฮาก และหลังจากอิสฮากคือยะอ์กูบ นางกล่าวว่า โอ้ แปลกแท้ ๆ ฉันจะมีบุตรหรือ ขณะที่ฉันแก่แล้ว และนี่สามีของฉันก็แก่แล้ว แท้จริงนี่เป็นเรื่องประหลาดแท้ พวกเขากล่าวว่า เธอแปลกใจต่อพระบัญชาของอัลลอฮ์หรือ? ความเมตตาของอัลลอฮ์และความจำเริญของพระองค์จงประสบแด่พวกท่านโอ้ครอบครัว (ของอิบรฮีม) แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญ ผู้ทรงประเสริฐยิ่ง” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 69-73) การเชือดที่ยิ่งใหญ่ การดำเนินชีวิตของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) นั้นเปี่ยมไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์และการเชื่อฟังภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก ท่านไม่เคยเหน็ดเหนื่อยจากการเชิญชวนสู่เอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยชีวิต ความรักที่มีต่อภรรยา บุตร ครอบครัวและเผ่าพันธ์ก็ไม่อาจที่จะหยุดยั้งในการที่ไปถึงยังสถานภาพความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้าของท่านได้เลย ตลอดช่วงชีวิตของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีแล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับท่าน ไม่ว่าจะในยามทุกข์ยากหรือยามสุข คือการเชื่อฟังภักดีต่อบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า หนึ่งในชีวะประวัติของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ที่ทำให้ชื่อของท่านก้องอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ทุกปีมวลบ่าวนับล้านคนต้องรำลึกถึงเรื่องราวของท่านในมักกะฮ์ มีนาและอะรอฟาต นั่นก็คือเรื่องการเชือดที่ยิ่งใหญ่ของท่านศาสดาอิบรอฮีม(อ.) เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่บุตรชายของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้าสู่วัยหนุ่ม เป็นบุตรชายที่เกิดมาในช่วงวัยชราและเป็นบุตรชายที่รอคอยมาเป็นเวลาช้านาน และแล้วก็มีข่าวจากพระผู้เป็นเจ้าแจ้งแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่า : 

    فَبَشَّرْنَاهُ بِغُلامٍ حَلِيمٍ (١٠١)فَلَمَّا بَلَغَ مَعَهُ السَّعْيَ قَالَ يَا بُنَيَّ إِنِّي أَرَى فِي الْمَنَامِ أَنِّي أَذْبَحُكَ فَانْظُرْ مَاذَا تَرَى… 101. 

    ดังนั้น เราจึงแจ้งข่าวดีแก่เขา (ว่าจะได้) ลูกคนหนึ่ง ที่มีความอดทนขันติ (คือ อิสมาอีล) ครั้นเมื่อเขา (อิสมาอีล) เติบโตขึ้นไปไหนมาไหนกับเขา (อิบรอฮีม) ได้แล้ว อิบรอฮีมได้กล่าวขึ้นว่า โอ้ลูกเอ๋ย ! แท้จริงพ่อได้เห็นในขณะฝันว่า พ่อได้เชือดเจ้า จงคิดดูซิว่าเจ้าจะเห็นเป็นอย่างไร? (ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 101-102) เมื่อบุตรชายวัยหนุ่มได้ฟังความฝันที่สัจธรรมของผู้เป็นบิดา ได้เตรียมพร้อมตัวเองเพื่อปฏิบัติตามคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความอดทนขันติตามการแจ้งข่าวของพระผู้เป็นเจ้าที่ว่า ลูกคนหนึ่งที่มีความอดทนขันติและแล้วก็ได้กล่าวแก่ผู้เป็นบิดาว่า :

    قَالَ يَا أَبَتِ افْعَلْ مَا تُؤْمَرُ سَتَجِدُنِي إِنْ شَاءَ اللَّهُ مِنَ الصَّابِرِينَ เขากล่าวว่า โอ่พ่อจ๋า! พ่อจงปฏิบัติตามที่พ่อได้ถูกบัญชามาเถิด หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พ่อจะเห็นฉันว่า ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีความอดทน”(ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 102) เมื่อทั้งสองยอมจำนนต่อพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นบิดาก็ยอมตัดใจจากบุตรชายสุดที่รักของท่าน ผู้เป็นบุตรก็ยอมเสียสละชีวิตของตน และแล้วการปฏิบัติตามคำบัญชาก็เริ่มขึ้น : 

    فَلَمَّا أَسْلَمَا وَتَلَّهُ لِلْجَبِينِ 

    ครั้นเมื่อทั้งสอง (บิดาและบุตร) ได้ยอมมอบตน (แด่อัลลอฮ์) อิบรอฮีมได้ให้อีสมาอีลคว่ำหน้าลงกับพื้น” (ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 103)

  • ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 3

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 3

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 3

    1. การต่อสู้อย่างจริงจังกับรูปปั้นต่าง ๆ ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้สั่งสอนถึงความชั่วร้ายและความไม่ถูกต้องในการกราบไหว้รูปปั้น โดยท่านเริ่มสั่งสอนบุคคลภายในครอบครัวและบุคคลใกล้ตัวท่าน ต่อมาท่านได้ใช้ประโยชน์จากหนทางและแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้ชนชาติของท่านหลุดพ้นจากความเขลา การปฏิบัติตามบรรพบุรุษอย่างไม่ลืมหูลืมตาในการกราบไหว้รูปปั้น และท่านยังได้ยกเหตุผล และข้อตักเตือนที่ชัดแจ้งแก่พวกเขา อีกทั้งท่านยังได้ท้วงติงการกราบไหว้รูปปั้นต่อไปของพวกเขา ประชาชนในยุคนั้นเคยชินกับการกราบไหว้รูปปั้น และคิดว่าสิ่งนั้นคือความสัจจริงแน่นอน พวกเขาไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีใครลุกขึ้นมาต่อต้านการกราบไหว้รูปปั้นอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้ พวกเขาจึงแปลกใจยิ่งนัก พวกเขาจึงถามท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่า : قَالُوا أَجِئْتَنَا بِالْحَقِّ أَمْ أَنْتَ مِنَ اللاعِبِينَ “พวกเขากล่าวว่า ท่านได้นำสัจธรรมมาเสนอแก่เรา หรือท่านเป็นแต่เพียงคนหนึ่งในพวกล้อเล่น”(ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 55)

    โองการชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายของ (ฮัก- สัจธรรม) คือการพูดอย่างจริงจัง โดยปราศจากการล้อเล่นใด ๆ (อัลมีซาน เล่ม 14 หน้า 299 ) ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กล่าวตอบพวกเขาอย่างจริงจังว่า สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นตรงตามความเป็นจริง และท่านเองก็ศรัทธาและเชื่อในสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์

    قَالَ بَل رَبُّكُمْ رَبُّ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ الَّذِي فَطَرَهُنَّ وَأَنَا عَلَى ذَلِكُمْ مِنَ الشَّاهِدِينَ

    เขากล่าวว่า แต่แท้ที่จริงพระผู้อภิบาลของพวกท่าน คือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงเนรมิตมัน และฉันเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เป็นพยานต่อการณ์นี้” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 56)

    หลังจากที่การสนทนาด้วยข้อตักเตือนและเหตุผลไม่เป็นผลอันใด ท่านก็เข้าสู่หนทางที่จริงจังมากขึ้น ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการทำลายรูปปั้น เมื่อครั้งที่ประชาชนออกนอกเมืองเพื่อทำพิธีฉลองวันตรุษ ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เริ่มทำลายรูปปั้นต่าง ๆ ดังที่โองการต่อมากล่าวไว้ว่า

    وَتَاللَّهِ لأكِيدَنَّ أَصْنَامَكُمْ بَعْدَ أَنْ تُوَلُّوا مُدْبِرِينَ (٥٧)فَجَعَلَهُمْ جُذَاذًا إِلا كَبِيرًا لَهُمْ لَعَلَّهُمْ إِلَيْهِ يَرْجِعُونَ

    และขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ แท้จริง ฉันจะวางแผนต่อต้านรูปปั้นทั้งหลายของพวกท่าน หลังจากที่พวกท่านผินหลังกลับออกไป ดังนั้น เขาได้ทำให้มันแหลกราน เหลือไว้เพียงรูปปั้นตัวใหญ่สำหรับพวกเขา หวังว่าพวกเขาจะได้กลับไปสอบถามมัน” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 57-58)

    หลังจากที่ประชาชนกลับเข้าเมือง ในขณะที่มีรูปปั้นองค์ใหญ่ห้อยอยู่ที่ต้นคอของพวกเขา และแล้วพวกเขาก็เห็นรูปปั้นต่าง ๆ แตกหักพังทลายอยู่เบื้องหน้า ในขณะนั้นเองพวกเขาต่างก็หันมาถามซึ่งกันและกัน ดังที่มีกล่าวต่อไว้ในโองการต่อมาว่า :

    قَالُوا مَنْ فَعَلَ هَذَا بِآلِهَتِنَا إِنَّهُ لَمِنَ الظَّالِمِينَ (٥٩)

    قَالُوا سَمِعْنَا فَتًى يَذْكُرُهُمْ يُقَالُ لَهُ إِبْرَاهِيمُ (٦٠)

    قَالُوا فَأْتُوا بِهِ عَلَى أَعْيُنِ النَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَشْهَدُونَ (٦١)

    قَالُوا أَأَنْتَ فَعَلْتَ هَذَا بِآلِهَتِنَا يَا إِبْرَاهِيمُ (٦٢)

    قَالَ بَلْ فَعَلَهُ كَبِيرُهُمْ هَذَا فَاسْأَلُوهُمْ إِنْ كَانُوا يَنْطِقُونَ (٦٣)

    فَرَجَعُوا إِلَى أَنْفُسِهِمْ فَقَالُوا إِنَّكُمْ أَنْتُمُ الظَّالِمُونَ (٦٤)

    ثُمَّ نُكِسُوا عَلَى رُءُوسِهِمْ لَقَدْ عَلِمْتَ مَا هَؤُلاءِ يَنْطِقُونَ

    พวกเขากล่าวว่า ใครกระทำเช่นนี้กับพระเจ้าของเรา แท้จริง เขาผู้นั้นอยู่ในหมู่อธรรมอย่างแน่นอน พวกเขากล่าวว่า เราได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวตำหนิรูปปั้นเหล่านี้ เขามีชื่อว่าอิบรอฮีม พวกเขากล่าวว่า พวกท่านจงนำเขามาท่ามกลางสายตาของประชาชน หวังว่าเขาทั้งหลายจะได้เป็นพยาน พวกเขากล่าวว่า เจ้าเป็นผู้กระทำเช่นนี้ต่อพระเจ้าเหล่านั้นของเรากระนั้นหรือ อิบรอฮีม! เขากล่าวว่า แต่ว่าพระเจ้าตัวใหญ่ของพวกมันนี้ต่างหากเป็นผู้กระทำมัน พวกท่านจงถามพระเจ้าเหล่านั้นซิ หากพวกมันพูดได้ ดังนั้น พวกเขาก็กลับมาคิดถึงตัวของพวกเขาเอง แล้วกล่าวขึ้นว่าแท้จริงพวกท่านนั่นแหละเป็นผู้อธรรม ครั้นแล้วศีรษะของพวกเขาก็ก้มลงมา(อยู่ในสภาพคอตก) แล้วกล่าวว่า ท่านก็รู้ดีอยู่แล้วว่ารูปปั้นเหล่านั้นพูดไม่ได้” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 59-65)

    การกระทำของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าความเชื่อของพวกกราบไหว้รูปปั้นนั้นเป็นโมฆะ การกล่าวว่า แต่ว่าพระเจ้าตัวใหญ่ของพวกมันนี้ต่างหากเป็นผู้กระทำมันเป็นเพียงคำกล่าวที่ต้องการปลุกจิตใต้สำนึกของประชาชน และชี้ให้เห็นถึงการไร้ความสามารถของรูปปั้นต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ต้องการจะโกหกพวกเขา หรือหาข้ออ้างแต่อย่างใด ( อัลมีซาน เล่ม 14 หน้า 302 และตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 13 หน้า 438)

    แต่แทนที่ประชาชนจะยอมรับสัจธรรม และหันเข้าสู่ศาสนาแห่งเอกานุภาพ และปฏิบัติตามท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) พวกเขากลับตัดสินใจที่จะโยนท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้ากองไฟ

  • ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 2

    ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 2

    ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 2

    1. การแสดงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ (มะละกูต)แก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) บางครั้งพระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดประตูแห่งรัศมีสู่บรรดาตัวแทนของพระองค์ท่ามกลางสงครามระหว่างสัจธรรมกับอธรรม การข่มขู่และการถูกทำร้ายของผู้ที่อยู่ฝ่ายสัจธรรมและการบุกจู่โจมทำร้ายมวลผู้ศรัทธา ทรงให้พวกเขาได้ลิ้มรสหยดหนึ่งจากความเมตตาของพระองค์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความยะกีนแก่มวลผู้ศรัทธาและบรรดาตัวแทนของพระองค์ อีกทั้งเป็นบทพิสูจน์หลักฐานความดื้อรั้นของพวกปฏิเสธการสำแดงโลกแห่งมะละกูตให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็จัดอยู่ประเภทดังกล่าว ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮ์อันอามว่า :

    وَإِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ لأبِيهِ آزَرَ أَتَتَّخِذُ أَصْنَامًا آلِهَةً إِنِّي أَرَاكَ وَقَوْمَكَ فِي ضَلالٍ مُبِينٍ (٧٤)

    وَكَذَلِكَ نُرِي إِبْرَاهِيمَ مَلَكُوتَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ وَلِيَكُونَ مِنَ الْمُوقِنِينَ (٧٥)

    فَلَمَّا جَنَّ عَلَيْهِ اللَّيْلُ رَأَى كَوْكَبًا قَالَ هَذَا رَبِّي فَلَمَّا أَفَلَ قَالَ لا أُحِبُّ الآفِلِينَ (٧٦)

    فَلَمَّا رَأَى الْقَمَرَ بَازِغًا قَالَ هَذَا رَبِّي فَلَمَّا أَفَلَ قَالَ لَئِنْ لَمْ يَهْدِنِي رَبِّي لأكُونَنَّ مِنَ الْقَوْمِ الضَّالِّينَ (٧٧)

    فَلَمَّا رَأَى الشَّمْسَ بَازِغَةً قَالَ هَذَا رَبِّي هَذَا أَكْبَرُ فَلَمَّا أَفَلَتْ قَالَ يَا قَوْمِ إِنِّي بَرِيءٌ مِمَّا تُشْرِكُونَ (٧٨)

    إِنِّي وَجَّهْتُ وَجْهِيَ لِلَّذِي فَطَرَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ حَنِيفًا وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ (٧٩) 

    74.และจงรำลึกขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขา คืออาซัรว่า ท่านจะยึดถือเอาบรรดาเจว็ดเป็นที่เคารพสักการะกระนั้นหรือ?แท้จริงฉันเห็นว่าท่านและกลุ่มชนของท่านนั้นอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง

    75. และเช่นนั้น เราจะให้อิบรอฮีมเห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและเพื่อเขาจะได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย

    76. ครั้นเมื่อกลางคืนปกคลุมเขา เขาได้เห็นดาวดวงหนึ่ง เขากล่าวว่า นี้คือพระผู้อภิบาลของฉัน แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่า ฉันไม่ชอบบรรดาสิ่งที่ลับไป

    77. ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์กำลังขึ้นเขาก็กล่าวว่านี้คือพระผู้อภิบาลของฉัน แต่เมื่อมันลับไป แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่า ถ้าพระเจ้าของฉันมิได้ทรงแนะนำฉันแล้ว แน่นอนฉันก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด

    78. ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงอาทิตย์กำลังขึ้นเขาก็กล่าวว่า นี้แหละคือพระผู้อภิบาลของฉัน นี้แหละยิ่งใหญ่กว่าแต่เมื่อมันได้ลับไป เขาก็กล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของฉัน! แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งภาคีทั้งหลาย(แก่อัลลอฮ์)

    79. แท้จริงข้าพระองค์ขอผินหน้าของข้าพระองค์แด่ผู้ที่สร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินในฐานะผู้ใฝ่หาความจริง ผู้สวามิภักดิ์และข้าพระองค์มิใช่คนหนึ่งในหมู่ผู้ให้มีภาคีขึ้น

    นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องเล่าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)สองทัศนะดังนี้ว่า :

    บ้างก็เชื่อว่าคำกล่าวของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ในขณะที่ท่านเห็นดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นเป็นความสัจจริงที่ตั้งอยู่บนความเชื่อของท่าน จึงเป็นเหตุให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และท่านก็ได้ยกเหตุผลและหลักการที่ชัดแจ้งกว่าแก่ชนชาติของท่าน (ตัฟซีร นะมูเนะฮ์ เล่ม 5 หน้า 311)

    บ้างก็เชื่อว่าเรื่องเล่านี้เป็นเพียงคำโต้ตอบให้อีกฝ่ายหยุดรับฟัง โดยที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้แสดงตนให้สอดคล้องกับชนชาติของท่าน และได้อำพรางการศรัทธาที่แท้จริงของท่านไว้ เพื่อจะได้ดึงดูดให้พวกเขาสนใจท่านมากขึ้น และจะได้ทำให้พวกเขายอมรับฟังเหตุผลของท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเข้าไปอยู่ร่วมกับพวกเขาและได้แสดงตนเหมือนกับพวกเขา (อิบนุอะษีร กอศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 156 อัลมีซาน เล่ม 7 หน้า 182-183)

    แต่ทว่าทั้งสองทัศนะ ไม่ได้บ่งชี้ถึงความลังเลในการศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เลย เพราะตามทัศนะแรก การคิดไคร่ครวญในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นเพื่อให้ได้รับมาซึ่งความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและนำมาซึ่งเหตุผลที่ชัดแจ้งยิ่งขึ้น เหมือนดังที่ท่านมีศรัทธาต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพจนถึงขั้นของความเชื่อมั่นที่แท้จริงเมื่อครั้งได้เห็นนกที่ถูกเชือดกลับมีชีวิตอีกครั้ง ( บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 260) เหตุผลที่มายืนยันทัศนะนี้ก็คือโองการในช่วงต้นของโองการที่ 75 ของซูเราะฮ์ อันอามที่ว่า:

    وَكَذَلِكَ نُرِي إِبْرَاهِيمَ مَلَكُوتَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ وَلِيَكُونَ مِنَ الْمُوقِنِينَ

    และเช่นนั้น เราจะให้อิบรอฮีมเห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและเพื่อเขาจะได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย

    กล่าวคือ : เราได้ทำให้ความชั่วร้ายของการกราบไหว้รูปปั้นของอาซัรและชนชาติของเขาแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และเช่นกันเราก็ได้แสดงอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป้าหมายของอำนาจแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดิน คือ การได้เห็นอำนาจการปกครองและความเป็นเจ้าของของพระผู้เป็นเจ้าที่มีเหนือทุกสรรพสิ่ง และทุกสรรพสิ่งนั้นต้องพึ่งยังพระองค์ โดยที่ไม่มีผู้บริหารและผู้ดูแลใดในชั้นฟ้าและแผ่นดินนอกจากอัลลอฮ์ (ซบ.) จนกระทั่งท่านได้ไปถึงขั้นสูงสุดของความเชื่อมั่น(อัลมีซาน เล่ม 7หน้า 170 และตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 5 หน้า 308)

    ท่านอาซัร คือใคร ? ความหมายของคำว่า อะบุนในพจนานุกรม คือ พ่อ ปู่ ลุง พ่อเลี้ยง และผู้ใหญ่ของบ้าน ส่วนคำว่า วาลิดให้ความหมายอย่างเดียวเท่านั้นคือ พ่อบังเกิดเกล้า จากโองการอัล-กุรอานบ่งชี้ให้เห็นว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เรียกท่านอาซัรว่า อะบุนจนกระทั่งได้ขออภัยโทษให้แก่ท่าน แต่ภายหลังจากที่ชัดแจ้งว่าอาซัรยังคงบูชารูปปั้นต่อไปและเป็นศัตรูกับพระผู้เป็นเจ้า ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) จึงออกห่างจากท่าน ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ ว่า :

    وَمَا كَانَ اسْتِغْفَارُ إِبْرَاهِيمَ لأبِيهِ إِلا عَنْ مَوْعِدَةٍ وَعَدَهَا إِيَّاهُ فَلَمَّا تَبَيَّنَ لَهُ أَنَّهُ عَدُوٌّ لِلَّهِ تَبَرَّأَ مِنْهُ إِنَّ إِبْرَاهِيمَ لأوَّاهٌ حَلِيمٌ

    และการขออภัยโทษของอิบรอฮีมให้แก่บิดา(ลุงหรือบิดาเลี้ยง)ของเขามิได้ปรากฏขึ้น นอกจากเป็นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้แก่บิดาของเขาเท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นที่ประจักษ์แก่เขาแล้ว แท้จริงบิดาของเขาเป็นศัตรูของอัลลอฮ์ เขาก็ปลีกตัวออกจากบิดาของเขา แท้จริงอิบรอฮีมนั้นเป็นผู้อ่อนโยน และเป็นผู้มีขันติอดทน” (ซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ โองการที่ 114)

    อีกด้านหนึ่งของอัล-กุรอานในช่วงที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ชราภาพ ท่านได้ขอดุอาอภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซบ.)แก่ วาลิดัยของท่านและบรรดาผู้ศรัทธา ท่านได้กล่าวว่า :

    رَبَّنَا اغْفِرْ لِي وَلِوَالِدَيَّ وَلِلْمُؤْمِنِينَ يَوْمَ يَقُومُ الْحِسَابُ

    โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ และแก่บิดามารดาของข้าพระองค์และแก่บรรดาผู้ศรัทธา ในวันที่การสอบสวนจะมีขึ้น” (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม โองการที่ 41)

    ด้วยเหตุนี้อาซัรที่ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เรียกว่า อะบุนนั้นหาใช่บิดาผู้บังเกิดเกล้าไม่ เพราะตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าภายหลังจากที่ท่านศาสดา (อ.) ได้ขออภัยโทษให้แก่อาซัร และหมดหวังจากการมีศรัทธาของเขาท่านจึงได้ปลีกตัวออกห่าง แต่สำหรับบิดาบังเกิดเกล้าท่านได้ขอดุอาให้แม้กระทั่งช่วงปลายชีวิตของท่าน ฉะนั้นอาซัรไม่ใช่ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)

    มีบันทึกในคัมภีร์เตารอตและอินญีลอีกทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า บิดาบังเกิดเกล้าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีนามว่า ตารุห์หรือ ตารุค” (ตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 5 หน้า 305และตัฟซีรกะบีร) โดยไม่กล่าวถึงท่านอาซัรในฐานะบิดาบังเกิดเกล้า นอกจากนั้นเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ทั้งสายชีอะฮ์และซุนนะฮ์ว่า บรรดาศาสดาจะไม่กำเนิดมาจากบรรดาผู้ตั้งภาคีและไม่บริสุทธิ์ ดังที่มีรายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) :

    อัลลอฮ์ทรงให้ฉันเคลื่อนออกจากสันหลังของบิดาผู้บริสุทธิ์สู่มดลูกของมารดาผู้บริสุทธิ์ จนกระทั่งทรงให้ฉันออกสู่โลกใบนี้และพระองค์ไม่เคยให้ฉันต้องเปรอะเปื้อนกับสิ่งต่าง ๆ ในยุคอานารยชนเลย

  • ความผูกพันระหว่างท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) กับอัล กุรอาน

    ความผูกพันระหว่างท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) กับอัล กุรอาน

    ความผูกพันระหว่างท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) กับอัล กุรอาน

    ดังที่การแสวงหาวิชาความรู้และการมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆนั้นมิได้จำเพาะเจาะจงไว้แต่เพียงเพศใดเพศหนึ่ง การค้นคว้าศึกษาอัล กุรอานก็เช่นเดียวกันหาได้ถูกจำกัดไว้เพียงเพื่อชนชั้นใดหรือชาติใดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงสามารถพบสตรีกลุ่มหนึ่งผู้เป็นนักค้นคว้าอัล กุรอานเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าบรรดาบุรุษได้ในหน้าประวัติศาสตร์ (more…)

  •  อิสลามมาเพื่อปลดปล่อยสตรี

     อิสลามมาเพื่อปลดปล่อยสตรี

    อิสลามมาเพื่อปลดปล่อยสตรี

    การให้เกรียติต่อสตรี ในกรุอาน

    อิสลามได้ปรากฏขึ้นในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งจะไม่มีสตรีที่มีเกรียติคนใดหลงเหลืออยู่  อิสลามได้มาเชิดชูสตรีให้มีเกรียติเทียบเท่าบุรุษ (more…)

  • อิสลามกับการเชิดชูเกียรติสตรี

    อิสลามกับการเชิดชูเกียรติสตรี

               ในหน้าประวัตศาสตร์โลกได้มีเรื่องราวต่างๆมากมายที่ถูกกล่าวขานถึงสตรีเพศและจากหลายจุดของมุมโลก ต่างมีความคิดที่ผิดอย่างมหันต่อเธอ ดั่งเช่นเรื่องราวของชนชาติอาหรับในสมัยญาฮีลียะฮ์(ยุคอวิชา)เรื่องรางต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสตรีในยุคสมัยนั้นเป็นความเสื่อมทรามอย่างมากมายเหลือเกิน  (more…)

  • ความจำเป็นในการจัดตั้งครอบครัวในมุมมองอิสลาม

    ความจำเป็นในการจัดตั้งครอบครัวในมุมมองอิสลาม

    ถ้าเราบอกว่ามนุษย์มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นไปให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์  แน่นอนว่าบันไดขั้นแรกที่จะปีนขึ้นไปคือ การจัดตั้งครอบครัว (more…)

  • กุรอานกับการเสริมสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง

    กุรอานกับการเสริมสร้างครอบครัวให้เข้มแข็ง

    يا أيُّهَا الَّذينَ آمَنوُا قُوا أنفُسَكُمْ وَ أهْلِيكُمْ ناراً وَ قُودُهَا النَّاسُ وَ الحِجَارَة

              “ศรัทธาชนเอ๋ย จงปกป้องตนเองและครอบครัวจากไปนรกที่มีมนุษย์และหินเป็นเชื้อเพลิงของมัน”  (กุรอานรซูเราะฮ์อัตตะห์รีม โองการที่ 6)

    (more…)

  • ความสำคัญของครอบครัวในคัมภีร์อัลกุรอาน

    ความสำคัญของครอบครัวในคัมภีร์อัลกุรอาน

    ครอบครัวในฐานะที่เป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานของสังคม และเป็นรากฐานของสังคมทั้งหลาย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมและอารยธรรมทั้งปวง ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การมุ่งความสำคัญไปยังโครงสร้างและรากฐานอันบริสุทธิ์ (more…)

  • นิยามของครอบครัวในกุรอาน

    นิยามของครอบครัวในกุรอาน

    คำว่า “อัลอุสเราะฮ์” ในภาษาอาหรับหมายถึง ครอบครัว ซึ่งคำนี้ไม่มีปรากฏในโองการต่าง ๆ ของกุรอาน แต่มีอยู่คำหนึ่งที่กุรอานใช้แทนคำนี้คือคำว่า “อะฮ์ลุน” (more…)