สถานการณ์ในซีเรียกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเกิดรอยร้าวภายในกลุ่มติดอาวุธที่เคยอยู่ภายใต้การนำของ “ฮายัต ตะห์รีร อัลชาม” (HTS) ซึ่งมี “อาบู มุฮัมมัด อัล-ญูลานี” เป็นผู้นำ กลุ่ม HTS ซึ่งเคยควบคุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดอิดลิบในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย และเคยมีบทบาทสำคัญในสงครามกลางเมือง กลับต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มพันธมิตรที่เคยร่วมมือกัน
แรงต้านนี้เกิดขึ้นจากท่าทีของอัล-ญูลานีที่เริ่มเปิดช่องทางการเจรจา และแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น โดยมีรายงานว่าเขาอาจเปิดรับแนวคิดการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอล ซึ่งเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในหมู่สมาชิกระดับปฏิบัติการของ HTS และกลุ่มพันธมิตร โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังยึดมั่นในแนวทางญิฮาดอย่างเคร่งครัด
ผลจากความไม่พอใจดังกล่าว ทำให้เกิดการแตกตัวเป็นกลุ่มย่อย และกลุ่มเหล่านี้เริ่มเคลื่อนไหวโดยอิสระ มีการออกแถลงการณ์ปฏิเสธการเจรจาสันติภาพกับศัตรู และประกาศสนับสนุนการกลับไปใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ อาทิ จังหวัดดารา (Daraa) และเดียร์เอซซอร์ (Deir ez-Zor) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบอย่างรุนแรงในอดีต และยังคงมีการปะทะระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับกองกำลังรัฐบาลอยู่เป็นระยะ
ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ การปะทะกันภายในกลุ่มติดอาวุธเอง ที่เริ่มทวีความโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม โดยมีรายงานจากแหล่งข่าวในพื้นที่ และมีภาพวิดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นเหตุการณ์สะเทือนใจ เช่น การจับกุมและลงโทษสมาชิกฝ่ายตรงข้ามภายในกลุ่มเดียวกัน ด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยม เช่น การโยนเชลยจากอาคารสูง หรือการประหารชีวิตกลางที่สาธารณะ เพื่อสร้างความหวาดกลัวและแสดงอำนาจ
สถานการณ์เช่นนี้ ไม่เพียงส่งผลต่อเสถียรภาพภายในซีเรียเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อภูมิภาคในวงกว้าง เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มอาจเชื่อมโยงกับองค์กรนานาชาติที่มีแนวคิดหัวรุนแรง ขณะที่รัฐบาลซีเรียและพันธมิตร เช่น รัสเซีย และอิหร่าน ก็กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงลุกลามจนควบคุมไม่ได้