Category: ข่าว/บทวิเคราะห์

  • วิเคราะห์เชิงวิชาการ: ความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกภายใต้ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    วิเคราะห์เชิงวิชาการ: ความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกภายใต้ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    วิเคราะห์เชิงวิชาการ: ความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกภายใต้ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์

    https://images.openai.com/static-rsc-4/ooOtM00odujC_bg1paCj00OhMJC6JbT2Fd_Fm5ZY9dvR4EWvMe3bdfUD83-izYwgDZWwEVNfSdIiAkBPfLEKjqBdcbjURYKTbbYeUujQC9lf4I-vTcvpcNhDzQu3_Pdr4gPG8dMDPWB9pwA_FXDnOd8lN85cOX9FICZY1Hx0ZbgPIR2snjnpAOBJe3RC58m3?purpose=fullsize
    https://images.openai.com/static-rsc-4/kXsD5SOTuNeb_RFPy_D9AOvH8AP_V4sbfipe3GtDIblxwEGltvn8A2zo2Onqigrj2FsH4kct7jqfjCSSjp2WiGPmfZPIaGieAaaKyS-oTFCAYQzZMHlIGVZIUAzZZZJ92R2nI4w9Y2ap7At6sC-3SjdxItBsqygxjmH5qKUCEAhqCsw-lpsf37snBNoP1xyu?purpose=fullsize
    https://images.openai.com/static-rsc-4/r1rqC5xOIAmUc9XnkBm6aCi8gvypfnzzsKKSorJFqnZHUqVY4yZzQqiPW8JZUH9m7gAQYtrkgYfQ1xIBwlxjAN-PLyqXo7lYHCjjGL4_x1dv9QPAJwp-EMI6czWjm-4e9w6f_nSjH4UrcqgY3KGEbjPz2SZKHT3tcFAyQ-uxLst6WWc3CJ-mR6wFvE3yI_G2?purpose=fullsize
    7

    รายงานของ The Economist ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานโลก ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับ Iran และสถานะของ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก

    ในเชิงพฤติกรรมตลาด (market behavior) การปรับตัวของราคาน้ำมันดิบสะท้อนถึงลักษณะของ “ความคาดหวังภายใต้ความไม่แน่นอน” (expectations under uncertainty) อย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อมีการประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับลดลงทันทีประมาณ 10% สู่ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อันเป็นผลจากการลดลงของ risk premium ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงท่าทีทางการเมืองภายในระยะเวลาอันสั้นส่งผลให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 5% ในวันถัดมา สะท้อนถึงความอ่อนไหวของตลาดต่อข้อมูลข่าวสาร (information sensitivity) และความไม่เสถียรของความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ในมิติของอุปทาน (supply-side dynamics) ข้อมูลที่ระบุว่าโลกสูญเสียน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 550 ล้านบาร์เรลภายในระยะเวลา 50 วัน หรือคิดเป็นเกือบ 2% ของการผลิตน้ำมันโลกในปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณของ supply shock ที่มีนัยสำคัญ แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนในทันที แต่ในเชิงโครงสร้าง การลดลงของอุปทานในระดับนี้สามารถส่งผลต่อสมดุลตลาด (market equilibrium) และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาในระยะกลางถึงระยะยาว

    นอกจากนี้ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) การปิดหรือจำกัดการใช้ Strait of Hormuz ส่งผลให้โลกสูญเสีย LNG ประมาณ 7 ล้านตันต่อเดือน หรือราว 2% ของอุปทานรายปี ซึ่งมีนัยสำคัญต่อประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะในเอเชียที่มีการพึ่งพา LNG ในระดับสูง ผลกระทบดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับตัวของราคาในตลาด spot และเพิ่มแรงกดดันต่อความมั่นคงทางพลังงาน (energy security)

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสังเกตคือ แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ราคาน้ำมันยังคงอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงปลายเดือนมีนาคมประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมด (underpricing of risk) หรืออาจคาดการณ์ว่าความตึงเครียดจะไม่ยืดเยื้อในระดับที่กระทบอุปทานอย่างรุนแรงในระยะยาว

    โดยสรุป สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดพลังงานโลกสามารถอธิบายได้ผ่านกรอบแนวคิดของ “ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical uncertainty) ที่ส่งผลต่อทั้งด้านอุปสงค์ อุปทาน และความคาดหวังของตลาด เส้นทางขนส่งเชิงยุทธศาสตร์อย่าง Strait of Hormuz จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดเสถียรภาพของระบบพลังงานโลกในภาพรวม และเป็นจุดเปราะบางที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบ (systemic risk) ได้ในทุกช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

  • เกมเหนือเกม: เมื่อสงครามไม่ได้ยิง แต่เขย่าโลกทั้งใบ”

    เกมเหนือเกม: เมื่อสงครามไม่ได้ยิง แต่เขย่าโลกทั้งใบ”

    เสียงคำพูดที่ถักทออย่างต่อเนื่องนี้ ไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่องการเมืองหรือสถานการณ์สงคราม แต่มันเหมือนบทกวีของอำนาจที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ โลกภายนอกอาจเห็นแค่แรงปะทะระหว่างรัฐกับมหาอำนาจอย่าง Donald Trump แต่ในระดับลึกลงไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการแข่งขันของ “ระบบคิด” ระหว่างการยืนหยัดกับการกดทับ ระหว่างการปรับตัวกับการควบคุม

    แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ใครยิงก่อนหรือใครแรงกว่า แต่อยู่ที่ใคร “อ่านเกม” ขาดมากกว่า เนื้อหานี้พยายามสื่ออย่างชัดเจนว่า การตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป การป้องกันที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ปลายทางคือการก้าวเข้าสู่เกมรุก ไม่ใช่แค่ในสนามทหาร แต่รวมถึงเศรษฐกิจ พลังงาน และที่สำคัญที่สุดคือ “พื้นที่ของความคิด” ซึ่งไร้พรมแดนและทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธใด

    น้ำมันถูกยกขึ้นมาเป็นเหมือนหัวใจที่เต้นอยู่กลางโลก ทุกจังหวะของมันส่งแรงสะเทือนไปถึงชีวิตผู้คน การลดลงเพียงเล็กน้อยในตลาด สามารถทำให้ราคาพุ่งสูงจนกระทบครัวเรือนในอีกซีกโลกหนึ่ง นี่คือภาพของสงครามที่ไม่มีเสียงปืน แต่มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในทุกวัน มันทำให้พลังงานกลายเป็น “ภาษากลางของอำนาจ” ที่ทุกประเทศต้องฟัง

    ขณะเดียวกัน การคว่ำบาตรถูกตั้งคำถามอย่างเงียบ ๆ ว่ามันยังทรงพลังจริงหรือไม่ เพราะยิ่งปิดกั้น ระบบก็ยิ่งหาทางใหม่ เนื้อหาชี้ให้เห็นว่าการค้าไม่ได้หยุด มันแค่เปลี่ยนเส้นทาง จากทะเลสู่บก จากระบบใหญ่สู่เครือข่ายเล็กที่ยืดหยุ่นกว่า โลกใต้ดินทางเศรษฐกิจจึงไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่กลายเป็นกลไกการอยู่รอดที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    อีกด้านหนึ่งที่คมกริบไม่แพ้กันคือ “สงครามสื่อ” ซึ่งถูกย้ำว่ามีความสำคัญไม่ต่างจากสนามรบจริง การพูด การเล่า การสร้างภาพลักษณ์ กลายเป็นเครื่องมือที่กำหนดความเข้าใจของผู้คนทั่วโลก ตัวอย่างเช่นแนวคิดในการเชื่อมโยงกับผู้นำทางศาสนาอย่าง Pope Leo XIV ไม่ใช่เพียงการทูตเชิงพิธี แต่คือการส่งสัญญาณทางวัฒนธรรม เพื่อเข้าถึงหัวใจของสังคมตะวันตกในระดับที่ลึกกว่าแค่การเมือง

    ภายในประเทศเอง ความแข็งแกร่งไม่ได้ถูกวัดด้วยคำพูด แต่ด้วยความสามารถในการดูแลชีวิตพื้นฐานของประชาชน การมีทรัพยากรเพียงพอ การจัดการวิกฤตได้รวดเร็ว สิ่งเหล่านี้คือ “ฐานราก” ที่ทำให้รัฐสามารถยืนหยัดได้ในระยะยาว เพราะหากภายในยังมั่นคง แรงกดดันจากภายนอกก็จะกลายเป็นเพียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งแล้วสลายไป

    นอกจากนี้ ยังมีการขยายสนามรบออกไปสู่ประชาชนในต่างแดน ซึ่งไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกอำนาจ การสื่อสารกับสังคมยุโรป การเชื่อมโยงปัญหาเศรษฐกิจเข้ากับการเมืองระหว่างประเทศ กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกดดันจากภายในสังคมของฝ่ายตรงข้ามเอง นี่คือการเปลี่ยน “ผู้ชม” ให้กลายเป็น “ผู้เล่น” ในเกมระดับโลก

    ท้ายที่สุด ภาพทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้ากับแนวคิดของการก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่กำลังทหารหรือขนาดเศรษฐกิจ แต่คือความสามารถในการกำหนดทิศทางของเรื่องเล่า ควบคุมการรับรู้ และมีอิทธิพลต่อหลายมิติพร้อมกัน มันคือการเติบโตที่ไม่ได้วัดด้วยขนาดของแผนที่ แต่ด้วย “น้ำหนักของบทบาท” บนเวทีโลก

    และเมื่อมองย้อนกลับมา สิ่งที่บทวิเคราะห์นี้กำลังบอกอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น คือโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน สงครามไม่ได้หายไป มันแค่เปลี่ยนรูป จากกระสุนเป็นข้อมูล จากกองทัพเป็นความคิด จากสนามรบเป็นจิตใจของผู้คน และในโลกแบบนี้ ผู้ที่ชนะอาจไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจว่าเกมนี้…เล่นกันอย่างไรตั้งแต่แรก

  • ฟิตนะฮ์ของผู้มีอำนาจ” กับการสร้างเรื่องเล่าชัยชนะเชิงอารยธรรม

    ฟิตนะฮ์ของผู้มีอำนาจ” กับการสร้างเรื่องเล่าชัยชนะเชิงอารยธรรม

    เนื้อหาที่ปรากฏเป็นคำบอกเล่าถึงคำเตือนล่วงหน้าของ Ali Khamenei เกี่ยวกับ “ฟิตนะฮ์” หรือวิกฤตครั้งใหญ่ โดยแก่นสำคัญของสารไม่ได้อยู่ที่การเผชิญหน้าระหว่างรัฐกับประชาชน แต่กลับชี้ชัดว่าเป็น “วิกฤตของผู้มีอำนาจเอง” กล่าวคือเป็นการทดสอบภายในของชนชั้นนำทางการเมืองและความมั่นคง มากกว่าจะเป็นความปั่นป่วนจากมวลชน แนวคิดนี้มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการกำหนดกรอบการรับรู้ (framing) ให้ผู้ติดตามมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความล้มเหลวของรัฐ แต่เป็นบททดสอบที่ต้องผ่านเพื่อไปสู่ชัยชนะ

    ในเชิงวาทกรรม การเน้นว่า “หากยืนหยัดจะได้รับชัยชนะระยะยาว 20–40 ปี” เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับความยากลำบากในปัจจุบัน และลดแรงกดดันต่อผู้นำ เพราะความสำเร็จถูกเลื่อนไปอยู่ในอนาคต การใช้กรอบเวลาเช่นนี้พบได้บ่อยในรัฐที่อยู่ภายใต้แรงกดดันสูง โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพทางจิตวิทยาของสังคม

    อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับชัยชนะจาก “ชัยชนะทางทหาร” ไปเป็น “ชัยชนะเชิงอารยธรรม” ซึ่งมีความหมายลึกกว่า กล่าวคือไม่ได้มองเพียงการเอาชนะศัตรู แต่หมายถึงการเปลี่ยนสถานะของประเทศในระบบโลก จากผู้เล่นระดับภูมิภาคไปสู่ผู้กำหนดทิศทาง แนวคิดนี้สอดคล้องกับการพยายามสร้างภาพลักษณ์ของรัฐในฐานะแบบอย่าง (model state) ที่ประเทศอื่นอาจเลียนแบบ

    การเน้น “ความเป็นเอกภาพของประชาชน” ทั้งในและนอกประเทศ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างความชอบธรรม โดยการยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เช่นใน London ถูกใช้เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ว่ารัฐยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภายนอก อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิเคราะห์ จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ภาพตัวแทน” กับ “ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากกิจกรรมลักษณะนี้อาจสะท้อนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของสังคม

    ในด้านตรงข้าม การกล่าวถึง Donald Trump และนโยบายของสหรัฐฯ ในลักษณะเป็น “แรงกดดันที่ยิ่งกด ยิ่งรวม” เป็นการใช้ศัตรูภายนอกเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกภาพภายใน (rally-around-the-flag effect) ซึ่งเป็นกลไกทางการเมืองที่พบได้ทั่วไปในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    เมื่อพิจารณาโดยรวม เนื้อหานี้จึงไม่ใช่เพียงการรายงานเหตุการณ์หรือการคาดการณ์อนาคต แต่เป็น “การสร้างเรื่องเล่าเชิงยุทธศาสตร์” (strategic narrative) ที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การนิยามวิกฤตว่าเป็นบททดสอบภายใน ไม่ใช่ความล้มเหลว (2) การเลื่อนชัยชนะไปสู่อนาคตระยะยาวเพื่อรักษาความชอบธรรมในปัจจุบัน และ (3) การสร้างภาพความเป็นเอกภาพของประชาชนเพื่อต้านแรงกดดันภายนอก

    ข้อสังเกตสำคัญคือ เรื่องเล่าลักษณะนี้มีพลังในเชิงการเมืองสูง เพราะสามารถกำหนดวิธีที่สังคม “ตีความ” เหตุการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมันขึ้นอยู่กับความสอดคล้องระหว่างเรื่องเล่ากับความเป็นจริงในระยะยาว หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เรื่องเล่าเดียวกันนี้อาจกลายเป็นจุดอ่อนทางความชอบธรรมได้เช่นกัน

  • เมื่อเงาแตก: เกมข่าวกรองที่พลิกกลับ และภาพลวงตาที่พังทลาย

    เมื่อเงาแตก: เกมข่าวกรองที่พลิกกลับ และภาพลวงตาที่พังทลาย

    ในความเงียบที่ดูเหมือนนิ่งงัน มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว ไม่ใช่เสียงปืน แต่คือข้อมูลที่หายใจอยู่ในความมืด รายงานล่าสุดจาก Scott Ritter ชี้ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ทำลายเครือข่ายของ Mossad ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่เพียงการจับกุมสายลับรายบุคคล แต่คือการรื้อถอนทั้งโครงสร้าง เหมือนการยอมทุบกำแพงบ้านของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครหลบซ่อนอยู่ในเงามืดอีกต่อไป

    สิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่คือ “ความเร็ว” การตรวจพบ การระบุตัว และการทำลายเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างฉับไว จนเกิดคำถามว่าอาจมีความร่วมมือจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะพายุแบบนี้ มักไม่เกิดจากแรงลมเพียงทิศเดียว เกมข่าวกรองจึงไม่ใช่เรื่องของสองฝ่ายอีกต่อไป แต่มันซับซ้อนกว่านั้น เหมือนกระดานที่มีผู้เล่นซ่อนอยู่มากกว่าที่ตาเห็น

    Ritter มองลึกไปกว่าสถานการณ์ตรงหน้า เขาไม่ได้ชี้ว่าใครเหนือกว่า แต่ชี้ให้เห็นถึง “กับดักของความสำเร็จ” ในช่วงหนึ่ง Israel เชื่อว่าตนมีความเข้าใจอิหร่านอย่างเพียงพอ ระบบข่าวกรองทำงานได้ผล มีข้อมูล มีผลงาน แต่ความสำเร็จเหล่านั้นกลับสร้างความมั่นใจเกินจริง และเมื่อความมั่นใจกลายเป็นความประมาท การเคลื่อนไหวก็หยุดนิ่ง ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังปรับตัวอย่างเงียบงัน

    หลังการสูญเสียผู้นำทางทหารระดับสูง อิหร่านไม่ได้หยุดหรือถอย แต่เลือกที่จะตั้งคำถามกับตัวเองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ปิดช่องโหว่ แต่รื้อใหม่ทั้งหมด เครือข่ายถูกทำลาย โครงสร้างถูกสร้างใหม่ วิธีคิดถูกรีเซ็ต มันเหมือนการล้างกระดานแล้วเขียนเกมขึ้นมาใหม่ และเมื่อกติกาเปลี่ยน คนที่ยังเล่นด้วยกติกาเดิมก็จะเริ่มมองไม่เห็นความจริงที่เกิดขึ้น

    ปัญหาใหญ่จึงไม่ใช่แค่ข้อมูลผิด แต่คือการยึดติดกับข้อมูลเก่า รายงานที่เคยถูกต้องในปี 2025 ยังคงถูกใช้ต่อไป แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปแล้ว นักวิเคราะห์รุ่นใหม่ที่พยายามสะท้อนความจริงใหม่กลับถูกมองข้าม เพราะในระบบที่ให้รางวัลกับความสอดคล้อง ความจริงที่ขัดแย้งมักไม่มีที่ยืน และเมื่อเสียงที่แตกต่างถูกกดทับ ภาพรวมของการตัดสินใจก็เริ่มบิดเบี้ยว

    ในอีกด้านหนึ่ง United States ประกาศว่ามีการปิดล้อมทางทะเลอย่างสมบูรณ์ แต่คำถามคือ นั่นคือข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงคำประกาศที่ดังพอจะกลบเสียงของความจริงอื่น ในสนามจริงตามการวิเคราะห์ของ Ritter โครงสร้างทางทหารหลักของอิหร่านยังคงอยู่ ระบบขีปนาวุธยังคงผลิตได้ต่อเนื่อง และอาวุธจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้ถูกทำลาย แต่เพียงถูกซ่อนหรือเก็บรักษาไว้ เป้าหมายบางแห่งที่ถูกโจมตีอาจเป็นเพียงพื้นที่ว่างหรือถูกทิ้งไว้แล้ว ราวกับการยิงใส่เงา แล้วเข้าใจว่าได้ทำลายตัวตนจริง

    สิ่งที่หนักยิ่งกว่าคือ ผลกระทบของการโจมตีที่ไม่ได้กระทบเครื่องจักรสงคราม แต่กลับสร้างความเสียหายต่อพลเรือน เสียงระเบิดอาจดังก้อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สะท้อนชัยชนะอย่างที่ถูกประกาศ สงครามจึงกลายเป็นภาพที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างคำพูดกับความเป็นจริง

    ท้ายที่สุด Ritter มองว่าปัญหาในระบบไม่ได้หยุดอยู่แค่สนามรบ แต่ลึกลงไปถึงโครงสร้างการตัดสินใจ ภายใน United States เอง เมื่อเกิดความผิดพลาด สิ่งที่เกิดขึ้นมักไม่ใช่การทบทวนหรือแก้ไขเชิงโครงสร้าง แต่คือการหาคนรับผิด เหมือนเรือที่กำลังรั่ว แต่ลูกเรือกลับมัวโต้เถียงกันว่าใครทำรู แทนที่จะช่วยกันอุดมัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงก็ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

    เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสงคราม แต่มันคือบทเรียนของการมองโลก ความสำเร็จในอดีตอาจกลายเป็นกับดัก ระบบที่ไม่ฟังเสียงใหม่อาจค่อยๆ สูญเสียการมองเห็น และการเปลี่ยนแปลงจากภายใน อาจทรงพลังกว่าการโจมตีจากภายนอก ในโลกที่กติกาเปลี่ยนอยู่ตลอด สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่ศัตรู แต่คือความเชื่อมั่นว่าเรายังมองเห็นความจริงได้อย่างชัดเจน ทั้งที่มันได้เปลี่ยนไปแล้วเงียบๆ

  • สงครามที่ไม่ได้วัดกันด้วยกระสุน แต่ด้วยลมหายใจของรัฐ

    สงครามที่ไม่ได้วัดกันด้วยกระสุน แต่ด้วยลมหายใจของรัฐ

    ในค่ำคืนที่โลกยังคงหมุน แต่บางแผ่นดินกลับสั่นสะเทือน สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของอาวุธ หากแต่เป็นการทดสอบ “ความทนทาน” ของรัฐ เศรษฐกิจ และจิตใจของผู้คน ช่วงเวลาระหว่างนาว์รูซ อีดิลฟิฏร์ และมีนาคม 2026 กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนด้วยไฟและควัน พร้อมคำถามใหญ่—ใครกันแน่ที่กำลังได้เปรียบ และเกมนี้กำลังเดินไปสู่ปลายทางแบบไหน

    หากมองผิวเผิน สงครามนี้เหมือนเป็นการแสดงศักยภาพทางทหาร อิหร่านยิงขีปนาวุธไกลหลายพันกิโลเมตรไปถึงฐานสำคัญ ขณะที่อิสราเอลแสดงความสามารถในการโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในดินแดนอิหร่าน แต่เมื่อมองลึกลงไป มันคือ “สงครามของการคำนวณ” มากกว่าการปะทะตรง ๆ การโจมตี Diego Garcia ไม่ได้เป็นแค่การยิง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยอีกต่อไป” ขณะที่การที่ระบบป้องกันอากาศอิหร่านยังตอบโต้ได้ แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวเรื่องการครองน่านฟ้าอาจไม่สมบูรณ์อย่างที่ถูกโฆษณา

    ในอีกด้าน อิสราเอลเองกำลังเผชิญแรงกดดันภายในมากขึ้น ระบบป้องกันต้องเลือกปกป้องเฉพาะจุดสำคัญ ปล่อยให้บางพื้นที่รับความเสี่ยง นี่คือการยอมรับโดยนัยว่า “ทรัพยากรมีจำกัด” และเมื่อขีปนาวุธแบบคลัสเตอร์ถูกใช้ ต้นทุนการสกัดกั้นยิ่งสูงขึ้นอย่างไม่สมดุล สงครามจึงเริ่มเปลี่ยนจากการวัดกำลังเป็นการวัด “ความคุ้มค่า” ใครใช้เงินน้อยแต่สร้างผลกระทบได้มากกว่า คนนั้นเริ่มได้เปรียบ

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน กลายเป็นสนามรบอีกแห่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสะท้อนความเปราะบางของระบบโลก และท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนลดความตึงเครียด อาจไม่ใช่เพราะต้องการสันติ แต่เพราะไม่สามารถปล่อยให้ราคาพลังงานทะลุจุดวิกฤตได้ นี่คือการเมืองที่ซ้อนอยู่เหนือสงคราม—เกมที่ไม่ได้เล่นในสนามรบ แต่เล่นในตลาดและการรับรู้ของสาธารณะ

    ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงต้น บทวิเคราะห์จากฝั่งอิสราเอลเองชี้ว่า มีความเชื่อว่าระบบการเมืองของอิหร่านอาจล่มจากภายในหากถูกกดดันหนัก แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไป เป้าหมายจึงถูกลดระดับลงจาก “เปลี่ยนระบอบ” เหลือเพียง “จำกัดศักยภาพทางทหาร” ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวจากความไม่แน่นอน

    สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การยิงและป้องกัน แต่เป็นสงครามของ “เวลา” และ “ทรัพยากร” อิหร่านใช้ยุทธศาสตร์ต้นทุนต่ำกดดันต่อเนื่อง ขณะที่อิสราเอลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงในการป้องกัน นี่คือสมดุลใหม่ที่ไม่ได้ตัดสินด้วยชัยชนะฉับพลัน แต่ด้วยคำถามว่า “ใครจะทนได้นานกว่า”

    ในท้ายที่สุด สงครามนี้อาจไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน มีเพียงผู้ที่ “ยังยืนอยู่” และผู้ที่ “เริ่มเหนื่อยล้า” มันคือการต่อสู้ที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนขีปนาวุธ แต่ด้วยความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ เศรษฐกิจ และสังคม และบางที บทเรียนที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าใครชนะ แต่คือโลกได้เห็นแล้วว่า ในยุคนี้ อำนาจไม่ได้อยู่ที่ใครยิงแรงที่สุด แต่อยู่ที่ใคร “ไม่ล้มก่อน” ในเกมที่ยาวนานและไร้เส้นชัยนี้

  • วิเคราะห์สงครามอิหร่าน–อิสราเอล วันที่ 11: การทำลายเรดาร์ การลดการยิงจรวด และแนวโน้มสู่สงครามยืดเยื้อ

    วิเคราะห์สงครามอิหร่าน–อิสราเอล วันที่ 11: การทำลายเรดาร์ การลดการยิงจรวด และแนวโน้มสู่สงครามยืดเยื้อ

    ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 11 ของการสู้รบ โดยมีรายงานว่าอิหร่านประกาศทำลายระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นระบบสุดท้ายแล้ว ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวของเครือข่าย CNN ที่อยู่ในกรุงเตหะรานรายงานว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางรายกล่าวว่า สถานการณ์ในสนามรบได้เปลี่ยนไปจนถึงขั้นที่ผู้นำสหรัฐฯ ควรยอมรับความพ่ายแพ้ ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อถกเถียงและต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่งข่าว

    มีรายงานอีกว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ออกประกาศสำคัญ โดยระบุว่าตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป อิหร่านจะลดหรือหยุดการยิงจรวดขนาดเล็กไปยังอิสราเอล พร้อมกันนั้นมีข่าวว่ามีการส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในอิสราเอล โดยอ้างว่าระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคถูกทำลายแล้ว และเตือนให้ประชาชนคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง อย่างไรก็ตาม รายงานเรื่องการส่งข้อความดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายอิสราเอล และอาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ

    ในด้านยุทธศาสตร์การป้องกัน มีข้อมูลว่าระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ บางส่วนที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ เช่น ระบบ Patriot และ THAAD กำลังถูกพิจารณาหรือเตรียมย้ายเข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อเสริมกำลังป้องกันในภูมิภาค ขณะเดียวกันรัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวล เนื่องจากระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

    อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือสถานะของระบบเตือนภัยล่วงหน้าของอิสราเอล ซึ่งมีหน้าที่ตรวจจับการยิงขีปนาวุธจากระยะไกล และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าประมาณ 10–20 นาที ระบบนี้ถือเป็นหัวใจของการป้องกันภัยทางอากาศ เนื่องจากช่วยให้ประชาชนเข้าสู่ที่หลบภัยและให้กองทัพเตรียมระบบสกัดกั้นขีปนาวุธได้ทันเวลา มีรายงานว่าระบบเรดาร์บางส่วนได้รับความเสียหาย และอาจเหลือระบบหลักเพียงไม่กี่จุด โดยหนึ่งในพื้นที่สำคัญคือทะเลทรายเนเกฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศหลักและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิสราเอล

    ในสนามรบ มีการกล่าวถึงยุทธวิธีที่อาจเกิดขึ้นจากการประสานงานระหว่างอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยรูปแบบการโจมตีที่ถูกพูดถึงคือการยิงจรวดจำนวนมากเพื่อดึงความสนใจของระบบป้องกันทางอากาศ จากนั้นจึงยิงขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูงไปยังเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน หรือฐานทัพทางทหาร ยุทธวิธีลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบป้องกันต้องกระจายกำลังรับมือหลายทิศทางพร้อมกัน

    นักวิเคราะห์บางรายมองว่าสงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ลักษณะของสงครามยืดเยื้อ ซึ่งฝ่ายที่สามารถรักษาขีดความสามารถและทนต่อความเสียหายได้นานกว่าจะมีความได้เปรียบ อิหร่านมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารจำนวนมากที่สร้างไว้ใต้ดิน ขณะที่อิสราเอลมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากอยู่ใกล้กัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการโจมตีมากกว่า

    รายงานยังกล่าวถึงเครือข่าย “เมืองขีปนาวุธใต้ดิน” ของอิหร่าน ซึ่งถูกสร้างไว้ในภูเขา โดยบางแห่งอาจอยู่ลึกหลายร้อยเมตรใต้พื้นดิน โครงสร้างเหล่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาซากรอส ซึ่งมีชั้นหินแข็งและภูมิประเทศที่เหมาะต่อการสร้างฐานทัพใต้ดิน ทำให้การทำลายด้วยอาวุธทั่วไปเป็นเรื่องยาก

    สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์ถัดไป นักวิเคราะห์คาดว่าการโจมตีระหว่างสองฝ่ายอาจรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านอาจมุ่งโจมตีฐานทัพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิสราเอล ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลก็อาจเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่าน หากระบบป้องกันทางอากาศของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเปิดทางให้เกิดการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินในอนาคต

    โดยสรุป เมื่อสงครามเข้าสู่วันที่ 11 สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้น นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า ภายในช่วงปลายเดือนแรกของการสู้รบ อาจเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางและผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้ ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปจากข้อมูลหลายฝ่าย.

  • อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซใหญ่ของอิสราเอล “เลวีอาธาน–คาริช” ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือน

    อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซใหญ่ของอิสราเอล “เลวีอาธาน–คาริช” ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือน

    มีรายงานข่าวว่า แหล่งก๊าซเลวีอาธาน (Leviathan) และคาริช (Karish) ของอิสราเอลถูกโจมตีและได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานของแหล่งก๊าซเหล่านี้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

    มาร์ก ฟิตซ์แพทริก (Mark Fitzpatrick) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศกล่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์กำลังเผชิญกับภาวะทางจิตวิทยาที่เหมือนติดอยู่ในทางตัน รายงานใหม่จากสื่อหลายแห่ง รวมทั้ง CNN ระบุว่า รัฐบาลของทรัมป์ เหมือนถูกทำให้ประหลาดใจจากสงครามครั้งนี้

    นักวิเคราะห์ของ BBC ยังกล่าวถึง การเลือกตั้งอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มุจตะบา คาเมเนอี ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งทำให้ทรัมป์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันมากขึ้น

    ฟิตซ์แพทริกระบุว่า การเลือกมุจตะบาเป็นผู้นำ เป็น สัญญาณที่ชัดเจนต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ และถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับวอชิงตัน เพราะทรัมป์เริ่มสงครามโดยไม่ได้คำนวณอย่างรอบคอบ และตอนนี้กำลังเผชิญกับทางตันทางจิตวิทยา

    ด้าน อลีเรซา นามวาร์ ฮากิกี นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า การเลือกมุจตะบา คาเมเนอี ได้ท้าทายทรัมป์อย่างหนัก และส่งสารชัดเจนว่า ชาวอิหร่านยังคงเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันและภัยคุกคามอย่างหนัก

    แม้แต่นามวาร์ ฮากิกี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์รัฐบาลอิหร่าน ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิด รอยร้าวลึกในหมู่ฝ่ายค้านของอิหร่าน

    ขณะเดียวกัน การโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกใหม่จากอิหร่าน ได้เริ่มขึ้น โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ อัชเคลอน (Ashkelon), อัชดอด (Ashdod) และพื้นที่อื่น ๆ ในอิสราเอล

    มีรายงานว่า โรงกลั่นน้ำมันและก๊าซ รวมถึงคลังเชื้อเพลิงในเมืองไฮฟา (Haifa) ถูกโจมตีโดยตรง กองทัพอิหร่านระบุว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้การโจมตีคลังน้ำมันของอิหร่านเมื่อสองวันก่อน

    นอกจากนี้ โดรนโจมตีของอิหร่าน ยังได้โจมตีโรงกลั่นและคลังเชื้อเพลิงของอิสราเอลในไฮฟา

    แหล่งก๊าซ เลวีอาธานและคาริช ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของอิสราเอล ตอนนี้กลายเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธ

    สงครามครั้งนี้เพิ่งผ่านไปประมาณ 10–11 วันเท่านั้น และดูเหมือนว่านี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

    ภัยคุกคามจาก ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ทำให้บริษัทพลังงานที่ดำเนินงานในแหล่งก๊าซของอิสราเอลต้องอพยพพนักงานและหยุดการดำเนินงาน

    พร้อมกันนั้น ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดในภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม สำหรับอิสราเอล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานไม่ได้เป็นประโยชน์มากนัก เพราะการหยุดผลิตจากแหล่งก๊าซหลักอาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ


    แหล่งก๊าซเลวีอาธานคืออะไร

    เลวีอาธานเป็น แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ค้นพบในปี 2010 ห่างจากชายฝั่งเมืองไฮฟาประมาณ 130 กิโลเมตร

    มีการประเมินว่ามี ก๊าซธรรมชาติประมาณ 535 พันล้านลูกบาศก์เมตร

    ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา แหล่งนี้เป็นแหล่งก๊าซหลักของอิสราเอล ทั้งเพื่อใช้ภายในประเทศ และส่งออกไปยัง อียิปต์และจอร์แดน

    หากเกิดการหยุดชะงัก จะส่งผลต่อ โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรม และรายได้จากการส่งออกพลังงานของอิสราเอล


    แหล่งก๊าซคาริช

    แหล่งก๊าซคาริชตั้งอยู่ห่างจากเมืองไฮฟาประมาณ 90 กิโลเมตรทางตะวันตก ค้นพบในปี 2013

    มีปริมาณสำรองประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตร

    เริ่มผลิตในปี 2022 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนของอิสราเอลในการ กลายเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน


    หนังสือพิมพ์ Yedioth Ahronoth รายงานโดยอ้างนักวิเคราะห์เศรษฐกิจว่า หากแหล่งก๊าซเหล่านี้หยุดดำเนินการเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่

    • การขาดแคลนไฟฟ้าในเมืองใหญ่

    • การหยุดชะงักของอุตสาหกรรม

    • การลดลงของการส่งออกก๊าซไปยังจอร์แดนและอียิปต์

    จอร์แดนเองพึ่งพาก๊าซจากอิสราเอลถึง ประมาณ 80% ของการผลิตไฟฟ้า


    ในขณะเดียวกัน สื่ออิสราเอลอย่าง Haaretz รายงานว่า มีการใช้ขีปนาวุธ Almas-3 โดยกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นขีปนาวุธระยะสั้นประมาณ 16 กิโลเมตร แต่มีอานุภาพทำลายสูง และสามารถยิงจากโดรนได้

    การใช้ขีปนาวุธชนิดนี้ทำให้ผู้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของอิสราเอลเกิดความตื่นตระหนก


    สื่ออเมริกันยังรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ดูเหมือนจะถูกทำให้ประหลาดใจจากผลของสงครามครั้งนี้

    ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจนแตะประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    หากสงครามยืดเยื้อเกินสามเดือน อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก

    หนังสือพิมพ์ Washington Post ยังรายงานว่า กองทัพสหรัฐใช้กระสุนและยุทโธปกรณ์มูลค่าประมาณ 5.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสองวันแรกของสงคราม


    รายงานของ Financial Times ระบุว่า การขึ้นมาของมุจตะบา คาเมเนอี ทำให้แผนการของทรัมป์ต่ออิหร่านต้องหยุดชะงัก

    มีการกล่าวว่าทรัมป์อาจหวังใช้สถานการณ์หลังการลอบสังหารผู้นำอิหร่านเพื่อกำหนดผู้นำคนใหม่ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามแผน

  • เสถียรภาพที่ไม่มั่นคง: ดุลยภาพเชิงป้องปรามและการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ในความสัมพันธ์สหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอล”

    เสถียรภาพที่ไม่มั่นคง: ดุลยภาพเชิงป้องปรามและการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ในความสัมพันธ์สหรัฐฯ–อิหร่าน–อิสราเอล”

    สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงระยะหลัง มิอาจอธิบายได้อย่างเพียงพอด้วยกรอบคิดแบบเส้นตรงที่มองว่าระบบการเมืองระหว่างประเทศกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะสงครามโดยตรง หากแต่ควรถูกทำความเข้าใจในฐานะภาวะดุลยภาพเชิงป้องปรามที่เปราะบาง (fragile deterrence equilibrium) ซึ่งทุกฝ่ายต่างตระหนักถึงต้นทุนเชิงโครงสร้างของการเผชิญหน้าทางทหาร แม้จะมีการเคลื่อนกำลัง การส่งสัญญาณเชิงข่มขวัญ และการใช้วาทกรรมความมั่นคงอย่างเข้มข้นผ่านสื่อและกลไกทางการทูต แต่การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการขั้นสุดท้ายยังคงถูกจำกัดด้วยข้อเท็จจริงทางยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจละเลยได้ โดยเฉพาะข้อจำกัดของสหรัฐอเมริกาเองในการดำเนินสงครามขนาดใหญ่ต่อรัฐที่มีศักยภาพในการรับแรงกระแทกทางทหารและสังคมในระดับสูงอย่างอิหร่าน

    ในเชิงยุทธศาสตร์ งานวิเคราะห์ของนักคิดด้านความมั่นคงในฝั่งตะวันตกจำนวนมากยอมรับโดยปริยายว่าสหรัฐอเมริกาอาจสามารถเปิดปฏิบัติการทางอากาศเชิงจำกัดได้ในระยะสั้น แต่ไม่สามารถดำรงสงครามแบบครอบคลุมหรือยืดเยื้อได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผลประโยชน์เชิงโครงสร้างของตนเอง ทั้งในมิติการเมืองภายใน ความชอบธรรมระหว่างประเทศ และความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรทางทหารในหลายภูมิภาคพร้อมกัน ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว แนวคิดเรื่องการโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า (preventive strike) ต่ออิหร่านจึงยังคงเป็นเครื่องมือเชิงวาทกรรมมากกว่าทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ตามที่ฝ่ายริเริ่มคาดหวังได้อย่างเป็นระบบ

    ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่าน โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนแท่นยิงที่พร้อมใช้งาน การขยายพิสัยการยิง และการเพิ่มน้ำหนักหัวรบ ได้เปลี่ยนสมการเชิงป้องปรามในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ประสบการณ์จากความขัดแย้งก่อนหน้าได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลและพันธมิตรจะมีประสิทธิภาพในระดับสูง แต่ก็ไม่สามารถสร้างความคุ้มกันแบบสมบูรณ์ได้ การที่ขีปนาวุธบางส่วนสามารถทะลุผ่านระบบดังกล่าว ส่งผลให้แนวคิดเรื่อง “ความไม่อาจถูกแตะต้อง” ของฝ่ายรับการสนับสนุนจากตะวันตกถูกตั้งคำถาม และทำให้ต้นทุนความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภายใต้บริบทนี้ การพบปะระหว่างผู้นำทางการเมืองอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ เบนจามิน เนทันยาฮู ควรถูกมองในฐานะกระบวนการต่อรองเชิงโครงสร้างมากกว่าการกำหนดทิศทางเชิงเดี่ยวของนโยบาย ฉากทัศน์ที่ถูกอภิปรายในแวดวงการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามบ่อนทำลายกระบวนการเจรจาระหว่างอิหร่านกับตะวันตก การกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดและมีลักษณะบังคับเชิงโครงสร้าง หรือแม้แต่การพิจารณาปฏิบัติการทางทหารแบบจำกัด ล้วนมีข้อจำกัดร่วมกันคือไม่อาจนำไปสู่การยอมจำนนเชิงโครงสร้างของอิหร่านได้ในระยะสั้นหรือระยะกลาง ตรงกันข้าม มาตรการดังกล่าวอาจยิ่งผลักดันให้ดุลยภาพเชิงป้องปรามแข็งตัว และลดพื้นที่ของการจัดการความขัดแย้งผ่านกลไกทางการทูตลงอย่างต่อเนื่อง

    การออกแถลงการณ์จากฝ่ายทหารของอิหร่านซึ่งเน้นย้ำถึงการตอบโต้ที่ “กว้างกว่าและรุนแรงกว่า” ต่อภัยคุกคามใด ๆ จึงมิใช่เพียงการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ต่อสาธารณชน หากแต่เป็นการกำหนดกรอบความคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (strategic expectation setting) ต่อฝ่ายตรงข้าม เพื่อเพิ่มต้นทุนของการตัดสินใจเชิงผจญภัยและลดความเป็นไปได้ของความผิดพลาดจากการคำนวณผิด ในบริบทนี้ ความกลัวของตะวันตกต่ออิหร่านจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงศักยภาพด้านอาวุธหรือนิวเคลียร์ หากแต่หยั่งรากลึกในลักษณะของรัฐที่ไม่ยอมสยบต่อโครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศที่ถูกกำหนดโดยมหาอำนาจเพียงไม่กี่รัฐ

    โดยสรุป สภาพแวดล้อมเชิงความมั่นคงในปัจจุบันควรถูกทำความเข้าใจในฐานะภาวะความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่ทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงการเปิดฉากความขัดแย้งโดยตรง แต่ก็ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้เชิงศักดิ์ศรีหรือการลดทอนอำนาจการต่อรองของตนเองได้อย่างง่ายดาย ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ความเงียบ การชะลอ และการส่งสัญญาณทางอ้อมจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักของการเมืองระหว่างประเทศ มากกว่าการใช้กำลังอย่างเปิดเผย และทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคนี้ยังคงดำรงอยู่ในสภาพ “เสถียรภาพที่ไม่มั่นคง” ซึ่งพร้อมจะสั่นไหวได้ตลอดเวลา หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจคำนวณต้นทุนของสงครามผิดพลาด

  • โลกกำลังเปลี่ยน: ความล้มเหลวของสหรัฐฯ และการผงาดของแนวต้าน

    โลกกำลังเปลี่ยน: ความล้มเหลวของสหรัฐฯ และการผงาดของแนวต้าน

    ความมั่นคงระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เหตุการณ์ล่าสุดตั้งแต่ความล้มเหลวของปฏิบัติการลับสหรัฐฯ ในเกาหลีเหนือ ไปจนถึงการบินแสดงแสนยานุภาพของเวเนซุเอลาเหนือเรือรบอเมริกัน และภาพใหม่จากสงคราม 33 วันที่อิหร่านเผยแพร่ ล้วนสะท้อนถึงการสั่นคลอนของโครงสร้างอำนาจที่เคยถูกผูกขาดโดยวอชิงตัน

    ปฏิบัติการที่สะท้อนความย้อนแย้ง

    ปฏิบัติการลับของกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ที่ถูกเปิดโปงว่ามุ่งเจาะระบบสื่อสารของเกาหลีเหนือ จบลงด้วยความล้มเหลวและการเสียชีวิตของพลเรือน แม้รัฐบาลอเมริกันในขณะนั้นประกาศเดินหน้าเจรจากับเปียงยาง แต่เบื้องหลังกลับเดินเกมจารกรรมเต็มรูปแบบ นี่คือหลักฐานชัดเจนของ นโยบายสองหน้า ที่สร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ

    เวเนซุเอลากับการส่งสัญญาณท้าทาย

    คลิปเครื่องบินขับไล่ F-16 ของเวเนซุเอลาที่บินโฉบเหนือเรือพิฆาตสหรัฐฯ คือการประกาศชัดว่า อเมริกาไม่อาจใช้อำนาจเดิมบีบบังคับได้อีกต่อไป ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างยิงเรือเวเนซุเอลา การเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจยกระดับสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง

    ภาพใหม่จากสงคราม 33 วัน

    สารคดีที่อิหร่านเผยแพร่ล่าสุด นำเสนอภาพการยิงขีปนาวุธท่ามกลางการโจมตีของอิสราเอล โดยเฉพาะการใช้ขีปนาวุธ “เซจิล” ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า ความสามารถทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ใช่เพียงการตอบโต้ แต่คือเครื่องมือสร้างสมดุลแห่งอำนาจในภูมิภาค

    บทเรียนด้านความมั่นคงสื่อสาร

    การเผยแพร่ภาพใบหน้าและเสียงจริงของนักรบแนวต้านคือจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามพร้อมใช้เทคโนโลยีเจาะทะลุ ข้อเท็จจริงนี้เตือนว่ามาตรการด้านความมั่นคงข้อมูลต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา

    สามเหตุการณ์นี้เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน สะท้อนว่า สหรัฐฯ กำลังสูญเสียความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในหลายภูมิภาค ขณะเดียวกัน ประเทศและกลุ่มที่เคยถูกมองว่าอ่อนแอกำลังลุกขึ้นท้าทายอย่างเป็นรูปธรรม

    โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่—ยุคที่ดุลแห่งอำนาจไม่ถูกครอบครองโดยมหาอำนาจตะวันตกอีกต่อไป แต่ถูกท้าทายโดย ความกล้าหาญของชาติและแนวต้านที่พร้อมเผชิญหน้าในทุกสนามรบ

  • 12 วันแห่งสงครามเงา: เมื่อกระทรวงข่าวกรองอิหร่านเผยปฏิบัติการสะท้านโลก

    12 วันแห่งสงครามเงา: เมื่อกระทรวงข่าวกรองอิหร่านเผยปฏิบัติการสะท้านโลก

    ในค่ำคืนหนึ่งที่ผู้คนในอิหร่านต่างกำลังพักผ่อนหลังวันทำงาน กระทรวงข่าวกรองอิหร่านกลับออกแถลงการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างกว้างขวางต่อแวดวงความมั่นคงทั้งในและนอกประเทศ แถลงการณ์ฉบับนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางราชการธรรมดา แต่เป็นการเปิดเผย “สงครามเงา” ที่กินเวลานานถึง 12 วัน ซึ่งในระหว่างนั้น เกิดปฏิบัติการด้านข่าวกรองขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

    ศัตรูในเงามืด และการเปิดฉากเชิงรุก

    กระทรวงข่าวกรองได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการป้องกันแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นการ “บุกตอบโต้เชิงรุก” ต่อกลุ่มก่อการร้าย สายลับ และเครือข่ายต่อต้านอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไซออนิสต์ โดยในปฏิบัติการนี้ กระทรวงสามารถแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างภายในของหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอลได้เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ

    หนึ่งในประเด็นที่สำคัญคือ การเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิหร่านได้แทรกซึมเข้าไปยัง “ชั้นในสุด” ของโครงสร้างกองทัพและข่าวกรองของศัตรู พร้อมนำข้อมูลและหลักฐานกลับมาสู่ฐานบัญชาการ เพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดเป้าหมายการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การถล่มสถาบันวิจัยไวซ์มัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อเป้าหมายเดิมของกองทัพ

    ความสำเร็จภายใน: การสกัดแผนลอบสังหารและการก่อวินาศกรรม

    ในช่วงเวลาเพียง 12 วัน กระทรวงข่าวกรองสามารถสกัดแผนลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารได้มากถึง 35 ราย โดยจับกุมสายลับได้ถึง 20 คนใน 12 จังหวัด รวมทั้งตรวจพบแผนวางระเบิดในสถานที่สำคัญ เช่น สำนักงานพลังงานปรมาณูของอิหร่าน

    เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับสูงจากเครือข่ายของกลุ่มที่ต้องการก่อเหตุในลักษณะ “ซีเรีย-ไลเซชัน” (Syriazation) โดยการก่อจลาจลและแทรกซึมอาวุธเข้าสู่ดินแดนอิหร่านผ่านกลุ่มก่อความไม่สงบตามแนวชายแดนตะวันตก โดยใช้เครือข่ายผ่านด่านชายแดนจากภูมิภาคเคอร์ดิสถานเป็นฐานปฏิบัติการ

    การจับกุมกลุ่มหัวรุนแรง: จากดาอิชถึงมุญาฮิดีน

    ปฏิบัติการครั้งนี้ยังสามารถจับกุม “3 นายพลของกลุ่มดาอิช” (ISIS) และนักรบติดอาวุธอีก 50 คนที่มีอาวุธร้ายแรง รวมถึงวัตถุระเบิดชนิดต่าง ๆ เช่น เสื้อระเบิดพลีชีพ และอาวุธสงคราม พร้อมทั้งตรวจพบฐานฝึกทหารของกลุ่มก่อการร้ายมากถึง 300 คนใกล้ชายแดนตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ยังสามารถทำลายเครือข่ายของกลุ่มมุญาฮิดีน คอลก (MEK) ที่พยายามฟื้นฟูการเคลื่อนไหวภายในประเทศผ่าน “กลุ่มเยาวชนก่อกวน” หรือที่อ้างว่าเป็น “1000 อัชรัฟ” โดยใช้เทคนิคการสร้างเหตุวุ่นวายเล็กน้อย เช่น เขียนกราฟฟิตี้ จุดไฟ หรือปั่นกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนและปลุกระดมผู้เห็นต่าง

    เครือข่ายต่างประเทศและความร่วมมือข้ามชาติ

    กระทรวงข่าวกรองยังเผยว่า ได้มีความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับหน่วยข่าวกรองของประเทศที่สาม (ซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อ) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการร่วมปฏิบัติการต่อต้านภัยคุกคาม โดยเฉพาะในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและเครือข่ายศาสนานอกรีต

    นอกจากนี้ยังมีการเปิดโปงความร่วมมือระหว่างกลุ่มบาไฮกับกลุ่มราชวงศ์นิยมในต่างประเทศ รวมถึงมีการใช้องค์กรศาสนาคริสต์บางกลุ่มในต่างแดนเพื่อฝึกยุทธวิธีการก่อกวนให้กับสมาชิกที่กลับเข้ามาปฏิบัติการในอิหร่าน

    ความเงียบที่ดังกว่าเสียงปืน

    แถลงการณ์ครั้งนี้ของกระทรวงข่าวกรองอิหร่านถือเป็นการสื่อสารสาธารณะเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้เพียงบอกเล่าความสำเร็จทางความมั่นคง แต่ยังเป็นการเตือนขบวนการต่อต้านรัฐว่า อิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งรับอีกต่อไป ทว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ “สงครามเชิงรุกในโลกเงา”

    ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของ  “ทหารนิรนามแห่งอิมามซะมาน (อ.)” ไม่เพียงสร้างความมั่นใจแก่สาธารณชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณชัดเจนต่อผู้วางแผนปฏิบัติการต่อต้านว่า อิหร่านกำลังจับตาอยู่ทุกย่างก้าว และพร้อมตอบโต้ด้วยความเฉียบขาดในทุกสนาม  ไม่ว่าจะในประเทศหรือนอกพรมแดน.