ในห้วงเวลาแห่งความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและซีเรียที่ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เสียงของผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่านกลับสะท้อนออกมาอย่างมั่นคงและชัดเจน ท่ามกลางข่าวลือว่าท้องฟ้าเหนืออิหร่านตกอยู่ภายใต้การควบคุมของไซออนิสต์ ผู้นำสูงสุดกลับปรากฏตัวต่อสาธารณชนด้วยความสง่างาม ประหนึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า “ฟ้าของเรา…ยังเป็นของเรา”
การพูดถึงปัญหาในซีเรีย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮายัต ตะห์รีร อัลชาม (HTS) ที่นำโดยอาบู มุฮัมมัด อัล-ญูลานี ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโลกตะวันตกและองค์กรนาโต้ ไม่อาจแยกขาดจากแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของอิสราเอลได้ เป้าหมายของไซออนิสต์ไม่ใช่เพียงการสยบระบอบใดระบอบหนึ่ง แต่คือการตีกรอบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงเอเชียกลาง และเป้าหมายสำคัญในเฟสใหม่นี้ คือ การสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์ (คอริดอร์ดาวิด) ที่เชื่อมอิสราเอลผ่านซีเรียไปยังเขตชาวเคิร์ด และเสริมทัพด้วยคอริดอร์ซังเกซูร์ที่เชื่อมอาเซอร์ไบจาน-ตุรกี โดยมีเป้าหมายล้อมรอบอิหร่านแบบคีมสองด้าน
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดารา ซูเวย์ดา และกุนัยเตรอ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นแผนที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า เพื่อล่อให้กลุ่มต่อต้านในซีเรียเข้ามาตอบโต้ แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกวาดล้าง และคงไว้ซึ่ง “เปลวไฟแห่งความรุนแรง” ซึ่งจะไม่ดับลงง่าย ๆ เพราะสำหรับอิสราเอลแล้ว ซีเรียที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ คือพื้นที่ปลอดภัยที่สุด
ในอีกด้าน หน่วยข่าวกรองและกลุ่มวิเคราะห์ยังเผยว่า ความเคลื่อนไหวของญูลานีที่ปรากฏตัวในอาเซอร์ไบจาน และพบกับเจ้าหน้าที่มอสสาด เป็นสัญญาณว่าฮาลียุทธศาสตร์กำลังถูกวาดขึ้นอย่างจริงจัง เส้นทางผ่านอาเซอร์ไบจาน–ทะเลแคสเปียน–อาร์เมเนีย–ตุรกี อาจเป็นหนึ่งในคอริดอร์เป้าหมาย ซึ่งเชื่อมเข้ากับการเคลื่อนไหวในซีเรียและอิรักตอนเหนือ
นอกจากนี้ ยังมีการเตือนถึงแผน “การรุกทางบกแบบใหม่” ซึ่งไม่ใช่ในรูปแบบรถถังและทหารบก แต่เป็นการส่งกลุ่มติดอาวุธจำนวนเล็ก ๆ เข้าโจมตีจุดยุทธศาสตร์ คล้ายกับกลยุทธ์ที่ญูลานีใช้ในซีเรีย ซึ่งหากวิเคราะห์เชิงลึก จะพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวเหล่านี้ต้องการบีบให้อิหร่านเข้าสู่ภาวะสับสนทางยุทธศาสตร์ พร้อมกันนั้นก็ใช้สงครามจิตวิทยาสร้างความสิ้นหวังในหมู่ประชาชน
คำกล่าวของผู้นำสูงสุดที่ว่า “เรามีทั้งภาคสนามและการทูตอยู่ในมือ” สื่อถึงความพร้อมทั้งสองด้าน หนึ่งคือความสามารถในการโต้ตอบเชิงทหาร อีกด้านคือการยืนหยัดต่อสู้ทางการทูตบนเวทีโลก พร้อมกันนั้นก็ยืนยันว่าอิหร่านยังคงถือครองเทคโนโลยีนิวเคลียร์ระดับสูง และพร้อมสำหรับการตอบโต้ทุกรูปแบบ
สุดท้าย บทวิเคราะห์นี้เตือนว่า “ช่วงเวลาทอง” สำหรับอิหร่านคือก่อนเดือนพฤศจิกายน หากสามารถประคับประคองสถานการณ์ได้จนถึงตอนนั้น ความรุนแรงในภูมิภาคอาจลดระดับลง และศูนย์กลางความขัดแย้งอาจเคลื่อนย้ายไปสู่ยุโรปตะวันออกหรือเอเชียตะวันออกแทน โดยเฉพาะในสมรภูมิรัสเซีย–ยูเครน และช่องแคบไต้หวัน
แม้ท้องฟ้าจะครึ้มและแรงลมจะพัดโหม แต่ตราบใดที่ยังมีสติ มีความเข้าใจ และมีความหวัง ประชาชนก็ยังยืนหยัดเคียงข้างประเทศได้ สิ่งสำคัญคือผู้มีอำนาจต้องรับฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่เพียงในช่วงวิกฤต แต่ในทุกย่างก้าวของการตัดสินใจ