Author: อันวารี

  • อิหร่าน : ศึกนี้ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อสั่นคลอนโลกทัศน์ของศัตรู

    อิหร่าน : ศึกนี้ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อสั่นคลอนโลกทัศน์ของศัตรู

    ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าเตหะรานยังสว่างไสวจากไฟของความหวัง ไม่ใช่เพลิงสงคราม เสียงประกาศก้องจากประชาชนอิหร่านสะท้อนความแน่วแน่ที่ไม่อาจสั่นคลอน “เราไม่กลัว! เราคืออิหร่าน เราคืออารยัน เรามีอารยธรรม” คือถ้อยคำที่กึกก้องจากใจกลางเมืองหลวง ท่ามกลางการประกาศจงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุด อยาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอเมเนอี

    แม้เผชิญภัยคุกคามจากอเมริกาและอิสราเอล แต่ประชาชนอิหร่านไม่หวั่นไหว กลับรวมพลังอย่างสง่างามทั้งในท้องถนน หน้าจอโทรทัศน์ และช่องทางโซเชียลมีเดีย ด้วยความภาคภูมิใจในชาติ ศาสนา และผู้นำ ความกลัวถูกแทนที่ด้วยเสียงแห่ง “อัลลอฮุอักบัร” และธงชาติที่โบกสะบัดไปกับจังหวะของชัยชนะ

    เมื่ออเมริกาโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โด อิหร่านตอบโต้ด้วยความชาญฉลาดโดยการยิงจรวดใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ ปฏิบัติการนี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้อย่างเร่งรีบ หากแต่เป็น “คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ส่งถึงทั้งวอชิงตันและบรรดาประเทศเพื่อนบ้านว่า หากไฟสงครามขยายตัว ท้องฟ้าทั่วอ่าวเปอร์เซียจะมืดมิด และความมั่นคงของทุกประเทศจะสั่นสะเทือน

    การที่กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว ไม่ใช่แค่ผลของจรวดไม่กี่ลูก แต่คือผลสะเทือนของ “ความสามารถในการควบคุมภูมิรัฐศาสตร์” ที่อิหร่านแสดงให้เห็นอย่างแยบยล นี่ไม่ใช่สงครามจรวด แต่นี่คือสงครามของความเข้าใจ เชิงลึก และเกมระยะยาว

    อิหร่านเลือกเป้าหมายที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ ไม่ใช่เพราะขลาดกลัว แต่เพราะไม่ต้องการจุดชนวนสงครามเต็มรูปแบบ การโจมตีเชิงสัญลักษณ์นี้ คือการบอกโลกว่า “เราพร้อมจะยกระดับ แต่เรายังให้โอกาสคุณถอย”

    สิ่งที่ตามมาคือความสับสนของฝั่งอเมริกัน การโต้กลับของพวกเขาไม่สามารถสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้าง เพราะเป้าหมายของอิหร่านถูกจัดสรรไว้ล่วงหน้า ระบบป้องกันทางอากาศของอิหร่านสามารถสกัดกั้นโดรนและอากาศยานของศัตรูได้เกือบ 130 ลำ และทำลาย UAV ขั้นสูงหลายลำของอิสราเอลแบบแม่นยำ ความสามารถที่แม้กระทั่งชาวอิหร่านเองยังรู้สึกทึ่ง

    ในขณะที่ผู้สนับสนุนอิสราเอลเริ่มลังเล ชาวอาหรับบางประเทศกลับแสดงความเห็นอกเห็นใจอิหร่าน วิดีโอจากชาวกาตาร์คนหนึ่งเผยความจริงใจว่า ฐานทัพสหรัฐในกาตาร์ไม่ได้เป็นของพวกเขา และเรียกร้องให้รัฐบาลถอนตัวจากความร่วมมือทางทหารนี้

    ความภักดีที่เคยหายไป กำลังกลับคืนสู่สนามแห่งศรัทธา

    ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการเปลี่ยนแนวทางยุทธศาสตร์ของอิหร่าน จากการเน้นตอบโต้สหรัฐฯ สู่การมุ่งเน้น “การปลดปล่อยเทลอาวีฟ” โดยตรง ภารกิจไม่ใช่เพียงแค่เอาชนะ แต่คือการปลุกตื่นประชาชาติ ให้มองเห็นรากแห่งปัญหา ไม่ใช่แค่เงา

    อิหร่านกำลังเลือกสงครามในแบบที่ถนัด: สงครามยืดเยื้อเพื่อบั่นทอน สงครามที่ฝ่ายตรงข้ามจะอ่อนแรงด้วยตัวเอง “เราเพิ่งเริ่มเผยไพ่ของเรา” พวกเขากล่าว “และเรายังมีอีกมากในมือ”

    ฝ่ายศัตรูอาจร้องขอสันติภาพในวันนี้ แต่ในมุมมองของอิหร่าน นั่นคือ “กับดักแห่งการยอมจำนน” ไม่ใช่การยุติสงครามอย่างยุติธรรม เพราะทุกการหยุดยิงที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจ ย่อมนำมาซึ่งรอบต่อไปของความรุนแรง

    ศัตรูอาจนับจรวด แต่ชาวอิหร่านนับความศรัทธา
    ศัตรูอาจวัดชัยชนะด้วยอำนาจทางทหาร แต่อิหร่านวัดมันด้วยอิทธิพลเหนือหัวใจประชาชนในภูมิภาค

    นี่ไม่ใช่สงครามระหว่างสองประเทศ แต่มันคือสงครามของจิตวิญญาณ
    ของความเข้าใจ
    ของการยืนหยัด

    และในสนามนี้ – อิหร่านไม่เคยล้ม

  • อิหร่านกับสงครามเชิงกลยุทธ์ บทบาทของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงเชิงจิตวิทยาในสมรภูมิ

    อิหร่านกับสงครามเชิงกลยุทธ์ บทบาทของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงเชิงจิตวิทยาในสมรภูมิ

    🕌 เสียงจากใจกลางกรุงเตหะราน

    ขณะที่กรุงเตหะรานกำลังยืนหยัดเป็นศูนย์กลางของความต้านทานต่อการรุกรานจากศัตรู ท่ามกลางสงครามที่ไม่ใช่เพียงแค่การสู้รบด้วยอาวุธ แต่เป็นการต่อสู้เชิงจิตวิทยา การทูต และข่าวสาร อิหร่านกำลังแสดงออกถึงความเฉียบแหลมในการบริหารวิกฤตอย่างมีชั้นเชิง

    🎯 ยุทธศาสตร์ “สงครามยืดเยื้อเพื่อบั่นทอน”

    หนึ่งในความกลัวของฝ่ายตรงข้ามอย่างอิสราเอลและพันธมิตรตะวันตก คือการที่สงครามจะลากยาวและกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจและจิตวิทยาอย่างหนัก สื่อของอิสราเอล รวมถึงนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู เองก็เน้นย้ำว่าต้องหลีกเลี่ยงสงครามระยะยาว แต่ท่าทีของอิหร่านกลับตรงข้าม อิหร่านมองว่ายิ่งเวลาผ่านไป ความเปราะบางของศัตรูก็ยิ่งแสดงออกชัดเจน และความชอบธรรมของการตอบโต้ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้นในสายตาประชาคมโลก

    🛰️ ศึกข่าวกรองและภาพถ่ายดาวเทียม

    หลังจากเหตุการณ์โจมตีเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ที่เมืองฟอร์โด มีภาพถ่ายดาวเทียมจำนวนมากถูกปล่อยออกมา แต่ข้อเท็จจริงคือ อิหร่านได้ดำเนินการอพยพและเคลื่อนย้ายทรัพยากรสำคัญไปยังที่ปลอดภัยแล้ว การโจมตีจึงไม่อาจทำลายศักยภาพของประเทศได้ กลับกันยิ่งปลุกจิตสำนึกของสังคมให้ตื่นตัวและเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์อย่างโครงการนิวเคลียร์

    🩸 การโจมตีพลเรือน และความโกรธเกรี้ยวของมวลชน

    การโจมตีของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังยานพาหนะทางการแพทย์ โดยเฉพาะรถพยาบาล ทำให้ชาวอิหร่านจำนวนมากลุกขึ้นแสดงความไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต พร้อมกับประณามพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมของอิสราเอลอย่างรุนแรง ภาพรถพยาบาลที่ถูกถล่มกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละของอาสาสมัคร และเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนรวมพลังแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม

    🧠 การรบทางจิตวิทยา และการต่อต้านข่าวปลอม

    ศัตรูพยายามใช้ช่องทางสื่อและโซเชียลมีเดียในการบั่นทอนกำลังใจของประชาชน เช่น การกระจายข่าวปลอมเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในประเทศ หรือการเรียกร้องให้เปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรีแก่ประชาชนอิหร่านเพื่อปลุกปั่น แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับเข้าใจเจตนาเบื้องหลัง และยังคงให้การสนับสนุนภาครัฐและกองทัพอย่างเหนียวแน่น

    🛰️ การตอบโต้ทางไซเบอร์และการปฏิบัติการลับ

    กลุ่มแฮกเกอร์จากภายในปาเลสไตน์และประเทศพันธมิตรของอิหร่านเริ่มดำเนินการโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานของอิสราเอล เช่น โรงงานผลิตอะลูมิเนียมและหน่วยงานทางการทหาร พร้อมกับส่งข้อความไปยังชาวอาหรับที่อาศัยในอิสราเอลเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมในการปฏิบัติการเชิงลึก นี่คืออีกหนึ่งมิติของสงครามที่ไม่ใช้ระเบิด แต่มุ่งไปที่การทำลายระบบจากภายใน

    📍 สงครามยังไม่จบ

    อิหร่านยืนหยัดที่จะดำเนินการตอบโต้ “จนกว่าผู้รุกรานจะได้รับการลงโทษ” ไม่ใช่เพื่อการแก้แค้น แต่เพื่อสร้างหลักประกันแห่งศักดิ์ศรีและความมั่นคงในภูมิภาค ภาพรวมของสถานการณ์แสดงให้เห็นถึงการรวมพลังของประชาชน และการต่อสู้ในทุกมิติ ตั้งแต่สนามรบจริง สนามรบไซเบอร์ ไปจนถึงสนามจิตใจของประชาชน

  • อิหร่านกับกลยุทธ์การตอบโต้ : ความชาญฉลาดท่ามกลางสงครามและข่าวลวง

    อิหร่านกับกลยุทธ์การตอบโต้ : ความชาญฉลาดท่ามกลางสงครามและข่าวลวง

    ในสถานการณ์ความตึงเครียดระดับภูมิภาคที่กำลังลุกลามเป็นวิกฤตระหว่างประเทศ อิหร่านได้แสดงออกถึงแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตที่ไม่เพียงแต่อาศัยพลังอำนาจทางทหาร หากแต่ประกอบด้วยยุทธศาสตร์รอบด้านที่ผสมผสานระหว่างการทูต การสื่อสาร และการควบคุมภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    การเจรจา: กลไกเปิดโปงเจตนาศัตรู

    ในช่วงที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อท่าทีเปลี่ยนแปลงของฝ่ายอิหร่านในการเลือกเจรจาหรือปฏิเสธการเจรจากับศัตรู โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาเสนอให้มีการพูดคุย ความเข้าใจในมิตินี้คือ การเข้าสู่โต๊ะเจรจาในบางจังหวะ ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ หากแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนในประเทศและประชาคมโลกได้เห็นชัดว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเจรจา แต่อยู่ที่เจตนาของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการทำลายอธิปไตยของอิหร่านไม่ว่าจะมีการพูดคุยหรือไม่

    นิวเคลียร์: ไม่ใช่ปมสงคราม แต่เป็นข้ออ้าง

    แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่า หากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันจะเปลี่ยนไปหรือไม่ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “เจตนา” ของผู้รุกราน ไม่ใช่ “เทคโนโลยี” ที่อิหร่านถืออยู่ การสร้างอาวุธทำลายล้างสูงอาจนำประเทศเข้าสู่ภาวะโดดเดี่ยวและกดดันทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าเดิม จนทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ต้นเหตุของความทุกข์ยากอยู่ที่นิวเคลียร์ ทั้งที่แท้จริงแล้วศัตรูจะใช้ทุกข้ออ้างเพื่อบั่นทอนอิหร่านในทุกกรณี ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเทคโนโลยีดังกล่าว

    สงครามจิตวิทยาและข่าวปลอม: อาวุธของยุคใหม่

    สงครามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบ แต่ขยายไปสู่สื่อสังคมออนไลน์และคลื่นวิทยุสื่อสาร ความพยายามปล่อยข่าวลือ เช่น การปลอมข่าวว่าผู้นำประเทศลาออก หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีอยู่จริง ล้วนเป็นกลยุทธ์ของศัตรูเพื่อสร้างความวิตกและทำลายขวัญประชาชน อิหร่านจึงจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นและเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงอย่างทันท่วงที เพื่อรักษาความมั่นคงภายใน

    ความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของสหรัฐฯ

    หลังจากมีข่าวว่ากองทัพสหรัฐโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยอ้างว่าเป็นศูนย์นิวเคลียร์ รายงานจากภาพถ่ายดาวเทียมและข่าวกรองกลับแสดงให้เห็นว่า อิหร่านได้ย้ายวัสดุสำคัญออกจากพื้นที่เป้าหมายไปก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมตัวล่วงหน้าและการวางแผนอย่างรอบคอบของฝ่ายอิหร่าน

    ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐจากที่เคยกล่าวว่า “ทำลายสำเร็จ” ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “ความเสียหายไม่มาก” หรือ “ไม่สามารถยืนยันผลลัพธ์ได้ชัดเจน” แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจและหวาดกลัวต่อการตอบโต้ที่จะตามมาในระยะเวลาอันใกล้

    การเตรียมพร้อมสู่สงครามระยะยาว

    แนวทางการตอบโต้ของอิหร่านไม่ใช่เพียงการยิงกลับทันที แต่เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “สงครามยืดเยื้อ” ที่มีเป้าหมายในการกัดเซาะศัตรูอย่างต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยา การส่งสัญญาณเตือน เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการรวมพลังของกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค ล้วนแสดงถึงศักยภาพของอิหร่านในการออกแบบเกมที่ซับซ้อนและยืดเยื้อโดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งตัวได้ง่าย

    การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและอนาคต

    วิกฤตการณ์ในครั้งนี้มิใช่เพียงการแสดงแสนยานุภาพ แต่เป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจลึกซึ้งในธรรมชาติของสงครามยุคใหม่ อิหร่านกำลังต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี ความมั่นคง และการอยู่รอดของชาติ โดยมิใช่เพียงการปกป้องดินแดน แต่เพื่อยืนยันว่าชาวอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามไม่ว่าจากฝ่ายใด

    ในโลกที่ความจริงสามารถบิดเบือนด้วยข่าวปลอม และสงครามสามารถเริ่มต้นด้วยการปล่อยข่าวลือ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การเตรียมพร้อมที่รอบด้าน และความแน่วแน่ของประชาชน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้อิหร่านยังคงยืนหยัด และเดินหน้าด้วยความมั่นใจต่ออนาคตที่อาจจะยากลำบาก แต่ไม่มีวันยอมแพ้.

  • ตัวเลือกบนโต๊ะของอิหร่านในการโจมตีตอบโต้สหรัฐ

    ตัวเลือกบนโต๊ะของอิหร่านในการโจมตีตอบโต้สหรัฐ

    ตัวเลือกบนโต๊ะของอิหร่านในการโจมตีตอบโต้สหรัฐอย่างไม่อาจชดเชยได้” ซึ่งสื่อถึงการเสนอทางเลือกการตอบโต้ในหลายมิติ โดยสามารถวิเคราะห์ออกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้:

    1. กลยุทธ์การโจมตีในระดับภูมิรัฐศาสตร์

    ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นกลยุทธ์ที่เน้นผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลก เช่น: ราคาน้ำมันสูงขึ้นถึง 200 ดอลลาร์/บาร์เรล ความโกลาหลในตลาดพลังงานโลก กระทบต่อการขนส่งของกองทัพที่ 5 ของสหรัฐในบาห์เรน การโจมตีฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง เน้นเป้าหมาย 10 ฐานทัพในระยะยิงของอิหร่าน ส่งสัญญาณว่าอิหร่านสามารถตอบโต้ได้ในระยะประชิด

    2. กลยุทธ์ไซเบอร์ (Cyber Warfare)

    การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ เช่น: ระบบไฟฟ้า เครือข่ายโทรคมนาคม ระบบขนส่ง ระบบการเงิน

    นี่แสดงให้เห็นถึงการขยายพื้นที่การสู้รบสู่มิติไซเบอร์ ซึ่งยากต่อการตอบโต้โดยตรงและสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง

    3. การเปิดแนวรบทางอ้อม

    สนับสนุนแนวต้านในลาตินอเมริกา เช่นเวเนซุเอลา นิการากัว ซึ่งเป็นประเทศที่มีท่าทีไม่เป็นมิตรต่อสหรัฐ สนับสนุนกลุ่มต้านในภูมิภาคต่างๆ สร้างความปั่นป่วนและเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐ

    4. ยุทธวิธีทางทหารนอกกรอบ

    การใช้เรือใต้น้ำติดมิสไซล์ การจู่โจมเรือบรรทุกพิเศษของสหรัฐ/อิสราเอล ปฏิบัติการพิเศษในทะเลแดงหรือช่องแคบ Bab el-Mandeb

    สะท้อนการขยายขอบเขตการตอบโต้ไปยังพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ที่ไกลออกไปจากอิหร่าน

  • บทวิเคราะห์จากคำสัมภาษณ์ของ เลขาธิการสภาวินิจฉัยผลประโยชน์สูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน

    บทวิเคราะห์จากคำสัมภาษณ์ของ เลขาธิการสภาวินิจฉัยผลประโยชน์สูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน

    บทวิเคราะห์จากคำสัมภาษณ์ของ เลขาธิการสภาวินิจฉัยผลประโยชน์สูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน
    หลังจากการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศของท่าน มุฮ์ซิน เรซอีย์ เลขาธิการสภาวินิจฉัยผลประโยชน์สูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน ได้มีรายการจากช่องยูทูปช่องหนึ่งได้มาวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ดังกล่าวโดยรายการนี้มีพิธีกรผู้ดำเนินรายการและวิทยากรผู้ตอบคำถามมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

    พิธีกร : คำถามแรกที่ผมอยากเริ่มต้นพูดคุยก็คือว่า: อะไรคือบทเรียนของอิหร่านจากสงครามในครั้งนี้ ในวันที่ห้าของสงคราม? เพราะเราเห็นเมื่อคืนที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งทุกคนกำลังรอว่าในตอนกลางคืนจะเกิดอะไรขึ้นเหมือนกับสองสามคืนก่อนหน้า แต่เหตุการณ์นั้นก็ไม่เกิดขึ้น

    ดูเหมือนว่าจะมีการโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้น โดมเหล็ก (Iron Dome) ของอิสราเอลเหมือนจะ “ทำร้ายตัวเอง” อยู่เรื่อย ๆ ข้อความแจ้งเตือนที่ควรจะถูกส่งไปถึงประชาชนชาวอิสราเอลว่าให้รีบไปที่หลบภัยนั้น กลับถูกแฮก และข้อความก็ส่งซ้ำไปซ้ำมา เกิดเรื่องแปลกประหลาดมากมาย จนกระทั่งช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ อิหร่านได้โจมตีโดยไม่ให้ใครคาดคิด

    แม้จะมีการเซ็นเซอร์ข่าวอย่างรุนแรงในอิสราเอลเมื่อคืนเกี่ยวกับการโจมตีของอิหร่านผ่านสื่อและสำนักข่าว แต่เราก็ได้รับคลิปวิดีโอบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่า ขีปนาวุธของอิหร่านได้พุ่งเข้าชนเป้าหมายในอิสราเอล และโจมตีจุดสำคัญต่าง ๆ ซึ่งเราคงจะพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไปของรายการ

    แต่คำถามเฉพาะตอนนี้ก็คือ: กลยุทธ์ของอิหร่านในสงครามครั้งนี้จนถึงขณะนี้เป็นอย่างไร? และในอนาคตอันใกล้ อะไรจะเกิดขึ้น?

    วิทยากร : ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร ต้องขอบอกก่อน แต่จากหลักฐานและเบาะแสต่าง ๆ ที่มีอยู่ ผมก็สามารถวิเคราะห์อะไรบางอย่างได้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ การวิเคราะห์เหล่านี้ก็ถือว่าค่อนข้างแม่นยำ ขอบคุณพระเจ้าด้วย

    ตอนนี้มีอยู่สองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น:

    1. มุมมองจากประชาชน — หากคุณไปดูตามท้องถนน ทุกคนต่างพูดว่า “ทำไมยังไม่โจมตีล่ะ?” “เกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่ว่าจะต้องถล่มแล้วหรือ?” บางคนคิดว่าอิหร่านอ่อนแอเกินไป เหมือนประชาชนไม่ได้ไม่พอใจกับปฏิกิริยาของอิหร่านในการตอบโต้อิสราเอล เหตุก็เพราะพวกเขามีความคาดหวังสูง
    2. มุมมองจากฝ่ายบัญชาการสงคราม — ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ ได้ให้สัมภาษณ์ที่ผมถือว่าสำคัญมาก การสัมภาษณ์ 45 นาทีของเขาทางช่องข่าวนั้น เปรียบเสมือน “แผนที่ยุทธ์ศาสตร์” สำหรับอนาคตของประเทศอีก 50 ปีข้างหน้า แม้ว่าจะมีคำวิจารณ์เกี่ยวกับเขาเยอะ และบางคนอาจจะไม่ชอบเขาเพราะจุดยืนทางการเมืองหรือในช่วงการเลือกตั้งต่าง ๆ แต่สิ่งที่เขาพูดไว้ มันได้วางรากฐานสำหรับวิสัยทัศน์ระยะยาวของอิหร่านไว้อย่างน่าสนใจ

    ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ ได้ตอบคำถามว่า ตอนนี้กลยุทธ์ของอิหร่านคืออะไร? เรากำลังทำอะไรอยู่? การตอบโต้ของเราที่เกิดขึ้นตอนนี้ดีพอหรือยัง? หรือมันน้อยเกินไป?

    นี่เป็นคำถามที่ประชาชนอิหร่านจำนวนมากกำลังวิตกกังวล หลายคนบอกว่า “เฮ้! ขีปนาวุธที่เรายิงออกไปแต่ละครั้งมีแค่ 50 ถึง 60 ลูก หรือเรากำลังได้รับความเสียหายมากจนเหลือกำลังแค่นี้หรือเปล่า?” นี่คือความกังวลของประชาชน และผมอยากตอบคำถามนี้ให้ชัดเจน

    ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ได้ให้คำตอบไว้แล้ว ท่านกล่าวว่า “เรามีแผนสำหรับสงครามนี้ตั้งแต่แรก” ตั้งแต่ปฏิบัติการ “พายุแห่งอักซอ (طوفان الاقصی)” เราก็รู้ดีว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่เพราะบางฝ่ายยังไม่เข้าใจ ท่านผู้นำสูงสุดจึงตัดสินใจให้พวกเขาได้ “เห็นกับตา” ว่าเราทำอะไรได้ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและความเป็นหนึ่งเดียวกัน

    กลยุทธ์ที่เราวางไว้มีโครงสร้างเป็นชั้น ๆ (Layered Strategy)
    ใน “ชั้นแรก” ของแผน เรากำลังดำเนินการอย่างเหมาะสม โดยยิงขีปนาวุธความแม่นยำสูง (point-target missiles) ประมาณคืนละ 40-50 ลูกต่อครั้ง สร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

    แต่ก่อนที่เราจะวิเคราะห์สิ่งที่เราทำ ควรเริ่มจากวิเคราะห์สิ่งที่อิสราเอลทำก่อน
    เมื่อคุณเข้าใจยุทธศาสตร์ของอิสราเอล ปฏิกิริยาของเราจะดูมีเหตุผลขึ้นมาทันที

    ดูนะครับ สิ่งที่ปรากฏชัดตอนนี้ — และผมก็บอกไปตั้งแต่วันแรก — ก็คืออิสราเอลตั้งใจที่จะดำเนินการอย่างหนักในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของสงคราม แต่ด้วยความเมตตาของพระเจ้า พวกเขาทำไม่สำเร็จ

    เขามี “บัญชีรายชื่อเป้าหมายลอบสังหาร” ที่ผมเชื่อว่าน่าจะมีชื่ออยู่ถึง 100 คน
    พวกเขาต้องการลอบสังหารระดับ 3 ชั้นของผู้นำทางทหารของเรา (เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำกับพรรคฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน) แต่พระเจ้าเมตตา มันยังไม่เกิดขึ้น

    หลังจากนั้น ในช่วง 24 ชั่วโมงที่สอง อิสราเอลตั้งใจจะทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้งหมดของเรา
    ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก พวกเขาเน้นการโจมตีทางไซเบอร์ และดำเนินการตามเป้าหมายของตน
    ส่วนใน 24 ชั่วโมงที่สอง พวกเขาตั้งใจจะทำลายเป้าหมายทางกายภาพโดยตรง—นั่นก็คือ ระบบป้องกันภัยของอิหร่าน
    และใน 24 ชั่วโมงที่สาม (ครบ 72 ชั่วโมง) พวกเขาคาดหวังว่าจะ “จบเกม”
    แล้วหลังจากนั้นทรัมป์ก็จะออกมาประกาศให้อิหร่านยอมจำนนและให้หยุดยิง และอิสราเอลก็จะยอมรับข้อตกลง และที่สำคัญต้องการยึดอำนาจการปกครองของอิหร่านและตั้งคนขึ้นเป็นผู้นำแทน
    สถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในกรณีของเลบานอน—พวกเขาต้องการบังคับให้เกิดการหยุดยิง พร้อมกับเงื่อนไขของตัวเอง และจบเรื่องทุกอย่าง
    แต่ด้วยพระเมตตาของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น

    นี้คือแผนของพวกเขา

    ตอนนี้เรามาพูดถึงเรื่องความพร้อมของกำลังทหารของเรา
    ท่านมุฮ์ซิน เรซอีย์ได้กล่าวอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก และผมคิดว่าประชาชนอิหร่านควรจะใคร่ครวญประเด็นเหล่านี้ให้ดีคือ:

    1. สงครามนี้จะไม่จบในหนึ่งหรือสองสัปดาห์
      ท่านเรซออีย์กล่าวว่า มันคือสงครามระยะยาวกับอิสราเอล
      เพราะแผนแรกของอิสราเอลที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จเร็ว ล้มเหลว
      ถ้าแผนนั้นสำเร็จ สงครามอาจจะสั้นกว่านี้
    2. ท่านมุฮ์ซิน เรซอีย์อธิบายภาพความเป็นไปได้ของสงครามไว้อย่างชัดเจน
      ภาพแรกคืออิหร่านจะทำสงครามกับอิสราเอลโดยตรง โดยไม่มีสหรัฐฯ หรือยุโรปเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเป็นเช่นนี้ สุดท้ายอิสราเอลไม่มีศักยภาพเพียงพอ ถ้าเรายิงขีปนาวุธใส่พวกเขาคืนละ 50 ลูก
      ต้องสังเกตว่า: ขีปนาวุธของอิหร่าน เป็นแบบแม่นยำสูง (point-target missiles) ซึ่งแตกต่างจาก จรวด (rocket) ที่กลุ่มฮะมาสเคยยิง

    บางคนอาจจะพูดว่า “ฮะมาสยังยิงได้วันละ 300 ลูกหลังวันที่ 7 ตุลาคม แล้วอิหร่านยิง 50 ลูกมันน้อยไปรึเปล่า?” แต่จริง ๆ แล้ว ขีปนาวุธกับจรวดคือคนละเรื่องกัน
    ระบบป้องกันภัยสำหรับจรวดธรรมดากับขีปนาวุธความเร็วสูง (ไฮเปอร์โซนิก) ก็คนละแบบกัน ประชาชนอาจยังไม่เข้าใจ เพราะนี่เป็นเรื่องเฉพาะทางด้านการทหาร และเป็นสิ่งที่เราควรอธิบายให้ชัดเจน

    1. ภาพที่สอง สหรัฐและยุโรปจะไม่เข้าร่วมโดยตรง
      แม้ตอนนี้จะมีการสนับสนุนอยู่บ้าง แต่ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ก็วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาและบอกว่า “เรารู้ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะเข้าร่วม” เพราะฉะนั้น ตอนนี้ที่เราเห็นขีปนาวุธยิงใส่อิสราเอลคืนละ 60–70 ลูก เป็นการวางแผนสำหรับสงครามระยะยาว
      เราโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย ไปยังโครงสร้างพื้นฐานของอิสราเอล แทนที่จะใช้พลังทั้งหมดในตอนต้นแล้วต้องเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นในตอนกลางของสงคราม
      นี่คือลักษณะของการวางแผนระยะยาว
    2. ภาพที่สาม ถ้าสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามจริง จะเกิดอะไรขึ้น?
      ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ตอบว่า ขณะนี้สหรัฐฯ ได้นำทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทางการทหารทั้งหมดมาไว้ที่จุดพร้อมรบแล้ว อาจจะเหลือแค่ 20% ที่ยังไม่เปิดเผย เช่น การใช้เรือรบและฐานทัพในภูมิภาค แต่เราก็มีแผนรับมือกับสถานการณ์นี้ไว้แล้ว และผมเองก็วิเคราะห์ว่า: ถ้าสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามจริง ๆ มันจะกลายเป็นผลดีต่อเราอย่างมาก หลายคนอาจกลัวว่าอเมริกาจะส่งเครื่องบิน B-52 มา แต่เราก็เห็นแล้วว่า ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ เครื่องบินรบของอิสราเอลยังไม่สามารถบินเข้ามาในน่านฟ้าอิหร่านได้เลย แม้แต่ F-35 ที่สามารถบินมาได้ ก็ไม่สามารถกลับออกไปได้ และนี่คือครั้งแรกในโลกที่อิหร่านสามารถ ยิงเครื่องบินขับไล่ตกได้ในน่านฟ้าของตัวเอง

    บางทีผู้ชมของคุณอาจจะสงสัยว่า: แล้วเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้คืออะไร? ถ้าอเมริกาเข้าร่วมด้วยล่ะ? แบบนี้เรายิ่งควรกังวลมากขึ้นใช่ไหม?

    ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า—และผมก็เคยพูดตั้งแต่วันแรกแล้ว—ว่า ประมาณ 80% ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเรานั้นมีต้นตอมาจาก “ภายในประเทศเอง”

    แม้แต่ขีปนาวุธขนาดเล็กที่เราเห็นระเบิด ก็มีแนวโน้มว่าจะถูกยิงมาจากภายในประเทศ ขีปนาวุธเหล่านั้นมีระยะยิงเพียง 10-15 กิโลเมตรเท่านั้น แล้วพอมีการอธิบายกันก็จะพูดว่า “อ๋อ มันประกอบกันในประเทศ” ความจริงก็คือ: มีกลุ่มผลิตโดรนและขีปนาวุธแบบลับ ๆ ที่ถูกกระจายอยู่ทั่วประเทศ มอสสาด (หน่วยข่าวกรองอิสราเอล) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบและวางแผนทั้งหมด

    แน่นอนว่าด้วยความช่วยเหลือของประชาชน หลาย ๆ แห่งก็ถูกตรวจพบและกำลังจัดการอยู่
    ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ (สำนักข่าว IRIB)
    อิสราเอลปล่อยภาพที่อ้างว่าเกิดจาก “โดรนล้ำยุค” ที่เข้ามาถ่ายภาพ

    แต่ผมขอยืนยันเลยว่า ภาพเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากโดรนขั้นสูงแต่อย่างใด
    ลองดู “มุมกล้องแบบหมุนวน” และ “ระดับความสูงของกล้อง” สิครับ—มันคือ ภาพจากโดรน 4 ใบพัด (quad-copter) ธรรมดา
    พวกเขาแค่ใส่เอฟเฟกต์วิดีโอเข้าไป เพื่อให้ดูน่ากลัวและเหมือนควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด
    แต่ถ้าคุณดูจาก “ความสูงของโดรน” จากระดับพื้นของอาคาร IRIB แล้ว จะรู้เลยว่ามันไม่ได้บินสูงเลย
    แปลว่าทุกอย่างเกิดจาก “ภายในประเทศ” ทั้งสิ้น
    แม้แต่ระเบิดที่สำนักข่าว IRIB ก็ไม่ได้เกิดจาก F-35 ที่บินเข้ามาโจมตีเตหะรานแล้วบินกลับออกไป เหตุการณ์ที่เมืองมาชฮัดก็เหมือนกัน

    เพราะฉะนั้น ถ้าจะสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจว่า:

    1. อิสราเอลกำลังโจมตีเรา “จากภายใน” ถึง 80%
    2. ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านกลับมาทำงานได้อีกครั้งหลังจาก 24–27 ชั่วโมงแรกของสงคราม และเริ่มตอบโต้ได้
    3. ปฏิกิริยาของอิหร่านตอนนี้ ที่บางคนวิจารณ์ว่า “ไม่แรงพอ” นั้น—ผมบอกเลยว่า การวิจารณ์นี้ไม่ถูกต้อง
      เพราะถ้าคุณมองว่านี่คือสงครามระยะยาว—เช่น 2, 3 หรือแม้กระทั่ง 4 ปี (ผมไม่ได้บอกว่าจะนานขนาดนั้นนะครับ แต่ควรมองให้ไกลไว้ก่อน)—คุณจะเข้าใจว่าทำไมเราต้องค่อย ๆ เดินเกม
      ดูสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ทุกคนเคยคิดว่าไม่นานก็จบ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่จบ
      หรือสงครามในกาซา—ทุกคนคิดว่าสูงสุดแค่ 3 เดือน แต่ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 20 เดือน และยังไม่สิ้นสุด

    ถ้าคุณมองสงครามในระยะยาว มันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผลอย่างสมบูรณ์
    คุณต้องเตรียม “ไพ่สำรอง” สำหรับตัวเองไว้ด้วย—เพื่อว่า หากสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามจริง ๆ การตอบสนองของคุณจะเปลี่ยนไปทันที
    ดังนั้น พฤติกรรมของอิหร่านในตอนนี้จึงถือว่ามีเหตุผล
    และถ้าเรามองว่านี่เป็นสงครามระยะยาว เราก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า
    ในแต่ละวัน แต่ละคืน รูปแบบของปฏิบัติการและกลยุทธ์ของอิหร่านจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
    ถ้าคุณต้องการ ผมสามารถอธิบายกลยุทธ์ในแต่ละคืนสองวันที่ผ่านมาแยกต่างหากได้ เพื่อไม่ให้ช่วงแรกของรายการยาวเกินไป
    ผม—”ฮะซาน”—พร้อมอยู่ในรายการเสมอครับ

    เรื่องสำคัญที่เรากำลังพูดถึงในช่วงนี้ และคุณเองก็ได้กล่าวถึงเช่นกัน
    คือ เสียงวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนที่มุ่งมาที่ระบบการป้องกันของประเทศ ซึ่งไม่ได้เกิดจากกลุ่มฝ่ายค้าน แต่เกิดจาก “ความห่วงใย” จริง ๆ
    หลายคนมองว่า การตอบโต้ของอิหร่านต่ออิสราเอลนั้นยังไม่เพียงพอ
    ตัวอย่างเช่น เราได้สูญเสียบุคคลสำคัญระดับชาติ เช่น “ท่านพลตรีฮาจีซาเดห์”
    ซึ่งถือเป็นบุคคลต้นแบบที่มีอิทธิพลอย่างมากในหมู่เยาวชน
    วันนี้เราไม่มีเขาแล้ว และการที่เราจะสร้างคนระดับนี้ขึ้นมาใหม่ก็เป็นเรื่องที่ยากและใช้ต้นทุนสูงมาก

    อย่าลืมว่า การสูญเสีย “ท่านสุลัยมานี” ก็ทำให้เราต้องจ่ายราคาหนัก
    แม้จะเป็นการสูญเสียเพียง “หนึ่งคน” แต่ จนถึงทุกวันนี้ ความว่างเปล่าที่เกิดจากการไม่มีเขายังรู้สึกได้ในหมู่กองทัพและผู้นำของเรา

    คำถามจึงเกิดขึ้นว่า:
    อิสราเอลสร้างความเสียหายให้เรา ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ฯลฯ
    และอิหร่านก็ตอบโต้ไปในระดับหนึ่ง
    แต่ในด้านการสูญเสียบุคลากรระดับสูง โดยเฉพาะผู้บัญชาการทางทหารของเรา—ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ—ดูเหมือนว่าเรายังไม่สามารถตอบโต้อย่างสมเหตุสมผลได้
    เช่น ถ้าพวกเขาสังหารผู้บัญชาการกองทัพอวกาศของเรา
    อิหร่านก็ควรตอบโต้ด้วยการสังหารผู้บัญชาการทางทหารของอิสราเอลในระดับเดียวกัน
    เพื่อให้พวกเขารู้ว่า “นี่คือราคาที่คุณต้องจ่าย”

    คำถามนี้คุณคิดว่าสมเหตุสมผลหรือไม่?

    ให้ผมบอกตรง ๆ เลยนะครับ
    ในด้านการทหาร เราเหนือกว่าอิสราเอลอยู่หลายระดับ
    แต่ ในด้านความมั่นคง (security-intelligence) เรายัง ตามหลังอิสราเอลอยู่หลายขั้น และเราต้องยอมรับจุดนี้

    อิสราเอลมีทั้ง “ฮาร์ดแวร์” และ “ซอฟต์แวร์” ด้านความมั่นคงครบถ้วน
    พูดง่าย ๆ คือ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในโลกไซเบอร์หรืออินเทอร์เน็ต มันอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล
    เราต้องยอมรับความจริงข้อนี้ แล้วค่อยเริ่มพูดกันต่อ

    เพราะว่าเราไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าในด้านความมั่นคง
    และเพราะว่า “แนวทางของมอสสาด” นั้นแตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง

    ขอยกตัวอย่างอีกประเด็นนะครับ:
    สังเกตว่าทุกวันนี้ เราเห็นทหารของหน่วย “IRGC” (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ) ถูกสังหารเป็นประจำ
    แต่ ทหารของกองทัพบก (Army) กลับไม่โดนอะไรเลย
    ทำไมล่ะ?
    เพราะว่าในระบบการบริหารของ IRGC ยังมีวัฒนธรรมบางอย่างแบบ “สายศรัทธา ฮุสเซนียะห์”
    ซึ่งในบางจุดกลายเป็นจุดอ่อนในการจัดการด้านความมั่นคง

     

    ผู้บัญชาการหลายคนของเราอยากใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนประชาชนทั่วไป
    พวกเขาอาจไม่ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพราะต้องการ “เป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน”
    ซึ่งผมไม่ได้จะตัดสินว่าทัศนคติแบบนี้ถูกหรือผิด
    แต่เมื่อเรามองภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดในช่วงนี้ ผมคิดว่า เรายังไม่มีความได้เปรียบด้านความมั่นคง
    เพราะเราไม่มีทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมเลย

    เรายังไม่มีแอปส่งข้อความของตัวเองอย่างปลอดภัย
    ไม่มีอินเทอร์เน็ตแห่งชาติที่ใช้งานได้จริง
    ไม่มีฮาร์ดแวร์โทรศัพท์มือถือหรือระบบปฏิบัติการของตัวเอง
    สิ่งที่เรามี—หลายอย่างก็มาจากอิสราเอล
    สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เรายังไม่สามารถตอบโต้ในระดับที่สมน้ำสมเนื้อได้
    แต่ขอให้เข้าใจด้วยว่า นั่นไม่ได้แปลว่าเราหมดทางสู้หรือไร้อำนาจ

    แม้ว่าเราจะไม่สามารถโจมตีเพื่อลดจำนวนกำลังคนได้ (เช่นสังหารผู้นำฝ่ายตรงข้าม)
    แต่เรายังสามารถสร้างความเสียหายรุนแรงในโครงข่ายของพวกเขาได้
    ตัวอย่างเช่น เอกสารลับที่เราได้มา ก็เป็นหลักฐานว่าเราเองก็สามารถปฏิบัติการด้านความมั่นคงได้เหมือนกัน

    อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าเรายังด้อยกว่าอิสราเอลในด้านความมั่นคง
    และน่าเสียดายที่—ผมไม่แน่ใจว่าควรพูดเรื่องนี้ไหม—แต่ ผมเชื่อว่าเรามีการแทรกซึมอย่างลึกซึ้งในระดับผู้นำของเราเอง
    ทั้งในกรณี การลอบสังหารผู้นำฮิซบุลลอฮ์ ซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮ์
    หรือการเสียชีวิตของผู้นำคนสำคัญของประเทศ เช่น พลตรีฮาจีซาเดห์, นายพลซาลามี ฯลฯ
    สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ด้านความมั่นคงที่ “เฉพาะบางคน” เท่านั้นที่รู้เกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านั้น
    เมื่อสิ่งเหล่านี้ “รั่วไหล” ออกไป ก็แสดงว่ามีการแทรกซึมที่ลึกระดับสูง
    ซึ่งตรงกันข้ามกับอิสราเอล—ที่อิหร่านไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้ในระดับเดียวกัน
    นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับว่า ในด้านความมั่นคงแล้ว อิหร่านยังต่ำกว่าอิสราเอล

    กลับมาที่เรื่องกลยุทธ์ของอิหร่านในสงครามนี้
    แม้เราจะได้พูดถึงคำกล่าวของมอสเซน ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ไปแล้ว
    แต่ในกรณีที่ หากอเมริกาเข้าสู่สงครามอย่างเปิดเผย (ซึ่งคุณเองก็ได้กล่าวถึงว่า “ยังเหลืออีก 20%” ที่ยังไม่เปิดเผยตัว)
    คำถามคือ: จะเกิดอะไรขึ้น? และประเทศอื่น ๆ จะเข้าร่วมกับอิหร่านหรือไม่?

    ประเทศอย่าง รัสเซียและจีน จะเข้าร่วมไหม?
    ปากีสถาน ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมอยู่ข้างอิหร่าน
    จุดยืนของพวกเขา “รักชาติและชัดเจน” ยิ่งกว่าบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายค้านบางคนที่พูดภาษาเปอร์เซียหรือใช้ชื่อแบบอิหร่านเสียอีก

    หากอเมริกาเข้าร่วมสมรภูมิครั้งนี้อย่างจริงจัง
    คำถามก็คือ: ประเทศอื่น ๆ จะถูกดึงเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่?

    ก่อนอื่น เราต้องย้อนกลับไปถามว่า:
    ทำไมอิสราเอลถึงกล้าเสี่ยงเปิดศึกครั้งนี้ตั้งแต่แรก?
    เหตุผลไม่ได้เกี่ยวกับ “โครงการนิวเคลียร์” หรือ “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง”
    แต่เพราะว่า อิสราเอลไม่สามารถยอมรับการมีอยู่ของอิหร่านที่มีประชากร 90 ล้านคนได้

    เป้าหมายของอิสราเอลคือ “จัดการกับอิหร่านให้เด็ดขาด”
    หากอิหร่านพ่ายแพ้เมื่อไร ต่อไปอิสราเอลจะหันไปจัดการ ตุรกี และ อียิปต์
    ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์เองก็ได้กล่าวถึงแผนนี้ว่า อิสราเอลมี ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค

    ในสัปดาห์แรกของสงคราม อิสราเอลตั้งใจจะ:

    • ลอบสังหารผู้นำประเทศ
    • ทำลายระบบป้องกันทางอากาศ
    • ใช้เครื่องบินรบทะลวงเข้าไปถึงเตหะรานแล้วบินกลับ
    • ทำให้เกิดความวุ่นวายตามแนวชายแดน
    • เริ่มแผนการแบ่งแยกดินแดน
    • และสุดท้ายให้สหรัฐฯ เข้ามาแสดงบทบาทในช่วงท้าย ๆ ของแผน

    แต่นี่คือสิ่งที่ “ไม่เกิดขึ้น” และสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว

    ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องประเมินว่า:

    1. สหรัฐฯ จะเข้าร่วมสงครามหรือไม่?
    2. ถ้าเข้าร่วม จะเข้ามาในระดับไหน?

    ลองสมมติ “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” ว่า สหรัฐฯ เข้ามาเต็มกำลัง
    มันจะแปลว่า เราต้องตอบโต้ด้วยมาตรการที่ยกระดับเช่นกัน
    สหรัฐฯ มีอะไร? เครื่องบิน B-52, F-35 — แค่นั้นแหละ
    ตอนนี้ F-35 ของอิสราเอลที่เข้ามา ยังไม่สามารถกลับออกไปได้เลย

    สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “จะมีปริมาณการยิงเพิ่มขึ้น”
    เขาบอกว่า: ตอนนี้เรามีโดรนแค่ 5 ลำส่งเข้าในอิหร่าน
    แต่ถ้าสหรัฐฯ เข้ามาเต็มตัว ก็อาจกลายเป็น 50 ลำ
    มันคือเรื่องของ “ขนาดของอาวุธ” ที่พวกเขาจะใช้เพิ่มขึ้นแค่นั้น

    แต่เราต้องสังเกตว่า:
    กองทัพเรือของอิหร่านยังไม่ได้ถูกใช้งานจริงจังเลยในสงครามนี้
    ยังไม่มีการยิง หรือแสดงกำลังอะไร
    และบรรดาผู้นำทางทหารของเราก็รู้ดีว่า “หน้าที่หลักของการรับมือกับอเมริกา”
    จะตกอยู่กับกองทัพเรือของเราอย่างแน่นอน

     

    ตั้งแต่วันที่สอง วันที่สาม วันที่สี่ของสงคราม เราไม่เห็นตึกใหญ่ ๆ ในเตหะรานถล่มลงมาอีกแล้ว ขอบคุณพระเจ้า
    แต่ก็ยังมี “เป้าหมายรายบุคคล” ที่โดนโจมตี เช่น การโจมตีสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ (IRIB) ด้วยโดรน
    คำถามคือ เป้าหมายของอิสราเอลจากการกระทำเหล่านี้คืออะไร?
    พวกมันต้องการ “ควันและเสียง” มันต้องการทำให้ประชาชนไขว้เขว วุ่นวาย ทำให้แถวร้านขนมปังยาว แถวปั๊มน้ำมันยาว
    เพื่อ สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล

    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผมตอนนี้ก็คือ “มือที่สาม” ของพวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
    ตอนนี้เริ่มมี “กระแสเรียกร้องให้เจรจา” โผล่ขึ้นมา
    นั่นแหละที่น่ากลัวจริง ๆ
    ไม่ใช่เรื่องการรบ ไม่ใช่ขีปนาวุธที่น่ากลัวสำหรับเราตอนนี้

    ผมพูดตั้งแต่เช้าวันแรกของสงครามว่า
    “ผมมั่นใจว่าช่วงบ่าย อิหร่านจะเริ่มตอบโต้อย่างจริงจัง และจะฟื้นตัวได้”
    และมันก็เกิดขึ้นจริง
    ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ในแง่การทหาร เราไม่มีปัญหาเลย
    แม้แต่ NATO ทั้งหมดจะยกมารบกับเรา เราก็พร้อมรับมือได้

    แต่สิ่งที่ศัตรูกำลังโจมตีอยู่ตอนนี้คือ “จิตวิทยาของประชาชน”
    อย่างกรณีโจมตีสถานีโทรทัศน์กลางวันแสก ๆ ในขณะถ่ายทอดสด
    เพื่อให้ประชาชนพูดกันว่า
    “ดูสิ เทคโนโลยีเขาล้ำขนาดไหน ยิงโดนทีวีกลางเมืองได้ เราไม่ได้ทำอะไรเขาเลย”

    ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจแค่เป็น โดรนระดับกลางธรรมดา ๆ
    สิ่งที่ศัตรูต้องการคือผลกระทบทางจิตวิทยา
    ให้ประชาชนสงสัยว่า
    “ที่บอกว่าระบบป้องกันเราดี มันดีจริงเหรอ?”
    แต่ขอบคุณพระเจ้า เหมือนที่เราเห็นตั้งแต่วันแรก
    จำนวนเหตุการณ์อาจจะน้อยลง แต่ ความรุนแรงทางจิตวิทยากลับเพิ่มขึ้น

    อย่างเหตุการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ในวันนั้น
    ใครที่อยู่ในเตหะรานยืนยันได้เลยว่า แทบไม่มีเสียงอะไร
    แต่ทันใดนั้นข่าว “ระเบิด” ก็ระเบิดขึ้นในโซเชียลเหมือนระเบิดลูกใหญ่
    ต้องเข้าใจว่าอิสราเอลกำลังใช้เสียง ใช้ภาพ สร้างผลกระทบในจิตใจ เพราะ “กำลังจริง” ของมันเริ่มลดลง

    เป้าหมายคือ ทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน
    พวกเขาหวังว่าภายใน 24 ชั่วโมงแรก ประชาชนจะหมดความเชื่อมั่น
    แต่ขอบคุณพระเจ้า ประชาชนกลับยืนหยัด
    ตอนนี้พวกเขาจึงหันไปเล่นงานที่ “จิตใจ” ของประชาชน

    ยกตัวอย่างน้องสาวของผมเอง ซึ่งมีลูกสามคน เธอตัดสินใจออกจากเตหะรานเพราะกลัว
    เธอบอกว่า “ฉันมีลูก ยังไงก็ต้องพาพวกเขาไปก่อน”
    นี่แหละคือสิ่งที่อิสราเอลต้องการ
    พวกเขาต้องการให้เมืองว่างเปล่า ต้องการให้เกิดความโกลาหล
    เพื่อจะได้ดำเนินแผนการของตนได้สะดวก

    แต่ในแง่การทหาร ผมไม่มีความกังวลเลย ขอบคุณพระเจ้า
    ผมแค่อยากให้ประชาชนเข้าใจว่า
    “ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น เป็นแค่การก่อวินาศกรรมที่ ‘เสียงดัง’ เท่านั้นเอง”

     

    พิธีกร : เกี่ยวกับ “สงครามแบบยืดเยื้อ” ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมาก
    และผมก็มีคำถามที่อยากถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

    ตั้งแต่ สงครามกาซาเริ่มขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน เราก็พูดถึงเรื่องนี้บ่อย
    มีแขกรับเชิญหลายคนเคยบอกว่า
    อิสราเอลไม่สามารถทนรับสงครามแบบยืดเยื้อได้
    เพราะ ตามยุทธศาสตร์ “เบน กูเรียน” สงครามควรจบไว ถ้ายืดเยื้อ อิสราเอลจะพัง

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลลัพธ์กลับดูเหมือนว่า
    อย่างน้อยในเชิงทหาร ผลลัพธ์กลับเข้าทางอิสราเอล

    ทั้งในกรณีของ เลบานอน และ กาซา
    แน่นอนว่า ในเชิงการเมือง พวกเขาไม่ได้บรรลุเป้าหมาย:
    – ฮะมาสยังอยู่
    – เชลยศึกชาวอิสราเอลในมือฮะมาสยังไม่ได้รับการปล่อยตัว
    – ในเลบานอน ฮิซบุลลอฮ์ก็ยังแข็งแกร่งอยู่

    แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทั้งฮะมาสและฮิซบุลลอฮ์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

    ตอนนี้ที่คุณกำลังพูดถึงเรื่องนี้ และบอกว่าอิหร่านมีเจตนาจะทำสงครามในลักษณะ “สงครามยืดเยื้อ” ผมรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที
    มันทำให้ผมเครียด ผมอดคิดไม่ได้ว่า…
    เรากำลังจะเดินไปในเส้นทางเดียวกับที่ฮิซบุลลอฮ์เคยไป หรือที่กลุ่มฮะมาสตั้งใจจะไป และสุดท้ายก็โดนถล่มหนัก

    ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าจะมีบางคนยังเชื่อว่า
    “สงครามยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดีต่ออิสราเอล”
    แต่ส่วนตัวผมกลับคิดตรงข้าม —
    ทำไมเราต้องให้เวลาแก่ระบอบที่สามารถสร้างความเสียหายต่อเราได้ทุกวินาที?
    ระบอบที่พร้อมดูดเลือดเด็ก ๆ ของแผ่นดินอิหร่าน พร้อมสังหารผู้หญิงอิหร่านกลางถนน โดยไม่ลังเล ไม่เมตตา ไม่ปรานีใครเลย

    เราเห็นกับตาในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา — ว่าศัตรูโหดเหี้ยมเพียงใด
    แล้วทำไมเรายังต้องให้โอกาสศัตรูแบบนี้?
    ทำไมเราไม่จัดการอย่างเด็ดขาด ให้ศัตรูต้องตื่นเช้ามาแล้วชูมือขึ้นบอกว่า “ผมยอมแพ้” และเราบังคับให้มันรับเงื่อนไขของเรา?

    ไม่ใช่ปล่อยให้สงครามยืดเยื้อ แล้วสุดท้ายกลับกลายเป็นแบบกรณีของ ฮิซบุลลอฮ์กับอิสราเอล
    ที่อิสราเอลเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไข และฮิซบุลลอฮ์กลายเป็นผู้ตั้งรับ
    ในขณะที่อิสราเอลยังคงโจมตีภาคใต้ของเลบานอนตลอดทั้งวันทั้งคืน

    วิทยากร : ผมเองก็เคยพูดไว้ในคลิปหนึ่งในช่องของผม หลังเหตุการณ์ “พายุแห่งอักซอ (طوفان الأقصى)” ผ่านไปได้ 4 เดือน
    แม้คลิปนั้นจะมียอดชมไม่มาก แต่ผมเขียนไว้ว่า:
    “วงล้อเศรษฐกิจของอิสราเอลยังคงหมุนอยู่”
    และผมก็พูดไว้ตอนนั้นว่า
    ตราบใดที่วงล้อนี้ยังหมุนอยู่ สงครามก็จะยังคงยืดเยื้อต่อไป

    คุณเห็นใช่ไหม? ตอนนั้นหลายคนบอกว่า
    “อิสราเอลจะรบได้ไม่เกินไม่กี่เดือนหรอก”
    บางคนถึงกับพูดว่า “อิสราเอลจะไม่กล้าบุกภาคพื้นดิน เพราะกลัวเสียทหาร”
    แต่ท้ายที่สุด เราก็เห็นว่า มันก็ลงมือบุกจริง

    ตอนนั้นผมเชื่อว่า
    อิสราเอลต้องการสงครามยืดเยื้อ เพราะอยากบดขยี้ฉนวนกาซาให้ราบเป็นหน้ากลอง

    แต่ ตอนนี้ผมกลับมองต่างออกไปสำหรับฝั่งของเรา (อิหร่าน)
    ตอนนี้ “เรา” ต่างหากที่ควรใช้สงครามยืดเยื้อเป็นกลยุทธ์

    ทำไมล่ะ?
    ลองดูสิครับ ตลอด 20 เดือนที่อิสราเอลทำสงครามกับฮิซบุลลอฮ์กับฮะมาส
    มีโครงสร้างพื้นฐานอะไรของอิสราเอลที่ถูกทำลายบ้าง? — แทบไม่มีเลย

    แต่พอเปรียบเทียบกับช่วง 48 ชั่วโมงที่มันรบกับอิหร่าน
    เราสามารถโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของมันได้หลายจุดแล้ว

    ลองจินตนาการว่า
    ถ้าสงครามนี้ยืดเยื้ออีกเพียง 2 สัปดาห์
    แล้วอิหร่านยังคงโจมตีโครงสร้างของอิสราเอลต่อเนื่อง
    อิสราเอล—สำหรับอิหร่าน—มันก็แค่ “ข้าวคำเดียว” (คำเปรียบเปรยว่าเป็นศัตรูที่จัดการได้ง่ายมาก)

    ใช่ครับ มันอาจจะใหญ่สำหรับกลุ่มฮะมาสหรือชาวใต้เลบานอน
    แต่ สำหรับอิหร่าน—มันแค่ไก่ในกำมือ

    อย่างตอนนี้เองที่ผมบอกว่าน้องสาวของผมต้องออกจากเตหะรานเพราะกลัว
    ก็เข้าใจได้ เพราะเธอมีลูกสามคน

    แต่ถามว่า—ชาวอิสราเอลจะหนีไปไหนได้?
    พวกเขาจะหนีออกจากประเทศได้เหรอ?

    เวลาที่เราพูดถึง “ระบอบไซออนิสต์” เราต้องเข้าใจขนาดและมิติของมัน
    แล้วลองเปรียบเทียบกับ อิหร่าน
    มันเทียบกันไม่ได้เลย

    ในระดับนี้ของสงคราม “สงครามแบบยืดเยื้อ” ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับเรา
    ท่านท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ก็ได้ตอบคำถามของคุณไว้แล้ว และผมคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นมีความสำคัญมาก

    ผมอยากให้ประชาชนของเราทุกคน จดจำจุดนี้ไว้ในใจ:
    เรามีเป้าหมายเดียวเท่านั้นสำหรับชัยชนะในสงครามนี้—นั่นคือ “การลบระบอบไซออนิสต์ออกจากแผนที่โลก”
    ถ้าเรายอม “หยุดยิง” ผมกล้าพูดเลยว่า เราก็แพ้ในสงครามครั้งนี้แล้ว
    แม้ว่าสงครามจะดำเนินต่อไปแต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม—เราก็ยังแพ้อยู่ดี

    เราจะชนะได้เพียงกรณีเดียว คือ “ระบอบไซออนิสต์ต้องสิ้นสุด”
    ท่านท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์เน้นเรื่องนี้ชัดเจน
    ท่านกล่าวว่า เราต้องทำให้ทั้งสังคมของเราเอง และประชาคมโลก เห็นความสกปรกและความอันตรายของบุคคลอย่างเนทันยาฮู

    เช่นที่เราได้เห็นแล้วในกรณีโจมตีสถานีโทรทัศน์
    เราใช้สงครามยืดเยื้อเพื่อแสดงให้โลกรู้ว่า
    “ระบอบนี้ไม่ใช่ภัยต่ออิหร่านเท่านั้น แต่เป็นภัยต่อมนุษยชาติ”

    นี่คือสิ่งที่ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์กล่าว และผมเองก็เห็นด้วยอย่างเต็มที่
    เป้าหมายของเราคือ ใช้สงครามยืดเยื้อเพื่อทำลายอิสราเอล

    ไม่มีทางเลือกอื่นที่เรายอมรับได้อีกแล้ว
    และถ้าสหรัฐฯ เห็นว่าเราเอาจริง และมีความเป็นเอกภาพภายในชาติ
    ผมเชื่อว่า อเมริกาจะไม่กล้าเข้ามาเต็มกำลัง
    เพราะรู้ว่า ถ้าเรามีเป้าหมายเช่นนี้จริง และมีเอกภาพในชาติ—พวกเขาหยุดเราไม่ได้
    แม้สงครามจะยืดเยื้อถึง 10 ปี

    คำถามคือ ความเป็นเอกภาพนี้มีอยู่จริงหรือไม่ในหมู่ผู้นำของเรา?
    ถ้าคุณหมายถึงฝ่ายรัฐบาลหรือกลุ่มพรรคสายกลาง
    ผมคิดว่า…ในสถานการณ์ตอนนี้ มันไม่สำคัญแล้ว
    เพราะ ประชาชนไม่ฟังพวกเขาอีกต่อไป

    คุณลองดูในสังคมจริง ๆ ไม่ใช่ในสื่อ
    คนที่มีภาพลักษณ์แย่ที่สุดตอนนี้คือ “นายซารีฟ” (อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ)
    อย่าไปมองสื่อออนไลน์ เพราะมีการใช้เงินจ้างคนมาอวย
    เช่น 4–5 คนออกมาบอกว่า “ขอร้อง เอาซารีฟกลับมา”
    แต่ในสังคมจริง ๆ มีคนจำนวนมากพูดว่า
    “เราลงคะแนนให้เพเซชกียอนเพราะไม่อยากให้เกิดสงคราม”

    แต่ผมขอขอบคุณพระเจ้าจริง ๆ ที่ “ซะอีด ญะลีลี” ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี
    เพราะถ้าเขาได้เป็น ประชาชนจะโทษเขา
    ว่า “ดูสิ พวกนี้ไม่ยอมเจรจา พวกนี้พาเรากลับไปยุคมืด”

    แต่ตอนนี้ที่ “ญะลีลี” ไม่ได้เป็น
    และเราก็ได้เจรจาแล้ว ใช้ทุกวิธีแล้ว
    ประธานาธิบดีก็แทบจะ “กวาดพื้นหน้าสถานทูตอเมริกา” แล้วด้วยซ้ำ
    ทำทุกอย่างที่ประชาชนเคยหวังไว้

    แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ… ศัตรูก็ยังเปิดเผยความเลวร้ายของตัวเองออกมาอยู่ดี
    นี่แหละคือจุดที่ประชาชนเข้าใจ
    และผมเชื่อว่า ประชาชน 90% ของประเทศ—ไม่ว่าพวกเขาจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลอิสลามก็ตาม—พูดประโยคเดียวกันว่า:
    “เราต้องลบอิสราเอลออกจากแผนที่โลก”

    นี่คือความเป็นเอกภาพที่มีอยู่จริงระหว่างประชาชนกับกองทัพของเรา
    คุณอาจจะไม่ต้องสนใจนักการเมืองหรือรัฐบาล
    แต่ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เรามี “เอกภาพของชาติ”

    ส่วนพวกที่เป็น “ลูกจ้างในโลกออนไลน์” พวกที่พูดมากเพื่อเงิน—ปล่อยเขาไป
    ประชาชนยืนอยู่ข้างกองทัพ และตอนนี้คือเวลาที่ดีที่สุดของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    ท่านมุฮ์ซิน เรซออีย์ก็พูดแบบเดียวกันเลยครับ
    ท่านบอกว่า: “ขอให้พี่น้องทุกคนอดทน อย่ากลัว จงไว้วางใจในกองทัพของเรา”
    นี่ไม่ใช่สงครามเฉพาะของวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่เป็น สงครามของอีก 3 หรือ 4 ทศวรรษข้างหน้า
    เมื่อได้ยินท่านพูดแบบนี้ ผมรู้สึกดีใจมาก
    เพราะท่านมองไกล มองลึก และเข้าใจบริบทของสงครามนี้อย่างแท้จริง

    สิ่งที่เราต้องทำคือ บริหารจัดการ “ความคิดของประชาชน” และตอบคำถามที่อยู่ในใจพวกเขาให้ได้
    ซึ่งตามความเห็นส่วนตัวของผม นี่เป็นกลยุทธ์ที่ดี
    ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ผมเคยพูดว่า “สงครามยืดเยื้อไม่เหมาะกับกาซา”
    แต่ในตอนนี้ ผมกลับเห็นว่า “สงครามยืดเยื้อเหมาะกับอิหร่าน”

    ทำไมล่ะ?
    เพราะถ้าคุณวิเคราะห์แค่ 5 วันแรกของสงคราม
    จะเห็นได้ว่า:
    – ฝั่งอิหร่าน เพิ่มระดับของการทำลายล้าง ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ “มีพื้นที่และอิสระในการดำเนินการ”
    – ขณะที่อิสราเอลกลับ ลดระดับของการทำลายล้างลง แต่ เพิ่มระดับเสียง (สร้างกระแส เสียงโวยวาย) ขึ้น
    เพราะ “มือของพวกเขากำลังสั้นลง” ทั้งในแง่การสนับสนุนจากประชาชนภายในและข้อมูลข่าวกรอง

    พิธีกร : ขอบคุณมากครับ
    คำถามต่อไปที่อยากถามก็คือ:

    คุณเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า
    80% ของเหตุการณ์ระเบิด ความเสียหาย และการก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นในเตหะราน และเมืองอื่น ๆ ของอิหร่านนั้น เป็นฝีมือของกลุ่ม “มุญาฮิดีน” หรือ “พวกเสี้ยมแทรก (Column 5)”

    คำถามคือ:
    พวกเขาเป็นใครกันแน่? มาจากไหน? พวกเขาเป็นชาวอิหร่านจริงหรือไม่? หรือเป็นชาวต่างชาติ? แล้วพวกเขาถูกจัดตั้งและเตรียมพร้อมมาได้อย่างไรในเวลาอันสั้นเช่นนี้ จนสามารถทำปฏิบัติการขนาดใหญ่ได้?

    เพราะทุกวันนี้ เราได้ยินข่าวว่า
    – มีการจับกุมคน 5 คนที่จังหวัดอีลาม
    – จับ 4 คนในลูเรสถาน
    – จับอีก 4 คนในยัซด์
    บ้านบางหลังในพื้นที่เหล่านี้ ถูกใช้เป็น “โรงงานผลิตโดรน”

    คำถามคือ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของเรากำลังทำอะไรอยู่?
    ทำไมถึงปล่อยให้เครือข่ายแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างเงียบ ๆ และรวดเร็ว เพื่อปฏิบัติการบางอย่างในวันศุกร์ที่ผ่านมา?

    พวกเขาเป็นใครกันแน่?

    วิทยากร : ขอตอบจากสิ่งที่ผมเองได้เห็นกับตาในประเทศนะครับ:

    เวลาไปเข้าแถวที่ร้านขนมปัง หรือที่ปั๊มน้ำมัน คุณจะได้ยินบางคนพูดว่า:
    “ให้พวกนักบวช (อุลามา) พวกนี้หายไปเถอะ”
    คนเหล่านี้เองที่สามารถกลายเป็นเครื่องมือของศัตรูได้
    ถ้าพูดแบบให้ตัวเลข สมมุติจาก 100 คน
    ผมคิดว่าอาจจะมี 30 คนที่เป็น ‘ผู้ทรยศต่อชาติ’ และสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง

    แต่คนที่เหลืออีก 70 คนนั้น—ตามรายงานและสิ่งที่เราพบ—ส่วนใหญ่เป็น “ชาวต่างชาติ” ที่ลักลอบเข้าประเทศจากชายแดนตะวันออกและตะวันตก
    และไม่ใช่ชาวอิหร่านด้วยซ้ำ

    ผมไม่อยากระบุชื่อประเทศต้นทางนะครับ
    แต่ที่เราพบคือ:
    – คนจากชายแดนตะวันตก เข้ามาโดยอ้างว่าเป็น “คนแบกของ”
    – คนจากชายแดนตะวันออก เข้ามาโดยอ้างว่าเป็น “พ่อค้าขายน้ำมันเถื่อน”

    แต่ทั้งหมดนี้ ถูกจัดตั้งและฝังตัวไว้ในประเทศอย่างเงียบ ๆ
    เพื่อรอคำสั่ง

    และจากการจับกุมกว่า 300 คนในช่วง 3–4 วันที่ผ่านมา
    ผมกล้าพูดได้เลยว่า มีไม่ถึง 20 คนที่เป็นชาวอิหร่านแท้ ๆ และเป็นฝ่ายต่อต้าน (หรือกลุ่มมุญาฮิดีน)
    ส่วนที่เหลือ—คือกลุ่มที่ลักลอบเข้าประเทศและเป็น “กลุ่มแทรกซึม” โดยตรง

     

    คนที่เหลือที่เรากำลังพูดถึงนั้น ส่วนใหญ่ “ไม่ใช่ชาวอิหร่าน” และนี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ
    ชายแดนของเรา “ถูกปล่อยทิ้งร้าง” อย่างมาก — นี่คือปัญหาหลัก

    ผมขอเล่าอีกกรณีหนึ่งที่ผมได้เห็นด้วยตาเอง:
    ในจังหวัดลูเรสถาน มีวิดีโอคลิปที่เผยให้เห็นว่ามีชายคนหนึ่งถูกจับไว้โดยประชาชน
    เขาน่าจะกำลังวางแผนก่อวินาศกรรม และชาวบ้านกำลังรุมทำร้ายเขา

    ผมอยากใช้โอกาสนี้พูดกับพี่น้องประชาชนของเราทุกคนว่า:
    ถ้าคุณพบใครน่าสงสัย หรือแม้กระทั่ง “มั่นใจ” ว่าคนนั้นเป็นสายลับของมอสสาด หรือผู้ก่อวินาศกรรม
    อย่าทำร้ายเขาเด็ดขาด
    โปรดมอบเขาให้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงโดยตรง

    เพราะคนเหล่านี้อาจให้ข้อมูลสำคัญมากแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะตามหาเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังและกำจัดต้นตอได้
    นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

    พิธีกร : ขอบคุณท่านวิทยากรมากครับ หากคุณมีอะไรจะกล่าวปิดท้าย เชิญได้เลย

     

    วิทยากร : ผมขอกล่าวปิดท้ายว่า:
    ในเรื่องของกลุ่มแทรกซึมและผู้ก่อวินาศกรรม—
    หากคุณสังเกตดี ๆ กลุ่มคนที่ถูกจับกุมประมาณ 300–400 คนที่สื่อเผยแพร่ตอนนี้
    คนที่มี “สัญชาติอิหร่าน” ส่วนใหญ่ อายุค่อนข้างมาก
    อย่างเช่นกรณีในย่าน “เซาเดต อะบัด” ที่มีชายคนหนึ่งจุดไฟเผาทุ่งหญ้าอย่างน่าประหลาดใจ
    คนพวกนี้คือเศษซากของกลุ่มมุญาฮิดีน ที่ยังหลงเหลืออยู่ในประเทศและกำลังเคลื่อนไหวอยู่

    ส่วนคนที่ดูเหมือนเป็นชาวอิหร่านแต่อายุน้อย
    พวกเขาคือ ลูกหลานของพวกกลุ่มนั้น เช่น ลูกพี่ลูกน้อง หลาน ฯลฯ
    แต่โดยรวม คนกลุ่มหลักที่ปฏิบัติการอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ชาวอิหร่านจริง ๆ
    พวกเขาแทรกซึมเข้ามาจากชายแดนตะวันออกและตะวันตก ที่ถูกปล่อยให้หลวมเกินไป

     

    สรุปสุดท้าย
    ผมขอฝากว่า:
    ขอให้ประชาชนไว้วางใจเราไว้วางใจในกองทัพของเรา

    ผมรู้ว่าสถานการณ์มันยาก ผมเองก็อยู่ในอิหร่าน ครอบครัวผมก็อยู่ในอิหร่าน
    ความกลัวมันมี ประชาชนไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้
    เราไม่ได้จะบ่นว่า “เราเคยเตือนแล้วแต่ไม่มีใครฟัง”
    แต่ครั้งนี้ ขอให้เราควบคุมตัวเองไว้ให้ได้สักครั้งหนึ่ง เพื่อจะกำหนดอนาคตของเราในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า

    นี่คือคำขอจากใจผมถึงประชาชนและผู้ชมของคุณทุกคน
    ตอนนี้สิ่งเดียวที่เราทำได้จริง ๆ ก็คือ:

    รักษาขวัญกำลังใจ
    รักษาความสงบ
    ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนคือ การลบระบอบไซออนิสต์

    หลายคนที่อยู่ต่างประเทศส่งข้อความมาหาผมว่า
    “เราอยากกลับไปอิหร่าน อยากช่วย”
    แต่ผมอยากบอกว่า… ตอนนี้คุณไม่สามารถทำอะไรในอิหร่านได้หรอก
    สิ่งที่คุณทำได้คือ รักษาขวัญ รักษาเป้าหมาย และสร้างเอกภาพ

    เราต้องตัดสินอนาคตของประเทศให้ชัดเจนสักครั้ง
    หลังจากนั้น ไม่ว่าประเด็นไหน—ฮิญาบ ระบบธนาคาร ปัญหาภายในประเทศ
    เราค่อยจัดการกันเองภายในบ้านเรา

    แต่วันนี้ เราต้องจัดการเรื่อง “การเจรจา นิวเคลียร์ และอิสราเอล” ให้จบให้เด็ดขาด
    เพื่อให้รุ่นลูกหลานของเราได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

     

    พิธรกร  : ขอบคุณมาก ๆ สำหรับการพูดคุยที่ลึกซึ้งและสำคัญในวันนี้
    ผมก็เห็นเช่นกันว่า ความสามัคคีเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
    แต่เราต้องเสริมมันให้มากกว่านี้
    เพราะ “เอกภาพของชาติ” ตอนนี้คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด

    เรากำลังผ่าน “สงครามแห่งอารยธรรม”
    และเราหวังว่าอิหร่านจะสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคง
    เพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเราได้มีชีวิตที่ปลอดภัย มั่นคง และสงบสุข

    ขอขอบคุณคุณท่านวิทยากรอย่างยิ่ง
    ที่แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ด้วยปัญหาอินเทอร์เน็ตและความปลอดภัย
    แต่ก็ยังร่วมรายการกับเราในวันนี้

    ขอให้คุณและครอบครัวปลอดภัย
    รวมถึงพี่น้องชาวอิหร่านทุกคน ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานความมั่นคง
    เพื่อให้พวกเราทุกคนไปถึง “จุดหมายปลายทาง” ด้วยกันอย่างปลอดภัย

    ขอบคุณทุกท่านที่รับชมรายการนี้ หวังว่าจะเป็นที่ชื่นชอบ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไป
    ขออัลลอฮ์ทรงคุ้มครองพวกเราทุกคน

  • รัสเซียจะถอนตัวจากซีเรีย? ตุรกีจะใช้โอกาสนี้เพื่อแยกรัสเซียออกจากอิหร่านมากขึ้นหรือไม่?

    รัสเซียจะถอนตัวจากซีเรีย? ตุรกีจะใช้โอกาสนี้เพื่อแยกรัสเซียออกจากอิหร่านมากขึ้นหรือไม่?

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การปรากฏตัวของรัสเซียในซีเรียถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาดุลอำนาจในภูมิภาคนี้ แต่ในขณะนี้ มีสัญญาณที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของรัสเซียในซีเรีย ซึ่งอาจนำไปสู่การถอนตัวในที่สุด

    ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดเผยให้เห็นฐานทัพอากาศ Hmeimim ของรัสเซียในซีเรียกำลังเข้าสู่กระบวนการถอนกำลัง โดยมีการขนย้ายอุปกรณ์ทางการทหาร เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 และเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 กลับไปรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ากองกำลังบางส่วนของรัสเซียได้ย้ายจากซีเรียไปยังลิเบีย เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัสเซียอาจกำลังเตรียมถอนตัวจากซีเรียอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งอาจยุติการปรากฏตัวของรัสเซียในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหลังจากผ่านมาห้าทศวรรษ

    บทบาทของตุรกีในสถานการณ์ปัจจุบัน

    การถอนตัวของรัสเซียอาจเปิดโอกาสให้ตุรกี ซึ่งพยายามเพิ่มบทบาทของตัวเองในซีเรียมาโดยตลอด ใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ ตุรกีสามารถแสวงหาโอกาสเพื่อเพิ่มอิทธิพลในซีเรียและสร้างผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ ตลอดจนผลักดันให้เกิดความแตกแยกระหว่างรัสเซียและอิหร่านมากขึ้น

    ตุรกีอาจวางแผนร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ หรือกระชับความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกเพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ตุรกีจะมีความสามารถและวิสัยทัศน์มากพอที่จะจัดการสถานการณ์นี้ให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวได้หรือไม่?

    ผลกระทบต่ออิหร่านและรัสเซีย

    รัสเซียและอิหร่านเคยเป็นพันธมิตรสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาลซีเรียในช่วงสงครามกลางเมืองที่ผ่านมา การถอนตัวของรัสเซียอาจทำให้อิหร่านต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในซีเรีย รวมถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลซีเรีย ซึ่งจะส่งผลให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจและการทหารที่สูงขึ้น

    ในขณะเดียวกัน การถอนตัวของรัสเซียยังอาจสร้างช่องว่างที่ทำให้กลุ่มก่อการร้าย เช่น กลุ่มหัวรุนแรงสายตักฟีรี กลับมาสร้างปัญหาในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นภัยคุกคามต่อซีเรียแล้ว ยังอาจลุกลามไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น เชชเนียในรัสเซีย หรือแม้แต่อิหร่าน

    ความท้าทายสำหรับผู้เล่นในภูมิภาค

    สถานการณ์ที่รัสเซียถอนตัวออกไป อาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ในซีเรียและภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างรุนแรง ผู้เล่นทุกฝ่ายในภูมิภาคจะต้องตระหนักว่าช่องว่างทางอำนาจที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่การกลับมาของกลุ่มก่อการร้าย หรือการแทรกแซงของผู้มีอำนาจใหม่ในซีเรีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทั้งในภูมิภาคและในระดับโลก

    การถอนตัวของรัสเซียจากซีเรียถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในสมการทางภูมิรัฐศาสตร์ ตุรกีอาจใช้โอกาสนี้ในการขยายบทบาทของตนในซีเรีย แต่จำเป็นต้องระมัดระวังผลกระทบในระยะยาว ขณะเดียวกัน อิหร่านจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนดุลอำนาจในซีเรียและภัยคุกคามจากกลุ่มหัวรุนแรง

    ท้ายที่สุด ความมั่นคงในซีเรียไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของซีเรียเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับความมั่นคงในรัสเซีย อิหร่าน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ หากสถานการณ์ไม่ได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ ความเสียหายในอนาคตอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้.

  • อิสราเอลและแผนการโจมตีเลบานอนและซีเรีย: วิเคราะห์กลยุทธ์จากเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี”

    อิสราเอลและแผนการโจมตีเลบานอนและซีเรีย: วิเคราะห์กลยุทธ์จากเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี”

    ในบริบทของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สถานการณ์ในซีเรียและเลบานอนได้รับความสนใจจากกลุ่มพันธมิตรต่างๆ โดยเฉพาะเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี” ที่ถูกกล่าวถึงว่ามีบทบาทสำคัญในการสร้างความวุ่นวายในซีเรียเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์แผนการของฝ่ายอิสราเอลและพันธมิตรในการโจมตีเลบานอนและซีเรียสามารถช่วยให้เข้าใจถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและแนวทางการตอบโต้ของฝ่ายต้านทาน

    แผนการโจมตีและเป้าหมายทางยุทธศาสตร์

    1. การโจมตีจากหลายทิศทาง

    แผนการโจมตีของอิสราเอลและพันธมิตรประกอบด้วยหลายระลอก ได้แก่:

    • การใช้กองกำลังรับจ้าง (เช่น กลุ่มซัลฟี) เพื่อบุกยึดเมืองฮอมส์ในซีเรีย

    • การเคลื่อนทัพเข้าสู่เลบานอนจากจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ภูเขาเชค (Jabal al-Sheikh)

    • การสร้างเข็มขัดป้องกันจากเมืองกุนัยตรา (Quneitra) จนถึงภูเขาเชคใกล้กับกรุงดามัสกัส

    2. การเปิดแนวรบในพื้นที่สำคัญ

    หากกลุ่มติดอาวุธอย่าง “ตะห์รีร์ อัล-ชาม” ล้มเหลวในการยึดฮอมส์ อิสราเอลและพันธมิตรอาจเปลี่ยนกลยุทธ์ไปมุ่งเน้นที่:

    • สร้างความวุ่นวายในจังหวัดซุเวดา (As-Suwayda) และดารา (Daraa) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย

    • ใช้จังหวัดเหล่านี้เป็นฐานสำหรับการบุกจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย

    3. เป้าหมายระยะยาว

    การสร้างความวุ่นวายในซีเรียและเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่เพื่อขัดขวางอิทธิพลของอิหร่าน รัสเซีย และกลุ่มต้านทานในภูมิภาค

    ความท้าทายและบทบาทของอิหร่าน รัสเซีย และกลุ่มต้านทาน

    อิหร่าน รัสเซีย และกลุ่มต้านทาน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ มีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้แผนการดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ:

    • การป้องกันพื้นที่สำคัญ: ต้องเฝ้าระวังพื้นที่จังหวัดซุเวดาและดาราอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นฐานปฏิบัติการของอิสราเอล

    • การตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์: แผน “วะอ์ด อัศศอดิก 3” ของอิหร่าน อาจเป็นกลไกสำคัญในการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

    สถานการณ์ในซีเรียและเลบานอนสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของผลประโยชน์ในระดับภูมิภาค การวิเคราะห์แผนการของเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี” ช่วยให้เข้าใจถึงภัยคุกคามที่ซับซ้อนในภูมิภาคนี้ ฝ่ายต้านทานจำเป็นต้องมีการวางแผนและตอบโต้ที่ชาญฉลาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและรักษาเสถียรภาพในตะวันออกกลางในระยะยาว

  • ความสำคัญของความเป็นเอกภาพและการต่อสู้ในอิสลาม

    ความสำคัญของความเป็นเอกภาพและการต่อสู้ในอิสลาม

    คำสอนจากท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.)

    ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) ได้กล่าวว่า:

    “พระองค์ทรงกำหนดการปฏิบัติตามเราเป็นระบบสำหรับศาสนา การเป็นผู้นำของเราเป็นความปลอดภัยจากความแตกแยก และการญิฮาดเป็นเกียรติแก่ศาสนาอิสลาม” (อัลอิฮ์ติญาญ, ฏอบรอซี, หน้า 134)

    คำกล่าวนี้สะท้อนถึงหลักการสำคัญสามประการที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งให้กับสังคมอิสลาม ได้แก่ การปฏิบัติตามผู้นำที่ชอบธรรม การยอมรับบทบาทของอิมาม และการญิฮาดในทางของพระเจ้า

    บทบาทของผู้นำในศาสนา

    ความเป็นเอกภาพในสังคมจำเป็นต้องมีศูนย์กลางที่ทุกคนยึดมั่น การมี “อิมาม” หรือผู้นำในสังคมอิสลามจึงเปรียบเสมือนเสาหลักที่ป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกทั้งทางความคิดและการปฏิบัติ อิมามไม่เพียงช่วยสร้างความเป็นระเบียบในหมู่มุสลิมเท่านั้น แต่ยังปกป้องการตีความศาสนาที่ผิดพลาดหรือหลงทาง

    การปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.)

    ในคำกล่าวของท่านหญิงฟาติมะฮ์ การปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยต์ (อ.) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเอกภาพและป้องกันความวุ่นวายทางศาสนา หากสังคมมุสลิมยอมรับและปฏิบัติตามคำสอนของอะฮ์ลุลบัยต์ ความสามัคคีและความมั่นคงทางศาสนาจะเป็นผลที่ตามมาอย่างชัดเจน

    การญิฮาด: เกียรติและศักดิ์ศรีของอิสลาม

    การญิฮาดหรือการต่อสู้ในทางของพระเจ้า ถือเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของมุสลิม ความเสียสละของนักรบเพื่อศาสนาทำให้อิสลามสามารถขยายตัวในยุคของศาสดามุฮัมมัด (ศ.) พระเจ้าทรงยกย่องผู้ที่ทำญิฮาดโดยแลกเปลี่ยนชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาด้วยสวนสวรรค์

    อย่างไรก็ตาม การญิฮาดที่แท้จริงต้องอยู่ภายใต้การนำของผู้นำที่มีคุณธรรมและชอบธรรม หากปราศจากผู้นำเช่นนี้ การญิฮาดอาจกลายเป็นการรุกรานหรือการแสวงหาอำนาจโดยไร้จุดมุ่งหมาย

    คำสอนของท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามผู้นำที่ชอบธรรม การสร้างเอกภาพในหมู่มุสลิม และการต่อสู้เพื่อศาสนาที่อยู่ภายใต้กรอบของคุณธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการเสริมสร้างเกียรติยศและความมั่นคงของศาสนาอิสลามที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้ศาสนายืนหยัดอย่างมั่นคง แต่ยังสร้างสังคมที่มีความสงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

  • การสอนเด็กให้เรียนรู้ความสำคัญของการให้ด้วยหัวใจบริสุทธิ์

    การสอนเด็กให้เรียนรู้ความสำคัญของการให้ด้วยหัวใจบริสุทธิ์

    คำกล่าวจากอิมามริฎอ (อ.):

    “จงสอนเด็กให้เขามอบทานด้วยมือของเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นเศษขนมปังเล็ก ๆ หรือสิ่งเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม เพราะทุกสิ่งที่มอบเพื่อพระเจ้า แม้จะน้อยนิด แต่หากทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ย่อมมีคุณค่ายิ่งใหญ่”

    คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงการให้ตั้งแต่วัยเยาว์ และการให้ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงมูลค่าของสิ่งของที่มอบให้ แต่คือ “เจตนาที่บริสุทธิ์” ในการทำเพื่อพระเจ้า

    1. การให้…พื้นฐานของความเมตตาในหัวใจเด็ก

    เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว การที่เราปลูกฝังให้เขาเรียนรู้ถึงความสำคัญของการให้และการช่วยเหลือผู้อื่นจะช่วยหล่อหลอมให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อ การให้ของเด็ก ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของมีมูลค่ามากมาย แต่ความบริสุทธิ์ในหัวใจของเด็กต่างหากที่ทำให้การกระทำนั้นมีความหมาย

    2. สอนให้เด็กเห็นคุณค่าของการเสียสละเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ใหญ่

    การที่เด็กยอมมอบสิ่งเล็กน้อยของเขาให้ผู้อื่น เช่น ขนมที่เขารัก หรือเงินที่เขาเก็บไว้ซื้อของเล่น นั่นเป็นการฝึกฝนจิตใจให้รู้จักเสียสละและแบ่งปัน

    3. เจตนาบริสุทธิ์…หัวใจของการให้

    ในคำกล่าวของอิมามริฎอ (อ.) ท่านชี้ชัดว่าความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณของสิ่งที่มอบให้ แต่อยู่ที่เจตนาบริสุทธิ์ของผู้ให้ การให้เพื่อพระเจ้า แม้จะน้อยนิด ย่อมมีคุณค่ายิ่งใหญ่ เพราะพระเจ้าไม่ได้วัดจากมูลค่าทางวัตถุ แต่พระองค์วัดจากจิตใจของเรา

    4. วิธีการปลูกฝังในชีวิตประจำวัน

    • สอนให้ลูกมอบทานหรือของใช้ที่เขาไม่ต้องการให้กับผู้ยากไร้

    • ให้ลูกช่วยพ่อแม่เลือกสิ่งของบริจาคในโอกาสสำคัญ

    • ยกตัวอย่างจากเรื่องราวของบุคคลในศาสนาที่เคยช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์

    การปลูกฝังความเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาและรู้จักให้ตั้งแต่วัยเยาว์ คือการสร้างสังคมที่อบอุ่นและมีความเห็นอกเห็นใจกัน การให้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิ่งของ แต่เป็นการมอบความรักและความห่วงใยที่แท้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้กับผู้รับ แต่ยังหล่อเลี้ยงหัวใจของผู้ให้อีกด้วย

    เราทุกคนต่างสามารถเป็นสื่อกลางแห่งความเมตตาของพระเจ้าได้ ขอเพียงมีเจตนาบริสุทธิ์ในการให้และช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ

  • คนเขลาและผู้รู้ในมุมมองของอิหม่ามอาลี (อ.)

    คนเขลาและผู้รู้ในมุมมองของอิหม่ามอาลี (อ.)

    อิมามอาลี (อ) กล่าวว่า

    ✍️ الجَاهِلُ صَغيرٌ وإن كانَ شَيخًا، والعالِمُ كَبيرٌ وإن كانَ حَدَثًا
    ✍️ คนไม่รู้ คือเด็ก แม้ว่าจะสูงวัย ส่วนผู้รู้ คือผู้ใหญ่ แม้จะยังเยาว์วัย

    คำกล่าวนี้ของอิหม่ามอาลี (อ.) แสดงถึงปรัชญาลึกซึ้งในเรื่องการให้คุณค่ากับความรู้และความเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยกระดับความเป็นมนุษย์ และชี้ให้เห็นว่าความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่อายุของบุคคล แต่เป็นคุณสมบัติสำคัญที่แสดงถึงวุฒิภาวะทางปัญญา

    ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำกล่าวนี้

    ผู้ที่ไร้ความรู้ (الجهل) แม้จะมีอายุหรือประสบการณ์ชีวิตมาก แต่หากขาดปัญญาและความเข้าใจในหลักการของชีวิต ก็เปรียบเสมือนเด็กที่ยังขาดความพร้อมในทางจิตใจและความสามารถในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง
    ในทางกลับกัน, ผู้รู้ (العالم) แม้จะยังเยาว์วัย แต่ถ้ามีความเข้าใจ มีวิจารณญาณ และใช้ชีวิตด้วยหลักปัญญา เขาย่อมได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่ในสายตาของคนทั่วไป

    อิหม่ามอาลี (อ.) ไม่เพียงแค่เตือนถึงคุณค่าของความรู้ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้ เพราะความรู้คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมนุษย์จากภายใน ทำให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความสำคัญของความรู้ในอิสลาม

    ในศาสนาอิสลาม, ความรู้ถูกยกย่องเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถนำพามนุษย์ให้หลุดพ้นจากความมืดแห่งความไม่รู้ และพัฒนาไปสู่ความเจริญทั้งทางจิตใจและสังคม พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานกล่าวไว้ว่า:

    قُلْ هَلْ يَسْتَوِي الَّذِينَ يَعْلَمُونَ وَالَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ
    “จงกล่าวเถิดว่า ผู้ที่มีความรู้ กับผู้ที่ไม่มีความรู้ จะเท่าเทียมกันได้หรือ?” (อัลกุรอาน 39:9)

    อิหม่ามอาลี (อ.) ยังได้กล่าวอีกว่า:
    العِلمُ يُهتَدَى به الطَّريق، والجهلُ يُضلُّ به صاحبه
    “ความรู้คือนำทางให้ชีวิต ส่วนความไม่รู้คือหลุมพรางที่ทำให้หลงทาง”

    บทเรียนสำหรับยุคปัจจุบัน

    ในสังคมปัจจุบันที่ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกด้านของชีวิต คำสอนนี้ยิ่งทวีความสำคัญ การเรียนรู้ไม่ได้หมายถึงแค่การรับข้อมูลจำนวนมาก แต่หมายถึงการนำข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างถูกต้อง เพื่อพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคม

    ผู้ที่แสวงหาความรู้ในวันนี้ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด ย่อมมีโอกาสที่จะเติบโตทางปัญญาและได้รับการยกย่อง เพราะในยุคที่การเรียนรู้ไร้พรมแดน การศึกษาและการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งที่ทำได้ตลอดชีวิต

    ความเชื่อมโยงกับคำกล่าวนี้ในชีวิตประจำวัน

    คำกล่าวของอิหม่ามอาลี (อ.) ยังเตือนเราให้หลีกเลี่ยงการตัดสินคนเพียงจากรูปลักษณ์ภายนอกหรืออายุ แต่ให้มองไปที่คุณค่าของความรู้และการกระทำที่เขาแสดงออก การให้เกียรติผู้มีความรู้และเปิดใจเรียนรู้จากผู้อื่นคือคุณสมบัติที่ช่วยให้เราพัฒนาไปในทางที่ดี

    ความรู้เป็นทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ ไม่ใช่แค่ในเชิงโลกียะเท่านั้น แต่ยังเป็นเสาหลักที่สำคัญในทางจิตวิญญาณอีกด้วย คำกล่าวของอิหม่ามอาลี (อ.) เตือนให้เรามุ่งมั่นแสวงหาความรู้ และใช้ความรู้นั้นเพื่อยกระดับตนเองและสังคม เพราะความรู้คือเครื่องหมายของการเติบโตที่แท้จริง และผู้ที่มีความรู้อยู่ในตัว จะเป็นผู้ใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม.