ท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงความสำคัญและความมีคุณค่าของมารดาที่ให้นมบุตรของตนว่า ทุกครั้งที่บุตรดูดนมจากมารดา อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงประทานผลบุญอันยิ่งใหญ่ให้กับมารดานั้น และเมื่อการให้นมสิ้นสุดลง ก็จะมีเทวทูตมาวางมือที่สีข้างของมารดาและกล่าวว่า “จงเริ่มต้นชีวิตใหม่เถิด เพราะบาปทั้งหมดของเจ้าได้ถูกอภัยโทษแล้ว” (more…)
แปลและเรียบเรียงโดย : อันวารี
ประวัติศาสตร์อิสลามแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงการก่อร่างสร้างตัว และช่วงการจัดตั้งรัฐและการออกกฎหมาย ในช่วงการก่อร่างสร้างตัว ซึ่งเริ่มขึ้นที่เมกกะเมื่อมีการประทานโองการจากพระเจ้า ท่านศาสดาแห่งอิสลามได้รับคำสั่งจากพระเจ้าให้ต่อสู้กับการบูชาเจว็ดและการบูชารูปเคารพ และเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ในช่วงเวลานี้ ท่านและสหายของท่านต้องทนทุกข์อย่างมาก จนกระทั่งชาวมุสลิมตัดสินใจอพยพไปยังแคว้นฮับชะฮ์ (Abbysinia) ในช่วงปีต่อมา ท่านศาสดาได้เริ่มมีบทบาททางการเมืองโดยเจรจากับชาวเมืองยัษริบ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมะดีนะฮ์) และในที่สุดได้ทำสนธิสัญญาอักกะบะฮ์ที่สอง ซึ่งเป็นสนธิสัญญาเพื่อการป้องกัน
ในที่สุด ท่านศาสดาก็อพยพไปยังมะดีนะฮ์ในปีที่ 13 แห่งการประทานโองการ และได้วางรากฐานของรัฐบาลอิสลามอันยุติธรรมขึ้นที่นั่น
ช่วงการจัดตั้งรัฐและการออกกฎหมายเริ่มขึ้นเมื่อท่านศาสดามาถึงมะดีนะฮ์ ท่านได้กลายเป็นผู้นำทางการเมืองและศาสนาของชาวเมือง และด้วยความเชื่อในพลังทางสังคมและคำสอนจากพระเจ้า ท่านจึงได้ก่อตั้งรัฐขึ้น โดยทำสนธิสัญญากับชาวยิวที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮ์ ท่านได้สร้างชุมชนหนึ่งเดียวขึ้นมา ท่านยังได้จัดทำรัฐธรรมนูญสำหรับรัฐที่เพิ่งตั้งขึ้นมา ซึ่งในประวัติศาสตร์อิสลามเรียกว่า “ศอหิฟะฮ์”
รัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติ 46 ข้อที่กำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชาวมุสลิมและชาวยิว ชีวิตส่วนตัว สังคม และการเมืองของท่านศาสดานั้นถือเป็นแบบอย่างที่ชาวมุสลิมควรยึดถือในการดำเนินชีวิต ทั้งในด้านศาสนาและสังคมของตนเอง
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ระบบการปกครองของเมืองมะดีนะฮ์ในขณะนั้นเป็นแบบประชาธิปไตย เผด็จการทางศาสนา หรือประชาธิปไตยทางศาสนา?
การพูดคุยเกี่ยวกับการปกครองและรูปแบบทางการเมืองอาจจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญและเก่าแก่ที่สุดในบรรดานักคิดด้านปรัชญาการเมือง ตั้งแต่อริสโตเติลจนถึงมองเตสกิเออร์ และนักคิดสังคมนิยมในโลกปัจจุบัน ต่างพยายามหาคำตอบว่า รัฐบาลรูปแบบใดจะนำพามนุษย์ไปสู่ความสุขร่วมกันและความยุติธรรมทางสังคมได้?
ในการตอบคำถามนี้เอง จึงมีการเสนอแนวคิดประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมของมนุษย์
คำถามอีกประการคือ อำนาจทางการปกครองที่มาจากศาสนาจะเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยได้อย่างไร? รัฐบาลทางศาสนาที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยศาสดาหรือผู้สืบทอดที่แท้จริง จะตอบสนองต่อความต้องการทางสังคมของมนุษย์ได้หรือไม่? หรือรัฐบาลทางศาสนาที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อมั่นในสิ่งที่แน่นอน อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของประชาธิปไตย และบางครั้งอาจเป็นการละเมิดประชาธิปไตยด้วยซ้ำ?
หรือควรกล่าวตามทฤษฎีของนักคิดบางคนเช่นมองเตสกิเออร์ ที่ว่า การปกครองในตะวันตก ซึ่งมีอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ เป็นแหล่งกำเนิดของประชาธิปไตย ขณะที่ตะวันออกเป็นแหล่งของการปกครองแบบเผด็จการ?
ความหมายของประชาธิปไตย
คำว่า “ประชาธิปไตย” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดย “Demos” หมายถึงประชาชน และ “Kratien” หมายถึงการปกครอง ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงมีรากฐานจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการที่อำนาจการปกครองมาจากประชาชน อับราฮัม ลินคอล์น ได้ให้คำนิยามประชาธิปไตยไว้ว่า “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”
แต่ความหมายที่แท้จริงของ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน” คืออะไร? ประชาชนปกครองตัวเองโดยตรงหรือไม่? หรือว่ารัฐบาลที่ประชาชนพึงพอใจและไว้วางใจคือรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย?
จากประสบการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลในยุคกรีกหรือโรมันโบราณ ซึ่งถูกเรียกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย เห็นได้ว่า การที่ประชาชนจะปกครองโดยตรงนั้นไม่เคยเกิดขึ้น และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในความเป็นจริง ประชาธิปไตยในความหมายทางการเมืองไม่เคยพ้นจากการเป็นเพียงแนวคิดในจิตใจของมนุษย์และไม่เคยปรากฏขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง
ในยุคปัจจุบัน รัฐบาลประชาธิปไตยคือรัฐบาลที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่นรัฐบาลอริสโตเครติก (ขุนนาง) เธโอเครติก (ผู้นำศาสนา) หรือโอลิการ์ชิก (ทหาร) ดังนั้น คำว่าประชาธิปไตยจึงมีความหมายเชิงลบเป็นหลัก









