Author: อันวารี

  • ผลบุญอันมากมายสำหรับมารดาที่ให้นมบุตร

    ผลบุญอันมากมายสำหรับมารดาที่ให้นมบุตร

    ท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงความสำคัญและความมีคุณค่าของมารดาที่ให้นมบุตรของตนว่า ทุกครั้งที่บุตรดูดนมจากมารดา อัลลอฮ์ (ซบ.) จะทรงประทานผลบุญอันยิ่งใหญ่ให้กับมารดานั้น และเมื่อการให้นมสิ้นสุดลง ก็จะมีเทวทูตมาวางมือที่สีข้างของมารดาและกล่าวว่า “จงเริ่มต้นชีวิตใหม่เถิด เพราะบาปทั้งหมดของเจ้าได้ถูกอภัยโทษแล้ว” (more…)

  • ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชายในทัศนะของอิสลาม

    ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชายในทัศนะของอิสลาม

    **คำถาม**: มีคำกล่าวว่าในทัศนะของอิสลามถือว่าผู้ชายเป็นตัวหลัก ส่วนผู้หญิงเป็นส่วนประกอบ และในแง่ของความเป็นมนุษย์ผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? (more…)

  • ทัศนะของอิมามอะลี (อ) ต่อความอิสระเสรีและศักดิ์ศรีของมนุษย์

    ทัศนะของอิมามอะลี (อ) ต่อความอิสระเสรีและศักดิ์ศรีของมนุษย์

    ความอิสระเสรี (อิสรภาพ) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างแสวงหา ในฐานะของบุคคลที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นอิสระ มนุษย์ทุกคนต่างต้องการใช้ชีวิตโดยปราศจากพันธนาการทั้งปวง แต่คำถามสำคัญคือ “มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความอิสระเสรีหรือไม่? และขอบเขตของอิสรภาพควรจะเป็นอย่างไร?”

    อิมามอะลี (อ) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจน ในคำตอบของท่าน อิมามอะลี (อ) ชี้ให้เห็นว่า ความอิสระเสรีคือของขวัญที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์ เพื่อให้เขาดำรงชีวิตด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม ท่านก็เตือนว่า แม้พระองค์จะมอบอิสระเสรีให้กับมนุษย์ แต่ก็ไม่ควรยอมเป็นบ่าวหรือยอมตนให้ต่ำต้อยต่อผู้อื่น นั่นคือ ความเป็นอิสระเสรีที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากการควบคุมจากภายนอก แต่เป็นการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองในทุกสถานการณ์

    ท่านอิมามอะลี (อ) ยังเน้นถึงคุณค่าอันสูงส่งของมนุษย์ โดยกล่าวว่า มูลค่าของมนุษย์นั้นเปรียบเทียบได้กับสรวงสวรรค์เท่านั้น มนุษย์ไม่ควรยอมขายศักดิ์ศรีของตนต่อสิ่งใดที่ต่ำต้อยไปจากนี้ นี่คือการเรียกร้องให้ทุกคนรู้คุณค่าของตนเอง และไม่ยอมเป็นบ่าวแห่งสิ่งใดที่ไม่ได้มอบคุณค่าและเกียรติยศให้แก่ตน

    นอกจากนี้ อิมามอะลี (อ) ยังเตือนว่า ความอิสระเสรีที่ไร้การควบคุมอาจนำพามาซึ่งจุดจบที่เลวร้าย ผู้ที่คิดว่าความอิสระหมายถึงการทำตามความปรารถนาทั้งหมดของตนเองโดยไม่มีการยับยั้งใจ จะตกอยู่ในสภาวะที่น่าเศร้าและเสื่อมทราม เพราะการไร้บ่วงคล้องนั้นไม่ใช่การปล่อยตัวตามใจปรารถนา แต่เป็นการปลดปล่อยจากกิเลศตัณหาและอารมณ์ฝ่ายต่ำต่างหาก

    สุดท้าย ท่านอิมามอะลี (อ) ได้กล่าวถึงนิยามของเสรีชนตัวจริง นั่นคือผู้ที่สามารถปลดปล่อยตนเองจากการเป็นเชลยของตัณหาราคะ ผู้ที่สามารถควบคุมและละทิ้งกิเลศตัณหาของตนเองอย่างสิ้นเชิงคือผู้ที่ได้สัมผัสกับอิสรภาพและเสรีภาพที่แท้จริง ส่วนผู้ที่ยังคงหลงใหลในโลกวัตถุและความสุขชั่วคราว กลับขายตนเองให้กับสิ่งเหล่านั้น และจะไม่มีวันได้พบกับอิสรภาพอย่างแท้จริงจนกว่าจะหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวของตัณหาราคะ

    ในทัศนะของอิมามอะลี (อ) ความอิสระเสรีไม่ได้เป็นเพียงแค่การปราศจากการบังคับจากภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการใช้ชีวิตด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และการหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกิเลศตัณหาอย่างแท้จริง มนุษย์ควรเข้าใจคุณค่าของตนเอง และไม่ยอมตกเป็นบ่าวแห่งสิ่งใดที่ไม่คู่ควรกับเกียรติยศของตน

  • ความอดทนในมุมมองกุรอานและฮะดิษ

    ความอดทนในมุมมองกุรอานและฮะดิษ

    ความอดทนเป็นคุณธรรมที่นับถืออย่างสูง ในอิสลามมีคำสอนที่เน้นย้ำทั้งในอัลกุรอานและหะดีษอย่างมากมาย

    ในอิสลามมีคำสอนเกี่ยวกับความสามารถในการอดทนต่อความยากลำบากและความทุกข์ยากด้วยความแน่วแน่และความยืดหยุ่นรวมทั้งมีคำสอนให้รักษาทัศนคติเชิงบวกเมื่อเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรค

    ความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตและการพัฒนาทางจิตวิญญาณ และถือเป็นส่วนสำคัญในหลักความเชื่อของอิสลาม

    อัลกุรอานกล่าวถึงความอดทนหลายครั้ง และมักเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องศรัทธา ใน Surah Al-Baqarah อัลเลาะห์ตรัสว่า

    “และเราจะทดสอบท่านทั้งหลายด้วยความกลัวและความหิวโหยและการสูญเสียทรัพย์สินชีวิต แต่จงแจ้งข่าวดีแก่ผู้อดทนเถิด” (2:155)

    โองการนี้เน้นแนวคิดที่ว่ามนุษย์จะต้องพบกับบททดสอบจากพระเจ้าเสมอและความยากลำบากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตามธรรมชาติ และโดยความอดทนและความอุตสาหะที่ผู้ศรัทธาสามารถเอาชนะมันได้

    ในทำนองเดียวกัน ใน Surah Al-Asr อัลลอฮ์ตรัสว่า

    “ขอสาบานกับกาลเวลา มนุษย์เป็นผู้ขาดทุน เว้นแต่บรรดาผู้ศรัทธาและผู้กระทำความดีทั้งหลาย และผู้ที่ตักเตือนกันในเรื่องความจริง และตักเตือนกันให้มีความอดทน” (103:1-3)

    โองการนี้เน้นความสำคัญของความอดทนในการแสวงหาความชอบธรรมและความจริง และแนะนำว่าผู้ที่มีความอดทนอยู่ในหมู่คนที่ประสบความสำเร็จและสมหวังมากที่สุดในโลก

    ในทำนองเดียวกันนี้มีคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัดที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของความอดทน และให้ตัวอย่างมากมาย ว่าสามารถฝึกความอดทนในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ในหะดีษบทหนึ่ง ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

    “ใครก็ตามที่อดทน อัลลอฮ์จะทรงให้เขาพบกับความสำเร็จ ไม่มีใครจะได้รับพรที่ดียิ่งกว่าผู้อดทน” (ฮะดิษ)

    หะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่าความอดทนเป็นคุณสมบัติที่สามารถปลูกฝังและพัฒนาได้ตลอดเวลา และมันเป็นพรจากอัลลอฮ์ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย

    ในหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

    “คนที่แข็งแกร่งไม่ใช่คนที่เอาชนะผู้คนด้วยกำลังของเขา แต่เป็นคนที่ควบคุมตัวเองในขณะที่โกรธ” (ฮะดิษ)

    หะดีษนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความอดทนในการควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้น และแนะนำว่าผู้ที่มีความอดทนและควบคุมตนเองได้นั้นอยู่ในกลุ่มผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดในสังคม

    โดยรวมแล้ว ความอดทนเป็นคุณธรรมที่มีคุณค่าสูงใน ศาสนาอิสลามและมีการเน้นย้ำทั้งในอัลกุรอานและหะดีษ เป็นคุณสมบัติที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมายทั้งในชีวิตนี้และในปรโลก โดยการปลูกฝังความอดทนและฝึกฝนในชีวิตประจำวัน ผู้เชื่อสามารถมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ควบคุมตนเองได้มากขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้นในทุกด้านของชีวิต
    —–
    อันวารี

  • พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน: วัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

    พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน: วัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

    พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งศาสนทูตของพระองค์ด้วยทางนำและศาสนาแห่งสัจธรรม เพื่อให้ศาสนาอิสลามอยู่เหนือศาสนาทั้งมวล แม้ว่าพวกที่ตั้งภาคีจะเกลียดชังก็ตาม (ซูเราะฮ์ อัศศอฟ โองการที่ 9)

    Pages: 1 2

  • หนึ่งใจหนึ่งทางรัก

    หนึ่งใจหนึ่งทางรัก

    ในชีวิตของมนุษย์ ความรักถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งความรักนี้มีหลายแง่มุมและหลายประเภท ทั้งความรักต่อครอบครัว คนรัก งาน และสิ่งอื่น ๆ แต่สิ่งสำคัญที่โองการในกุรอานได้เน้นย้ำคือ ทิศทางของความรักควรจะเป็นเพียงทิศทางเดียว และควรจะถูกนำทางด้วย “ฮุบบุลลอฮ์” หรือความรักต่ออัลลอฮ์

    ในกุรอานซูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ โองการที่ 10 ได้กล่าวว่า:
    “อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงทำให้คน ๆ หนึ่งมีสองหัวใจในร่างเดียวกัน”
    โองการนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงกายภาพ แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าเราต้องมีหัวใจเพียงดวงเดียว และหัวใจนั้นต้องหันไปในทิศทางเดียว ความรักที่แท้จริงและมั่นคงต้องมีจุดหมายเดียว ซึ่งก็คืออัลลอฮ์

    มนุษย์ไม่สามารถที่จะรักและผูกพันกับสิ่งหลายอย่างพร้อมกันได้ เพราะหัวใจของเราไม่อาจหันไปสู่ทิศทางที่แตกต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน เราสามารถชอบหรือหลงใหลสิ่งต่าง ๆ ได้หลายอย่าง แต่เราต้องทำให้ความรักและความชอบทั้งหมดนั้นหันไปในทิศทางเดียว นั่นคือเพื่ออัลลอฮ์

    เมื่อเรานำความรักของเราไปสู่การฮุบบุลลอฮ์ ความรักนั้นจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ในการทำอะมั้ล เช่น ละหมาด รักษาความสัมพันธ์กับพระองค์ และดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนของพระองค์ และหากความรักของเราถูกนำไปสู่สิ่งอื่น นอกเหนือจากการฮุบบุลลอฮ์ เราจะค่อย ๆ ลืมตัวเอง และนำตัวเองไปสู่การเป็นทาสของฏอฆูต เหมือนที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เข้าร่วมสงครามต่อต้านอิมามฮุเซน

    ดังที่อิมามอาลีเคยกล่าวว่า มีเพียงสองทางที่คนจะลืมตัวเอง คือการที่พวกเขาหลงรักดุนยา หรือพวกเขาหลงลืมอัลลอฮ์ ความรักในดุนยา หรือการแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะหน้าทำให้พวกเขาลืมจุดหมายที่แท้จริงในชีวิต

    กุรอานยังได้กล่าวถึงความรักที่แท้จริงระหว่างนะบียะอ์กูบกับนบียูซุฟ เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของความรักระหว่างอิมามและมะอ์มูม ความรักนี้ไม่เพียงแค่ความรู้สึก แต่ยังเป็นปาฏิหาริย์ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพวกเขา แม้ระยะทางจะแยกกันไกล แต่กลิ่นเสื้อของนบียูซุฟยังถูกนะบียะอ์กูบสัมผัสได้จากแดนไกล

    สุดท้ายนี้ ความรักในอิสลามไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกทั่วไป แต่เป็นศาสนา เป็นสิ่งที่นำพาเราไปสู่การใกล้ชิดกับอัลลอฮ์และอิมามของเราอย่างแท้จริง

    เรียบเรียงโดย : อันวารี

  • เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสุสานอัลบะกีอฺ?

    เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสุสานอัลบะกีอฺ?

    หนึ่งในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากที่สุดของเมืองมะดีนะฮฺคือสุสานบะกีอฺ ซึ่งก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะมาถึง สถานที่นี้ถูกเรียกว่า “บะกีอฺ อัลฆัรเกาะดฺ” พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ฝังศพบุคคลเท่านั้น แต่ยังซ่อนเร้นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอิสลามไว้ด้วย

    อัลฆัรเกาะดฺคือชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เคยมีอยู่ในสุสานนี้หรืออยู่ใกล้ๆ สุสาน แต่ต่อมามันได้หายไปเนื่องจากการขยายสุสานที่ต่อเนื่องกันมา บางคนเชื่อว่าต้นไม้นี้คือต้นหม่อน สุสานบะกีอฺมีขนาดใหญ่และพื้นผิวเรียบเกือบทั้งหมด โดยมีพื้นที่กว้างขวางมากกว่ามัสญิดอันนะบาวี สุสานแห่งนี้มีการก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนยุคอิสลาม ในช่วงยุคญาฮิลิยะฮฺ หรือยุคก่อนอิสลาม ในอดีต สุสานนี้ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่เรียกว่า “อัลฆัรเกาะดฺ” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีหนามมาก จึงทำให้ที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า “บะกีอฺ อัลฆัรเกาะดฺ” สุสานแห่งนี้เป็นสถานที่ฝังศพของคนในเมืองยัษริบ (ชื่อเดิมของเมืองมะดีนะฮฺ) โดยเฉพาะชนสองเผ่าคือ เผ่าเอาส์และค็อซร็อจ

    ตั้งแต่ยุคของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จนถึงปัจจุบัน ผู้คนที่เสียชีวิตในเมืองมะดีนะฮฺมักถูกฝังที่สุสานบะกีอฺ ปัจจุบันสุสานบะกีอฺยังคงเป็นสุสานสาธารณะของเมืองมะดีนะฮฺ หลังจากการละหมาดในมัสญิดอันนะบาวี ผู้เรียกละหมาดจะประกาศเชิญชวนผู้คนด้วยคำว่า “الصلاة علی المیت” เพื่อมาร่วมละหมาดญะนาซะฮฺ (ละหมาดสำหรับผู้เสียชีวิต) จากนั้นพวกเขาจะนำร่างผู้เสียชีวิตไปยังสุสานบะกีอฺ อย่างไรก็ตาม พิธีศพของซุนนีย์นั้นเงียบสงบและไม่มีการกล่าวอะไรระหว่างการเดินไปฝังศพ ในช่วงเวลานั้น สุสานบะกีอฺได้ขยายตัวและมีหลุมศพกระจายไปทั่วจนทำให้หลุมศพบางแห่งอยู่ไกลจากส่วนที่เดิมเคยเป็นของสุสาน ตัวอย่างเช่น หลุมศพของท่านซะอ์ด บิน มุอาซ อยู่ห่างไกลจากหลุมศพของอิมามทั้งหลาย

    หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ถูกฝังในบะกีอฺคือท่านซะอ์ด บิน มุอาซ ซึ่งได้รับบาดเจ็บในสงครามค็อนดัก และต่อมาเสียชีวิตจากบาดแผลนั้น

    การทำลายสิ่งก่อสร้าง ริชาร์ด เบอร์ตัน นักเดินทางชาวตะวันตกที่มาเยี่ยมเยียนในปี ฮ.ศ. 1276 ได้อธิบายว่า “โดมแห่งอิมามในบะกีอฺนั้นเป็นโดมที่ใหญ่และงดงามที่สุด” นักเดินทางอีกคนหนึ่งในปี ฮ.ศ. 614 ได้กล่าวว่า “มันเป็นโดมที่สูงและสง่างามตั้งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าของสุสานบะกีอฺ” มีการบันทึกว่าการก่อสร้างอาคารนี้เริ่มขึ้นประมาณปี ฮ.ศ. 470 ซึ่งหมายความว่าโดมนี้ยืนหยัดอยู่มานานกว่า 800 ปี

    ตามบันทึก สถานที่แห่งนี้มีประตูสองบานซึ่งผู้มาเยือนจะเข้าออกจากคนละประตู อาคารนี้มีผู้ดูแล โดมมีสีขาวและมีรูปร่างแปดเหลี่ยม ในอาคารนี้ไม่มีลานโดยรอบเหมือนที่สุสานของอิมามท่านอื่นๆ แต่ภายในมี “มิมบัรฟาฏิมะฮฺ” ที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เมื่อวะฮาบีย์เข้ายึดครองหิญาซ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิดของมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ พวกเขาทำลายอาคารและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทุกที่ที่พวกเขาพบ ไม่เพียงแต่ในเมืองมะดีนะฮฺ แต่ในทุกสถานที่ที่มีโดม พวกเขาก็จะทำลายเช่นกัน

  • อิสลามและประชาธิปไตย

    อิสลามและประชาธิปไตย

    แปลและเรียบเรียงโดย : อันวารี

    ประวัติศาสตร์อิสลามแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงการก่อร่างสร้างตัว และช่วงการจัดตั้งรัฐและการออกกฎหมาย ในช่วงการก่อร่างสร้างตัว ซึ่งเริ่มขึ้นที่เมกกะเมื่อมีการประทานโองการจากพระเจ้า ท่านศาสดาแห่งอิสลามได้รับคำสั่งจากพระเจ้าให้ต่อสู้กับการบูชาเจว็ดและการบูชารูปเคารพ และเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ในช่วงเวลานี้ ท่านและสหายของท่านต้องทนทุกข์อย่างมาก จนกระทั่งชาวมุสลิมตัดสินใจอพยพไปยังแคว้นฮับชะฮ์ (Abbysinia) ในช่วงปีต่อมา ท่านศาสดาได้เริ่มมีบทบาททางการเมืองโดยเจรจากับชาวเมืองยัษริบ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นมะดีนะฮ์) และในที่สุดได้ทำสนธิสัญญาอักกะบะฮ์ที่สอง ซึ่งเป็นสนธิสัญญาเพื่อการป้องกัน

    ในที่สุด ท่านศาสดาก็อพยพไปยังมะดีนะฮ์ในปีที่ 13 แห่งการประทานโองการ และได้วางรากฐานของรัฐบาลอิสลามอันยุติธรรมขึ้นที่นั่น

    ช่วงการจัดตั้งรัฐและการออกกฎหมายเริ่มขึ้นเมื่อท่านศาสดามาถึงมะดีนะฮ์ ท่านได้กลายเป็นผู้นำทางการเมืองและศาสนาของชาวเมือง และด้วยความเชื่อในพลังทางสังคมและคำสอนจากพระเจ้า ท่านจึงได้ก่อตั้งรัฐขึ้น โดยทำสนธิสัญญากับชาวยิวที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮ์ ท่านได้สร้างชุมชนหนึ่งเดียวขึ้นมา ท่านยังได้จัดทำรัฐธรรมนูญสำหรับรัฐที่เพิ่งตั้งขึ้นมา ซึ่งในประวัติศาสตร์อิสลามเรียกว่า “ศอหิฟะฮ์”

    รัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติ 46 ข้อที่กำหนดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชาวมุสลิมและชาวยิว ชีวิตส่วนตัว สังคม และการเมืองของท่านศาสดานั้นถือเป็นแบบอย่างที่ชาวมุสลิมควรยึดถือในการดำเนินชีวิต ทั้งในด้านศาสนาและสังคมของตนเอง

    คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ระบบการปกครองของเมืองมะดีนะฮ์ในขณะนั้นเป็นแบบประชาธิปไตย เผด็จการทางศาสนา หรือประชาธิปไตยทางศาสนา?

    การพูดคุยเกี่ยวกับการปกครองและรูปแบบทางการเมืองอาจจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญและเก่าแก่ที่สุดในบรรดานักคิดด้านปรัชญาการเมือง ตั้งแต่อริสโตเติลจนถึงมองเตสกิเออร์ และนักคิดสังคมนิยมในโลกปัจจุบัน ต่างพยายามหาคำตอบว่า รัฐบาลรูปแบบใดจะนำพามนุษย์ไปสู่ความสุขร่วมกันและความยุติธรรมทางสังคมได้?

    ในการตอบคำถามนี้เอง จึงมีการเสนอแนวคิดประชาธิปไตยเพื่อแก้ไขปัญหาทางสังคมของมนุษย์

    คำถามอีกประการคือ อำนาจทางการปกครองที่มาจากศาสนาจะเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยได้อย่างไร? รัฐบาลทางศาสนาที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยศาสดาหรือผู้สืบทอดที่แท้จริง จะตอบสนองต่อความต้องการทางสังคมของมนุษย์ได้หรือไม่? หรือรัฐบาลทางศาสนาที่มีพื้นฐานมาจากความเชื่อมั่นในสิ่งที่แน่นอน อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของประชาธิปไตย และบางครั้งอาจเป็นการละเมิดประชาธิปไตยด้วยซ้ำ?

    หรือควรกล่าวตามทฤษฎีของนักคิดบางคนเช่นมองเตสกิเออร์ ที่ว่า การปกครองในตะวันตก ซึ่งมีอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ เป็นแหล่งกำเนิดของประชาธิปไตย ขณะที่ตะวันออกเป็นแหล่งของการปกครองแบบเผด็จการ?

    ความหมายของประชาธิปไตย

    คำว่า “ประชาธิปไตย” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดย “Demos” หมายถึงประชาชน และ “Kratien” หมายถึงการปกครอง ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงมีรากฐานจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการที่อำนาจการปกครองมาจากประชาชน อับราฮัม ลินคอล์น ได้ให้คำนิยามประชาธิปไตยไว้ว่า “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”

    แต่ความหมายที่แท้จริงของ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน” คืออะไร? ประชาชนปกครองตัวเองโดยตรงหรือไม่? หรือว่ารัฐบาลที่ประชาชนพึงพอใจและไว้วางใจคือรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย?

    จากประสบการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลในยุคกรีกหรือโรมันโบราณ ซึ่งถูกเรียกว่ารัฐบาลประชาธิปไตย เห็นได้ว่า การที่ประชาชนจะปกครองโดยตรงนั้นไม่เคยเกิดขึ้น และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในความเป็นจริง ประชาธิปไตยในความหมายทางการเมืองไม่เคยพ้นจากการเป็นเพียงแนวคิดในจิตใจของมนุษย์และไม่เคยปรากฏขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

    ในยุคปัจจุบัน รัฐบาลประชาธิปไตยคือรัฐบาลที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่นรัฐบาลอริสโตเครติก (ขุนนาง) เธโอเครติก (ผู้นำศาสนา) หรือโอลิการ์ชิก (ทหาร) ดังนั้น คำว่าประชาธิปไตยจึงมีความหมายเชิงลบเป็นหลัก

    ประชาธิปไตยในบริบทของโลกสมัยใหม่

    ในโลกสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องประชาธิปไตยมีการพัฒนาอย่างมากและถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองของประเทศนั้นๆ แม้คำจำกัดความพื้นฐานของประชาธิปไตยจะหมายถึง “การปกครองโดยประชาชน” แต่รูปแบบของประชาธิปไตยในแต่ละสังคมก็อาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เช่น ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ซึ่งประชาชนเลือกตัวแทนมาใช้สิทธิ์แทนพวกเขาในการออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย หรือประชาธิปไตยโดยตรง (Direct Democracy) ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองทุกเรื่องโดยตรง

    ในหลายประเทศ ประชาธิปไตยยังเชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม ความยุติธรรมทางสังคม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกัน อาจจะเป็นไปอย่างเสรีในบางประเทศ ขณะที่ในบางประเทศอาจมีข้อจำกัดอยู่ภายใต้กรอบของศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณี

    การเชื่อมโยงระหว่างอิสลามและประชาธิปไตย

    หนึ่งในคำถามที่สำคัญคือว่า หลักการของอิสลามสามารถเข้ากับแนวคิดประชาธิปไตยได้หรือไม่? มีนักวิชาการบางคนที่เชื่อว่า อิสลามและประชาธิปไตยสามารถอยู่ร่วมกันได้ เนื่องจากหลักการของอิสลามบางประการ เช่น การปรึกษาหารือ (ชูรอ) และความยุติธรรม มีความสอดคล้องกับแนวคิดของประชาธิปไตย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือในยุคของคอลีฟะห์รอชิดีน ซึ่งมีการปรึกษาหารือกับชุมชนเพื่อกำหนดแนวทางการปกครอง

    ในขณะเดียวกัน นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งกลับเห็นว่า อิสลามมีระบบการปกครองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเน้นการปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้าและหลักการชะรีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) มากกว่าการปกครองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน การที่รัฐอิสลามใช้กฎหมายของพระเจ้าในการปกครอง ทำให้บางคนเห็นว่าอิสลามมีแนวทางที่แตกต่างจากประชาธิปไตยตะวันตกที่เน้นการแยกศาสนากับรัฐ

    นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการที่เสนอแนวคิด “ประชาธิปไตยทางศาสนา” (Religious Democracy) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหลักการประชาธิปไตยและหลักการศาสนาในรูปแบบการปกครอง โดยในแนวคิดนี้ ประชาชนยังคงมีบทบาทในการเลือกผู้นำและกำหนดทิศทางของประเทศ แต่การตัดสินใจทางการเมืองและกฎหมายต้องสอดคล้องกับหลักการของศาสนาด้วย ตัวอย่างของประเทศที่ใช้แนวทางนี้คือสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งมีการเลือกตั้งและมีตัวแทนจากประชาชน แต่กฎหมายและนโยบายยังคงยึดตามหลักการอิสลาม

    ประชาธิปไตยและความท้าทายทางสังคม

    แม้ประชาธิปไตยจะเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีความท้าทายและปัญหาหลายอย่างในการปฏิบัติตามแนวคิดนี้อย่างสมบูรณ์ หนึ่งในปัญหาหลักคือ การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน บางครั้งการเลือกตั้งอาจถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์หรือชนชั้นนำ ทำให้การแสดงออกทางการเมืองของประชาชนทั่วไปถูกจำกัด นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่มีโอกาสเข้าถึงการตัดสินใจทางการเมืองอย่างเท่าเทียม

    อีกทั้งในบางประเทศที่มีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม การสร้างความสมดุลระหว่างประชาธิปไตยและการปกครองทางศาสนาอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก การรักษาความเป็นเอกภาพและการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมภายในสังคมยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายในการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

    บทสรุป

    ในขณะที่ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดทางการเมืองที่มีรากฐานมาจากตะวันตก แต่ก็มีความเป็นไปได้ในการผสานแนวคิดนี้เข้ากับหลักการศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละสังคม การสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมอิสลามจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวและการสร้างความสมดุลระหว่างหลักการศาสนาและความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างระบบการปกครองที่ตอบสนองต่อความต้องการของทั้งสองฝ่ายอย่างยั่งยืน

  • วิถีชีวิตของชาวชีอะห์ในคำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.)

    วิถีชีวิตของชาวชีอะห์ในคำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.)

    อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) เป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการชี้นำและส่งเสริมวิถีชีวิตของชาวชีอะห์ โดยคำสอนของพระองค์ไม่เพียงแต่เป็นการแนะนำให้ยึดมั่นในหลักศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรมและสงบสุข คำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) เน้นย้ำถึงการยึดมั่นในความยำเกรงต่อพระเจ้า (ตักวา) ความซื่อสัตย์ และความเมตตา รวมทั้งการแสดงความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นชาวชีอะห์หรือชาวซุนนีก็ตาม

    หนึ่งในข้อคิดสำคัญที่อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) สั่งสอนคือ การพูดความจริงและการรักษาความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม พระองค์ได้ย้ำว่า ชาวชีอะห์ควรเป็นผู้ที่พูดความจริงเสมอ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะการพูดความจริงไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในสังคมด้วย

    อีกหนึ่งข้อสอนที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน พระองค์ได้กล่าวถึงการมีเมตตาและความเคารพต่อเพื่อนบ้าน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนาหรือความเชื่อ คำสอนนี้มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ที่ต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แม้ว่าชาวชีอะห์และชาวซุนนีจะมีความเชื่อต่างกัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและร่วมมือกันในสังคมได้ หากแต่ละฝ่ายเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันตามคำสอนของศาสนา

    สุดท้าย อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ได้ชี้นำให้ชาวชีอะห์เป็น “เครื่องประดับ” แห่งอิสลาม นั่นหมายถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตส่วนตัวและการปฏิบัติต่อผู้อื่น พระองค์เชื่อว่าหากชาวชีอะห์สามารถแสดงออกถึงความดีงามตามหลักศาสนาอิสลาม ชีวิตของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและเป็นที่รักใคร่ในสังคม

    คำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เน้นคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตที่ดีในสังคมและสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง

  • ความประเสริฐของเวลาสะฮัร (เวลาก่อนรุ่งสาง)

    ความประเสริฐของเวลาสะฮัร (เวลาก่อนรุ่งสาง)

    พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวถึง “ตักวา” (ความยำเกรง) ไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานด้วยคำที่ครอบคลุม หนึ่งในคำที่ใช้คือ “เสบียง” ดังที่พระองค์ตรัสว่า: “และจงจัดเตรียมเสบียงเถิด เพราะแท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดคือความยำเกรง” (อัลบากอเราะฮ์ 197) ความหมายของ “เสบียง” ก็คือ ชีวิตและโลกที่มีคุณสมบัติพิเศษอยู่ข้างหน้า และต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับโลกนั้นจากโลกนี้ น่าสงสารนักสำหรับผู้เดินทางที่ออกเดินทางโดยไร้เสบียง

    พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ในทุกโอกาสและทุกช่วงเวลา เพื่อให้เราได้เก็บเสบียงสำหรับการเดินทาง ฉะนั้นเราควรใช้โอกาสทุกครั้งเพื่อสะสมเสบียงสำหรับวันข้างหน้า

    หนึ่งในโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการสะสมเสบียง คือช่วงคืนยาวของฤดูหนาวและฤดูใบไม้ร่วง เราควรถือโอกาสนี้ไว้และใช้ประโยชน์จากมัน

    ความเสียใจในขณะสิ้นลม หนึ่งในความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อคนใกล้ตาย คือการถูกแสดงให้เห็นสองสิ่ง คือ 1. การกระทำที่หากได้ทำไว้ จะนำพาเขาไปสู่สถานะทางจิตวิญญาณที่สูงส่ง 2. การกระทำที่หากไม่ได้ทำไว้ ก็จะทำให้เขาไปถึงสถานะนั้นได้เช่นกัน ความเสียใจนี้ หากแบ่งให้คนทั้งโลก ทุกคนก็จะพินาศ

    หนึ่งในความเสียใจนั้นคือ การพลาดการทำอิบาดัตในเวลากลางคืน พระผู้เป็นเจ้าได้มอบรางวัลพิเศษให้แก่สองกลุ่มคนในอัลกุรอาน กลุ่มแรกคือ ผู้ที่อดทนในยามทุกข์ยากและความลำบาก พระองค์ตรัสว่า “แท้จริงผู้ที่อดทนจะได้รับรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่มีข้อจำกัด”

    กลุ่มที่สองคือ ผู้ที่ลุกขึ้นละหมาดในยามค่ำคืน พระองค์ตรัสว่า “ไม่มีจิตใจใดจะรู้ได้ว่าอะไรที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขา” พระองค์ยังตรัสอีกว่า “พวกเขาละทิ้งที่นอนของตนเพื่อทำอิบาดัต” ซึ่งหมายถึงความยากลำบากในการแยกตัวออกจากเตียงอันอบอุ่น

    ท่านอิมามฮะซัน อัลอัสการี ได้กล่าวว่า “การเดินทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้าเป็นการเดินทางที่ไม่อาจบรรลุได้หากปราศจากยานพาหนะคือช่วงเวลากลางคืน”

    คำสอนจากท่านญิบรออีลแก่ท่านนบี ท่านนบีได้ขอให้ญิบรออีลกล่าวเตือนเขา ญิบรออีลจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านมุฮัมมัด! จงมีชีวิตอยู่เท่าที่ท่านปรารถนา แต่สุดท้ายท่านจะตาย จงรักสิ่งใดก็ได้ แต่สุดท้ายท่านจะพรากจากมัน จงทำสิ่งใดก็ได้ เพราะในที่สุดท่านจะได้พบกับสิ่งที่ท่านได้ทำ”

    ญิบรออีลยังกล่าวอีกว่า “เกียรติของผู้ศรัทธาคือการลุกขึ้นละหมาดในยามค่ำคืน และศักดิ์ศรีของเขาคือการพึ่งพาแต่พระผู้เป็นเจ้า และไม่หวังพึ่งพามนุษย์”

    เวลาสะฮัร (เวลาท้ายคืน) เป็นเวลามงคล ช่วงท้ายของคืนหรือเวลาสะฮัรนั้นเป็นเวลาพิเศษที่พระผู้เป็นเจ้าเปิดรับดุอาอ์ เพราะในเวลานั้นผู้ที่กระทำบาปต่างหลับใหล และบรรยากาศสะอาดบริสุทธิ์ อาจารย์ของเรา ท่านอายะตุลลอฮ์ อันซอรีย์ ชีรอซี ได้กล่าวว่า “น้ำแห่งชีวิตอยู่ในความมืดของคืน”

    ในช่วงเวลาสะฮัร พระผู้เป็นเจ้าได้มอบผลตอบแทนทั้งทางจิตวิญญาณและทางโลกให้กับปวงบ่าวของพระองค์ บรรดาผู้รู้กล่าวว่า ถ้าอยากเข้าถึงสถานะทางจิตวิญญาณ ต้องมีการขลุกอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าในยามค่ำคืน

    สรุปแล้ว การละหมาดในยามค่ำคืนเป็นเหมือนกุญแจที่ปลดปล่อยมนุษย์จากพันธนาการของบาป และการทำอิบาดัตในช่วงเวลานี้เป็นหนทางที่จะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าและความเมตตาของพระองค์