Author: อันวารี

  • มาตรฐานกฎเกณฑ์แบบมากียาเวลลิสต์

    มาตรฐานกฎเกณฑ์แบบมากียาเวลลิสต์

     

    ✍ เรียบเรียงโดย อันวารี

    🗒 เรากำลังดำรงชีวิตในโลกที่ดูเหมือนว่าจะมีระเบียบต่างจากยุคอดีต และกฎหมายถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ข้อกำหนดระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาระเบียบนี้ และเป็นมาตรฐานในการดำเนินกิจกรรมของผู้แสดงในเวทีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้เล่นบางรายที่เลือกใช้มาตรฐานทางกฎหมายและการตัดสินใจของตนเองในลักษณะแบบมากียาเวลลิสต์ ซึ่งเป็นการให้เหตุผลในการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดระหว่างประเทศ การทำความเข้าใจธรรมชาติของมาตรฐานแบบมากียาเวลลิสต์นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก

    ⬅️ ในมุมมองของ “มากียาเวลลี” นั้นไม่มีมาตรฐานทั่วไปสำหรับการเมืองหรือแม้แต่จริยธรรมที่สามารถบังคับให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามได้ เนื่องจากมากียาเวลลีเชื่อว่าจริยธรรม ข้อกำหนด และกฎหมายต่าง ๆ ถูกกำหนดโดยผู้ที่มีอำนาจในการปกครอง และผู้ปกครองสามารถกำหนดได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกกฎหมายหรือสอดคล้องกับข้อกำหนด นอกจากนี้ ผู้ปกครองสามารถปรับเปลี่ยนขอบเขตของจริยธรรมตามความต้องการของตนเอง เนื่องจากเขาไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมาย แต่เป็นผู้กำหนดกฎหมายเอง ดังนั้นจึงสามารถสร้างจริยธรรมที่ตนเองอยู่เหนือได้

    ⬅️ ในบริบทของเวทีระหว่างประเทศ แนวคิดนี้นำไปสู่การเพิกเฉยต่อมาตรฐานระหว่างประเทศ การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อกำหนดระหว่างประเทศอาจได้รับการยกย่องหรือแม้กระทั่งถูกสนับสนุน เนื่องจากผู้ปกครองแบบมากียาเวลลิสต์ไม่จำเป็นต้องมีจริยธรรมในความสัมพันธ์กับรัฐหรือผู้ปกครองอื่น ๆ เพราะพวกเขาถือว่าผู้อื่นเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่ผู้เล่นที่สามารถร่วมมือกันได้ในเกมที่ทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ มุมมองนี้ทำให้การเล่นเกมมีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ โดยมีการใช้คำว่า “ศัตรู” อยู่ตลอดเวลา

    ⬅️ ในระบบมากียาเวลลิสต์นั้นสิ่งเดียวที่ประชาชนถูกคาดหวังคือการเชื่อฟังรัฐบาลอย่างสมบูรณ์ และผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงที่สุด ในขณะที่ผู้ปกครองอยู่เหนือกฎหมาย ผู้ปกครองกำหนดว่ากฎหมายคืออะไร และไม่มีใครมีสิทธิ์คัดค้าน ผู้ปกครองมีอิทธิพลสูงสุดในการสร้าง บังคับใช้ และกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

    ⬅️ “มากียาเวลลี” เชื่อว่าระบอบการปกครองแบบเผด็จการเป็นระบอบเดียวที่สามารถรับประกันความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการเติบโตของอำนาจรัฐได้ แม้ว่าความคิดของเขาจะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง เพราะในขณะที่เขาสนับสนุนเผด็จการในบางกรณี เขาก็ยังสนับสนุนสาธารณรัฐในบางกรณีเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากที่จะเห็นเผด็จการถูกวางไว้ในกรอบของสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ “เจ้าผู้ปกครอง” (The Prince) มากียาเวลลีสนับสนุนระบอบเผด็จการ ในขณะที่ในหนังสือ “Theses on the First Ten Books of Livy” เขาสนับสนุนสาธารณรัฐโรมันโบราณ

    ⬅️ การจินตนาการถึงรัฐสองรัฐที่มีลักษณะมากียาเวลลิสต์ในโลกปัจจุบัน ทำให้เห็นว่าการเผชิญหน้าและการปะทะกันระหว่างพวกเขาจะสร้างวิกฤติที่รุนแรงในเวทีระหว่างประเทศ การปะทะนี้จะนำมาซึ่งปัญหาที่ดูเหมือนจะไม่มีทางแก้ไขได้ เพราะเมื่อมาตรฐานแห่งความถูกต้อง กฎหมาย และข้อกำหนดถูกกำหนดโดยตัวของพวกเขาเอง การดำรงอยู่ของรัฐหนึ่งย่อมต้องการกำจัดรัฐอื่น สิ่งนี้จะทำให้ทั้งสองฝ่ายไร้ความสามารถในการแก้ไขปัญหา

  • การวิงวอนเพื่อความมั่นคงในศรัทธา

    การวิงวอนเพื่อความมั่นคงในศรัทธา

    ในศาสนาอิสลาม ศรัทธาและความเชื่อมั่นในพระเจ้าเป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุดของชีวิตของผู้ศรัทธา อย่างไรก็ตาม ชีวิตของมนุษย์นั้นไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แต่ต้องเผชิญหน้ากับความสงสัยและความคลุมเครือทางจิตใจที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลา ความท้าทายเหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการทดสอบศรัทธาที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรามีโอกาสพิสูจน์ความเข้มแข็งในทางศาสนา ในฮะดิษที่ถูกบันทึกโดยอับดุลลอฮ์ บิน ซะนาน เราได้รับคำเตือนจากอิมามศอดิก (อ.) ว่า พวกเราจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ของ “ชุบฮะ” หรือความสงสัยในศรัทธาอย่างแน่นอน

    อิมามศอดิก (อ.) กล่าวเตือนว่าในอนาคตอันใกล้ จะเกิดสภาวะที่ผู้คนต่างตกอยู่ในความสงสัย โดยไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนให้เห็น และไม่มีอิมามหรือผู้นำศาสนาที่จะเป็นแนวทางให้กับผู้ศรัทธา หลายคนอาจพลาดพลั้งจากทางที่ถูกต้องของศาสนาและถูกดึงไปสู่ความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้พวกเขาหลงทาง แต่มีทางรอดหนึ่งที่อิมามแนะนำให้กับเรา เพื่อให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาของความสับสนและความคลุมเครือได้ นั่นคือ “ดุอาอ์อัลฆะรีก” หรือ “คำวิงวอนของผู้ที่กำลังจะจมน้ำ”

    เมื่ออับดุลลอฮ์ บิน ซะนานได้ถามอิมามว่า “ดุอาอ์อัลฆะรีก” คืออะไร อิมามศอดิก (อ.) ได้อธิบายว่าให้กล่าวคำวิงวอนว่า:
    “ยัลลอฮ์! ยัลรอฮ์มาน! ยัลรอฮีม! โอ้ผู้ที่เปลี่ยนแปลงหัวใจทั้งหลาย จงทำให้หัวใจของฉันมั่นคงในศาสนาของพระองค์”

    คำวิงวอนนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง แสดงถึงสภาวะของคนที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ใจ ความสิ้นหวัง หรือความไม่มั่นใจ คล้ายกับคนที่กำลังจมน้ำที่รู้สึกสิ้นทางที่จะรอดพ้นจากความมืดมน ความวิงวอนต่อพระเจ้าด้วยดุอาอ์นี้ คือการแสดงความต้องการอย่างแท้จริงที่จะให้พระเจ้าช่วยเสริมสร้างศรัทธา และทำให้หัวใจของเรามั่นคงต่อเส้นทางของศาสนา การที่อิมามศอดิก (อ.) ใช้คำว่า “ดุอาอ์อัลฆะรีก” สื่อถึงสภาวะของความสิ้นหวังที่ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากการหันหน้าไปหาพระเจ้า เพื่อขอความช่วยเหลือและพ้นจากความคลุมเครือนั้น

    การนำคำวิงวอนนี้ไปปฏิบัติ ไม่ได้หมายความถึงแค่การกล่าวคำพูดเท่านั้น แต่หมายถึงการทำให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่สงสัยหรือสับสนทางศาสนา คำดุอาอ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของการขอให้พระเจ้าทรงนำทางเรา และทำให้หัวใจของเรามั่นคงต่อคำสอนและหลักการศาสนา

    ในยุคปัจจุบันที่ความสงสัยและการตั้งคำถามต่อศาสนาเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว ผู้คนต่างเผชิญกับข้อมูลที่ขัดแย้งกันเอง บางครั้งก่อให้เกิดความสงสัยและสับสนในศรัทธา บางคนอาจจะสงสัยในเรื่องหลักคำสอน บางคนอาจจะถูกทำให้เชื่อว่าศาสนาไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหรือไม่มีความสำคัญ

    ในสถานการณ์เช่นนี้ บทเรียนจากฮะดิษของอิมามศอดิก (อ.) นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก การที่เราได้รับคำแนะนำให้วิงวอนพระเจ้าให้ทำให้หัวใจของเรามั่นคงในศรัทธา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในหลักศาสนา และความพร้อมที่จะหันหน้าไปหาพระเจ้าในยามที่เรารู้สึกอ่อนแอหรือสงสัย

    ดุอาอ์อัลฆะรีกสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เรามีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะการวิงวอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและความไว้วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเราเผชิญกับความสงสัย การกลับมาหาพระเจ้าผ่านการอ่านดุอาอ์ และขอให้พระองค์ช่วยทำให้หัวใจของเรามั่นคงในศรัทธา จะช่วยให้เราไม่หลงทางจากคำสอนและหลักการที่ถูกต้องของศาสนา

    นอกจากนี้ ฮะดิษนี้ยังเป็นการเตือนเราถึงความสำคัญของการยึดมั่นในศาสนาในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม เพราะทุกความสงสัยที่เกิดขึ้นเป็นการทดสอบศรัทธา และการทดสอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่จะเกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิตของเรา การวิงวอนและขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่เราควรทำอย่างต่อเนื่อง

    ในท้ายที่สุด ฮะดิษนี้สอนเราว่า ไม่ว่าความสงสัยจะเข้ามาในชีวิตเราในรูปแบบใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือความเข้มแข็งและความมั่นคงในศรัทธา การวิงวอนและการขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอยู่เสมอจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราพ้นจากความสงสัยและยังคงอยู่ในทางที่ถูกต้อง

  • พลังแห่งความโปรดปรานแห่งพระเจ้า

    พลังแห่งความโปรดปรานแห่งพระเจ้า

    พลังแห่งการขอความโปรดปรานจากพระเจ้า

    หนึ่งในความงดงามของการดำรงชีวิตบนเส้นทางแห่งศรัทธาในศาสนาอิสลาม คือการที่มนุษย์มีโอกาสขอสิ่งที่ดียิ่งจากพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่และเมตตา พระองค์ทรงประทานความกรุณาแก่ผู้ที่ขอด้วยใจบริสุทธิ์ ดังที่อัลกุรอาน ซูเราะห์ อันนิซา อายะห์ที่ 32 ได้กล่าวว่า: “และขอจากพระเจ้าถึงความโปรดปรานของพระองค์” ข้อความนี้เป็นการเตือนอันมีค่าที่แสดงให้เห็นว่า ในชีวิตของเรา ทุกสิ่งที่เราต้องการนั้น ทั้งความสำเร็จ ความสุข หรือแม้แต่ทรัพย์สิน ทุกอย่างล้วนมาจากความเมตตาและประทานของพระเจ้า

    การขอพรจากพระเจ้าไม่ใช่เพียงการขอสิ่งที่เราต้องการทางโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในพระเจ้าให้ยิ่งขึ้น คำว่า “ฟัฎล์” ซึ่งแปลว่า “ความโปรดปราน” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงความสำเร็จทางวัตถุ เช่น ความร่ำรวยหรือสถานภาพที่สูงขึ้น แต่ยังหมายถึงการได้รับการชี้แนะ ความสงบภายใน ความกรุณาในรูปแบบต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมชีวิตของเราให้มีความสมบูรณ์ในทุกมิติ

    ความหมายของการขอจากพระเจ้า

    การขอความโปรดปรานจากพระเจ้าเป็นการแสดงออกถึงความตระหนักรู้ในสถานะของเราที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ผู้ที่จำเป็นต้องพึ่งพาความเมตตาของพระองค์อย่างแท้จริง การขอพรนั้นไม่ได้เป็นเพียงความปรารถนาทางปาก แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อกับพระเจ้า การยอมรับว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างและคุ้มครองทุกสิ่งที่มีในชีวิตของเรา ดังนั้น เมื่อเราขอจากพระองค์ เราแสดงถึงความไว้วางใจและศรัทธาในความเมตตาของพระองค์อย่างเต็มที่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การขอจากพระเจ้านั้นไม่จำกัดเฉพาะเรื่องวัตถุหรือสิ่งของ แต่รวมถึงการขอความรู้ การขอความสุขที่แท้จริง หรือแม้แต่การขอการนำทางที่ถูกต้อง ซึ่งพระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในทุกช่วงเวลาของชีวิต การขอพรเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และพระเจ้าให้แนบแน่นขึ้น และเป็นโอกาสในการแสดงความนอบน้อม ความศรัทธา และความเชื่อมั่นในพระองค์

    ผลของการขอพรด้วยใจศรัทธา

    เมื่อเราเชื่อมั่นในการขอจากพระเจ้า การขอนั้นไม่ใช่เพียงแค่การร้องขอเพื่อสิ่งที่เราคาดหวัง แต่เป็นการสร้างการเชื่อมต่อกับพระเจ้าผู้ทรงสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เราได้เสมอ การขอด้วยใจศรัทธานั้นทำให้เราได้รับพรในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำทางในชีวิต ความเข้าใจในศาสนา หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

    ความเมตตาของพระเจ้านั้นไม่ถูกจำกัด พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการ และจะประทานให้ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งอาจไม่ใช่ทันทีทันใด แต่อาจมาในช่วงเวลาที่เราพร้อมรับ สิ่งที่เราควรทำคือการอดทนและรักษาความศรัทธาในกระบวนการนี้ เพราะความโปรดปรานที่แท้จริงนั้นอาจมาในรูปแบบที่เราไม่คาดคิด เช่น ความสงบในใจ หรือการหลีกเลี่ยงอันตรายที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

    ความศรัทธาและความอดทนในการขอพร

    ความสำคัญของการขอความโปรดปรานจากพระเจ้าไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหรือความถี่ของการขอ แต่อยู่ที่ความจริงใจและความบริสุทธิ์ในใจของผู้ขอ เราต้องมีศรัทธาเต็มที่ว่าพระเจ้าทรงได้ยินทุกคำขอ และพระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา การขอพรเป็นกระบวนการที่ต้องการความอดทนและความหวัง เราอาจไม่ได้รับสิ่งที่เราขอในทันทีทันใด แต่การที่เราได้เชื่อมต่อกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง

    ในที่สุดแล้ว การขอความโปรดปรานจากพระเจ้านั้นเป็นการสร้างเส้นทางไปสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ ทั้งในด้านจิตวิญญาณและทางโลก ความศรัทธาในพระเจ้าและการขอพรอย่างจริงใจจะทำให้เราได้รับสิ่งที่ดีในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสงบ หรือการนำทางที่ถูกต้อง

    ดังนั้น อย่าลืมขอความโปรดปรานจากพระเจ้าด้วยใจศรัทธาและความหวัง เพราะความโปรดปรานของพระองค์จะช่วยให้ชีวิตของเราก้าวหน้าและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

  • ปฏิกิริยาของกลุ่มฮามาสต่อคำกล่าวของผู้นำสูงสุดอิหร่านในวันศุกร์

    ปฏิกิริยาของกลุ่มฮามาสต่อคำกล่าวของผู้นำสูงสุดอิหร่านในวันศุกร์

    “มาร์ดาวี” สมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮามาส ได้แสดงความชื่นชมคำกล่าวของผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งกล่าวในระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ โดยได้กล่าวถึงการสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์อย่างแข็งขันและต่อเนื่อง

    มาร์ดาวีกล่าวว่า คำกล่าวของผู้นำสูงสุดเป็นกำลังใจสำคัญให้กับการกระทำเชิงรุกที่อิหร่านได้แสดงออกเพื่อสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะการโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่ล่าสุดที่สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายอิสราเอล

    คำแถลงดังกล่าวยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนชาวปาเลสไตน์และเลบานอนในการต่อต้านการรุกรานของอิสราเอล ท่ามกลางแรงกดดันระหว่างประเทศและการสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่เอื้อประโยชน์ต่ออิสราเอล ซึ่งทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและมีผลกระทบต่อภูมิภาค

    มาร์ดาวีเน้นย้ำว่า การโจมตีดังกล่าว (ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “สัญญาที่มั่นคง 2”) เป็นก้าวสำคัญในการยับยั้งการสังหารหมู่ของชาวปาเลสไตน์ และลดความเย่อหยิ่งของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “เบนจามิน เนทันยาฮู” ที่คิดว่าการลอบสังหารผู้นำฝ่ายต่อต้านในปาเลสไตน์และเลบานอนจะหยุดยั้งขบวนการต่อต้าน

  • การหล่อหลอมจิตใจเยาวชน

    การหล่อหลอมจิตใจเยาวชน

    การอบรมเลี้ยงดูเยาวชนตามหลักคำสอนของอิมามอาลี (อ)

    ในตำรา “تحف العقول” ได้มีการบันทึกคำพูดของท่านอิมามอาลี (อ) ที่กล่าวถึงหัวข้อเกี่ยวกับจิตใจของเยาวชนว่า:

    “แท้จริงแล้ว จิตใจของเยาวชนก็เหมือนกับผืนดินที่ว่างเปล่า สิ่งใดที่ถูกหว่านลงไปในดินนั้น ย่อมได้รับการยอมรับ”

    คำกล่าวนี้แสดงถึงความสำคัญของการหล่อหลอมจิตใจเยาวชนตั้งแต่ยังเด็ก การเปรียบเปรยจิตใจเยาวชนว่าเป็นเสมือนผืนดินที่ยังว่างเปล่า ทำให้เราเข้าใจได้ว่า สิ่งใดก็ตามที่เราปลูกฝังลงไปในจิตใจของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรม ย่อมส่งผลในระยะยาวต่อการเจริญเติบโตของเขาในอนาคต

    คำสอนนี้สามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดทางการศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เมื่อเรานึกถึงกระบวนการทางการเรียนรู้และการสอน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การให้ความรู้เท่านั้น แต่คือการสร้างค่านิยมและความเชื่อที่ถูกต้องตั้งแต่เยาวชนยังเล็ก ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสื่อสารมวลชนมีบทบาทมาก สิ่งที่เยาวชนได้พบเห็น ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อการพัฒนาจิตใจของพวกเขา

    ความสำคัญของการเลือกสิ่งที่เหมาะสมสำหรับการปลูกฝังในจิตใจเยาวชน

    เมื่อพิจารณาคำกล่าวของอิมามอาลี (อ)ในบริบทของการอบรมเยาวชน สิ่งสำคัญคือการเลือกสรรสิ่งที่เหมาะสมในการปลูกฝัง สิ่งใดที่เรานำเข้าสู่จิตใจของเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนทางศาสนา จริยธรรม ความคิดสร้างสรรค์ หรือทัศนคติที่ดี ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาจะเก็บรับไว้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แต่หากว่าเราปล่อยให้เยาวชนสัมผัสกับสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น การปลูกฝังความคิดลบเล็กน้อย ไม่สนใจในคุณธรรม หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาในลักษณะที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของสังคม

    ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีมากมายและรวดเร็ว เยาวชนมักจะถูกท่วมท้นไปด้วยข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ซึ่งอาจมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี การที่ผู้ปกครองและครูอาจารย์มีบทบาทในการชี้แนะและคัดสรรสิ่งที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาจึงมีความสำคัญมาก

    การปลูกฝังคุณธรรมและศีลธรรมจากอิสลาม

    หนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการปลูกฝังสิ่งที่ดีในจิตใจของเยาวชนคือการสอนหลักคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะในศาสนาอิสลามที่มีแนวทางที่ชัดเจนในการอบรมเลี้ยงดูเด็กและเยาวชน การเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญู และการมีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ทางจิตใจและมีจิตสำนึกที่ดีต่อผู้อื่น

    การศึกษาหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจเยาวชนให้แข็งแกร่งและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต นอกจากนี้ การปฏิบัติตนตามหลักศาสนายังเป็นสิ่งที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเยาวชนและครอบครัว รวมถึงสังคมรอบตัวพวกเขาด้วย

    คำกล่าวของท่านอิมามอาลี (อ) ได้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเลี้ยงดูและการอบรมเยาวชน การเข้าใจถึงความสำคัญของการปลูกฝังสิ่งที่ดีในจิตใจของเยาวชนตั้งแต่ยังเล็กเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมที่ดี การนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและช่วยสร้างสังคมที่มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

  • ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม : บิดาแห่งขีปนาวุธอิหร่านและวีรบุรุษแห่งสงคราม”

    ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม : บิดาแห่งขีปนาวุธอิหร่านและวีรบุรุษแห่งสงคราม”

    พลเอกผู้พลีชีพ ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม (1338-1390 ฮิจเราะห์) เป็นนักต่อสู้ต่อต้านระบอบปาห์ลาวีก่อนการปฏิวัติอิสลามและผู้มีบทบาทในสงครามแปดปีที่อิรักบุกอิหร่าน เขาใช้ชีวิตกว่า 25 ปีในการพัฒนาและจัดตั้งแผนกปืนใหญ่และขีปนาวุธของอิหร่าน จนได้รับสมญานามว่าเป็น “บิดาแห่งขีปนาวุธของอิหร่าน”

    ประวัติชีวิต

    ฮัสซัน เตหะรานี เกิดเมื่อวันที่ 6 อาบาน 1338 (ตรงกับวันที่ 28 ตุลาคม 1959) ที่ย่านเซอรเชเมห์ ในกรุงเตหะราน ตั้งแต่วัยเด็ก เขาได้เรียนรู้คำสอนศาสนาอิสลามจากมัสยิดซัยยิดะฮ์นับ กุบรอ ภายใต้การดูแลของอยาตุลเลาะห์ ซัยยิดอาลี ลาวาซานี เขาเริ่มกิจกรรมของเขาผ่านการเป็นสมาชิกกลุ่มร้องเพลงของมัสยิด และต่อมาได้มีส่วนร่วมในกลุ่มปฏิวัติที่ต่อสู้กับระบอบปาห์ลาวี จนกระทั่งได้รับชัยชนะในการปฏิวัติอิสลาม

    ในช่วงที่การปฏิวัติกำลังรุนแรงขึ้น เขาและเพื่อนๆ ได้เริ่มทำอาวุธทำเอง เช่นระเบิดมือ ในคืนวันที่ 22 บะฮ์มาน (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1979) เขาและเพื่อนๆ ได้ยึดยานทหารของกองทัพได้สำเร็จ

    กิจกรรมและหน้าที่ในสงคราม

    หลังจากที่อิรักบุกอิหร่านในปี 1359 (1980) เตหะรานี มุก็อดดัม ได้เห็นถึงความสำคัญในการจัดตั้งแผนกปืนใหญ่และขีปนาวุธของกองทัพ หลังจากที่ได้รับชัยชนะในการยึดปืนใหญ่จากอิรักในหลายๆ สมรภูมิ เขาได้นำความรู้นี้มาพัฒนาให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามมีศักยภาพในการใช้ปืนใหญ่และขีปนาวุธที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ในปี 1362 (1983) เขาได้รับมอบหมายให้จัดตั้งแผนกขีปนาวุธของกองกำลังพิทักษ์ฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่าน เตหะรานี มุก็อดดัม ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาขีปนาวุธ “นาซะอาต” ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่ผลิตในประเทศอิหร่านครั้งแรกในปี 1366 (1987) และในปี 1377 (1998) เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาขีปนาวุธ “ชาฮับ-3” ซึ่งเป็นระบบขีปนาวุธที่ทันสมัยในยุคนั้น

    การเสียชีวิต

    ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 อาบาน 1390 (12 พฤศจิกายน 2011) ในการทดสอบขีปนาวุธที่ค่ายทหารในเมืองมาลาร์ด เมื่อเกิดระเบิดที่คลังอาวุธ

    เขาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทำให้อิหร่านมีความมั่นคงทางด้านการป้องกันประเทศ และผลงานของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญต่อความสำเร็จด้านการทหารของอิหร่านจนถึงปัจจุบัน

  • ฮิซบุลลอฮ์เตรียมพร้อมสู้ศึกทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเลบานอน”

    ฮิซบุลลอฮ์เตรียมพร้อมสู้ศึกทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเลบานอน”

    ฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านการยึดครองที่มีบทบาทสำคัญในเลบานอน ยังคงแสดงถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมในการต่อสู้กับศัตรูทุกครั้งที่พยายามเข้ามารุกรานในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ในการสัมภาษณ์ล่าสุด มะห์มูด กอมัฏี รองประธานสภาการเมืองของฮิซบุลลอฮ์ ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการป้องกันศัตรูจากการเข้ามารุกล้ำในทุกพื้นที่ที่ศัตรูพยายามเข้ามา

     

    กอมัฏีระบุว่า กลุ่มฮิซบุลลอฮ์เตรียมพร้อมเต็มที่สำหรับการปะทะที่อาจเกิดขึ้น หากศัตรูตัดสินใจทำการรุกล้ำทางบก โดยเขากล่าวว่ากองกำลังของฮิซบุลลอฮ์มีความได้เปรียบเหนือศัตรูในการสู้รบในแนวรบทางบก ทั้งนี้ เขายังยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่ศัตรูพยายามจะเข้ามารุกราน จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสุสานสำหรับทหารและรถถังของพวกเขา

    นอกจากความพร้อมในการป้องกันประเทศแล้ว ฮิซบุลลอฮ์ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่สำคัญ ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้เดินทางมายังเลบานอน เพื่อย้ำถึงการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าอิหร่านยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างเลบานอนในการเผชิญหน้ากับศัตรู

    การแสดงความพร้อมในการต่อสู้ของฮิซบุลลอฮ์และการสนับสนุนจากอิหร่านนี้ ส่งผลให้ศัตรูต้องพิจารณาการเคลื่อนไหวใดๆ อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

  • บอร์เรลแสดงความกังวลต่อการยั่วยุของอิสราเอลในภูมิภาค

    บอร์เรลแสดงความกังวลต่อการยั่วยุของอิสราเอลในภูมิภาค

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายโจเซฟ บอร์เรล ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพยุโรป ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการกระทำยั่วยุของอิสราเอลในภูมิภาคที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น

    บอร์เรลระบุว่าประชาคมโลกต่างแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับปฏิบัติการของอิสราเอล ซึ่งอาจตอบโต้ต่อการเคลื่อนไหวทางการทหารของอิหร่านได้อย่างรุนแรง โดยมีความกังวลว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิสราเอลและอิหร่านอาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและประชาชนทั่วไป

    นอกจากนี้ เขายังวิจารณ์การกระทำของอิหร่านโดยระบุว่า อิหร่านอาจทำพลาดที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยเน้นย้ำว่า

    การยั่วยุที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงผลกระทบที่อาจตามมา และเรียกร้องให้มีการเจรจาและลดความตึงเครียดเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

    การแสดงความกังวลของบอร์เรลมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีประวัติการเผชิญหน้าทางการทหารและการเมืองอย่างยาวนานในภูมิภาค

  • อิหร่าน : พร้อมโจมตีไซออนิสต์ซ้ำหากจำเป็น

    อิหร่าน : พร้อมโจมตีไซออนิสต์ซ้ำหากจำเป็น

    วิเคราะห์คำพูดของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามในพิธีละหมาดวันศุกร์: การโจมตีต่อระบอบไซออนิสต์จะเกิดขึ้นอีกหากจำเป็น

    จากการสัมภาษณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศกับสำนักข่าวทัสนีม ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงหลักการทางศาสนาและกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันตัวของประชาชาติอิสลาม โดยเจตนาจะส่งสัญญาณให้กับชาติที่สนับสนุนระบอบไซออนิสต์รับรู้ว่าไม่มีข้อสงสัยใด ๆ อีกต่อไป

    1. หลักการทางศาสนาและกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตัว
    คำพูดของผู้นำสูงสุดได้กล่าวถึงสองแนวทางหลัก คือหลักการทางศาสนาและหลักการระหว่างประเทศในการป้องกันตัวเองจากการรุกราน โดยหลักศาสนานั้นเป็นสิ่งที่ใช้สำหรับมุสลิมที่ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นข้อบังคับในการป้องกันตัว ส่วนหลักการกฎหมายระหว่างประเทศนั้นได้อ้างอิงถึงมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งยอมรับสิทธิ์ในการป้องกันตัวของประเทศและประชาชนที่ถูกโจมตี

    2. การละเลยหน้าที่ของสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงในกรณีอาชญากรรมของอิสราเอล
    สหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงได้ถูกวิจารณ์ว่าละเลยหน้าที่ในการดำเนินการต่ออาชญากรรมของอิสราเอล ถึงแม้กฎบัตรสหประชาชาติระบุไว้ว่าหากประเทศใดที่คุกคามความปลอดภัยของโลกหรือก่อให้เกิดความไม่มั่นคง สหประชาชาติต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาความสงบสุข

    3. การตัดสินใจทางยุทธศาสตร์และความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติ
    ผู้นำสูงสุดยังกล่าวย้ำว่า การโจมตีของอิหร่านนั้นดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่รีบร้อน และการตัดสินใจเป็นไปตามการวิเคราะห์ทางการเมืองและทหารอย่างละเอียด การโจมตีที่เกิดขึ้นนั้นมีการวางแผนที่แม่นยำและสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ

    4. การเตือนถึงการปฏิบัติซ้ำหากจำเป็น
    สุดท้าย ผู้นำสูงสุดยังได้เตือนถึงความพร้อมของอิหร่านในการดำเนินการโจมตีเพิ่มเติมหากจำเป็น โดยเน้นว่าการปฏิบัติงานของอิหร่านไม่เร่งรีบเกินไป แต่จะทำตามความเหมาะสมและพิจารณาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ

    คำพูดของผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของอิหร่านในการป้องกันตัวและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตือนว่า หากสถานการณ์ยังคงบีบคั้น อิหร่านจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการโจมตีอีกครั้ง

  • ฮิสบุลลอฮ์ : การตายของนัสรุลลอฮ์หยุดเราไม่ได้

    ฮิสบุลลอฮ์ : การตายของนัสรุลลอฮ์หยุดเราไม่ได้

    บทวิเคราะห์: การลอบสังหารของชะฮีดนัสรุลเลาะห์ไม่สามารถดับความเคลื่อนไหวของฮิซบุลเลาะห์ได้

    คำกล่าวของผู้นำสูงสุด อายาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ในการละหมาดวันศุกร์ ถือเป็นประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งความตึงเครียดในเรื่องการต่อต้านการกดขี่และการต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อไป

    1. สิทธิของชาติต่อการป้องกันตัวตามกฎหมายสากล

    ผู้วิเคราะห์ทางการเมืองได้กล่าวถึงประเด็นว่า เมื่อใดที่ประชาชาติใดถูกกดขี่หรือสังหารอย่างไร้ความเป็นธรรม ชาตินั้นย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องตัวเองตามกฎหมายสากล ทั้งนี้ เหตุการณ์ของการลอบสังหารชะฮีดนัสรอลเลาะห์ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการกดขี่เช่นเดียวกัน การที่อิหร่านและกลุ่มที่อยู่ในแกนต้านทานสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในการป้องกันตัวนั้น ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามหลักสากลและไม่อาจโต้แย้งได้

    2. การตอบโต้ของอิหร่านไม่ขึ้นกับเวลา

    อิหร่านได้พิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่า แม้การดำเนินการใดๆ อาจต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านจะละเลยต่อสถานการณ์หรือการตอบโต้ อาจใช้เวลาหลายเดือน แต่ทุกฝ่ายควรรู้ว่าการตอบโต้ของอิหร่านนั้นมั่นคงและไม่ลังเล การลอบสังหารชะฮีดนัสรอลเลาะห์ครั้งนี้ก็เช่นกัน เราอาจเห็นการตอบโต้ในรูปแบบต่างๆ ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการปกป้องสิทธิตนเองและพันธมิตร

    3. การเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักต่อสู้

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การที่ท่านผู้นำสูงสุดเลือกใช้ภาษาอาหรับในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ ซึ่งเป็นการสื่อสารโดยตรงไปยังชาวอาหรับและกลุ่มนักต่อสู้ในภูมิภาค การใช้ภาษานี้ในช่วงเวลาสำคัญหลังจากการลอบสังหาร ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักสู้ และย้ำให้เห็นว่าความพยายามในการต่อต้านจะยังคงดำเนินต่อไป

    4. บทเรียนจากประวัติศาสตร์

    ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการลอบสังหารผู้นำของฮิซบุลเลาะห์ เช่น ชะฮีดซัยยิดฮัสซัน นัสรอลเลาะห์ หรือชะฮีดซัยยิดอับบาส มูซาวี ไม่สามารถดับความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ได้ กลุ่มยังคงแข็งแกร่งและต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเลบานอนและปาเลสไตน์ต่อไป เช่นเดียวกับในอิหร่าน ผู้นำหลายท่านถูกลอบสังหารในช่วงเวลาสั้นๆ แต่การปฏิวัติอิสลามก็ยังคงดำเนินต่อไปและขยายผลกระทบในภูมิภาค

    การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความตั้งมั่นและความเข้มแข็งของกลุ่มต่อต้านการกดขี่ในตะวันออกกลาง และย้ำว่าความพยายามในการดับความเคลื่อนไหวของพวกเขาด้วยวิธีการรุนแรงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ความต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อสิทธิจึงยังคงดำเนินไป