Author: อันวารี

  • อิหม่ามมะฮ์ดีในคัมภีร์ศาสนาฮินดู

    อิหม่ามมะฮ์ดีในคัมภีร์ศาสนาฮินดู

    ในศาสนาฮินดูและคัมภีร์ของพวกเขามีพระวจนะเกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอดและผู้ถูกสัญญาด้วย เช่น ในหนังสือมหาภารตะและหนังสือของปุรณะ พวกเขาได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า: (more…)

  •  อิหม่ามมะฮ์ดีในศาสนาโซโรอัสเตอร์

     อิหม่ามมะฮ์ดีในศาสนาโซโรอัสเตอร์

    ในคัมภีร์ ตำราและผลงานของโซโรแอสและโซโรแอสเตอร์ มีหลายเรื่องเกี่ยวกับวันสิ้นโลกและการมาปรากฏกายของผู้ถูกสัญญาไว้ ดังเช่นในตำราเหล่านี้:

    คัมภีร์อเวสตา

    คัมภีร์เซน 

    คัมภีร์ญอมาซอบนอเมะห์ (84)

    คัมภีร์ ตอสทอนดีนีก (85)

    คัมภีร์ โซโรแอสเตอร์ (86)

    ในศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีการแนะนำผู้ถูกสัญญว่าจะมาปรากฏกายาและเรียกว่า สุชยันต์ ผู้ถูกสัญญาเหล่านี้มีกันสามคนที่สำคัญที่สุดคือคนสุดท้าย สุชยันต์ถูกเรียกว่าผู้ได้รับชัยชนะ และ สุชยันต์ คนนี้คือผู้ที่ถูกสัญญาไว้ดังที่พวกเขากล่าวว่า:

    สุชยันต์ แห่งมาสด้า ได้แก่ พระกฤษณะแห่งพราหมณ์ พระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ของชาวพุทธ พระเมสสิยาห์ของชาวยิว ฟาร์กิลิตแห่งคริสเตียน และมะฮ์ดีแห่งมุสลิม (87)

    เราจะชี้ให้เห็นว่าในทุกยุคทุกสมัย ในทุกประชาชาติ ในทุกดินแดน และในภาษาของศาสดาทุกท่าน ทุกปราชญ์ หรือมหาบุรุษ ทุกถ้อยคำที่สัญญาไว้ได้ถูกนำมาใช้ในการตีความ คำศัพท์ และชื่อตามธรรมเนียมในหมู่ผู้คน ทุกชาติและทุกชนชาติ และความหมายของการตีความ สำนวน และชื่อเหล่านั้น ท้ายที่สุดก็คือผู้ถูกสัญญาในยุคสุดท้าย และนั่นคืออิหม่ามมะฮ์ดี มะฮ์ดีที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าจะมาปรากฏ

    นอกจากนี้ ในบทที่ 6 เราจะพูดถึงความต่อเนื่องของสัญญาและสัญญาที่ถูกยกขึ้นในสมัยโบราณ และเกี่ยวกับสัญญาสุดท้ายซึ่งคือ Hazrat Baqiyat Allah (สันติภาพจงมีแด่เขา)

  • มะฮ์ดี อิหม่ามผู้มีชะตากรรมเดียวกับศาสดาอิบรอฮีมและศาสดามูซา

    มะฮ์ดี อิหม่ามผู้มีชะตากรรมเดียวกับศาสดาอิบรอฮีมและศาสดามูซา

    สองศตวรรษหลังจากการอพยพของท่านศาสดา (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) ผ่านไปและการปกครองของบรรดาอิหม่ามมาถึงสมัยของอิหม่ามท่านที่ 10 และ 11 ความกังวลอย่างลึกซึ้งได้เกิดขึ้นในหมู่ผู้ปกครองของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ความกังวลนี้เกิดจากการบันทึกทางประวัติศาสตร์และหะดีษหลายฉบับที่ระบุว่า อิหม่ามฮะซัน อัสการีจะมีบุตรที่จะขัดขวางรากฐานของรัฐบาลของพวกเขา คำพยากรณ์นี้ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราของชนรุ่นก่อน ๆ และถูกกล่าวถึงในหมู่ชาวมุสลิมโดยผู้มีความรู้ในตำราเหล่านั้น รวมทั้งในหะดีษและรายงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหะดีษของท่านศาสดา เราพบว่าตามคำบอกเล่าที่มีในตำรา อิหม่ามคนที่ 11 จะมีบุตรชายคนหนึ่งที่จะทำลายบัลลังก์ โค่นมงกุฎ และทำลายอำนาจอันชั่วร้าย

    เมื่ออิหม่ามมะฮ์ดี (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ถือกำเนิดที่เมืองซามัรรอ ผ่านไปประมาณ 35 ปีนับตั้งแต่การก่อสร้างเมืองนี้ (ซึ่งสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังของเมืองเก่า) และเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเมืองหลวงรองสำหรับการปกครองของกรุงแบกแดด ดังนั้นจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองของคอลีฟะห์อับบาซิดตั้งแต่นั้นมา มุอ์ตะซิม อับบาซี คอลีฟะห์คนที่ 8 ของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ซึ่งเริ่มการปกครองในปี 218 ได้สั่งให้สร้างเมืองนี้และย้ายมาที่นี่ ทำให้ซามัรรอเป็นศูนย์กลางการปกครองของคอลีฟะห์ อิหม่ามท่านที่ 10 ถูกคุมขังในเมืองนี้เป็นเวลา 20 ปี และอิหม่ามคนที่ 11 ก็อยู่ภายใต้การดูแลในเมืองนี้เช่นเดียวกัน เมื่อการถือกำเนิดของอิหม่ามมะฮ์ดีใกล้เข้ามาและความกังวลเกี่ยวกับการมาของท่านในสายตาของผู้ปกครองเพิ่มขึ้น พวกเขาพยายามป้องกันไม่ให้ทารกเกิดหรือหากเกิดแล้วก็มีความพยายามที่จะกำจัด ดังนั้นสถานะของอิหม่ามมะฮ์ดีในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดจึงถูกปิดบังจากสาธารณะ ยกเว้นเพียงไม่กี่คน เช่น ญาติสนิท หรือสาวกและสหายใกล้ชิดของอิหม่ามอัสการีเท่านั้น คนทั่วไปไม่สามารถเห็นท่านได้ แต่คนสนิทจะได้พบท่านเป็นครั้งคราวและไม่ต่อเนื่อง ในตำราได้กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องรักษาการถือกำเนิด         ของมะฮ์ดีให้เป็นความลับว่า คอลีฟะห์ของบนีอับบาสรู้จากรายงานฮะดิษของท่านศาสดา (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) และบรรดาอิหม่าม (ขอความสันติจงมีแด่พวกเขา) ว่า อิหม่ามท่านที่ 12 คือมะฮ์ดีจะเป็นคนเดียวกับที่ในฮะดิษได้กล่าวว่าจะมาสร้างความยุติธรรมให้กับโลก ทำลายปราการแห่งการหลงผิดและการทุจริต โค่นล้มการปกครองของทรราช สังหารผู้ทรยศ และกลายเป็นผู้ปกครองแห่งตะวันออกและตะวันตกของโลก ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพยายามดับแสงสว่างนี้และฆ่าอิหม่ามท่านนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงแต่งตั้งสายลับและนักสืบเพื่อตรวจสอบหลายคน และแม้กระทั่งมอบหมายให้หญิงรับใช้คอยเฝ้าดูภายในบ้านของอิหม่ามอัสการีอย่างใกล้ชิด แต่พระเจ้าทรงรักษาแสงสว่างแห่งการนำทางนี้ไว้อย่างมั่นคง พระเจ้าทรงปิดบังการตั้งครรภ์ของมารดาตามพระประสงค์ของพระองค์ นักประวัติศาสตร์กล่าวว่ามุอ์ตะมิด อับบาซีได้สั่งให้นางผดุงครรภ์แอบเข้าไปในบ้านของบรรดาวงศ์วานของท่านศาสดาเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะบ้านของอิหม่ามฮะซัน อัสการี (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และตรวจค้นภายในบ้านอย่างละเอียดและคอยรายงานเกี่ยวกับอาการของภรรยาของท่านอิหม่าม แต่พวกหญิงรับใช้ไม่พบอะไร พระเจ้าทรงกระทำกับอิหม่ามมะฮ์ดีเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำกับท่านศาสดามูซา ศัตรูของมะฮ์ดีปฏิบัติตามวิธีการและนโยบายของฟิรอูนเช่นเดียวกัน ฟิรอูนทราบว่าการสิ้นสุดอาณาจักรของเขาจะมาจากชายคนหนึ่งในบะนีย์อิสราอีล เขาแต่งตั้งผู้ตรวจตราเพื่อเฝ้าดูหญิงมีครรภ์ของชาวอิสราอีลและตรวจสอบเด็กที่เกิดมาใหม่อย่างเข้มงวด หากเป็นเด็กชายจะต้องฆ่า ด้วยวิธีนี้เขาจึงฆ่าเด็กจำนวนมากเพื่อป้องกันไม่ให้มูซาถือกำเนิด – ดังที่กล่าวในอัลกุรอาน – แต่พระเจ้าผู้ทรงอำนาจยังคงรักษาศาสดามูซาไว้ และปิดบังการถือกำเนิดของท่านจากศัตรู จากนั้นพระองค์ได้สั่งให้มารดาของมูซาวางทารกไว้ในตะกร้าและปล่อยให้ลอยไปตามแม่น้ำไนล์… มีรายงานมากมายที่กล่าวว่าเรื่องราวของอิหม่ามมะฮ์ดีมีความคล้ายคลึงกับศาสดาอิบรอฮีมและศาสดามูซา…

  • วันถือกำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดี

    วันถือกำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดี

    นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการหะดีษเชื่อว่าการถือกำเนิดของอิหม่ามฮุจญัต บิน ฮะซัน อัล-มะฮ์ดีเกิดขึ้นในปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 255 หรือ 256 โดยกล่าวกันว่า: ท่านอิหม่ามมะฮ์ดี (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ได้ถือกำเนิดในคืนวันศุกร์กลางเดือนชะฮ์บานของปีดังกล่าว จากตรงนี้ถือว่าการถือกำเนิดของอิหม่ามมะฮ์ดีและการมาของท่านบนโลกนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแล้ว นอกจากนี้บรรดาอิหม่าม นักวิชาการชีอะฮ์ นักประวัติศาสตร์ และนักวิชาการสุนหนี่หลายคนยังได้ระบุสิ่งนี้ไว้ในตำราของพวกเขาด้วยและถือว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในที่นี้เราจะขอนำเสนอรายชื่อของนักวิชาการบางคนที่ทั้งหมดมีมากกว่า 65 คนที่บันทึกสิ่งนี้ไว้ในตำราของพวกเขา :

    1. อาลี บิน ฮุเซน มัสอูดีย์ บันทึกไว้ว่า:
      ในปี 260 อบู มูฮัมหมัด ฮะซัน บิน อาลี บิน มูฮัมหมัด บิน อาลี บิน มูซา บิน ญะอ์ฟัร บิน มูฮัมหมัด บิน อาลี บิน ฮุเซน บิน อาลี บิน อาบีฏอลิบ (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ถึงแก่กรรมในสมัยการปกครองของราชวงศ์อับบาซิยะฮ์ ขณะท่านเสียชีวิตลงท่านมีอายุได้ 29 ปี ซึ่งท่านเป็นบิดาของมะฮ์ดีผู้ถูกรอคอย (1)
    2. ชัมซุดดีน อิบนุ คอละกาน บันทึกไว้ว่า:
      อบุลกอซิม มูฮัมหมัด บิน อัล-ฮะซัน อัล-อัสการี บิน อาลี อัล-ฮาดี บิน มูฮัมหมัด อัล-ญาวาด เป็นอิหม่ามของชีอะฮ์ท่านที่สิบสอง ชื่อที่เป็นที่รู้จักของท่านคืออัลฮุจญะฮ์ บรรดาชีอะฮ์จะรู้จักกันในนาม อิหม่ามมุนตะซอร กออิม และอัลมะฮ์ดี ท่านถือกำเนิดในวันศุกร์กลางคืนกลางเดือนชะฮ์บานปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 255 เมื่อบิดาของท่านเสียชีวิตลงท่านมีอายุได้เพียงห้าขวบ มารดาของท่านชื่อคอมัต และบางคนก็เรียกว่า นัรญิส (2)
    3. เชคอับดุลลอฮ์ ชับรอวี บันทึกไว้ว่า:
      อิหม่ามคนที่ 11 คือ ฮะซัน อัสการี เกิดที่เมืองมะดีนะฮ์ เมื่อวันที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล (3) ในปี       ฮิจเราะห์ที่ 232 ถึงแก่กรรมเมื่อวันศุกร์ เดือนที่ 8 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีฮิจเราะห์ที่ 260 สิริอายุได้ 28 ปี และเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของอิหม่ามท่านนี้ก็คือท่านเป็นบิดาของอิหม่ามมะฮ์ดีผู้ถูกรอคอย… มะฮ์ดีเกิดที่เมืองซามัรรอในตอนคืนกลางเดือนชะฮ์บานในปี 255 (ขอความสันติสุขและความจำเริญจงมีแด่ท่าน) หรือ 5 ปีก่อนการเสียชีวิตของบิดา บิดาของท่านซ่อนท่านไว้ตั้งแต่แรกเกิด และเนื่องจากปัญหาที่ท่านมีและความกังวลของคอลีฟะฮ์อับบาซิด ท่านจึงซ่อนลูกชายของตนไว้ให้ห่างจากสายตาของคอลีฟะฮ์ เนื่องจากพวกอับบาซิดติดตามครอบครัวของท่านศาสดา ประณาม จำคุกและประหารชีวิตพวกเขา เพราะเชื่อว่าด้วยน้ำมือของครอบครัวของศาสดามูฮัมหมัด (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) การปกครองของผู้ทรยศจะถูกทำลาย นั่นคือถูกทำลายด้วยมือของอิหม่ามมะฮ์ดี (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) และพวกเขารู้เรื่องนี้จากหะดีษที่ท่านศาสดา (ขอความสันติและความจำเริญจากอัลลอฮ์จงมีแด่ท่าน) กล่าวไว้ (4)
    4. เชค อับดุล วาฮับ ชะอ์รอนี:
      อิหม่ามมะฮ์ดี (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากอิหม่ามฮะซัน อัสการี ท่านถือกำเนิดตอนกลางคืนกลางชะฮ์บาน ปีฮิจเราะห์ที่ 255 และท่านจะยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งได้พบกับท่านศาสดาอีซา บุตรของท่านหญิงมัรยัม (5)

    เชคสุไลมาน กุนดูซี ระบุไว้ว่า:
    หะดีษที่เป็นที่รับรู้และมีความถูกต้องแน่ชัดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้คือ การถือกำเนิดของกออิม (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เกิดขึ้นตอนกลางคืนกลางเดือนชะฮ์บานในปี พ.(ขอความสันติสุขและความจำเริญจงมีแด่ท่าน) 255 ในเมืองซามัรรอ (6)

  • วิเคราะห์ : ปฏิบัติการพายุ “อัลอักซอ” ทำอิสราเอลถอยหลัง 70 ปี

    วิเคราะห์ : ปฏิบัติการพายุ “อัลอักซอ” ทำอิสราเอลถอยหลัง 70 ปี

    การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์และเลบานอนที่ส่งผลต่อการล่าถอยของระบอบอิสราเอล

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างชาวปาเลสไตน์และเลบานอนกับระบอบอิสราเอลได้เป็นประเด็นที่น่าสนใจในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่และละเมิดสิทธิมาเป็นเวลานาน ในคำปราศรัยของท่านผู้นำสูงสุดอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้ ท่านได้กล่าวถึงการต่อสู้ของกลุ่มนักรบชาวปาเลสไตน์และเลบานอน ที่สามารถผลักดันระบอบอิสราเอลให้ล่าถอยไปถึง 70 ปี การแถลงนี้ได้สร้างความหวังให้กับหลายคนที่ยังคงยืนหยัดสู้เพื่อความยุติธรรม

    ผลกระทบจากการต่อสู้ในภูมิภาค

    การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์และเลบานอนในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงแค่การต่อสู้ทางกายภาพ แต่ยังเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ที่มุ่งหวังให้โลกได้รับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมที่พวกเขาต้องเผชิญ การใช้วิธีการต่าง ๆ ในการต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังในการรบ การทูต หรือการเคลื่อนไหวในเวทีระหว่างประเทศ ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อระบอบอิสราเอล และลดทอนศักยภาพในการขยายอิทธิพลของระบอบนี้ในภูมิภาค

    อิสราเอลกับการล่าถอยทางยุทธศาสตร์

    คำกล่าวของท่านผู้นำสูงสุดที่ระบุว่าระบอบอิสราเอลได้ล่าถอยไปถึง 70 ปี มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์และสัญลักษณ์อย่างมาก โดยการล่าถอยนี้หมายถึงการเสื่อมสภาพในหลายด้าน เช่น ความล้มเหลวในการรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ที่ยึดครอง ความสูญเสียในการควบคุมทางการเมืองและการทูต ตลอดจนการเผชิญกับการประณามและการคว่ำบาตรจากประเทศต่าง ๆ

    ความสำคัญของการต่อสู้ในอนาคต

    การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์และเลบานอนยังคงดำเนินต่อไป โดยมุ่งหวังที่จะสร้างอนาคตที่เป็นอิสระและเท่าเทียม แม้ว่าระบอบอิสราเอลจะมีความเข้มแข็งในทางทหาร แต่การต่อสู้อันเข้มแข็งของนักรบในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ระบอบอิสราเอลไม่สามารถครอบงำได้อย่างยั่งยืน การยืนหยัดอย่างมั่นคงของประชาชนในภูมิภาคนี้และการสนับสนุนจากประชาคมโลกยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสันติภาพและความยุติธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์

    บทสรุป

    การล่าถอยของระบอบอิสราเอลในปัจจุบันเป็นผลจากการต่อสู้และความเสียสละของชาวปาเลสไตน์และเลบานอน การที่ระบอบนี้ต้องเผชิญกับการกดดันจากประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลกทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน อนาคตของภูมิภาคนี้จึงขึ้นอยู่กับความพยายามและการสนับสนุนเพื่อสร้างสันติภาพ

  • มืดบอดใบ้ทางจิตวิญญาณ

    มืดบอดใบ้ทางจิตวิญญาณ

    โองการที่ 18 จาก ซูเราะห์ อัล-บะเกาะห์ ซึ่งกล่าวว่า:

    “صُمٌّ بُكْمٌ عُمْيٌ فَهُمْ لَا يَرْجِعُونَ”

    แปลว่า:

    “พวกเขาหูหนวก ลิ้นใบ้ ตาบอด และพวกเขาไม่สามารถกลับมาสู่ทางที่ถูกต้องได้”

    โองการนี้เป็นการแสดงถึงสถานะที่ย่ำแย่ทางจิตวิญญาณของกลุ่มคนที่หลงทางจากแนวทางแห่งความจริง พวกเขาไม่สามารถฟังความจริง ไม่สามารถพูดความดี และไม่สามารถเห็นทางนำแห่งความสำเร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พวกเขาเลือกปฏิเสธพระเจ้าและคำสอนของพระองค์ โองการนี้ไม่ได้กล่าวถึงความบกพร่องทางกายภาพของการได้ยิน การพูด หรือการมองเห็น แต่หมายถึงการปิดกั้นทางจิตวิญญาณที่นำพาพวกเขาให้ห่างไกลจากความเมตตาของพระเจ้า

    1. หูหนวก (صُمٌّ)

    ความหมายของ “หูหนวก” ในโองการนี้หมายถึงคนที่ไม่เปิดใจฟังคำสอนหรือคำเตือนจากพระเจ้า แม้ว่าจะมีเสียงเรียกเตือนอย่างชัดเจนจากอัลกุรอานหรือจากศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) พวกเขายังคงเลือกที่จะปฏิเสธการฟังคำแนะนำและยังยืนหยัดอยู่ในความผิดพลาด การไม่รับฟังเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิเสธและการหลงทาง เนื่องจากการฟังเป็นทางนำพาสู่ความรู้และความเข้าใจ

    2. ลิ้นใบ้ (بُكْمٌ)

    “ลิ้นใบ้” หมายถึงการไม่พูดสิ่งที่เป็นความจริงหรือคำสอนที่ดีงาม คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่พูดความจริง แต่ยังอาจพูดสิ่งที่เป็นเท็จหรือสร้างความเข้าใจผิด พวกเขาไม่ใช้คำพูดของตนในการเผยแพร่ความดีหรือปกป้องศาสนา ดังนั้น การไม่ใช้คำพูดอย่างถูกต้องหรือการเงียบงันในช่วงเวลาที่ควรพูดคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาห่างไกลจากพระเจ้า

    3. ตาบอด (عُمْيٌ)

    ความตาบอดในที่นี้หมายถึงการที่คนไม่สามารถมองเห็นสัญญาณและหนทางที่พระเจ้าได้ชี้นำให้เห็น คนเหล่านี้ปฏิเสธที่จะมองเห็นความจริง แม้ว่าพวกเขาจะถูกล้อมรอบด้วยสัญญาณแห่งพระเจ้าทั้งในธรรมชาติและในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต พวกเขาหลับตาให้กับความเป็นจริงที่อยู่เบื้องหน้าและเลือกที่จะมองข้ามทางนำที่ชัดเจน

    ผลของการปิดกั้นทางจิตวิญญาณ

    เมื่อมนุษย์ปิดกั้นการรับรู้ทั้งสามอย่างนี้ – การฟัง การพูด และการมองเห็น – พวกเขาจะถูกทิ้งให้อยู่ในความมืดมนทางจิตวิญญาณโดยไม่สามารถกลับมายังทางที่ถูกต้องได้ โองการนี้เน้นถึงผลลัพธ์ของการละเลยคำสอนของพระเจ้าและการปฏิเสธคำแนะนำ มนุษย์ที่ไม่ยอมเปิดใจให้กับความจริงจะพบว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนแห่งความหลงทางและไม่สามารถกลับมาสู่ทางนำของพระเจ้าได้

    ข้อคิดจากโองการนี้

    การเตือนในโองการนี้เป็นคำสอนสำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเปิดใจรับฟังคำสอนของพระเจ้า การพูดในสิ่งที่ถูกต้อง และการมองเห็นสัญญาณแห่งความจริง เมื่อเราฟังอย่างใส่ใจ พูดอย่างมีจริยธรรม และมองเห็นหนทางแห่งความดี เราจะสามารถพาตนเองออกจากความมืดมนและเดินไปบนหนทางที่นำสู่ความสำเร็จและความเมตตาจากพระเจ้า

  • มนุษย์คือผู้สร้างความทุกข์ให้ตนเอง

    มนุษย์คือผู้สร้างความทุกข์ให้ตนเอง

    แนวคิดเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้าในอิสลามเป็นเรื่องที่สำคัญและลึกซึ้ง หนึ่งในประเด็นที่ชัดเจนที่สุดคือพระเจ้ามิได้มีความอยุติธรรมต่อมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์เองที่มักจะทำให้ตัวเองพบกับความไม่ยุติธรรม ในคัมภีร์อัลกุรอานและฮะดิษหลายบท ได้กล่าวถึงหลักการนี้อย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นคือฮะดิษที่กล่าวไว้ว่า:

    إنَّ اللَّهَ لَا يَظْلِمُ النَّاسَ شَيْئًا وَلَٰكِنَّ النَّاسَ أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ / سوره یونس آیه 44

    “อันที่จริง พระเจ้าไม่เคยกดขี่หรือทำร้ายมนุษย์แต่อย่างใด แต่เป็นมนุษย์เองที่กดขี่ตนเอง”

    จากฮะดิษนี้ เราสามารถนำไปวิเคราะห์และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของการกระทำของมนุษย์ได้อย่างกว้างขวาง มนุษย์นั้นมีความอิสระในการเลือกทางชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเลือกทำสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มนุษย์เป็นผู้มีหน้าที่ในการตัดสินใจและลงมือทำ และเมื่อใดก็ตามที่ผลลัพธ์จากการกระทำของพวกเขานั้นนำไปสู่ความทุกข์ยากลำบาก มักเป็นเพราะการเลือกผิดพลาดของพวกเขาเอง

    การกระทำของมนุษย์และผลกระทบต่อตนเอง

    มนุษย์สามารถสร้างความดีและความเลวร้ายได้ด้วยตนเอง การเลือกกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีผลต่อชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า การเลือกทำความดีจะนำมาซึ่งความสุข ความสงบในจิตใจ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตนเองกับผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม การกระทำที่ไม่ดี เช่น การโกง การโกหก หรือการเอาเปรียบผู้อื่น จะทำให้ชีวิตตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีความสุขและนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตนเอง

    การลงโทษและความยุติธรรมของพระเจ้า

    ตามหลักคำสอนของอิสลาม พระเจ้าเป็นผู้ทรงเมตตาและยุติธรรม ความยุติธรรมของพระเจ้านั้นไม่เพียงแค่การให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำดีและลงโทษผู้ที่ทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการให้มนุษย์ได้มีโอกาสในการแก้ไขและปรับปรุงตัวเอง การที่มนุษย์พบกับความทุกข์และปัญหาในชีวิตนั้น มักเป็นผลมาจากการกระทำของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจและความเสียหายในชีวิต อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะลงโทษหรือสร้างความยากลำบากให้กับมนุษย์ แต่การที่มนุษย์ไม่เคารพในกฎแห่งธรรมชาติและศีลธรรม กลับเป็นสิ่งที่นำพาให้พวกเขาต้องเผชิญกับผลร้ายเอง

    ความรับผิดชอบของมนุษย์ในการสร้างความยุติธรรม

    ในท้ายที่สุด มนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และสิ่งสำคัญที่อิสลามเน้นย้ำคือการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการใช้ชีวิตอย่างมีศีลธรรม และไม่ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ด้วยความเชื่อที่ว่าพระเจ้าเป็นผู้ยุติธรรมและไม่เคยกดขี่ใคร เราจึงต้องสังเกตการกระทำของเราและตระหนักว่าเมื่อใดก็ตามที่เราประสบปัญหา มันอาจเกิดจากการกระทำของเราเอง และในขณะเดียวกัน เรามีอิสระที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น

    จากบทฮะดิษนี้ เราจะเห็นได้ว่าอิสลามได้ให้แนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และเตือนให้มนุษย์ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม

  • ครบรอบหนึ่งปีปฏิบัติการ “พายุอัลอักซอ”

    ครบรอบหนึ่งปีปฏิบัติการ “พายุอัลอักซอ”

    เมื่อครบรอบหนึ่งปีของปฏิบัติการ “พายุอัลอักซอ” ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่มีต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยในช่วงเวลาเดียวกันนี้ สื่อ KHAMENEI.IR ได้เผยแพร่ข้อความหนึ่งจากคำกล่าวของผู้นำสูงสุดของอิหร่านในภาษาฮีบรูผ่านทางบัญชี Twitter (X) ของพวกเขา

    การดำเนินการ “พายุอัลอักซอ” มีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินการของรัฐไซออนิสต์ ทำให้พวกเขาถอยกลับไปถึง 70 ปี โดยในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว นักรบจากกลุ่มอัล-คาซัม (Al-Qassam) สามารถเจาะเข้าไปยังแนวชายแดนและเข้ายึดครองพื้นที่ทางทหารและพื้นที่ที่ถูกยึดครองรอบ ๆ ฉนวนกาซาได้สำเร็จ

    ในช่วงเวลานั้น นักรบได้ทำการสังหาร บาดเจ็บ และจับกุมทหารและกลุ่มคนที่เป็นผู้ยึดครองพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดุลอำนาจในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความสามารถของกลุ่มต่อสู้ในภูมิภาคนี้ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายและสถานการณ์ที่ซับซ้อนอีกด้วย

    การเฉลิมฉลองปีครบรอบนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้คนได้ทบทวนถึงประวัติศาสตร์และความสำคัญของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในดินแดนที่ถูกยึดครอง และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของชาวปาเลสไตน์ในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตน

  • เรื่องเล่าของชายชรากับพินัยกรรม

    เรื่องเล่าของชายชรากับพินัยกรรม

    ในวันหนึ่งขณะที่อากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเข้ามา ฉันได้พบกับชายชราที่มีใบหน้าหมองเศร้าและอิดโรย เขาเดินเข้ามาหาฉันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา เขากล่าวว่า “ลูกๆ ของฉันไม่ดูแลฉันและปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว ฉันต้องการทำพินัยกรรมเพื่อที่หลังจากฉันตาย ฉันจะมอบทรัพย์สินหนึ่งในสามของฉันให้กับคนยากจน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร?”

    ชายชราฟังดูมีความหวังว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจากการที่ลูกๆ ของเขาไม่สนใจและปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง แต่ฉันตอบเขาว่า “การทำเช่นนี้ไม่ได้มีรางวัลอะไรจากพระเจ้า เพราะคุณไม่ได้ทำเพื่อพระเจ้า แต่ทำเพื่อความต้องการของตัวเองที่จะให้รู้สึกสงบและแก้แค้นลูกๆ ที่ไม่สนใจคุณ”

    บรรยากาศเงียบลงอย่างหนัก ขณะนั้นชายชรามองไปที่พื้น และดูเหมือนว่าเขาจะจมอยู่ในความคิดของเขา ฉันจึงพูดต่อว่า “หากคุณต้องการทำเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และคุณสามารถทำได้ ซึ่งฉันสงสัยว่าคุณจะมีโอกาสนั้นไหม คุณควรขายบ้านของคุณและมอบทรัพย์สินให้กับคนยากจนในขณะนี้แทนการรอให้หลังจากตายไป”

    “ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือในฐานะผู้เช่าที่ใกล้จะย้ายไปสู่บ้านหลังสุดท้ายของคุณที่แท้จริง” ฉันกล่าว

    ชายชราฟังดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจ ฉันเห็นว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงในท่าทางและสีหน้าของเขา “คุณรู้ไหม การตายโดยที่ใจเต็มไปด้วยความอับอายและความหวังที่จะทำสิ่งดีๆ ไม่มีค่าอะไรทั้งสิ้น แต่การใช้ชีวิตด้วยความเมตตาและการช่วยเหลือผู้อื่นคือสิ่งที่มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า”

    ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มและพูดว่า “คุณพูดถูก อาจจะเป็นเวลาที่ฉันควรจะคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง เพื่อให้การให้ของฉันทำให้จิตใจของฉันสงบลง”

    ฉันยิ้มและบอกเขา “ใช่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แทนที่จะรอคอยการยอมรับจากลูกๆ ของคุณ ให้คุณเป็นคนที่ให้และช่วยเหลือแทน”

    หลังจากวันนั้น ชายชราตัดสินใจที่จะขายบ้านของเขาและใช้เงินในการช่วยเหลือคนยากจน เขาเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการช่วยเหลือและการให้ในชีวิตนี้ มากกว่าการรอคอยถึงวันสุดท้าย เขาเริ่มมองโลกด้วยใจที่เปิดกว้าง และยอมรับว่า การทำเช่นนี้จะนำความสุขและความสงบมาให้เขา

    ในที่สุด ชายชราใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และทำให้เขารู้สึกว่าได้ทำในสิ่งที่มีค่า เขามีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคนอื่นและกลายเป็นที่รักของผู้คนรอบข้าง

    เรื่องราวนี้สอนให้เราเข้าใจว่า แม้ว่าเราจะเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นจะนำความสุขและความสงบมาสู่ตัวเราเอง เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่น เราจะรู้สึกเติมเต็มและมีค่าในชีวิตมากยิ่งขึ้น และสุดท้าย ชีวิตของชายชราก็ได้จบลงด้วยรอยยิ้มและความรักที่เขามอบให้ผู้อื่น ทำให้เขาจากไปด้วยความสงบในใจ

  • ชีวิตและการสร้างความสมดุลในการแสวงหา

    ชีวิตและการสร้างความสมดุลในการแสวงหา

    ในคำสอนจากท่านอิมามอาลี (อ) ที่กล่าวว่า

    “إنَّمَا أَنْتَ عَدَدُ أَيَّامٍ فَكُلُّ يَوْمٍ يَمْضِي عَلَيْكَ يَمْضِي بَعْضُكَ”

    แปลว่า “ท่านคือผลรวมของวันต่างๆ ที่มีอยู่ ทุกวันที่ผ่านไปจะพาท่านสูญเสียไปทีละน้อย”

    การพิจารณาชีวิตในลักษณะนี้ช่วยให้เราเห็นถึงความเป็นอนิจจังและความไม่เที่ยงของชีวิต ซึ่งทุกวินาทีที่ผ่านไป เรากำลังสูญเสียบางส่วนของตนเองโดยไม่อาจย้อนกลับได้

    การรู้สึกถึงความสูญเสียในแต่ละวันไม่ได้หมายความว่าเราควรจะรู้สึกเศร้าหมองหรือหมดหวัง แต่กลับเป็นการเตือนให้เราตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของเวลาในการใช้ชีวิตอย่างมีจุดหมาย โดยเฉพาะการเลือกวิธีการดำรงชีวิตที่มีสมดุลและเหมาะสม

    ในสังคมปัจจุบัน การแสวงหาความสำเร็จในชีวิตอาจถูกตีความไปในทางของความก้าวหน้าทางวัตถุ การมีชื่อเสียง หรือความมั่งคั่ง แต่ท่านอิมามอาลี (عليه السلام) ได้เตือนให้เราพิจารณาว่า

    “فَخَفِّضْ فِي اَلطَّلَبِ وَ أَجْمِلْ فِي اَلْمُكْتَسَبِ”

    ซึ่งแปลว่า “จงอยู่ในความสงบในการแสวงหา และจงมีความพอประมาณในการหารายได้” คำแนะนำนี้สอนให้เราไม่มุ่งหวังที่จะไล่ตามวัตถุมากจนเกินไป แต่ควรแสวงหาและใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล มีความสุขจากสิ่งที่เพียงพอ

    การหาสมดุลในชีวิตต้องอาศัยการพิจารณาตนเอง การแสวงหาไม่ควรเต็มไปด้วยความโลภ หรือความเร่งรีบในการเพิ่มพูนสิ่งที่อาจไม่จำเป็น การใช้ชีวิตที่ดีคือการรู้จักพอเพียง รู้จักสันโดษ และมุ่งเน้นไปที่ความสงบของจิตใจมากกว่าความเร่งรีบเพื่อบรรลุความสำเร็จภายนอก

    ท่านอิมามอาลี (อ)ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ว่า การมีชีวิตอยู่นั้นเท่ากับว่าเรากำลังใช้เวลา และทุกครั้งที่วันเวลาผ่านไป เรากำลังสูญเสียตัวตนของเราไปเช่นกัน ดังนั้น การใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราควรใส่ใจในทุกกิจกรรมที่ทำ เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การแสวงหาสมบัติหรือความสำเร็จควรอยู่ในกรอบของความเป็นธรรม ความมีเหตุผล และไม่ทำให้เราเสียสมดุลในชีวิต

    โดยสรุป คำสอนของท่านอิมามอาลี (อ) เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ รู้จักพอเพียง และไม่หลงใหลไปกับความทะเยอทะยานที่เกินควร การรักษาสมดุลในชีวิต ทั้งในด้านการทำงาน การแสวงหา และการพักผ่อน จะทำให้เรามีชีวิตที่สงบและมีคุณค่า