Category: อัลกุรอาน

  • ซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และ มะดะนียะฮ์

    ซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และ มะดะนียะฮ์

    ตามสายรายงานเกี่ยวกับลำดับการประทานอัล กุรอาน บ่งชี้ว่า ซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีจำนวน 86 ซูเราะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ มีจำนวน 28 ซูเราะฮ์ ซึ่งบรรทัดฐานในการกำหนดว่าซูเราะฮ์ใดเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และซูเราะฮ์ใดเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์มี 3 ทัศนะใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ :

    1 :  แบ่งตามช่วงเวลาของการประทานอัล กุรอาน : นักอรรถาธิบายอัล กุรอานบางท่านเชื่อว่า บรรทัดฐานในการแบ่งซูเราะฮ์เป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์นั้นคือ การอพยพของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์ ตามบรรทัดฐานดังกล่าว ทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาก่อนการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่ถูกประทานลงมาหลังจากการอพยพ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาในเมืองมะดีนะฮ์ ในระหว่างการเดินทาง หรือแม้กระทั่งโองการที่ถูกประทานลงมาในเมืองมักกะฮ์ในระหว่างการเดินทางมาทำพิธีฮัจญ์หรือพิธีอุมเราะฮ์ หรือหลังจากการพิชิตมักกะฮ์ก็ตาม เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากการอพยพ จึงถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์  และส่วนโองการที่ถูกประทานมาในขณะที่ท่านศาสดากำลังอพยพซึ่งท่านอยู่ระหว่างทางมักกะฮ์และมะดีนะฮ์จะถูกรวมเข้าอยู่ในกลุ่มของโองการในซูเราะฮ์มักกียะฮ์ เช่น โองการที่ 85 ของซูเราะฮ์ กอศอศ ที่กล่าวว่า :

    แท้จริง พระผู้ทรงประทานอัล กุรอานให้แก่เจ้า แน่นอน ย่อมทรงนำเจ้ากลับสู่ถิ่นเดิม

    (ซูเราะฮ์กอศอศ โองการที่ 85)

    2 : แบ่งตามสถานที่ของการประทานอัล กุรอาน : จากบรรทัดฐานนี้ทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมักกะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุกโองการที่ถูกประทานลงมาที่เมืองมะดีนะฮ์ ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ไม่ว่าจะถูกประทานลงมาก่อนหรือหลังจากการอพยพ ดังนั้นโองการที่ถูกประทานลงมาในสถานที่อื่นที่นอกเหนือจากทั้งสองนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ ซึ่งท่านญะลาลุดดีน สุยูฏี บันทึกรายงานหนึ่งไว้ว่า : ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดำรัสว่า “อัล กุรอานถูกประทานลงมาในสามสถานที่คือ มักกะฮ์ มะดีนะฮ์และเมืองชาม” (เป้าหมายของชามในที่นี้ คือ เมืองตะบูก )

    3: แบ่งตามรูปประโยค : ทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับพวกตั้งภาคี ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และทุก ๆ ซูเราะฮ์ที่รูปประโยคกล่าวกับผู้ศรัทธา ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ ท่านอับดุลลอฮ์ มัสอูด ได้ยกรายงานบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : ทุก ๆซูเราะฮ์ที่มีประโยคที่กล่าวว่า  “ยาอัยยุฮันนาส” (โอ้มวลมนุษย์) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์ใดก็ตามที่มีประโยคที่กล่าวว่า  “ยาอัยยุอัลละซีนะ อามะนู” (โอ้มวลผู้ศรัทธา) ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เพราะส่วนมากผู้ศรัทธาจะอยู่ในเมืองมะดีนะฮ์ และพวกตั้งภาคีจะอาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮ์ แต่เนื่องจากในซูเราะฮ์ต่าง ๆที่เป็นมะดะนียะฮ์ เช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ซึ่งมีประโยค “ยาอัยยุฮันนาส”รวมอยู่ด้วยทำให้บรรทัดฐานนี้ไม่รัดกุม ทั้งนี้บรรทัดฐานในการกำหนดซูเราะฮ์มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์มีอีกมากมาย ซึ่งไม่อาจนำแต่ละประเด็นมาเป็นบรรดทัดฐานที่ครอบคลุมและรัดกุมได้ แต่โดยรวมแล้วสามารถนำทั้งหมดมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดได้ในระดับหนึ่ง

    ในหนังสืออัลอิตกอน ฟีอุลูมิลกุรอาน ของสุยูฏีกล่าวว่า นักอรรถาธิบายอัล กุรอาน และนักวิชาการด้านกุรอานเชื่อว่าบรรทัดฐานแรกเป็นบรรทัดฐานในการแบ่งซูเราะฮ์มะกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ที่รัดกุมและน่าเชื่อถือที่สุด

    จุดประสงค์ของการแบ่งซูเราะฮ์เป็นมักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์

    การแบ่งซูเราะฮ์ของอัล กุรอานไปในรูปแบบที่กล่าวถึงข้างต้นมีจุดประสงค์เพื่อ :

    1 – ทำความเข้าใจขั้นตอนการเผยแผ่ศาสนาของท่านศาสดา รวมทั้งรูปแบบการกำหนดกฏเกณฑ์ของศาสนาในอัล กุรอานเพื่อง่ายต่อการอรรถาธิบายอัล กุรอาน

    2 – ในอัล กุรอานจะมีโองการหรือบางซูเราะฮ์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายโดยรวม และมีบางโองการและบางซูเราะฮ์มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม ซึ่งการแบ่งซูเราะฮ์เป็นมักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์ทำให้สามารถเข้าใจและแยกแยะเนื้อหาของอัล กุรอานได้โดยง่าย

    3 –  ทำความเข้าใจถึงมิติต่าง ๆ ของความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานได้อย่างลึกซึ้ง

    คุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์ มักกียะฮ์และมะดะนียะฮ์

    1- คุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์มักกียะฮ์

    1 – มีเนื้อหาที่กล่าวถึงเหลักการศรัทธาของศาสนาอิสลาม เช่น หลักศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า หลักศรัทธาต่อวันปรโลก หรือมีเนื้อหาที่เป็นการจำลองภาพบรรยากาศในวันแห่งการสอบสวนการกระทำของมนุษย์ หรือจำลองภาพของนรกและสวรรค์

    2 – มีเนื้อหากระชับ และมีรูปแบบของคำที่มีสัมผัสทางภาษาที่สวยงาม

    3 – มีเนื้อหาโจมตีและตอบโต้หลักความเชื่อของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา

    4 – มีคำสาบานจำนวนมาก เช่น คำสาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า  คำสาบานต่อวันปรโลก  คำสาบานต่ออัล กุรอาน ซึ่งโดยรวมแล้วในซูเราะฮ์มักกียะฮ์มีการสาบานอยู่ถึง 30 ครั้ง แต่ในขณะเดียวกันในซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์มีการสาบานเพียง 2 กรณีเท่านั้น เช่นในโองการที่ 7 ของซูเราะฮ์ตะฆอบุน ที่กล่าวว่า :

    “ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ พวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วพวกท่านจะได้รับแจ้งตามที่พวกท่านได้ประกอบกรรมไว้”

    5 – มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของบรรดาศาสดาและชนรุ่นก่อนรวมทั้งเรื่องราวของท่านศาสดาอาดัม

    6 – ส่วนมากจะเริ่มต้นประโยคด้วยคำว่า “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย”  แต่ก็มีบางโองการเช่นกันที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา” ซึ่งเป็นคุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ เช่นโองการที่ 21 และ 168 ของซูเราะฮ์ บะเกาะเราะฮ์ และโองการแรกของ ซูเราะฮ์ นิซาอ์  แต่สำหรับโองการที่ 77 ของซูเราะฮ์ฮัจญ์ นักวิชาการส่วนมากเช่นอิบนิ ฮิซอร เชื่อว่าเป็นโองการที่อยู่ในซูเราะฮ์มักกียะฮ์ แต่เริ่มต้นด้วยคำว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา”

    7 – มีสำนวนและการตำหนิติเตียนที่รุนแรง

    8 – มีเนื้อหาที่เรียกร้องไปสู่คุณค่าทางจิตวิญญาณ ศีลธรรม  และการรักษาจริยธรรมอันดีงาม เช่นกล่าวถึงเรื่องความรัก  ความบริสุทธิ์ใจ  การให้เกียรติต่อผู้อื่น  การให้เกียรติกับเพื่อนบ้าน  การปฏิบัติดีต่อพ่อแม่  ฯลฯ

    และซูเราะฮ์ที่เริ่มต้นด้วย  “ฮุรูฟมุก็อตตออะฮ์”  (หมายถึงซูเราะฮ์ที่เริ่มต้นด้วยอักษรย่อ เช่น กาฟ ฮา ยา อีน ซอด ) ทั้งหมดเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์ ยกเว้นซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์

     

    2 – คุณลักษณะพิเศษของซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์

    1 – มีเนื้อหายาวและมีรายละเอียดกว่าซูเราะฮ์มักกียะฮ์

    2 – มีเนื้อหาที่โจมตีและตอบโต้หลักศรัทธาของชาวคัมภีร์ (ยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์)

    3 – ตำหนิการกระทำของบรรดามุนาฟิก (พวกหน้าไหว้หลังหลอก)

    4 – มีเนื้อหาที่ปลุกระดมไปสู่การต่อสู้เพื่อปกป้องอุดมการณ์ของศาสนาอิสลาม

    5 – อธิบายรายละเอียดของบทบัญญัติของศาสนา  สิทธิ์ต่าง ๆ  การแบ่งมรดก  รวมทั้งกฏเกณฑ์ทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง อีกทั้งหลักการและรูปแบบการทำสัญญาต่าง ๆ

    6 – อธิบายหลักฐานและเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับหลักศรัทธาและบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม

    โองการ “มุซตัซนาอาต” 

    มีคำถามอยู่ว่า ในซูเราะฮ์ที่เรียกว่าเป็นซูเราะฮ์มักกียะฮ์นั้นมีโองการที่ประทานในมะดีนะฮ์ปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ หรือซูเราะฮ์ที่ถือว่าเป็นซูเราะฮ์ มะดะนียะฮ์ มีโองการที่ประทานในมักกะฮ์ปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ นักวิชาการส่วนมากเช่น สุยูฏี กล่าวว่า มีโองการประเภทดังกล่าวปะปนอยู่ด้วย โดยโองการเหล่านี้เรียกว่า “อายาตมุซตัซนาอาต” ยกตัวอย่างเช่น ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ ในการแบ่งประเภทซูเราะฮ์ถือว่าเป็นซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ แต่มี 2 โองการที่ถูกประทานในมะดีนะฮ์อยู่ในซูเราะฮ์นี้ด้วย คือ โองการที่ 109 และ โองการที่ 272

    ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย เรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นข้อมูลเกี่ยวกับซูเราะฮ์มักกียะฮ์ และซูเราะฮ์มะดะนียะฮ์ซึ่งถือว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ที่จะต้องการจะค้นคว้าและใคร่ครวญในอัล กุรอาน

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (3) – อะบูอัมร์

    อะบูอัมร์ 

    ท่านชื่อ ซับบาน บิน อะลา บิน อามิร บินอุรยาน ท่านเป็นคนเดียวใน 7 ท่านที่เป็นชาวอาหรับดั้งเดิม ท่านอบูอัมร์เรียนกุรอานกับอาจารย์หลายท่านด้วยกัน ซึ่งอาจารย์ของท่านมีทั้งใน บัศเราะฮ์  กูฟะฮ์  มักกะฮ์และมะดีนะฮ์ ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าการมีอาจารย์มากนี้เองถือเป็นจุดเด่นของท่านอะบูอัมร์ โดยอิบนิเญาซีย์กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไม่มีนักกอรีคนใดใน 7 ท่านที่มีอาจารย์มากมายขนาดนี้

    อาจารย์ของท่านอะบูอัมร์ มีหลายต่อหลายท่านด้วยกันซึ่งคงไม่สามารถกล่าวรายนามของท่านได้ทั้งหมดจึงจะขอกล่าวรายชื่อเพียงบางท่านเท่านั้นเช่น มุญาฮิด บิน ญับร์ ซะอด์ บิน ญุบัยร์ อักรอมะฮ์ บิน คอลิด อะฏอ อิบนิ อะบีรอยยาฮ์  อิบนิ กะซีร  อิบนิ มะฮีซีน 

    ท่านอะบูอัมร์ มีรูปแบบการอ่านที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างไปจากนักอ่านท่านอื่น ๆ เช่นในกฏของอิดฆอม มุตะกอริบัยน์ ในคำว่า مَقعَد صِّدقٍ   อ่านควบตัว د (ดาล) ไปในตัว ص (ซ็อด) หรือ ในคำว่า رَبَّک قَّدِيرًا  จะอ่านควบตัว ک  (กาฟ) ไปในตัว ق   (กอฟ) จากตรงนี้ถ้าเราเปรียบเทียบรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์กับท่านอิบนิกะซีรจะเห็นว่าค่อนข้างจะใกล้เคียงกันก็เนื่องจากว่าท่านอิบนิกะซีรเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของท่านอะบูอัมร์นั่นเอง

    ท่านอะบูอัมร์มีลูกศิษย์คนสำคัญซึ่งเป็นผู้สืบทอดรูปแบบการอ่านของท่านคือ ท่านอะบูมุฮัมมัด หรือยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก ยะซีดีย์ และมีนักรายงานรูปแบบการอ่านของท่านอะบูอัมร์ 2 ท่านคือ ท่านฮัฟซ์ บิน อุมัรและอะบูชุอัยบ์ หรือซอลิฮ์ บิน ซิยาด ซูซีย์ ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน มุบาร็อก

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (3) – อาซิม

    แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (3) – อาซิม

    อาซิม 

    ท่านชื่อ อบูบักร อาซิม บิน อะบิลนุญูด อัล อะซะดีย์ ท่านเป็นนักอ่านที่มีชื่อเสียงที่สุดในหมู่นักอ่านทั้ง 7 ท่านเป็นชาวกูฟะฮ์ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอาหรับด้วย ท่านอาซิมเรียนกุรอานในรูปแบบอัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) กับ ท่านท่านอะบูอับดุลเราะห์มานซุลละมีย์ 

    ท่านท่านอะบูอับดุลเราะห์มานซุลละมีย์ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานให้กับนักอ่านชาวกูฟะฮ์เป็นอย่างมากซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์โดยตรงของท่านอิมาม อะลี บิน อะบีฏอลิบ ซึ่งลูกศิษย์คนสำคัญของท่านท่านอะบูอับดุลเราะฮ์มานซุลละมีย์ก็คือท่านอาซิมนั่นเอง 

    จากตรงนี้เส้นทางการสืบทอดศาสตร์แห่งการอ่านของท่านอาซิมสามารถกล่าวได้ดังนี้ 

    ท่านอาซิม        ท่านอะบูอับดุลเราะห์มานซุลละมีย์       ท่านอิมามอะลี บิน อะบีฏอลิบ      ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)  

    จะเห็นว่าท่านอาซิมเรียนการอ่านกุรอานโดยผ่านสื่อกลางเพียงสองท่านเท่านั้นจนถึงท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งเรื่องดังกล่าวในหมู่นักวิชาการถือว่าเป็นการสืบทอดที่เรียกกันว่า “ซิลซิละตุซซะฮับ” เป็นสายที่ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของท่านอาซิมด้วย

    ท่านอาซิม มีนักรายงานการอ่านของท่าน 2 คนด้วยกันคือ ซุอ์บะฮ์ หรือ อะบูบักร์ บิน อัยยาช และ ฮัฟซ์ บิน สุไลมาน ท่านอะบูบักร์ บิน อัยยาช กล่าวเกี่ยวกับท่านอาซิมว่า – ท่านอาซิมกล่าวกับฉันว่า – ฉันไม่เคยเรียนกุรอานกับใครเลยนอกจากท่านอะบูอับดุลเราะห์มาน

    ในหมู่นักวิชาการด้านการอ่านเชื่อว่า รายงานของท่านฮัฟซ์ บิน สุไลมาน  จะมีความน่าเชื่อถือกว่ารายงานของท่าน อะบูบักร์ บิน อัยยาช โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากท่านฮัฟซ์ เป็นลูกของนางรอบีบ ซึ่งเป็นลูกติดแม่ ของท่านอาซิม โดยได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านอาซิม ด้วยเหตุนี้เองรายงานของท่านจึงน่าเชื่อถือกว่า และการอ่านของท่านอาซิมเป็นรูปแบบที่ใช้อ่านกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (2) – อิบนิ กะซีร

    อิบนิ กะซีร

    ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ อิบนิ กะซีร ดารี มักกีย์ เป็นนักกอรีจากเมืองมักกะฮ์ คำว่าดารีเป็นฉายาของท่านหมายถึงพ่อค้าน้ำหอม ซึ่งมาจากการที่ช่วงเวลาหนึ่งท่านมีอาชีพเป็นพ่อค้าน้ำหอมอยู่ในตลาดเมืองมักกะฮ์ ท่านเป็นชาวมักกะฮ์โดยกำเนิดและเสียชีวิตที่เมืองนี้ด้วย 

    ท่านอิบนิกะซีร เรียนกุรอานในรูปแบบ อัรฎ์ (อ่านให้อาจารย์ฟังโดยอาจารย์จะคอยตรวจสอบความถูกต้อง) จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน ซาอิบ (เป็นซอฮาบะฮ์สมัยนบี) จากท่านมุญาฮิด และจากท่าน ดาร์บาส คนรับใช้ของท่านอิบนิอับบาส ในบางโองการในอัลกุรอานท่านอิบนิกะซีร จะอ่านตามรูปแบบกุรอานที่บันทึกโดยชาวมักกะฮ์ซึ่งจะมีการอ่านแตกต่างบ้างเล็กน้อยกับการอ่านของมุสลิมในเมืองอื่น ๆ

    รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิกะซีรจะมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางตอนดังต่อไปนี้ 

    ในกรณีที่เป็นกฏ อิดฆอม มุตะกอริบัยน์ ในตัวอักษร د   (ดาล) หรือตัวอักษร ذ  (ซาล) ท่านอิบนิกะซีรจะอ่านออกเสียง ตัว د   (ดาล) ในประโยคเช่น ما عبدتم   แทนการออกเสียงตัว ت  (ตาอ์)  หรือในประโยคเช่น اذ ظلموا  จะออกเสียงตัว ذ  (ซาล) แทนตัว ظ  (ซอ) 

    ในกรณีอ่าน คำสรรพนาม  هم   ที่มีตัวอักษร ญัร (คำบุพบท) นำหน้า เช่น بهم   หรือ اليهم โดยใส่สระ ฎอมมะฮ์ ที่ตัว م (มีม) ในกรณีที่มีประโยคอื่นตามหลังเช่นประโยคที่ว่า

    إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمْ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا

    จะอ่านเป็น

    إِذَا رَجَعْتُمْ إِلَيْهِمُ قُل لاَّ تَعْتَذِرُوا

    หรือประโยคที่ว่า

    وَإِذَا مَرُّوا بِهِمْ يَتَغَامَزُونَ

    จะอ่านเป็น

    وَإِذَا مَرُّوا بِهِمُ يَتَغَامَزُونَ

    มีนักรายงานฮะดิษรายงานการอ่านของท่านอิบนิกะซีร 2 ท่านด้วยกันคือ มุฮัมมัด บิน ท่านอะบูอับดุลเราะห์มาน หรือที่รู้จักกันในนาม กอมบัล และ อะห์มัด บิน มุฮัมมัด บัซซีย์ 

  • แนะนำกุรรออ์ ซับอะฮ์ (1) – อิบนิอะมีร

    ท่านมีชื่อว่า อับดุลลอฮ์ บิน อามิร บิน ยะซีด ยะฮ์ซุบีย์ มีฉายานามว่า อะบูอิมรอน เป็นชาวซีเรีย มีเชื้อสายตระกูลเป็นชาวเยเมน ท่านเรียนการอ่านมาจากท่าน มุฆีเราะฮ์ บิน อะบี ชะฮาบ มัคซูมีย์ ซึ่งท่านมุฆีเราะฮ์สืบทอดการอ่านมาจากท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน 

    ท่านอิบนิอามิรถือเป็นนักอ่านที่เข้มงวดในการออกเสียงพยัญชนะให้ชัดเจนและเข้มงวดในหลักตัจวีดเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิชาการด้านการอ่านถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของท่านอิบนิอามีร รูปแบบการอ่านของท่านอิบนิอามิร มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวซึ่งจะขอยกตัวอย่างเพียงบางส่วนเช่น ในการอ่านคำว่า لکن จะมีการเพิ่มตัวพยัญชนะ ا  (อะลิฟ) เมื่อต้องการอ่านเชื่อกับประโยคอื่น เช่นในโองการที่ 9 ซูเราะฮ์ อัรรูมที่กล่าวว่า 

    فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنْ كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ

    จะอ่านเป็น

    فَمَا كَانَ اللَّهُ لِيَظْلِمَهُمْ وَلَكِنا كَانُوا أَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ

    ซึ่งนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าได้รับอิทธิพลมาจากการอ่านของชาวซีเรีย

    กศิษย์คนสำคัญของท่านอิบนิอามิรที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่การอ่านของท่านคือ ยะฮ์ยา บิน ฮาริซ ซะมารีย์  ท่านอิบนิอามิรมีนักรายงานการอ่าน 2 ท่านด้วยกันคือ ฮิชาม บิน อัมมาร และ อิบนิ ซิกวาน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านยะฮ์ยา บิน ฮาริซ การอ่านของท่าน อิบนิ อามิรแพร่หลายในประเทศซีเรียและบางส่วนของประเทศอียิปต์

  • รูปแบบการอ่านกุรอาน (อิลมุลกิรออะฮ์)

    รูปแบบการอ่านกุรอาน (อิลมุลกิรออะฮ์)

    อิลมุล กิรออะฮ์ เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึงเรื่อง กฏเกณฑ์ในการอ่านออกเสียง  การหยุด  การเริ่มต้น การอ่านควบตัวอักษร รวมทั้งกล่าวถึงการอ่านคำในกุรอานในรูปแบบต่าง ๆ  ด้วย

    ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ถือเป็นครูสอนกุรอานคนแรกของโลกอิสลามบรรดาซอฮาบะฮ์บางท่านเช่น ท่านอิมามอะลี (อ.) ท่านอุศมาน บิน อัฟฟาน ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ได้เรียนรู้กุรอานโดยตรงจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)  บรรดาสาวกที่เรียนรู้กุรอานแล้วก็มีหน้าที่สอนกุรอานให้กับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งบรรดาชนรุ่นหลังที่ไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็เรียนกุรอานกับบรรดาซอฮาบะฮ์    

    ในช่วงเวลาการถ่ายทอดวิชาความรู้จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งนี้เองได้กำเนิดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการอ่านกุรอานขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่บรรดามุสลิมมีจำนวนมากขึ้น ต่างคนต่างต้องการที่จะเรียนรู้กุรอาน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จึงเป็นที่ต้องการของเหล่าผู้หลงใหลในกุรอาน 

    ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์การอ่านกุรอานและได้รายงานการอ่านที่ถูกต้องจากบรรดาซอฮาบะฮ์ อีกทั้งแต่ละคนก็มีลูกศิษย์ที่แตกแขนงออกไปมากมาย จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าศาสตร์การอ่านกุรอานถูกถ่ายทอดมาจากแหล่งเดียวคือจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยผ่านบรรดาซอฮาบะฮ์ และตาบิอีน แต่เราจะเห็นการอ่านที่หลากหลายและแตกต่างกัน มีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

    มีคนตั้งสมมุติฐานว่าอาจเป็นเพราะว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เองอนุญาตให้สามารถอ่านคำบางคำในกุรอานได้หลากหลายรูปแบบ หรือจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.)ทรงประทานกุรอานโดยอนุญาตให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อ่านคำบางคำได้หลายรูปแบบตั้งแต่แรกแล้ว แต่บางคนก็เชื่อว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากการรายงานฮะดิษเกี่ยวกับการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ที่แตกต่างกันของนักรายงานฮะดีษ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือมุสลิมทุกคนพยายามอย่างที่สุดที่จะให้การอ่านของตนเองใกล้เคียงกับการอ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุด ด้วยเหตุนี้เองบางคนต้องเดินทางด้วยความลำบากเพื่อเสาะหาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาศาสตร์การอ่านจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) โดยตรง

    ในช่วงแรกนักอ่านและผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านจะถ่ายทอดวิธีการอ่านแบบตัวต่อตัว  แต่ต่อมาภายหลังได้มีการเขียนกฏเกณฑ์ทั้งหมดเป็นตำราโดยเชื่อกันว่าตำราเล่มแรกที่เขียนเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ต่าง ๆ นี้คือหนังสือของ ฮัมซะฮ์ บิน ฮะบีบ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกุรรอ ซับอะฮ์ ด้วย

    ในหมู่ซอฮาบะฮ์และตาบิอีนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 และ 2 มีจำนวน 10 คนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผุ้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านการอ่านกุรอาน ซึ่งในจำนวน 10 คนดังกล่าวนั้นมีอยู่ 7 ท่านด้วยกันที่มีชื่อเสียงมากทีสุดซึ่งต่อมาภายหลัง 7 ท่านนี้เองได้รับฉายานามว่า กุรรออ์ ซับอะฮ์ (นักอ่านทั้ง 7)

  • ผู้จดบันทึกอัล กุรอาน

    ผู้จดบันทึกอัล กุรอาน

    ตามที่บรรดามุสลิมเราทราบกันดีอยู่แล้วก็คือท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์เลยว่าท่านเขียนหรือท่านอ่านสิ่งใด  ด้วยเหตุนี้เองในหมู่ชาวอาหรับ ท่านจึงได้รับฉายาว่า อุมมี (ผู้ไม่รู้หนังสือ) อัล กุรอานเองก็กล่าวถึงท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ในลักษณะนี้เช่นเดียวกันโดยกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟในโองการที่ 157 – 158 ว่า 

    فَآمِنُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ النَّبِيِّ الأمِّيِّ


              “พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์ (ซบ.)และศาสนทูตผู้ไม่รู้หนังสือ”
              คำว่า อุม ในทางภาษามีความหมายว่า “แม่” แต่ในทางวิชาการให้ความหมายว่า คนที่ไม่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียนตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องมารดานั่นเอง และการไม่รู้หนังสือของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) นี่เองคือมิติหนึ่งของความมหัศจรรย์ของอัล กุรอาน แต่สิ่งที่เป็นการแสดงถึงความมหัศจรรย์ของอัล กุรอานคือการไม่เขียนและการไม่อ่านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่การที่ท่านศาสดาไม่สามารถอ่านได้หรือไม่สามารถเขียนได้ อัล กุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า :
              “เจ้าไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อนหน้านี้เลยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพวกที่คิดร้ายจะต้องสงสัย(ในสิ่งที่เจ้านำมาแน่)….” (ซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ โองการที่ 48)
              ในโองการนี้เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ไม่เคยอ่านและไม่เคยเขียนสิ่งใดมาก่อน แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าท่านไม่มีความสามารถในการเขียนหรืออ่าน เพราะเพียงแค่การพิสูจน์ว่าท่านไม่อ่านและไม่เขียนก็สามารถที่จะตอบข้อสงสัยของพวกที่คิดร้ายได้แล้ว เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นก็ไม่เคยคิดว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) เป็นคนมีความรู้อยู่แล้ว
              ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า : โองการข้างต้นปฏิเสธการอ่านและการเขียนของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีความสามารถที่จะอ่านและเขียนได้
              นอกเหนือไปจากนั้นการมีความสามารถในการอ่านและเขียนถือเป็นความโดดเด่นและเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างหนึ่ง และการไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นความบกพร่อง และแน่นอนอัลลอฮ์ (ซบ.)ทรงมีความประสงค์ให้ศาสนทูตของพระองค์มีความสมบูรณ์แบบและมีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้าน แต่ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วยว่าการอ่านออกเขียนได้ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ไม่ใช่ได้มาจากการที่ท่านไปเรียนหรือไปศึกษากับอาจารย์คนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซบ.)ทรงมอบให้มาพร้อมตำแหน่งศาสนทูตต่างหาก ดังนั้นการที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนไม่มีความสามารถที่จะอ่านออกหรือเขียนได้ก็เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของผู้ที่คิดร้ายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองในประวัติศาสตร์ไม่เคยถูกบันทึกไว้สักครั้งเดียวว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ได้เขียนหรือจดบันทึกสิ่งใด รวมทั้งการจดบันทึกวะฮ์ยูที่ถูกประทานลงมาด้วย
              ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จึงเลือกบุคคลจำนวนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการอ่านและการเขียนมาเป็นผู้จดบันทึก อัล กุรอาน ที่ถูกประทานจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางศาสนทูตของพระองค์  และบุคคลแรกในเมืองมักกะฮ์ที่ถูกเลือกสรรให้รับหน้าที่จดบันทึก อัล กุรอานก็คือ ท่าน อะลี บิน อะบีฏอลิบ และท่านอะลีเองก็รับหน้าที่ดังกล่าวนี้จนกระทั่งท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) สิ้นชีวิตไป
              ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลีย์ ได้รายงานว่า : ครั้งหนึ่งฉันนั่งอยู่กับอะลีในมัสยิดกูฟะฮ์ มีคนเข้ามาห้อมล้อมอะลีเป็นจำนวนมาก อะลีกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า ตราบเท่าที่ฉันยังมีชีวิตอยู่พวกท่านก็จงถามฉันเถิดเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ (ซบ.)  ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ (ซบ.)ว่าไม่มีโองการใดที่ถูกประทานลงมาเลยนอกเสียจากว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะอ่านโองการนั้นให้ฉันฟังพร้อมทั้งอรรถาธิบายความหมายของโองการนั้นให้ฉันฟังด้วย อับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ยัชการีย์ กล่าวถามกับท่านอะลีว่า แล้วโองการที่ถูกประทานลงมาให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ในขณะที่ท่านไม่ได้อยู่ด้วยละโองการเหล่านี้เป็นอย่างไร ? ท่านอะลีกล่าวตอบว่า ทุกครั้งที่ฉันได้เข้าพบท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะกล่าวกับฉันว่ามีโองการถูกประทานลงมาให้ฉันในขณะที่เจ้าไม่อยู่ด้วย แล้วท่านก็จะอ่านโองการพร้อมทั้งอธิบายความหมายให้ฉันฟังด้วย”
              ส่วนชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้รับหน้าที่จดบันทึก อัล กุรอาน คือ อุบัย บิน กะอบ์ อันศอรีย์  เนื่องจากในสมัยญาฮิลียะฮ์ ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องการอ่านและการเขียน  มุฮัมมัด บิน ซะอด์ กล่าวว่า : ในหมู่ชาวอาหรับสมัยญาฮิลียะฮ์ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องการศึกษา มีน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือซึ่งอุบัย บิน กะอบ์ เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้ 
              อิบนุ อับดุล บิร กล่าวว่า : อุบัย บิน กะอบ์ เป็นชาวมะดีนะฮ์คนแรกที่ถูกเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัล กุรอาน อีกทั้งเป็นคนแรกที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์คอยเขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ)  ท่านอุบัย บิน กะอบ์ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ฟังอัล กุรอานจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในสมัยของท่านอุษมานที่ต้องการให้มีการรวบรวมอัล กุรอานขึ้นใหม่ ท่านอุบัยจึงได้รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ โดยที่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านอุบัยสามารถไขข้อข้องใจเกี่ยวกับอัล กุรอานได้ทั้งหมด
              ท่าน เซด บิน ซาบิต เป็นชาวมะดีนะฮ์อีกคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จดบันทึก อัล กุรอาน ท่านเซด มีบ้านอยู่ข้างบ้านของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) และเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านการเขียน ในช่วงแรก ๆ ทุกครั้งที่ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีความจำเป็นที่จะต้องเขียนบางสิ่งบางอย่างและท่านอุบัย บิน กะอบ์ก็ไม่ได้อยู่ด้วย ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ก็จะเรียกใช้ท่านเซด ซึ่งเวลาต่อมาได้รับเลือกให้เป็นอาลักษณ์ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อย่างเป็นทางการจนกระทั่งว่าท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มีคำสั่งให้ท่านเซดไปเรียนภาษาฮิบรูเพื่อที่จะได้เขียนและแปลจดหมายเป็นภาษาฮิบรูให้แก่ท่าน   ท่านเซดเป็นสาวกอีกคนหนึ่งที่ใช้เวลาอยู่กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดอีกทั้งยังถือว่าท่านเซดเป็นผู้ที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) มากที่สุดด้วยคนหนึ่งด้วย
              บุคคลทั้งสามท่านที่ถูกกล่าวถึงข้างต้นนี้คือผู้ที่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการจดบันทึกอัล กุรอาน และเป็นอาลักษณ์ระดับต้น ๆ ของอิสลาม แต่นอกจากสามท่านที่กล่าวมีแล้วยังมีผู้ที่รับหน้าที่ดังกล่าวนี้อีกจำนวนหนึ่ง
              อิบนิอะซีร กล่าวว่า :  หนึ่งในบุคคลที่ได้รับหน้าที่จดบันทึกอัล กุรอานคือ อับดุลลอฮ์ บิน อัรกอม ซะฮ์รี เขาได้รับหน้าที่เขียนจดหมายให้ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ส่วนหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ท่านอะลีจะรับหน้าที่เขียนให้มีสาวกอีกจำนวนหนึ่งที่บางครั้งได้รับคำสั่งให้ทำการจดบันทึกอัล กุรอาน เช่น ท่านอบูบักร ท่านอุมัร ท่านอุษมาน ท่านเซด บิน อะวาม  ท่านคอลิดและอะบาน บิน ซะอีด บิน อาซ ฮันซอละฮ์  อะลาอ์ บิน ฮัฎรอมี คอลิด บิน วะลีด อับดุลลอฮ์ บิน รอวาฮะฮ์ มุอาวียะฮ์ บิน อบูซุฟยาน และ ฯลฯ
            อิบนิอะซีรยังกล่าวอีกว่า – ชาวกุเรชคนแรกที่ได้รับหน้าที่อาลักษณ์ให้กับท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ แต่หลังจากนั้นต่อมาได้ออกจากอิสลามและกลับไปอยู่ที่มักกะฮ์ โดยที่โองการที่ 93 ซูเราะฮ์อันอามที่กล่าวว่า : 

    وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَى عَلَى اللَّهِ كَذِبًا أَوْ قَالَ أُوحِيَ إِلَيَّ وَلَمْ يُوحَ إِلَيْهِ شَيْءٌ وَمَنْ قَالَ سَأُنْزِلُ مِثْلَ مَا أَنْزَلَ اللَّهُ وَلَوْ تَرَى إِذِ الظَّالِمُونَ فِي غَمَرَاتِ الْمَوْتِ وَالْمَلائِكَةُ بَاسِطُو أَيْدِيهِمْ أَخْرِجُوا أَنْفُسَكُمُ الْيَوْمَ تُجْزَوْنَ عَذَابَ الْهُونِ بِمَا كُنْتُمْ تَقُولُونَ عَلَى اللَّهِ غَيْرَ الْحَقِّ وَكُنْتُمْ عَنْ آيَاتِهِ تَسْتَكْبِرُونَ (٩٣)

    “และใครเล่าคือ ผู้อธรรมยิ่งกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ หรือกล่าวว่าได้ถูกประทานโองการแก่ฉัน ทั้ง ๆ ที่มิได้มีสิ่งใดถูกประทานให้เป็นโองการแก่เขา และผู้ที่กล่าวว่า ฉันจะให้ลงมาเช่นเดียวกับสิ่งที่อัลลอฮ์ให้ลงมา และหากเจ้าจะได้เห็นขณะที่บรรดาผู้เอธรรมอยู่ในภาวะคับขันแห่งความตาย และมลาอิกะฮ์ กำลังแบมือของพวกเขา(โดยกล่าวว่า)จงให้ชีวิตของพวกท่านออกมา วันนี้พสกท่านจะได้รับการตอบแทน ซึ่งโทษแห่งการต่ำต้อย เนื่องจากที่พวกท่านกล่าวให้ร้ายแก่อัลลอฮ?โดยปราศจากความจริง  และเนื่องจากการที่พวกท่านแสดงยะโสต่อบรรดาโองการของพระองค์”
    ถูกประทานลงมาให้อับดุลลอฮ์ บิน ซะอด์ อะบี ซุรห์ นั่นเอง
              บุคคลที่กล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นบุคคลที่ในสมัยนั้นมีความรู้ด้านการอ่านเขียนซึ่งบางครั้งก็ได้รับคำสั่งจากท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ให้ทำการจดบันทึกอัล กุรอานแต่บุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งอาลักษณ์อย่างเป็นทางการคือ ท่านอะลี บิน อะบีฏอลิบ ท่านอุบัย บิน กะอบ์ ท่านเซด บิน ซาบิต และท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัรกอมเท่านั้น

              ส่วนรูปแบบการเขียนในสมัยท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) จะเขียนอัล กุรอานลงบนวัสดุที่สามารถบันทึกตัวหนังสือลงบนนั้นได้ เช่นก้านอินทผาลัม  หินชนวน  หนังสัตว์ กระดาษ โดยหลังจากนั้นวัสดุที่ถูกบันทึกอัล กุรอานแล้วจะถูกเก็บรวมรวมที่บ้านท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) 

    มุฮัมมะดีย์ : แปลและเรียบเรียง

  • วิเคราะห์เรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 3)

    วิเคราะห์เรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 3)

    • เวลาในเรื่องเล่ากุรอานมีบทบาทอย่างไรบ้าง ?
    • ในเรื่องเล่ากุรอานสถานที่ถูกฉายไว้อย่างไรบ้าง ?

    องค์ประกอบของเรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 2)

    เวลา

    เวลาถือว่ามีบทบาทสำคัญสำหรับการเล่าเรื่องเช่นกัน   เวลาเป็นองค์ประกอบที่เหมือนกับพาหนะที่เนื้อเรื่องใช้ขับขี่เพื่อขับเคลื่อนเหตุการณ์ให้ดำเนินไปสู่อนาคตข้างหน้า ช่วงเวลาในฉากต่าง ๆ ของเรื่องเล่าจะวาดภาพในหัวของผู้ฟังให้ติดตามเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง

    ธรรมชาติของเวลาคือการขับเคลื่อนและการเคลื่อนไหวไปสู่อนาคตข้างหน้า  ดังนั้นหากพิจารณาในเรื่องเล่าที่เล่าบนพื้นฐานของความเป็นจริง ช่วงเวลาต่าง ๆ ของเรื่องจะถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบสมบูรณ์ แต่ในส่วนของเรื่องเล่าที่ไม่ได้เล่าจากเรื่องจริง บางทีจะเห็นว่าเวลาไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของมัน [1]

    เรื่องเล่าในกุรอานที่ผู้เล่าเป็นผู้มีวาจาสัจและเล่าบนพื้นฐานความจริง องค์ประกอบเรื่องเวลาจะถูกนำเสนอไปอย่างมีความหมายและเรียงร้อยอย่างเป็นระบบระเบียบตามธรรมชาติของมันอย่างชัดเจน

    เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างจะกล่าวถึงเรื่องราวการถูกเลือกของอาลิอิมรอนให้เป็นศาสนทูตจนกระทั่งท่านนบีอีซาซึ่งเป็นหนึ่งใน อาลิอิมรอน ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนทูต จะเห็นว่ากุรอานใช้องค์ประกอบของเวลาไปในการสร้างความต่อเนื่องของเหตุการณ์ เช่นในซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน กุรอานชี้ให้เห็นความต่อเนื่องของเรื่องราวที่ดำเนินไปสู่อนาคตของท่านนบีอิมรอนไว้ดังนี้

    1.1.อาลิอิมรอนถูกเลือกให้เป็นนบี

    إِنَّ اللّهَ اصْطَفَى آدَمَ وَنُوحًا وَآلَ إِبْرَاهِيمَ وَآلَ عِمْرَانَ عَلَى الْعَالَمِينَ [2]

    “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเลือก อาดัม นูฮ์ วงศ์วานอิบรอฮีมและวงศ์วานของอิมรอน”

    1.2.ภรรยาของนบีอิมรอนบนบานขอลูก จนถือกำเนินท่านหญิงมัรยัม

    إِذْ قَالَتِ امْرَأَتُ عِمْرَانَ رَبِّ إِنِّي نَذَرْتُ لَكَ مَا فِي بَطْنِي مُحَرَّرًا فَتَقَبَّلْ مِنِّي ۖ إِنَّكَ أَنتَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ / فَلَمَّا وَضَعَتْهَا قَالَتْ رَبِّ إِنِّي وَضَعْتُهَا أُنثَىٰ وَاللَّهُ أَعْلَمُ بِمَا وَضَعَتْ وَلَيْسَ الذَّكَرُ كَالْأُنثَىٰ ۖ وَإِنِّي سَمَّيْتُهَا مَرْيَمَ[3]

    “จงรำลึกถึงช่วงเวลาที่ภรรยาของอิมรอนกล่าวว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้า แท้จริงข้าพระองค์ได้บนไว้ว่าให้สิ่ง (บุตร) ที่อยู่ในครรภ์ของข้าถูกเจาะจงอยู่ในฐานะผู้เคารพอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และรับใช้พระองค์เท่านั้น ดังนั้นขอพระองค์ได้โปรดรับคำขอของข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ ครั้นเมื่อนางได้คลอดบุตร นางก็กล่าวว่า โอ้พระเจ้าของข้า แท้จริงข้าได้คลอดบุตรเป็นหญิง ….ข้าตั้งชื่อนางว่า “มัรยัม””

    1.3.ท่านหญิงมัรยัมเติบโตและรับการเลี้ยงดูจากท่านนบีซักกะรียา

    فتَقَبَّلَهَا رَبُّهَا بِقَبُولٍ حَسَنٍ وَأَنبَتَهَا نَبَاتًا حَسَنًا وَكَفَّلَهَا زَكَرِيّاَ [4]

    “แล้วพระเจ้าของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี
    และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดีด้วยพร้อมกันนั้นทรงให้ซะกะรียาอุปการะเลี้ยงดูนาง”

    1.4.แจ้งข่าวดีถึงการมีบุตรของท่านหญิง มัรยัม

    إِذْ قَالَتِ الْمَلآئِكَةُ يَا مَرْيَمُ إِنَّ اللّهَ يُبَشِّرُكِ بِكَلِمَةٍ مِّنْهُ اسْمُهُ الْمَسِيحُ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ [5]

    “จงรำลึกถึงเมื่อครั้งที่มะลาอิกะฮ์กล่าวว่า มัรยัมเอ๋ย !แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่เธอถึงสิ่งหนึ่งที่ประทานมาจากพระองค์ ชื่อของเขาคือ อัลมะซีห์ อีซาบุตรของมัรยัม”

    1.5 ท่านนบีอีซาได้รับเลือกเป็นนบี

    وَرَسُولًا إِلَى بَنِي إِسْرَائِيلَ أَنِّي قَدْ جِئْتُكُم بِآيَةٍ مِّن رَّبِّكُمْ [6]

    “และเป็นฑูต (นะบีอีซา) ไปยังวงศ์วานอิสรออีล
    (โดยที่เขาจะกล่าวว่า) แท้จริงนั้นได้นำสัญญาณหนึ่งจากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว”

    ประเด็นน่าสนใจ

    การเล่าเรื่องในกุรอานจะชี้ให้เห็นเฉพาะบางช่วงเวลาที่มีคุณค่าและมีคำสอน จะไม่นำเสนอแบบละเอียดที่ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน เหมือนกับการเล่าเรื่องท่านนบีซักกะรียาที่นำเสนอเฉพาะช่วงเวลาที่ท่านนบีซักกะรียากับท่านหญิงมัรยัมและช่วงเวลาที่ท่านมีบุตรในตอนชราภาพแล้วเพื่อชี้ให้เห็นถึงพลานุภาพของอัลลอฮ์ เรื่องนี้ถูกกล่าวไว้ในซูเราะฮ์อาลิอิมรอนว่า

    فَتَقَبَّلَهَا رَبُّهَا بِقَبُولٍ حَسَنٍ وَأَنبَتَهَا نَبَاتًا حَسَنًا وَكَفَّلَهَا زَكَرِيَّا كُلَّمَا دَخَلَ عَلَيْهَا زَكَرِيَّا الْمِحْرَابَ وَجَدَ عِندَهَا رِزْقًا قَالَ يَا مَرْيَمُ أَنَّىٰ لَكِ هَـٰذَا قَالَتْ هُوَ مِنْ عِندِ اللَّـهِ إِنَّ اللَّـهَ يَرْزُقُ مَن يَشَاءُ بِغَيْرِ حِسَابٍ / هُنَالِكَ دَعَا زَكَرِيَّا رَبَّهُ قَالَ رَبِّ هَبْ لِي مِن لَّدُنكَ ذُرِّيَّةً طَيِّبَةً إِنَّكَ سَمِيعُ الدُّعَاءِ / فَنَادَتْهُ الْمَلَائِكَةُ وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي فِي الْمِحْرَابِ أَنَّ اللَّـهَ يُبَشِّرُكَ بِيَحْيَىٰ مُصَدِّقًا بِكَلِمَةٍ مِّنَ اللَّـهِ وَسَيِّدًا وَحَصُورًا وَنَبِيًّا مِّنَ الصَّالِحِينَ / قَالَ رَبِّ أَنَّىٰ يَكُونُ لِي غُلَامٌ وَقَدْ بَلَغَنِيَ الْكِبَرُ وَامْرَأَتِي عَاقِرٌ قَالَ كَذَٰلِكَ اللَّـهُ يَفْعَلُ مَا يَشَاءُ [7]

    “แล้วพระเจ้าของนางก็ทรงรับมัรยัมไว้อย่างดี และทรงให้นางเจริญวัยอย่างดีด้วยและทรงให้ซะกะรียาอุปการะเลี้ยงดูนาง คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่อัลมิห์รอบ (สถานที่ทำนมัสการ) เขาก็พบปัจจัยยังชีพ (อาหาร) วางอยู่ที่ข้างนางเสมอ เขากล่าวว่า มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างไร? นางกล่าวว่า มันมาจากอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการคิดคำนวณ  เมื่อนั้นเองซะกะรียาวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาโดยกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้า โปรดได้ทรงประทานบุตรที่ดีคนหนึ่งจากที่พระองค์ให้แก่ข้าด้วยเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินคำวิงวอน และมะลาอิกะฮ์เรียกเขาขณะที่เขากำลังยืนละหมาดอยู่ในอัลมิห์รอบว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่ท่านโดยจะประทานบุตร์ (ยะห์ยา) เพื่อพิสูจน์ความสัจจริงของคำดำรัสของพระองค์ และยะฮ์ยาจะเป็นผู้นำและผู้รักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์และเป็นนะบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี เขากล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้า ข้าพระองค์จะมีบุตรได้อย่างไร ฉันอยู่ในวัยชราภาพแล้ว และภรรยาของข้าพระองค์ก็เป็นหมันด้วย พระองค์ตรัสว่ากระนั้นก็ตามอัลลอฮ์จะทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์”

    ช่วงเวลาในอดีตที่ไม่ได้กำหนดเฉพาะ

    เวลาที่กล่าวถึงในเรื่องเล่ากุรอานส่วนมากจะเป็นเวลาที่กล่าวถึงเรื่องราวในอดีต และจะไม่มีการกำหนดรายละเอียดว่าเกิดขึ้นวันอะไร เดือนอะไรหรือปีอะไร แต่ถ้าการกล่าวถึงรายละเอียดมีผลทำให้ผู้อ่านเข้าใจและรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเล่าเรื่อง บางครั้งก็จะกล่าวถึงรายละเอียดด้วย เช่นเรื่องราวเกี่ยวกับ อัซฮาบุลกะฮ์ฟิ

    وَلَبِثُوا فِي كَهْفِهِمْ ثَلَاثَ مِائَةٍ سِنِينَ وَازْدَادُوا تِسْعًا [8]

    และพวกเขาค้างอยู่ในถ้ำเป็นเวลาสามร้อยปีและเพิ่มไปอีกเก้าปี

    สถานที่

    ความหมายของสถานที่ในเรื่องเล่าหมายถึง พื้นที่ที่เกิดเรื่องราว ในกุรอานใช้ประโยชน์จากสถานที่ในการเล่าเรื่องน้อยมาก ส่วนมากจะกล่าวถึงในกรณีที่สถานที่มีส่วนในการนำเสนอสารธรรมคำสอน

    เช่นในเรื่องราวที่ถึงเหตุการณ์ อิสรออ์เมียะรอจญ์ เป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่มีผลสำคัญในการเล่าเรื่อง เพราะการกล่าวถึงมัสยิดุลฮะรอมและมัสยิดอัลอักซอรวมทั้งกล่าวถึงระยะทางระหว่างสองสถานที่อีกทั้งพูดถึงช่วงเวลากลางคืน ทั้งหมดนี้เป็นตัวทำให้เรื่องราวการขึ้นเมียะอ์รอจญ์กระจ่างและชัดเจนขึ้น หากไม่กล่าวถึงสถานที่ในการขึ้นเมียะอ์รอจของท่านนบีรวมทั้งไม่กล่าวถึงเวลาด้วยจะทำให้สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของการเดินทางครั้งนี้ของท่านศาสดาได้ไม่ครบสมบูรณ์ โดยโองการที่เล่าเรื่องนี้กล่าวว่า

    سُبْحَانَ الَّذِي أَسْرَى بِعَبْدِهِ لَيْلًا مِّنَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ إِلَى الْمَسْجِدِ الأَقْصَى الَّذِي بَارَكْنَا حَوْلَهُ لِنُرِيَهُ مِنْ آيَاتِنَا إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ البَصِيرُ [9]

    “มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอมไปยังมัสยิดอัลอักซอซึ่งบริเวณรอบมันเราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่างๆของเรา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น”

    บางครั้งกุรอานกล่าวถึงสถานที่เพราะต้องการสื่อให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นั้น ซึ่งบางสถานที่มีมารยาทปฏิบัติก่อนเข้าด้วย เช่น โองการที่เล่าถึงการเดินทางของท่านนบีมูซาไปยัง พื้นที่ ฏุวา อันศักดิ์สิทธิ์ว่า

    إِنِّي أَنَا رَبُّكَ فَاخْلَعْ نَعْلَيْكَ إِنَّكَ بِالْوَادِ الْمُقَدَّسِ طُوًى [10]

    “โอ้มูซา นี่คือฉันเองพระผู้อภิบาลของเจ้า จงถอดรองเท้าของเจ้าออกเถิด เพราะเจ้ากำลังอยู่ในพื้นที่ ฎุวา อันศักดิ์สิทธิ์”

     

    1.หนังสือมะบานีย์โฮนะรีเยกิซเซะฮ์กุรอาน หน้า 188 , อะบุลกอซิม ฮุซัยนีย์

    2.ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 33

    3.ซูเราะฮ์อาลิ อิมรอน โองการที่ 35-36

    4.ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 37

    5.ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 45

    6.ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 49

    7.ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 37-40

    8.ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ โองการที่ 25

    9.ซูเราะฮ์ อัลอิสรออ์ โองการที่ 1

    10.ซูเราะฮ์ ฏอฮา โองการที่ 12

  • วิเคราะห์เรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 2)

    วิเคราะห์เรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 2)

    องค์ประกอบของเรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 1)

    • กุรอานให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของเรื่องเล่าอย่างไร ?
    • คุณสมบัติของตัวละครในเรื่องเล่ากุรอานมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ?
    • กุรอานให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องของเรื่องเล่าอย่างไร ?

    องค์ประกอบของเรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 1)

    ในวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าส่วนมากจะถูกนำเสนออยู่ในองค์ประกอบเฉพาะเช่นต้องมีตัวละคร เนื่อเรื่อง มีการกล่าวถึงเวลา สถานที่และมีบทสนทนาอยู่ในนั้นโดยถ้าหากว่าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปจะถูกถือว่าเป็นความบกพร่องของเรื่องเล่าดังกล่าวไปเลย  แต่เรื่องเล่าในกุรอานทุกองค์ประกอบที่กล่าวถึงทั้งหมดอวางอยู่ภายใต้  “วัตถุประสงค์” องค์ประกอบทุกอย่างมีบทบาทมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์นี้เอง ดังนั้นในเรื่องเล่ากุรอานบางทีจะมีการพูดถึงเนื้อหาของเรื่องมากกว่าการกล่าวถึงตัวละคร บางทีบทสนทนาของเรื่องเป็นเนื้อหาสำคัญในการเล่าเรื่องและให้ความสำคัญมากกว่าเวลาหรือสถานที่

    จากตรงนี้จะขอนำเสนอองค์ประกอบของการเล่าเรื่องโดยสังเขปพร้อมยกตัวอย่างจากอัลกุรอานมาประกอบคำอธิบายด้วย

    ตัวละคร

    ตัวละครถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเล่าเรื่องและเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของเรื่องด้วย แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า เรื่องเล่าทั่วไปจะใช้ตัวละครเป็นตัวเอกและเป็นตัวเดินเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผู้อ่านส่วนมากจะติดตามบทบาทและเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอกเท่านั้น

    แต่เรื่องเล่าในกุรอานตัวละครจะไม่ใช่ศูนย์กลางของเรื่อง ด้วยเหตุนี้เองเรื่องเล่าส่วนมากที่บรรดาศาสนทูตเป็นตัวเอกของเรื่อง จะถูกนำเสนอในฐานะต้นแบบและเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ที่สามารถนำมาเป็นแบบอย่างเมื่ออยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างความดีและความฃั่วเท่านั้น ไม่ใช่หลักและแกนกลางของเรื่องราว [1]

    ในเรื่องเล่ากุรอานบางครั้งตัวเอกของเรื่องก็ไม่ใช่ศาสนทูต บางทีเป็นคนธรรมดาที่บางครั้งเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็มี บางทีเป็นสัตว์ ญินหรือบ้างก็เป็นทูตสวรรค์ซึ่งจะถูกนำเสนอในรูปแบบที่คลุมเครือไม่เอ่ยชื่อและคุณลักษณะใด ๆ เลยโดยไม่ให้วัตถุประสงค์หลักในการเล่าเรื่องจะต้องตกอยู่ภายใต้ความสำคัญของตัวละคร

    ดังนั้นในกรณีที่ชื่อของตัวละครไม่ได้มีผลต่อการนำเสนอคำสอนและวัตถุประสงค์หลักในการเล่าเรื่องและอาจทำให้ผุ้อ่านสนใจในประเด็นปลีกย่อย ชื่อตัวละครจะไม่ถูกเอ่ยถึงและจะให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องและคำสอนของเรื่องแทน

    อย่างเช่นในซูเราะฮ์ยาซีน ชื่อของมุอ์มินผู้เรียกร้องให้กลุ่มชนของตนเชื่อฟังและปฏิบัติตามศาสนทูตไม่ถูกเอ่ยชื่อว่าเป็นผู้ใด นำเสนอเพียงคำสอนและคำพูดของเขาเท่านั้นดังที่กุรอานกล่าวว่า

    وَجَاء مِنْ أَقْصَى الْمَدِينَةِ رَجُلٌ يَسْعَى قَالَ يَا قَوْمِ اتَّبِعُوا الْمُرْسَلِينَ [2]

    “มีชายคนหนึ่งเดินทางจากเมืองอันไกลโพ้น พยายามกล่าวและเรียกร้องว่า โอ้กลุ่มชนของฉัน จงปฏิบัติตามศาสนทูตเถิด”

    ส่วนในกรณีที่ชื่อของตัวละครมีผลต่อตำสอนที่ต้องการนำเสนอหรือบางทีสามารถช่วยให้คลายข้อสงสัยบางอย่างได้ ในกรณีเช่นนี้กุรอานไม่แค่เพียงนำเสนอชื่อตัวละครเท่านั้นแต่ยังกล่าวถึงญาติสนิทมิตรสหายของตัวละครตัวนั้นด้วย ตัวอย่างเช่นในการเล่าถึงเรื่องราวของนบีอีซา กุรอานกล่าวถึงท่านหญิงมัรยัมมารดาของท่านนบีอีซาด้วย โดยอัลกุรอานกล่าวว่า

    إِذْ قَالَ اللّهُ يَا عِيسى ابْنَ مَرْيَمَ اذْكُرْ نِعْمَتِي عَلَيْكَ وَعَلَى
    وَالِدَتِكَ إِذْ أَيَّدتُّكَ بِرُوحِ الْقُدُسِ تُكَلِّمُ النَّاسَ فِي الْمَهْدِ وَكَهْلًاِ [3]

    “จงรำลึกถึงเมื่อครั้งที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวว่า โอ้อีซา บุตร มัรยัม จงนึกถึงความโปรดปรานของฉันที่มอบให้แก่เจ้าและมารดา อีกทั้งจงรำลึกถึงครั้งที่ฉันนำเสนอเจ้ากับ รูฮุลกุดุซ จนเจ้าสามารถพูดกับผู้คนในขณะที่เป็นทารกอยู่ในเปล”

    ในโองการข้างต้น อัลกุรอานเล่าเรื่องนบีอีซาพร้อมกับกล่าวชื่อนบีซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้พร้อมกันนั้นยังกล่าวถึงมารดาของนบีคือท่านหญิงมัรยัมอีกด้วยเนื่องจากจะสื่อให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ที่ประทานบุตรชายให้กับท่านหญิงมัรยัมทั้ง ๆ ที่นางไม่ได้แต่งงานมาก่อนอีกทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของท่านนบีอีซาที่พูดกับผู้คนที่ขณะที่ยังเป็นทารกน้อยและที่สำคัญในหมู่สตรีทั้งหลายกุรอานกล่าวถึงชื่อท่านหญิงมัรยัมเพียงคนเดียวเท่านั้น

    ประเด็นน่าสนใจ

    เป้าหมายของคำว่า ตัวละคร คือใครก็ตามที่เป็นต้นเรื่อง ดังนั้นในเรื่องเล่ากุรอานนอกจากมนุษย์แล้วบรรดาทูตสวรรค์ ญินและสัตว์ถูกนำเสนอให้เป็นตัวละครของเรื่องเล่าด้วยเช่นในเรื่องเล่าของท่านนบีสุไลมานที่มดถูกนำเสนอให้เป็นเป็นตัวเอกของเรื่องดังที่กุรอานกล่าวไว้ว่า

    حَتَّى إِذَا أَتَوْا عَلَى وَادِي النَّمْلِ قَالَتْ نَمْلَةٌ يَا أَيُّهَا النَّمْلُادْخُلُوا
    مَسَاكِنَكُم لَا يَحْطِمَنَّكُمْ سُلَيْمَانُ وَجُنُودُهُ  [4]

    “เมื่อนบีสุลัยมานเดินทางมาถึง อาณาจักรมด มีมดตัวหนึ่งพูดขึ้นว่า โอ้เพื่อนมดทั้งหลาย จงรีบหนีเข้าไปในสถานที่พำนักของตัวเองเถิด”

    เนื้อเรื่อง

    เรื่องราวหรือเนื้อเรื่องคือ ฉากสำแดงความคิดของผู้คน ความคิด ความรู้สึกและการกระทำของตัวละครที่ได้สำแดงตนให้ผู้อ่านได้เห็นในรูปแบบของเหตุการณ์ต่าง ๆ  โดยการนำเสนอเรื่องราวนี้เองความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครคนหนึ่งกับคนอื่นหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมเขาอยู่จะถูกทำให้เห็นชัดเจน โดยความเป็นจริงแล้วเนื้อเรื่องคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั่นเอง

    ในกุรอานเนื้อเรื่องเป็นองค์ประกอบและเป็นพื้นฐานสำคัญของเรื่องเล่า แต่จะไม่สำคัญถึงขนาดที่ว่า เมื่อกล่าวถึงเนื้อหาแล้วจะทำให้วัตถุประสงค์หลักคือการนำเสนอคำสอนจะต้องถูกลืมไป ด้วยเหตุนี้เองบางครั้งในการเล่าเรื่อง กุรอานจะตัดเนื้อหาบางส่วนไปหรือไปกล่าวเนื่อหานั้นในอีกที่หนึ่ง เหมือนอย่างในซูเราะฮ์ ซอฟฟาต ที่กล่าวถึงเรื่องราวของบรรดาศาสนทูตหลายท่าน (โดยชี้ให้เห็นถึงพลานุภาพของอัลลอฮ์ในการช่วยเหลือบรรดาศาสนทูตให้รอดพ้นจากอันตราย) ขณะเดียวกันก็กล่าวถึงเรื่องราวของท่านนบียูนุสอย่างสมบูรณ์ เพื่อวาดภาพให้เห็นถึงความลำบากในชีวิตของท่านนบีและอำนาจของอัลลอฮ์ที่ทรงทำให้นบียูนุสรอดพ้นจากความยากลำบากที่กุรอานกล่าวไว้ว่า

    وَإِنَّ يُونُسَ لَمِنَ الْمُرْسَلِينَ / إِذْ أَبَقَ إِلَى الْفُلْكِ الْمَشْحُونِ / فَسَاهَمَ فَكَانَ مِنْ الْمُدْحَضِينَ / فَالْتَقَمَهُ الْحُوتُ وَهُوَ مُلِيمٌ /  فَلَوْلَا أَنَّهُ كَانَ مِنْ الْمُسَبِّحِينَ /  لَلَبِثَ فِي بَطْنِهِ إِلَى يَوْمِ يُبْعَثُونَ/ فَنَبَذْنَاهُ بِالْعَرَاء وَهُوَ سَقِيمٌ /  وَأَنبَتْنَا عَلَيْهِ شَجَرَةً مِّن يَقْطِينٍ /  وَأَرْسَلْنَاهُ إِلَى مِئَةِ أَلْفٍ أَوْ يَزِيدُونَ /  فَآمَنُوا فَمَتَّعْنَاهُمْ إِلَى حِينٍ [5]

    “และแท้จริง ยูนุส อยู่ในหมู่ผู้ที่ถูกส่งมาเป็นศาสนทูต จงรำลึกถึงขณะที่เขาหนีไปยังเรือที่บรรทุกผู้คนเต็มลำ ยูนุสเข้าร่วมจับฉลาก เขาตกไปอยู่ในหมู่ผู้แพ้การจับฉลาก (ยูนุสถูกโยนลงน้ำ) ปลาตัวใหญ่กลีนเขาเข้าไปในขณะที่เขาตำหนิตัวเอง ถ้าหากว่าเขามิได้เป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้แซ่ซ้องสดุดีแล้วเขาจะต้องอยู่ในท้องปลาจวบจนกระทั่งวันฟื้นคืนชีพ แล้วเราได้เหวี่ยงเขาขึ้นบนที่โล่งริมฝั่งในสภาพที่ป่วยและเราให้มีต้นไม้ (พันธ์ไม้เลื้อย) น้ำเต้างอกเงยขึ้น ปกคลุมตัวเขาและเราได้ส่งเขาไป (หมู่บ้านของเขา) ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งแสนคนหรือเกินกว่านั้น แล้วพวกเขาทั้งหมดก็ศรัทธา ดังนั้น เราจึงปล่อยให้พวกเขามีความสุขสำราญชั่วระยะเวลาหนึ่ง”

    แต่ในซูเราะฮ์ อันบิยาอ์ ที่พูดถึงการขอดุอาของบรรดาศาสนทูตและการตอบรับดุอาของอัลลอฮ์ด้วยความที่ในซูเราะฮ์นี้ให้ความสำคัญกับเรื่องดุอาและคำสอนเกี่ยวกับดุอาจึงตัดเรื่องราวของนบียูนุสมาเพียงแค่ในส่วนของการขอดุอาของท่านนบีและการตอบรับดุอาจากอัลลอฮ์เท่านั้น อย่างที่กุรอานกล่าวว่า

    وَذَا النُّونِ إِذ ذَّهَبَ مُغَاضِبًا فَظَنَّ أَن لَّن نَّقْدِرَ عَلَيْهِ فَنَادَىفِي الظُّلُمَاتِ أَن لَّا إِلَهَ إِلَّا أَنتَ سُبْحَانَكَ إِنِّي كُنتُ مِنَ الظَّالِمِينَفَاسْتَجَبْنَا لَهُ وَنَجَّيْنَاهُ مِنَ الْغَمِّ وَكَذَلِكَ نُنجِي الْمُؤْمِنِينَ [6]

    “และจงรำลึกถึงเรื่องราวของซันนูน (นะบียูนุส) เมื่อเขาจากไปด้วยความโกรธพรรคพวกของเขา แล้วเขาคิดว่าเราจะไม่ทำให้เขาได้รับความลำบาก แล้วเขาก็ร้องเรียนกลางความมืดทึบทะมึนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากกพระองค์ท่าน มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลายดังนั้นเราได้ตอบรับการร้องเรียนของเขาและเราได้ช่วยให้เขารอดพ้นจากความทุกข์ระทมและเช่นเดียวกันนี้ เราช่วยบรรดาผู้ศรัทธา”

    ศิลปะในการเล่าเรื่องของกุรอานคือการรักษาการเล่าให้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงโดยการเลือกเรื่องราวบางส่วนเพื่อให้ผู้ฟังได้รับรู้เรื่องราวบางส่วนและคอยติดตามในส่วนที่เหลืออีกทั้งยังไม่ลืมที่จะนำเสนอคำสอนที่เป็นประโยชน์ด้วย

     

    1.หนังสือ บุฮุซุน ฟี เกาะเศาะศิลกุรอาน หน้า 54 , อับดุรร็อบบิฮ์ อับดุลฮาฟิซ

    2.ซูเราะฮ์ยาซีน โองการที่ 20-21

    3.ซูเราะฮ์ มาอิดะฮ์ โองการที่ 110

    4.ซูเราะฮ์นัมล์ โองการที่ 18

    5.ซูเราะฮ์ ศอฟฟาต โองการที่ 139-148

    6.ซูเราะฮ์ อันบิยาอ์ โองการที่ 87-88

  • วิเคราะห์เรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 1)

    วิเคราะห์เรื่องเล่าในกุรอาน (ตอนที่ 1)

    • กิซเซาะฮ์คืออะไร ?
    • กิซเซาะฮ์ (เรื่องเล่า) กุรอานเป็นอย่างไร ?

    คำนิยามของคำว่า “กิซเซาะตุลกุรอาน”

    ประเด็นเกี่ยวกับคำว่า กิซเซาะตุลกุรอาน นักวิชาการมีทัศนะแตกต่างกันดังต่อไปนี้ นักวิชาการบางท่านเชื่อว่า โองการที่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าคือโองการที่นำเอาศิลปะและองค์ประกอบในการเล่าเรื่องมาใช้ในการนำเสนอ ตามทัศนะนี้เรื่องราวของ อัซฮาบุลฟีล ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเล่าเพราะมีเนื้อหาสั้นไปไม่มีองค์ประกอบในการเล่าเรื่อง

    นักวิชาการอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่า โองการที่ถูกเรียกว่า “กิซเซาะตุลกุรอาน” คือโองการที่เล่าเรื่องราวของบรรพชนในอดีตเท่านั้น ตามทัศนะนี้ เรื่องราวที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) ซึ่งถือเป็นเรื่องเล่าที่อยู่ร่วมสมัยกับการประทานอัลกุรอานจึงไม่ถูกเรียกว่า “กิซเซาะตุลกุรอาน”

    นักวิชาการอีกกลุ่มเชื่อว่า กิซเซาะตุลกุรอาน คือโองการที่กล่าวถึงเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตามทัศนะนี้ทุกเรื่องราวที่กุรอานเล่าให้ผู้ฟังรวมทั้งเรื่องราวในสมัยนบีถือเป็น “กิซเซาะตุลกุรอาน” ทั้งหมด บางกลุ่มก็เชื่อว่าตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในกุรอานก็ถูกนับว่าเป็น กิซเซาะตุลกุรอานด้วยเช่นกัน 

    จากความขัดแย้งตรงนี้ทำให้มีการคำนวนโองการที่ถือเป็นเรื่องเล่าของกุรอานไปในจำนวนที่ขัดแย้งแตกต่างกันออกไปด้วย บางท่านเชื่อว่าหนึ่งในสี่ของโองการทั้งหมดเป็นเรื่องเล่า บางท่านเชื่อว่า มีเพียง116 เรื่องเล่าด้วยกัน

    เพื่อทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “กิซเซาะ” ตามคำนิยามของกุรอานเราจะขอนำเสนอความหมายตามรากศัพย์ของคำว่ากิซเซาะตามคำนิยามของกุรอานและนำเสนอตัวอย่างการนำคำนี้มาใช้ในกุรอานในวาระต่าง ๆ ด้วย

     1.การเล่าเรื่องราวในอดีตหรือเรื่องราวของชนรุ่นก่อน

    فَلَمَّا جَاءَهُ وَقَصَّ عَلَيْهِ الْقَصَصَ قَالَ لَا تَخَفْ نَجَوْتَ مِنَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ

    “เมื่อมูซามาหาชุเอบและเล่าเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาให้เขาฟัง ชุเอบจึงกล่าวกับมูซาว่า อย่ากลัวเลยบัดนี้ท่านได้หนีรอดพ้นจากกลุ่มชนผู้กดขี่แล้ว” 

    2.การติดตามร่องรอยของคนหรือสิ่งของ

    บางครั้งกุรอานใช้คำว่า กิซเซาะ ไปในความหมายที่สื่อให้เห็นถึงการติดตามร่องรอยของคนหรือสิ่งของ โดยกล่าวว่า  

    وَقَالَتْ لِأُخْتِهِ قُصِّيهِ  فَبَصُرَتْ بِهِ عَنْ جُنُبٍ وَهُمْ لَا يَشْعُرُونَ

    “มารดาของนบีมูซากล่าวกับลูกสาว (พี่สาวนบีมูซา) ว่า จงติดตามมูซาไปเถิด ต่อมาพี่สาวของนบีมูซาก็เห็นท่านนบีมูซาจากระยะไกลในขณะที่พวกศัตรูไม่ได้สนใจมอง”

    3.ข่าวคราว , เรื่องราว , เรื่องเล่า

    หนึ่งในความหมายของคำว่า กิซเซาะฮ์ คือข่าวที่ถูกเล่าหรือเรื่องเล่า ความหมายนี้ในพจนานุกรมใช้คำว่า กิซเซาะฮ์ ส่วนในกุรอานใช้คำว่า เกาะศอศ โดยคำว่า เกาะศอศ ถูกนำเสนอในกุรอาน 6 ที่ด้วยกัน ซึ่งบางครั้งให้ความหมายเป็นคำนาม ที่หมายถึง ข่าวที่ถูกเล่าหรือข่าวที่ได้รับการติดตาม ดังในโองการนี้ที่กล่าวว่า 

    لَقَدْ كَانَ فِي قَصَصِهِمْ عِبْرَةٌ لِأُولِي الْأَلْبَابِ

    แท้จริงเรื่องเล่าของพวกเขา (นบียูซุฟ) มีคำสอนสำหรับผู้มีปัญญา

    บางทีก็ให้ความหมายในเชิงอาการนาม หมายถึงการติดตามข่าวและติดตามร่องรอยของคนหรือสิ่งของ เช่น 

    فارْتَدّا عَلَى آثَارِهِما قَصَصًا

    หลังจากนั้นมูซาและเด็กหนุ่มที่ติดตามเขา

    ความสัมพันธ์ของเรื่องเล่าในกุรอานกับความหมายทางภาษา

    คำว่า กิซเซาะฮ์ ที่ถูกใช้ในกุรอานมีความหมายสอดคล้องกับความหมายในทางภาษาอย่างสมบูรณ์  ในกุรอานใช้คำว่า “กอศอศ”  ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า “กอซซ่อ” ไปในความหมายที่ว่า ผู้เล่าเรื่องกำลังติดตามเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วซึ่งบางครั้งหมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกิดมานานแล้วเช่นที่กุรอานกล่าวไว้ในซูเราะฮ์ ฏอฮาโองการที่ 99 ว่า

    كَذلِكَ نَقُصُّ عَلَيْكَ مِنْ أَنْباءِ ما قَدْ سَبَقَ

    “เช่นนี้แหละ เราได้บอกเล่าข่าวคราวที่ได้เกิดขึ้นแต่กาลก่อนแก่เจ้า”

    หรือบางครั้งให้ความหมายตามรากศัพท์เดิม (มัศดัร) ที่หมายถึง การติดตามข่าวคราวหรือติดตามร่องรายของคนหรือสิ่งของ เช่นในกุรอานกล่าวว่า 

    قَالَ يَا بُنَيَّ لَا تَقْصُصْ رُؤْيَاكَ عَلَىٰ إِخْوَتِكَ

    “เขา(ยะอฺกูบ) กล่าวว่า “โอ้ลูกรักเอ๋ย ! เจ้าอย่าเล่าความฝันของเจ้าแก่พี่น้องของเจ้า”

    คำว่า กอศอศ ในกุรอานบางทีมาหลังจากการเล่าเรื่องผ่านไปแล้ว 1 เรื่อง หรือบางทีก็มาหลังจากเล่าเรื่องไปแล้วหลายเรื่องดังเช่นในซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน ที่มาหลังจากเล่าเรื่องเพียงเรื่องเดียวของท่านศาสดาอีซา (อ) 

    إِنَّ هَٰذَا لَهُوَ الْقَصَصُ الْحَقُّ

    “แท้จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง”

    ในซูเราะฮ์อะอ์รอฟ อัลลอฮ์ทรงใช้คำนี้หลังจากเล่าเรื่องหลายเรื่องราวมาแล้ว คือเรื่องราวของนบีอาดัม นูฮ์ ฮูดและมูซา (อ) พระองค์ทรงตรัสว่า 

    فَاقْصُصِ الْقَصَصَ لَعَلَّهُمْ يَتَفَكَّرُونَ  

    “เจ้าจงเล่าเรื่องราวเหล่านั้นเถิด เพื่อว่าพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ”

    ดังนั้นจากที่กล่าวมาทั้งหมดคำว่า “กอศอศ” ที่ถูกใช้ในกุรอานถูกนำเสนอไปในความหมายเกี่ยวกับการเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วหรือเล่าเรื่องที่มีความต่อเนื่อง มีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างจินตนาการให้เกิดขึ้นในสติปัญญาของผู้ฟังซึ่งในนิยามของกุรอานเรียกว่า กิซเซาะฮ์กุรอาน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมีความยาวหรือสั้นหรือเกิดขึ้นนานแล้วหรือเพิ่งเกิดก็ตาม

    คำอื่นที่ถุกใช้ในความหมายกิซเซาะฮ์

    ความหมายคำว่า กิซเซาะฮ์ ในกุรอานไม่ได้ถูกจำกัดไว้ในเฉพาะคำว่า กอศอศ เท่านั้นยังมีคำอื่นที่ให้ความหมายเดียวกันนี้เช่นกัน บางทีเช่นคำว่า นะบะอ์ ฮะดิษ คำเหล่านี้ก็มีความหมายเดียวกับคำว่า กอศอศ ด้วยซึ่งก็สามารถนำโองการที่ใช้คำเหล่านี้มาใช้ในเป้าหมายและแก่นแท้เดียวกับกิซเซาะฮ์ได้เช่นกัน เช่นโองการเหล่านี้ 

    نَتْلُو عَلَيْكَ مِن نَّبَإِ مُوسَىٰ وَفِرْعَوْنَ بِالْحَقِّ

    “เราจะอ่านแก่เจ้า บางส่วนแห่งเรื่องราวของมูซาและฟิรเอานด้วยความจริง”

    وَهَلْ أَتَاكَ حَدِيثُ مُوسَىٰ

    “และเรื่องราวของมูซาได้มีมาถึงเจ้าบ้างไหม”

    أَوْ كَالَّذِي مَرَّ عَلَىٰ قَرْيَةٍ وَهِيَ خَاوِيَةٌ عَلَىٰ عُرُوشِهَا

    “หรือเช่นผู้ที่ได้ผ่านเมืองหนึ่ง (บัยตุลมักดิส) โดยที่มันพังทับลงบนหลังคาของมัน”

    แม้กระทั่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสมัยของท่านศาสดาที่ถูกกล่าวไว้ในกุรกานเช่นเรื่องราวเกียวกับสงครามบะดัร สงครามอุฮุด บัยอัตริดวาน ซุลฮุดัยบียะฮ์ ถือเป็นเรื่องเล่ากุรอานด้วยเช่นกัน