คู่สนทนาของอัลกุรอาน
จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่อง “คู่สนทนาของอัลกุรอาน”ว่า แต่ละสำนักคิด ศาสนาไม่ว่าจะเป็นเทวะนิยมหรือเป็นแนวทางที่ถูกสร้างขึ้นมาต้องมีคู่สนทนาของตนเองทั้งสิ้น ซึ่งคู่สนทนาของแต่ละกลุ่มนั้นย่อมแตกต่างกัน (more…)

คู่สนทนาของอัลกุรอาน
จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่อง “คู่สนทนาของอัลกุรอาน”ว่า แต่ละสำนักคิด ศาสนาไม่ว่าจะเป็นเทวะนิยมหรือเป็นแนวทางที่ถูกสร้างขึ้นมาต้องมีคู่สนทนาของตนเองทั้งสิ้น ซึ่งคู่สนทนาของแต่ละกลุ่มนั้นย่อมแตกต่างกัน (more…)

หลายสัปดาห์เข้าไปอ่านเว็บไซต์ ภาษาฟาร์ซีเว็บนึงเป็นเว็บดีมากมีบทความหลากหลายมากมายเลยทีเดียว ก็เลยหยิบมาแปล เป็นบทความสั้น ๆ ที่บอกถึงคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่แท้จริง (more…)

อุปกรณ์การเขียนหนังสือในสมัยการประทานอัลกุรอานนั้นเป็นอุปกรณ์ง่าย ๆ มุสลิมใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่สามารถนำมาเขียนบนสิ่งนั้นได้ ในการรวบรวมฮะดีษและการบันทึกอัลกุรอานก็ได้กล่าวถึงอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอัลกุรอานมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนี้ (more…)

ตามคำสอนของอัลกุรอาน การกระทำของมนุษย์และเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันถือว่ามีความเชื่อมโยงกับพระประสงค์ขององค์ผู้อภิบาล การสร้างสรรค์และดำเนินชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการกำหนดจากพระองค์ โดยทุกๆ การกระทำมีผลสะท้อนกลับไปสู่ผู้กระทำทั้งในทางที่ดีและไม่ดี บทความนี้จะพาเราศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพตามอัลกุรอาน ผ่านแง่มุมต่างๆ เช่น การขออภัยโทษ (อิสติฆฟาร) ความศรัทธา (อีมาน) การยำเกรง (ตักวา) การขอพร (ดุอาอ์) การมอบหมายต่อพระองค์ (ตะวักกัล) การขอบคุณ (ชุกร์) และการแต่งงาน เป็นต้น
อิสติฆฟาร: การขออภัยและการกลับเนื้อกลับตัว
หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่อัลกุรอานและบรรดาผู้นำในศาสนาได้เน้นย้ำเสมอคือการอิสติฆฟาร (การขออภัยโทษต่อพระองค์อัลลอฮ์) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากความผิดบาป นอกจากนี้ยังมีผลในการเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพในชีวิตประจำวันของมนุษย์ด้วย
ในอัลกุรอานมีโองการหลายโองการที่กล่าวถึงความสำคัญของการอิสติฆฟาร เช่น ในซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 3 ที่กล่าวว่า:
“และท่านทั้งหลายจงขออภัยต่อองค์อภิบาลของพวกท่านเถิด แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงประทานความสุขอันงดงามแก่พวกท่านตราบจนถึงอายุขัยที่กำหนดไว้”
ชนเผ่าอ๊าด ซึ่งมีร่างกายแข็งแรงและทรัพย์สมบัติมากมาย หลงระเริงกับเนี๊ยะมัต (ความโปรดปราน) จากพระองค์ จนถึงขั้นหันไปกราบไหว้รูปปั้นและตั้งภาคีต่อพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงส่งศาสดาฮูด (อ.) มาเพื่อชี้นำพวกเขา แม้ว่าศาสดาฮูดจะพยายามนำพวกเขากลับสู่ทางที่เที่ยงตรง แต่ส่วนใหญ่ของชนเผ่าอ๊าดกลับต่อต้าน และพระองค์จึงลงโทษด้วยความแห้งแล้งนานถึง 7 ปี ซึ่งศาสดาฮูดได้กล่าวเชิญชวนพวกเขาให้ทำการอิสติฆฟารเพื่อเรียกคืนความสุขและความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต
อีกตัวอย่างหนึ่งปรากฏในซูเราะฮ์นุฮ์ โองการที่ 10-12 ที่กล่าวว่า:
“พวกท่านทั้งหลาย จงขออภัยต่อองค์อภิบาลของพวกท่านเถิด เพราะแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษอย่างแท้จริง พระองค์จะทรงหลั่งน้ำฝนอย่างมากมายแก่พวกท่าน และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนทรัพย์สินและลูกหลานแก่พวกท่าน”
ประโยชน์ของการอิสติฆฟาร
การอิสติฆฟารในอัลกุรอานกล่าวถึงผลพวงที่ชัดเจน เช่น การได้รับความอุดมสมบูรณ์จากฝน การเพิ่มพูนทรัพย์สินและบุตรหลาน อีกทั้งยังนำไปสู่ความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ท่านอิมามริฏอ (อ.) ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มาขอคำปรึกษาในเรื่องความยากจน ขาดแคลนทรัพย์สิน และไม่มีบุตร โดยทุกครั้งท่านได้แนะนำให้พวกเขาทำการอิสติฆฟาร เนื่องจากการอิสติฆฟารนั้นเป็นวิธีที่นำมาซึ่งพระประสงค์ของพระองค์ในการประทานเนี๊ยะมัตเหล่านี้
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการอิสติฆฟาร
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอิสติฆฟารคือช่วงใกล้รุ่ง โดยเฉพาะในคืนวันศุกร์ อัลกุรอานได้กล่าวถึงผู้ที่ขออภัยโทษในช่วงใกล้รุ่ง เช่นในซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 17 และซูเราะฮ์ซาริยาต โองการที่ 18 ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้อรรถาธิบายว่า ผู้ใดกล่าวอิสติฆฟาร 70 ครั้งในช่วงเวลานั้น จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ที่ขออภัยในยามใกล้รุ่ง
วิธีการทำอิสติฆฟาร
ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้แนะนำให้ผู้ที่ต้องการทำอิสติฆฟารทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การกล่าว “อัสตัฆฟิรุลลอฮะ วะอะตูบุอิลัยฮ์” 70 ครั้งหลังการนมาซวิเตร และผู้ที่ทำเช่นนี้เป็นเวลา 1 ปี พระองค์อัลลอฮ์จะบันทึกชื่อเขาไว้ในหมู่ชนผู้ที่ขออภัยในยามใกล้รุ่ง และการอภัยเขานั้นจะเป็นวาญิบสำหรับพระองค์
สรุปได้ว่า การอิสติฆฟารเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพและนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชีวิตของผู้ที่ปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยการขออภัยและกลับใจสู่พระองค์อัลลอฮ์อย่างแท้จริง
อ้างอิง:

“จงยึดสายเชือกของอัลลอฮ์อย่างพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน”
(ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 103) (more…)

هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَلَوْ كَرِهَ الْمُشْرِكُونَ
“พระองค์คือผู้ทรงส่งรอซูลของพระองค์ด้วยการชี้นำทาง และศาสนาแห่งสัจธรรมเพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาอิสลามอยู่เหนือศาสนาทั้งมวล ถึงแม้พวกตั้งภาคีจะเกลียดชังก็ตาม” (ซูเราะฮ์อัศศ๊อฟ โองการที่ 9) (more…)


ผลของความพยายามของมนุษย์
อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 39 ซูเราะฮ์นัจม์ ว่า –
وَأَنْ لَيْسَ لِلإنْسَانِ إِلا مَا سَعَى
และมนุษย์จะไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเอาไว้ (more…)

บทนำ
ซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ เป็นซูเราะฮ์ที่ประทานลงมา ณ เมืองมะดีนะฮ์ซึ่งประกอบด้วย 120 โองการ 2,804 คำ และ11,933 อักษร นักวิชาการสายอุลูมกุรอานกล่าวกันว่า ซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมาหลังจากซูเราะฮ์ฟัฏฮ์ แต่ในบางรายงานได้บันทึกไว้ว่า ซูเราะฮ์มาอิดะฮ์ประทานในช่วงเทศกาลฮัจญ์ตุ้ลวิดาอ์ (ฮัจญ์อำลาของท่านนบี ซ.ล.) ระหว่างการเดินทางจากมักกะฮ์สู่มาดีนะฮ์ ทว่าตามลำดับเรียบเรียงของอัลกุรอานซูเราะฮ์นี้ ปรากฎอยู่ในลำดับที่ 5 ของซูเราะฮ์อัลกุรอานทั้งหมด
นามของซูเราะฮ์ “มาอิดะฮ์” หมายถึง “สำรับอาหาร” ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องราวการประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าสำหรับวงศ์วานของท่านศาสดาอีซา (อ) ซึ่งมีกล่าวไว้ในโองการที่ 114 ของซูเราะฮ์
ใจความโดยรวมของซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ สาธยายถึงวิชาการเกี่ยวกับหลักการศรัทธาในอิสลาม รวมไปถึงภาระกิจหรือบัญญัติต่าง ๆ ที่ผู้ศรัทธาพึงจะต้องปฏิบัติ
ประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์
โองการสำคัญที่สุดในซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ คือโองการที่กล่าวถึงการแต่งตั้งท่านอาลี อามีรุ้ลมุอฺมินีน (อ) ครั้งเมื่อเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่านนบี (ซ.ล) พร้อมกับอุมมะฮ์ของท่าน ณ บ่อน้ำฆอดีรคุม ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้กล่าวเอาไว้ในโองการที่ 3 และโอการที่ 67 ของซูเราะฮ์นี้ และการบริจาคทานด้วยแหวนของท่าน อาลี อามีรุ้ลมุอฺมีนีน (อ) ขณะที่ท่านกำลังก้มลงรูกัวะอฺ (โค้งคาราวะ) ต่อพระองค์ ขณะที่ท่านทำนมาซ ในโองการที่ 55 ของซูเราะฮ์ดังกล่าว
โองการที่ 1
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَوْفُواْ بِالْعُقُودِ أُحِلَّتْ لَكُم بَهِيمَةُ الأَنْعَامِ إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ إِنَّ اللّهَ يَحْكُمُ مَا يُرِيدُ (1)
คำแปล :
“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงรักษาบรรดาสัญญาของพวกเจ้าเถิด สัตว์ประเภทปศุสัตว์นั้นได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว นอกจากสัตว์ที่ถูกสาธยายแก่พวกเจ้าเท่านั้น โดยมิใช่สัตว์ที่ถูกเจ้าล่าในขณะที่พวกเจ้าอยู่ในสภาพเอียะรอม แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.)นั้นทรงชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์“ (1)
ขยายความ
จากการบันทึกของบรรดานักตัฟซีรเกี่ยวกับโองการนี้ซึ่งกล่าวไว้ว่า ซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมายังท่านศาสดา (ซ.ล.) ซึ่งมีฮาดิษจากท่านอิม่ามบากิร (อ) รายงานจากท่านอาลี บุตรของอาบีฏอลิบ (อ) กล่าวว่า หลังจากซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดามีชีวิตอยู่อีกเพียงสองหรือสามเดือนเท่านั้น”.
เช่นเดียวกันได้มีบันทึกว่าซูเราะฮ์นี้เป็น “ซูเราะฮ์นาสิค” (ซูเราะฮ์ยกเลิกโองการก่อนหน้านี้) โดยมีรายงานบันทึกเป็นหลักฐานไว้ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้วใน ซูเราะฮ์อัล-บากอเราะฮ์ โองการที่ 281) แต่อาจมีผู้สงสัยว่า ทำไมจึงมีรายงานว่าโองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมา ไม่ได้อยู่ในซูเราะฮ์นี้
ตอบ : แน่นอนถ้าหากเป็นเพียงโองการแล้วถูกต้อง โองการสุดท้ายไม่ใช่โองการในซูเราะฮ์นี้ แต่ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือซูเราะฮ์หาใช่โองการไม่เพราะซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์สุดท้ายไม่ใช่โองการสุดท้าย
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَوْفُواْ بِالْعُقُود…ِ
คำเตือนดังกล่าว เหมือนดั่งผู้กำลังจะออกเดินทาง และกำลังจะสั่งเสียถึงสิ่งสำคัญต่าง ๆ ฉะนั้นโองการนี้กำชับผู้ศรัทธาทั้งหลาย ให้ยึดมั่นบนสัญญาต่าง ๆ ที่ให้ไว้ ไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นประเภทใดก็ตาม
“الْعُقُود” ในหลักภาษาหมายถึง “การผูกระหว่างเชือกสองเส้น หรือ ระหว่างสองข้างเชือกให้ติดกัน” และคำว่า “العقد” ถูกนำมาใช้ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ ใช่ว่าจะหมายถึงทุก ๆ คำมั่นสัญญาหรือข้อตกลงที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่มีหลักค้ำประกัน คำดังกล่าวให้ความหมายรวมไปถึงทุก ๆ คำสัญญา (ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจต่อกัน) ระหว่างมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม หรือระหว่างมนุษย์กับพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ในทุกเรื่องและการงาน
ในหนังสือรุฮุลมาอานี ได้คัดลอกจาก รอฆิบ : คำว่า “อักดฺ” (สัญญา ข้อตกลง) แบ่งออกเป็นสามระดับคือ
(ตัฟซีรรูฮุลมาอานี โองการดังกล่าว)
ประเด็นสำคัญ
“ในหมู่คำบัญญัติใช้ของพระเจ้า ไม่มีเรื่องใดเลยในทรรศนะของมนุษย์โลกที่จะมีความเห็นพ้องต้องกัน เว้นเสียแต่เรื่องของการรักษาคำสัญญา เพราะเหตุดังกล่าว ชนชาติอาหรับก่อนอิสลามพวกเขาจะเคร่งครัดต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ถึงผลที่จะตามมาหากละเมิดต่อมัน”
อีกฮาดิษหนึ่งจากท่านอิม่ามอาลี (อ) ซึ่งกล่าวว่า
“พระองค์จะมิทรงยอมรับการกระทำใด ๆ เว้นเสียแต่ ความดีงาม และไม่ทรงรับข้อสัญญาใด ๆเว้นเสียแต่ข้อสัญญาที่ถูกรักษาตามเงื่อนไขของมัน”
จากท่านศาสดา (ซ.ล) :
“ไม่มีศาสนาสำหรับผู้ที่ไม่รักษาคำสัญญา”
จากท่านอิม่ามศอดิก (อ) :
“สามประการที่พระองค์ไม่อนุมัติให้ละเลยต่อมันอย่างเด็ดขาด“
อัลกุรอานยังได้กล่าวต่ออีกว่า
ُحِلَّتْ لَكُم بَهِيمَةُ الأَنْعَامِ إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ…
(الأَنْعَامِ) เป็นคำพหูพจน์ ของคำว่า (نعم) “นิอัม” หมายถึง “อูฐ” แต่ถ้าคำดังกล่าวมาในรูปพหูพจน์ แปลว่าปศุสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) เช่น อูฐ วัว แพะ… (بَهِيمَةُ ) แปลว่า “แข็งแรง ทนทาน” หรือสิ่งที่ “คลุมเครือ” สัตว์ถูกเรียกว่า “บะฮีมะฮ์” เพราะเสียงของมันไม่สามารถจะเข้าใจได้ (คลุมเครือ)
ฉะนั้น โองการนี้เป็นโองการที่สาธยายแก่บรรดาผู้ศรัทธาถึงสิ่งที่อนุมัติในการบริโภค และบรรดาสัตว์ที่ไม่ถือเป็นข้ออนุมัติซึ่งจะแจ้งให้ทราบในตอนต่อไป
إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ…
โองการนี้นอกจากจะกล่าวถึงบทบัญญัติที่อนุมัติ และไม่อนุมัติในการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วกล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับผู้สวมชุดอิห์รอม เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์อีกด้วย ว่าไม่เป็นการอนุมัติแก่พวกเขาในการออกล่าสัตว์ และสัตว์ที่ได้มาจากกรณีดังกล่าวไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา
غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ…
ตอนสุดท้ายของโองการดังกล่าวพระองค์ทรงกล่าวถึง ความรอบรู้ของพระองค์ กล่าวคือ บัญญัติต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากพระองค์ ล้วนมาจากความประสงค์ของพระองค์ทั้งสิ้น และความประสงค์ของพระองค์นั้นย่อมเกิดจากความปรีชาญานของพระองค์
إِنَّ اللّهَ يَحْكُمُ مَا يُرِيدُ
บทเรียนจากโองการ

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับมุสลิมว่าในอัลกุรอานมี 29 ซูเราะฮ์ที่ขึ้นต้นด้วยตัวพยัญชนะอาหรับที่เขียนแยกออกจากกัน โดยไม่เป็นประโยค ยกตัวอย่างเช่น الم (อาลิฟ ลาม มีม) يس (ยาซีน) หรือ حم (ฮามีม) พยัญชนะเหล่านี้ในศัพท์ทางวิชาการด้านอุลูมกุรอานเรียกว่า “อักษร มุก็อฏฏออาต”
อักษร มุก็อฏฏออาต เป็นหนึ่งในความเร้นลับของอัลกุรอานที่บรรดานักวิชาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถกเถียงกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งในปัจจุบันมีข้อเขียนและบทความเกี่ยวกับพยัญชนะเหล่านี้มากมาย
แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า ถ้าเราย้อนไปดูในประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่าไม่มีชาวอาหรับหรือผู้ต่อต้านศาสนาอิสลามและท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) คนใดเย้ยหยันอัลกุรอานด้วยพยัญชนะเหล่านี้เลย จึงทำให้เห็นได้ว่าพวกเขาทราบกันดีถึงความเร้นลับในตัวพยัญชนะเหล่านี้ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน
เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับอักษร มุก็อฏฏออาต ผู้เขียนจะขอนำเสนอทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านอุลูมกุรอานบางส่วน พร้อมหลักฐานของแต่ละทัศนะ
ทัศนะที่ 1
อักษร มุก็อฏฏออาตเป็นความเร้นลับของอัลกุรอาน และไม่มีสิทธิ์ที่มนุษย์คนใดจะสามารถรับรู้และเข้าใจได้ มีคำกล่าวจากท่าน อะบูอามิร บิน ชัรฮะบีล ชุอ์บี เป็นชนรุ่นตาบิอีน (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 104) ว่า “เรามีความเชื่อเกี่ยวกับอักษรเหล่านี้เพียงสิ่งที่เราเห็นภายนอกเท่านั้น ส่วนความเร้นลับของมันเราขอมอบให้เป็นสิทธิ์ของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น”
ทัศนะที่ 2
พยัญชนะเหล่านี้เป็นพยัญชนะธรรมดาทั่วไป ไม่มีความหมายและความเร้นลับใด ๆ เลย สาเหตุที่อัลกุรอานนำพยัญชนะเหล่านี้มาไว้ในอัลกุรอานไม่มีอะไรมากไปกว่า การให้อัลกุรอานมีคุณลักษณะด้านการออกเสียงที่สวยงามเท่านั้น
( ทัศนะนี้ถูกกล่าวไว้ใน ตัฟซีร อัลกัชชาฟ เล่ม 1 หน้า 29 – 31 ของท่าน ซะมัคชะรีย์ )
ทัศนะที่ 3
อักษรเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกจำนวนพยัญชนะนั้น ๆในซูเราะฮ์ต่าง ๆ เช่น ซูเราะฮ์ เกาะลัม ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัว นูน บ่งบอกถึงพยัญชนะตัวนูนในซูเราะฮ์ดังกล่าวมีจำนวนมากที่สุด มีมากกว่าพยัญชนะอื่น ๆ ท่านญะลาลุดดีน สุยูฏีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ มุอ์ตะริกุลอักรอน เล่ม 1 หน้า 71 ว่า
“ซูเราะฮ์ที่ขึ้นต้นด้วยอักษรมุก็อฏฏออาตไม่ว่าจะด้วยพยัญชนะใดก็ตาม จำนวนคำหรือพยัญชนะที่มีมากที่สุดในซูเราะฮ์นั้นก็คือพยัญชนะดียวกับอักษรมุก็อฏฏออาตนั่นเอง เช่นในซูเราะฮ์กอฟ ซึ่งเริ่มต้นด้วยพยัญชนะตัว กอฟ ก็จะมีจำนวนพยัญชนะตัวกอฟมากที่สุดในซูเราะฮ์นี้…..”
ทัศนะที่ 4
อักษรมุก็อฏฏออาต เป็นพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดา แต่ที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน ก็เพื่อต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานที่ทุกคนต่างยอมรับ ถูกร้อยเรียงมาจากพยัญชนะเหล่านี้ อีกทั้งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานด้วย มหัศจรรย์ตรงที่ว่า จากพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดาเหล่านี้ถูกเรียบเรียงให้กลายเป็นประโยคที่มีความหมายยิ่งใหญ่ และสามารถซึมซับเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้ จากพยัญชนะธรรมดาเหล่านี้ถูกประกอบขึ้นจนเป็นประโยคที่ทำให้จิตวิญญานของมนุษย์ อิ่มเอิบ อ่อนไหว เมื่อได้ยินได้ฟัง
ทัศนะข้างต้นนี้เป็นทัศนะที่ถูกยอมรับในหมู่นักวิชาการด้านอุลูมกุรอานในปัจจุบัน
นักวิชาการกลุ่มนี้ได้นำหลักฐานมายืนยันถึงความถูกต้องของทัศนะดังกล่าว โดยได้นำเสนอรายงานฮะดีษจากหนังสือ ตัฟซีร อัลโบรฮาน เล่ม 1 หน้า 126 เป็นรายงานจากท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) กล่าวว่า
“ชาวกุเรชและชาวยิว ได้ดูถูกอัลกุรอาน โดยกล่าวว่า อัลกุรอานคือ เวทมนตร์คาถา เป็นสิ่งที่เขา (มุฮัมมัด) เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเองแล้วอ้างว่าเป็นคำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสกับคนเหล่านี้ว่า “อาลิฟ ลาม มีม นี่คือ คัมภีร์ (ของพระเจ้า) โอ้มุฮัมมัด คัมภีร์ที่เราประทานให้กับเจ้า ถูกร้อยเรียงมาจากพยัญชนะอาหรับธรรมดานี่เอง”
และอีกฮะดีษจากหนังสือ บิฮารุลอันวาร เล่ม 2 หน้า 319 ฮะดีษที่ 3 เป็นรายงานจากอิมาม อะลี บิน มูซา อัรริฏอ (อ.) กล่าวว่า
“แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานอัลกุรอานเล่มนี้ ด้วยกับพยัญชนะธรรมดาที่ชาวอาหรับใช้สนทนากัน และหลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ถึงแม้ญินและมนุษย์จะรวมตัวกันที่จะนำโองการใดมาให้เหมือนกับอัลกุรอานพวกเขาก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้” ฮะดีษข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้อัลกุรอานจะถูกเรียบเรียงมาจากพยัญชนะธรรมดาจนเป็นประโยคที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกคน แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้อย่างอัลกุรอาน
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อักษรมุก็อฏฏออาต ก็คือว่า ถ้าเราสังเกตุโองการต่าง ๆ ที่เริ่มต้นด้วยพยัญชนะเหล่านี้ จะเห็นว่าประโยคต่อมาหลังจากนั้นจะเกี่ยวข้องกับอัลกุรอานทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เช่น
โองการที่ 1 ซูเราะฮ์ฮูด ที่กล่าวว่า
الر كِتَابٌ أُحْكِمَتْ آيَاتُهُ ثُمَّ فُصِّلَتْ مِنْ لَدُنْ حَكِيمٍ خَبِيرٍ
อะลีฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงตระหนักยิ่ง
หรือโองการที่ 1 ซูเราะฮ์ นัมล์ ที่กล่าวว่า
طس تِلْكَ آيَاتُ الْقُرْآنِ وَكِتَابٍ مُبِينٍ
ฏอ ซีน เหล่านี้คือโองการทั้งหลายของอัลกุรอาน และคัมภีร์อันชัดแจ้ง
หรือโองการที่ 1 – 2 ซูเราะฮ์ อัสสะญะดะฮ์ ที่กล่าวว่า تَنْزِيلُ الْكِتَابِ لا رَيْبَ فِيهِ مِنْ رَبِّ الْعَالَمِينَ الم
อะลิฟ ลาม มีม การประทานลงมาของคัมภีร์นี้ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในนั้น จากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
โองการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพยัญชนะเหล่านี้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานอีกทั้งแสดงถึงความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานอีกด้วย
ท่านผู้อ่านที่รัก อัลกุรอานที่เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต เป็นยาบำบัดโรคทางจิตใจ และเป็นทางนำให้มนุษย์รอดพ้นจากวังวนแห่งความเลวร้ายทั้งปวง ถูกร้อยเรียงมาจากตัวพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดานี้ แต่ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานอยู่ตรงที่ว่า ผู้ร้อยเรียงคือ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่นั่นเอง