Category: ฮะดิษ/อะฮ์ลุลบัยต์

  • อิมามซัจญาด (อ)

    อิมามซัจญาด (อ)

    ท่านอิมามอาลี บินฮุเซน อิหม่ามคนที่สี่ของชาวชีอะฮ์ มีฉายานามว่า ซัจญาด และซัยนุลอาบิดีน เกิดในวันที่ห้าของเดือนเชาวาลในปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 37 ในเมืองมะดีนะฮ์

    ตามแหล่งที่มาของประวัติศาสตร์อิสลาม บันทึกไว้ว่า บิดาผู้เป็นที่รักของท่านคือ อิหม่ามฮุเซน ขอความสันติจงมีแด่ท่าน และมารดาผู้สูงศักดิ์ของท่านคือท่านหญิง สะลามะฮ์ หรือเป็นที่รู้จักกันในนามวา Ghazaleh

    อิหม่ามสัจจาด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดระหว่างการเป็นผู้นำของ Ahl al-Bayt ท่านเกิดก่อนการเป็นชะฮีดของท่านอิมามอาลี 3 ปี เมื่อท่านเกิดปู่ของท่านคือท่านอิมามอาลีอยู่ในแนวของญิฮาดและในการต่อสู้ในสงครามญะมัล และหลังจากนั้นก็ได้พบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุดที่เกิดกับบิดาของท่าน อิหม่ามฮุเซน

    ท่านอิมาม (อ.) ใช้รูปแบบของการขอดุอาเพื่อเผยแพร่คำสอนแก่ประชาชน ดุอาเหล่านี้บอกกล่าวการตีความของท่านต่อเหตุการณ์ในยุคของท่าน
    Sahifah Sajjadiyyah หรือที่รู้จักกันในนาม Zabur Al-Muhammad เป็นผลงานโดดเด่นที่สุดที่เผยแพร่ออกมาในโลกอิสลามรองจากอัลกุรอานและ Nahj al-Balagha ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักวิชาการในเวลาต่อมา

    ผลงานอันทรงคุณค่าอื่น ๆ ที่หลงเหลืออยู่ ได้แก่ การรวบรวมการศึกษาและศีลธรรมของอิหม่ามสัจจาด (อ) ที่ชื่อว่า ริซาละฮ์ ฮุกูก ซึ่งรวมบทความเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ของมุสลิมที่มีต่อ พระเจ้า ตัวเองและผู้อื่น โดยท่านได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนและสวยงาม

    มีคำสอนมากมายจาก อิหม่ามสัจจาด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) เช่นท่านกล่าวไว้ ว่า “จงหลีกเลี่ยงการโกหกทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งจริงจังและล้อเล่น เพราะคนหนึ่งถ้าสามารถที่จะโกหกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้แล้ว เขาก็จะมีความกล้าที่จะโกหกเรื่องใหญ่ ๆ ด้วย ความรู้และความสมบูรณ์ทางศาสนามุสลิมก็คือ สละถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์ โต้เถียงกันให้น้อยลง อ่อนโยนและอดทน และยิ้มแย้มต่อผู้อื่นเสมอ”

  • คมดาบและหัวใจ

    คมดาบและหัวใจ

    คมดาบและหัวใจ

    “หัวใจของพวกเขาอยู่กับท่านก็จริง แต่คมดาบของพวกเขากำลังมุ่งประหารท่าน”
    ประโยคหนึ่งที่เป็นประโยคที่แสนจะขมขื่นที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์คือประโยคที่ว่า “หัวใจของพวกเขาอยู่กับท่านก็จริง แต่คมดาบของพวกเขากำลังมุ่งประหารท่าน”  

    เรื่องราวเกี่ยวกับประโยคข้างต้นนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ “เมาซูอะฮ์ กะลีมาต อิมามฮุเซน (อ) ” โดยกล่าวไว้ว่า – เมื่อครั้งที่ท่านอิมามฮุเซน (อ) ได้เดินทางออกจากเมืองมะดีนะฮ์ท่านได้พบกับนักกวีหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ฟะรอซดัก ท่านอิมามถามถึงสถานการณ์ในเมืองกูฟะฮ์ ฟะรอซดัก กล่าวตอบว่า – ท่านเป็นที่รักที่สุดในหมู่ประชาชาติ ….. แต่คมหอกคมดาบ (ที่กำลังมุ่งประหัตประหารท่าน) อยู่กับตระกูลอุมัยยะฮ์
    ในหนังสือ “ตารีค เฏาะบะรีย์” ได้บันทึกรายงานเกี่ยวกับประโยคดังกล่าวไปในอีกรูปแบบหนึ่งโดยกล่าวว่า – หัวใจของพวกเขา (ชาวกูฟะฮ์) อยู่กับท่านแต่คมดาบของพวกเขาอยู่กับตระกูลอุมัยยะฮ์
    หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ฟะรอซดัก ได้เข้าเป็นนักกวีในราชวังของตระกูลอุมัยยะฮ์ โดยได้แต่งบทกลอนมากมายเกี่ยวกับผู้ปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮ์   และจากคำสนทนาในรายงานข้างต้นอิมามกล่าวเป็นเชิงสนับสนุนและยอมรับความเห็นของฟะรอซดัก ซึ่งทำให้เห็นว่าท่านอิมามเองก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นแล้ว  อีกทั้งอิมามก็รู้ถึงธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร โดยท่านอิมามกล่าวกับ ฟะรอซดักว่า – สิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกต้องแล้ว ผู้คนทั้งหลายล้วนตกเป็นทาสของโลกแห่งวัตถุ สำหรับพวกเขาศาสนาเป็นเพียงลมปากของพวกเขาเท่านั้น  พวกเขาจะเรียกร้องหาศาสนาเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อถึงเวลาที่ศาสนาเรียกร้องพวกเขา เมื่อนั้นจะเห็นว่าผู้ศรัทธาที่แท้จริงมันช่างน้อยเหลือเกิน
    จากคำกล่าวของอิมามข้างต้นทำให้เห็นว่า ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ พวกเขาจะละเลยไม่ให้ความสำคัญกับพระผู้เป็นเจ้าแต่สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกทางวัตถุแล้วมนุษย์ไม่เคยละเลยสิ่งเหล่านั้นเลย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นผลทำให้ความเป็นนมนุษย์นั้นหมดสิ้นลงทีละน้อย ๆ  ดังโองการกุรอานที่กล่าวว่า – ประชาชนบางกลุ่มจะสักการะพระผู้เป็นเจ้าด้วยคำพูดของเขาเท่านั้น
    จากตรงนี้คงมีคนตั้งคำถามว่า – จิตใจกับการกระทำมันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะบอกว่าหัวใจของเราเต็มไปด้วยความรักให้กับอิมามฮุเซน (อ) แต่เมื่ออิมามเรียกร้องเราให้ร่วมต่อสู้เรากลับหันหน้าหนี ?
    หากพิจารณาจากโองการในอัลกุรอาน เราสามารถจะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับการกระทำไปใน 4 รูปแบบด้วยกัน
    1. มนุษย์คนหนึ่งสามารถมีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้ คือมีจิตใจที่งดงาม อีกทั้งมีรูปแบบการปฏิบัติที่สวยงามถึงแม้ว่าความสมบูรณ์ดังกล่าวนี้เราจะพบได้ในหมู่บรรดาศาสดาและบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์เท่านั้น แต่เราก็สามารถพบความสมบูรณ์แบบดังกล่าวโดยมีระดับความสมบูรณ์รองลงมาได้จากบรรดาผู้ศรัทธาที่แท้จริงทั้งหลายด้วยเช่นกัน
    2.มีมนุษย์บางกลุ่มอีกเช่นกันที่มีทั้งจิตใจและการกระทำที่เลวร้าย ทุกครั้งที่คนเหล่านี้พูดจะเผยความเลวร้ายในจิตใจของพวกเขาออกมาอย่างชัดเจน ดังในโองการที่ 88 ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ได้กล่าวไว้ว่า“พวกเขา (ชาวยิวในสมัยนบีมูฮำมัด) ได้กล่าวว่า หัวใจของพวกเรามีสิ่งปิดกั้น (จึงไม่สามารถจดจำคำประกาศของท่านได้) แต่ความเป็นจริงอัลลอฮ ได้สาปแช่งพวกเขา เพราะการปฏิเสธของพวกเขา ดังนั้นจึงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่พวกเขาศรัทธา
    ในซูเราะห์นิซาโองการที่ 155 กล่าวว่า  “และเพราะพวกเขากล่าวว่า อันหัวใจของพวกเราถูกปิดสนิท (ไม่อาจรับคำสอนแห่งอิสลามที่นบีมูฮำมัด ได้นำมา” (ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว หัวใจพวกเขาได้ปิดไม่) หากทว่าอัลลอฮได้ทรงประทับไว้บนหัวใจของพวกเขา เพราะความเนรคุณของพวกเขาเอ แต่พวกเขาไม่ศรัทธา (ในคำประกาศของนบีมูฮำมัด) นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ที่ศรัทธา)

    ในซูเราะห์ฟุตซิลัต โองการที่ 5 กล่าวว่า “และพวกเขากล่าวว่า “ หัวใจของพวกเราอยู่ภายในฝากั้นหลายชั้น (จนเป็นอุปสรรค) ต่อความเข้าใจในสิ่งที่พวกท่านเรียกร้องพวกเราไปสู่มัน และในหูของเราก็มีความหนาว อีกทั้งระหว่างพวกเรากับท่านนั้นมีฉากกั้น (จนรวมกันไม่ได้) ดังนั้นท่านจงทำไปเถิด (ตามคำสอนของศาสนาของท่าน) ส่วนพวกเรานั้นก็ทำ (ไปตามความเชื่อของเราตามเดิม)

    ในซูเราะห์นัมล์ โองการที่ 14 กล่าวว่า “และพวกเขาปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น เพราะความฉ้อฉลและความหยิ่งยะโส ทั้ง ๆ ที่จิตใจของพวกเขามีความมั่นใจในความจริงของมัน

    ในซูเราะห์บากอเราะห์โองการที่ 146 กล่าววว่า  “บรรดาปวงชนที่เราได้ประทานคำภีร์ให้ (คือพวกยิวและคริสต์) พวกเขารู้จักมูฮำมัด (เป็นอย่างดี) ประดุจเดียวกับพวกเขารู้จัก ลูก ๆ ของพวกเขาเองกระนั้น แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่ง จากพวกเขาปิดบังความจริง (ที่เกี่ยวกับนบีมูฮำมัด) ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้ดี (จากคำภีร์ของพวกเขา ซึ่งระบุถึงเรื่องราวของนบีมูฮำมัดไว้โดยชัดเจน) 

    และในซูเราะห์บนีอิสรออีลโองการที่ 84 กล่าวว่า  “จงประกาศเถิด ทุก ๆ คนย่อมกระทำไปตามทัศนะของพวกเขาเอง”

    3.สำหรับมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่อัลกุรอานเรียกมนุษย์กลุ่มนี้ว่า มุนาฟิก คนกลุ่มนี้จะปิดบังความชั่วร้ายภายในของตัวเองด้วยการปรุงแต่งการกระทำให้ดูงดงาม  คนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายที่มีผลถึงผู้ศรัทธาด้วย ในบางกรณีการกระทำของพวกเขาเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่มันมีผลต่อหัวใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง  สถาพของคนเหล่านี้ก็เหมือนกับ น้ำสกปรกที่ดูแล้วเหมือนจะเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ แต่เมื่อตีหรือคนลงไปตะกอนที่นอนก้นอยู่จะลอยขึ้นมาเผยให้เห็นถึงความขุ่นมัว
    มีโองการมากมายที่กล่าวถึงมนุษย์กลุ่มนี้ แต่จะขอยกรายงานฮะดิษจากท่านอิมามอะลี (อ) ที่กล่าวไว้เกี่ยวกับคุณลักษณะของพวกเขาไว้ว่า – พวกเขาจะมี 3 สิ่งที่ไม่ตรงกันเสมอ 1 – ปากกับใจ  2 – คำพูดกับการกระทำ 3 – จิตใจกับพฤติกรรมภายนอก
    4 .ส่วนมนุษย์กลุ่มที่ 4 ก็คือกลุ่มชนที่พฤติกรรมของพวกเขาตรงกับคำกล่าวของฟะรอซดักที่กล่าวกับอิมามฮุเซนว่า   “หัวใจของพวกเขาอยู่กับท่านก็จริง แต่คมดาบของพวกเขากำลังมุ่งประหารท่าน”  นั่นเอง อันที่จริงฟะรอซดักต้องการจะบอกถึงสภาพจิตใจและการกระทำที่ไม่ตรงกันของชาวกูฟะฮ์ให้อิมามได้รับรู้เท่านั้น

    แต่อิมามฮุเซน (อ) หมายถึง มนุษย์ทุกคน !!!!
    อิมามฮุเซนยอมรับความเห็นของฟะรอซดัก ก็จริงแต่อิมามไม่ได้หมายความถึงชาวกูฟะฮ์เพียงเท่านั้น แต่หมายรวมถึงมนุษย์ทุกคน โดยท่านกล่าวว่า – มนุษย์ทั้งหลายเป็นทาสของโลกแห่งวัตถุ….
    พวกเราทุกคนต้องนำคำพูดของอิมามมาเป็นเครื่องเตือนใจในการนับถือศาสนาของพวกเรา เราต้องคอยเฝ้าดูตัวเองอยู่เสมอว่าระหว่างจิตใจของเรากับการกระทำของเรามันสอดคล้องกันหรือไม่  เราต้องดูกว่าการกระทำของพวกเรามันตรงกับใจที่บอกว่ารักอิมามหรือไม่ ?
    ถ้าจะถามกันจริง ๆ ว่าทุกวันนี้ เราเห็นคุณสมบัติของชีอะฮ์แท้จริงในสังคมชีอะฮ์ของเราหรือไม่ ? 
    ดังนั้นหากพิจารณาจากโองการกุรอานและรายงานฮะดิษจะพบว่าจำเป็นที่เราจะต้องทำให้จิตใจและการกระทำของเราสอดคล้องกัน  การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนา โดยคิดว่าเมื่อใจบริสุทธิ์อย่างเดียวก็ถือว่าสมบูรณ์แล้วเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง  ถ้าเรานำเอาคำสั่งใช้ที่ศาสนาให้เราปฏิบัติออกไปคำว่า อะมัล ซอและฮ์ ที่อัลกุรอานเน้นย้ำเรื่องนี้กับเราก็คงไม่เกิดขึ้นในสังคมเราอย่างแน่นอน
    มีโองการกุรอาน สามโองการด้วยกันที่ กล่าวถึง บาปภายนอก และบาปภายใน ซึ่งทั้งสองแบบดังกล่าวถูกห้ามไว้

    ซูเราะห์อันอาม : 120 “และเจ้าทั้งหลายจงเว้น (การทำ) บาปทั้งโดยเปิดเผยและโดยซ่อนเร้น แท้จริงบรรดา ผู้ประกอบการบาปนั้น พวกเขาจะถูกตอบแทนไปตามที่พวกเขาดำเนินการ

    ซูเราะห์อันอาม : 151  “และท่านทั้งหลายอย่าเข้าใกล้บรรดาสิ่งอนาจารทั้งปวง ทั้งที่เปิดเผยและปิดบัง”

    ซูเราะห์อะรอฟ : 33 “จงประกาศเถิด “อันที่จริง องค์อภิบาลของฉันได้บัญญัติห้ามบรรดาสิ่งลามกทั้งหลาย ทั้งสิ่งที่ (กระทำ) เปิดเผยและที่ (กระทำโดย) ปิดเร้นจากมัน และ (ทรงบัญญัติห้าม) การบาป การล่วงละเมิด (สิทธิของผู้อื่น) โดยไร้ความชอบธรรม

    จากตรงนี้เองพอจะสรุปได้ว่า การกระทำของมนุษย์สามารถเป็นตัววัดพฤติกรรมและสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ได้
    มีนักปรัชญาท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างว่า  “หากมารดาไม่ให้ความเอาใจใส่ดูแลบุตร  ไม่ดูแลเรื่องอาหาร ไม่ดูแลเรื่องการอาบน้ำ และทุก ๆ สิ่งให้กับบุตรของตน  บุตรก็ไม่มีวันที่จะมอบความรักความผูกพันให้กับผู้เป็นมารดาอย่างแน่นอน  นั่นก็คือ ความรักของลูกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขาเห็นว่าผู้เป็นมารดาได้ให้ความรักความเมตตากับเขาอย่างแท้จริงเท่านั้น  สำหรับความรักในสิ่งถูกสร้างอื่นก็เช่นกัน ใช้หลักปรัชญาเดียวกับตัวอย่างที่ยกมา  ถ้าสตรีคนหนึ่งบอกกับเราว่า เขารักดอกไม้  แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ  ส่วนใหญ่แล้วเขาจะลืมรดน้ำดอกไม้ที่เขารัก เป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่เราจะไม่เชื่อว่าเขามีความรักให้กับดอกไม้นั้นจริงอย่างที่เขาพูดไว้ เพราะฉะนั้น ความรักที่บอกกันว่ารักนั้น จะต้องเป็นความรักที่แท้จริงและมั่นคง   หากความรักใดไม่ใช่ความรักที่แท้จริงแล้วไซร้ ก็มิอาจเรียกได้ว่าเป็นความรัก

    عنوان مقاله : شمشیر و دل

     

  • วิถี “ฮุเซน” (อ)

    วิถี “ฮุเซน” (อ)

    วิถีฮุเซน (อ.) 

    ผู้นำมวลมนุษยชาติท่านที่ 3 ตามแนวทางของชีอะฮ์อิมามียะฮ์ คือ อิมามฮุเซน (อ.)  ท่านประสูติในวันที่ 3 เดือนชะอ์บาน ปี ฮ.ศ. ที่ 4 ในเมืองมะดีนะฮ์ ท่านเป็นบุตรคนที่สองของอิมามอะลี (อ.) กับท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ.) สำหรับบทความต่อไปนี้ผู้เรียบเรียงต้องการจะนำเสนอวิถีชีวิตของอิมามฮุเซน (อ.) เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ว่าท่านคือผู้นำที่ทรงคุณธรรมเปี่ยมล้นด้วยจริยธรรมอันดีงามที่ได้รับการอบรมอย่างใกล้ชิดจากศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เป็นวิถีชีวิตที่ถอดแบบมาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ผู้เป็นท่านตาอย่างแท้จริง

    แล้วท่านผู้อ่านที่เคารพรักโปรดไตร่ตรองดูเถิดว่า ผู้มีคุณธรรม จริยธรรมและเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาเช่นนี้ต้องถูกทารุณกรรม และเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมจากผู้ที่บ้าอำนาจต้องการที่จะครอบครองอาณาจักรอิสลามอย่างไร ? 

    • ครั้งหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) เดินผ่านคนยากจนกลุ่มหนึ่งที่ปูสำรับอาหารอยู่ริมทาง พวกเขากล่าวแก่อิมาม (อ.) ว่า : “ โอ้บุตรแห่งศาสนทูต (ศ็อลฯ) เชิญท่านร่วมสำรับอาหารกับคนยากจนอย่างเราเถิด” อิมาม (อ.) รีบตอบรับคำเชิญด้วยการนั่งร่วมสำรับกับพวกเขา แล้วท่าน (อ.) อ่านโองการที่ว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้เย่อหยิ่ง” แล้วท่าน (อ.) กล่าวแก่พวกเขาว่า ในเมื่อฉันตอบรับคำเชิญของพวกท่านแล้ว พวกท่านก็จงตอบรับคำเชิญของฉันเถิด พวกเขากล่าวว่า “ด้วยความยินดียิ่ง โอ้บุตรแห่งศาสนทูต (ศ็อลฯ)”  แล้วพวกเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปยังบ้านของอิมาม (อ.) เมื่อถึงบ้าน ท่าน (อ.) กล่าวแก่ภรรยาว่า “มีอาหารอะไรก็ให้ยกมาต้อนรับแขกเถิด” (ตัฟซีรอัยยาชี เล่ม 2 หน้า 257)
    • ครั้งหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) ไปเยี่ยมเยียน อุซามะฮ์ บิน เซด เมื่ออุซามะฮ์เห็นอิมาม (อ.) เขาถอนหายใจพรางกล่าวว่า “อืม..ความทุกข์โศก” อิมาม (อ.) ถามว่า “ท่านมีความทุกข์อะไรหรือ ?”  เขากล่าวแก่อิมาม (อ.) ว่า “ ฉันมีหนี้สินจำนวนมากถึง 6,000 ดิรฮัม” อิมาม (อ.) ให้กำลังใจแก่เขาว่า “ ท่านไม่ต้องเป็นกังวลหรอก ฉันจะชดใช้หนี้จำนวนนั้นให้เอง”  อุซามะฮ์ กล่าวว่า “ ฉันเกรงว่าความตายจะเป็นเหตุให้ฉันหมดโอกาสเสียก่อน”  อิมาม (อ.) กล่าวแก่เขาว่า “ ท่านไม่ต้องกลัวหรอกฉันจะชดใช้หนี้สินทั้งหมดนั้นในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่” นักรายงานฮะดีษ กล่าวว่า อิมาม (อ.) ชดใช้หนี้สินของอุซามะฮ์จนหมดก่อนที่เขาจะเสียชีวิต
    • มีอยู่วันหนึ่งมีชายอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่งเดินทางเข้าเมืองมะดีนะฮ์ เพื่อตามหาผู้ที่มีเกียรติที่สุดในเมือง ผู้คนในเมืองต่างกล่าวแก่เขาว่า ผู้ที่มีเกียรติมากที่สุดคือ อิมามฮุเซน (อ.) ชายผู้นั้นเดินเข้ามัสยิดก็เห็นอิมาม (อ.) กำลังทำนมาซอยู่ เขาเดินเข้าไปใกล้ ๆ อิมามแล้วอ่านโคลงที่บอกถึงความต้องการของตนไม่กี่บท เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) นมาซเสร็จแล้วท่านก็เดินทางกลับบ้านแล้วกล่าวแก่กัมบัร ว่า : มีทรัพย์สินของฮิญาซอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ?  เขากล่าวว่า : “มีเหลืออยู่ 4,000 ดีนาร” อิมาม (อ.) กล่าวว่า “จงเอาเงินจำนวนนี้มาเถิด มีคนที่ต้องการและเหมาะสมมากกว่าเรา อิมามแง้มประตูบ้านแล้วมอบเงินจำนวนนั้นแก่อาหรับเร่ร่อน แน่นอนการที่อิมามแง้มประตูก็เพื่อไม่ต้องการให้ชายอาหรับผู้นั้นสบตาอิมามด้วยความละอายใจ ชายอาหรับรับเงินแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดังพรางกล่าวว่า : “ท่านมอบเงินจำนวนน้อยให้แก่ฉันหรืออย่างไร จึงกระทำเช่นนี้ ฉันร้องไห้เพราะมือที่เปี่ยมไปด้วยความสิริมงคลและความเกื้อกูลเช่นนี้จะต้องถูกฝังไปอย่างไร ?”

    อิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) กล่าวว่า : ฉันได้ยินอิมามฮุเซน (อ.) ผู้เป็นบิดาของฉันกล่าวว่า  “ หากมีใครกล่าวไม่ดีต่อฉันจากด้านขวาแล้วขอโทษฉันทางด้านซ้าย ฉันก็จะให้อภัยแก่เขาผู้นั้น เพราะอะมีรุลมุอ์มินีน อะลี บิน อะบีฏอลิบ ได้รายงานว่า ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ็อลฯ) ท่านตาของฉันดำรัสว่า : “บุคคใดก็ตามที่ไม่ยอมรับคำขอโทษ ผู้นั้นจะไม่ได้ดื่มน้ำจากบ่อน้ำเกาซัร”

    • วันหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) เดินผ่านเด็ก ๆ ที่กำลังกินเศษขนมปังกันอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขาเชิญอิมามให้กินเศษขนมปังร่วมกับพวกเขา อิมาม (อ.) ตอบรับคำเชิญพวกเด็ก ๆ  ด้วยความยินดีและเปี่ยมด้วยความโอบอ้อมอารีย์ แล้วท่าน (อ.) ก็พาพวกเด็ก ๆ ไปที่บ้านแล้วเลี้ยงอาหารพวกเขาจนอิ่ม อีกทั้งให้เสื้อผ้าใหม่ ๆ แก่พวกเขา  ท่าน (อ.) กล่าวว่า : “เด็ก ๆ เหล่านี้มีความเกื้อกูลมากกว่าฉันเสียอีก เพราะพวกเขาได้มอบสิ่งที่เขามีทั้งหมดให้กับฉัน แต่ฉันได้มอบเพียงส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของฉันเท่านั้นเอง”
    • คนรับใช้คนหนึ่งของอิมามฮุเซน (อ.) ทำความผิด ซึ่งต้องได้รับโทษ อิมาม (อ.) รับสั่งให้ลงโทษเขา  ขณะนั้นเองคนรับใช้ก็กล่าวขึ้นว่า “โอ้นายของข้า แท้จริงแล้วอัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสว่า “ และบรรดาผู้ที่ระงับโทสะ” (ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 134) อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวว่า  “ฉันยกโทษให้เจ้าแล้ว” คนรับใช้อ่านโองการต่ออีกว่า “ และอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ประพฤติความดี” อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวว่า “ฉันปล่อยให้ท่านเป็นอิสระชนเพื่ออัลลอฮ์ (ซบ.)  แล้วอิมาม (อ.) ก็รับสั่งให้มอบรางวัลแก่เขาอีกด้วย
    • โฮร บิน ยะซีด ริยาฮี ได้นำกองทัพมาปิดล้อมอิมามฮุเซน (อ.) กว่าหนึ่งพันคน ก่อนวันอาชูรอ อิมามฮุเซน (อ.) ก็ตั้งกำลังรับมือการจู่โจม ขณะนั้นเองอิมาม (อ.) เห็นว่าเหล่าทหารของข้าศึกกระหายน้ำ ท่านจึงรับสั่งให้นำน้ำมาให้ม้า อูฐและเหล่าทหารดื่มจนดับกระหาย อะลี บิน ฏออาน มะฮาริบี เล่าว่า : ฉันคือทหารคนสุดท้ายที่มาสมทบ ณ ที่แห่งนั้น ฉันและม้าของฉันกระหายน้ำเป็นอย่างมาก  เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) เห็นสภาพของฉัน ท่านจึงรับสั่งให้ฉันทำให้อูฐนอนลงแล้วให้ฉันเอาน้ำให้อูฐกิน จากนั้นท่านได้ยกที่ใส่น้ำให้ฉันดื่มด้วยมือของท่านเอง
    • ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาหาอิมามฮุเซน (อ.) หลังจากที่กล่าวสลามและเล่าปัญหาต่าง ๆ ของเขาให้อิมามรับฟังแล้ว เขาก็กล่าวว่า โอ้ฮุเซน ฉันได้ยินตาของท่านดำรัสว่า : หากฉันมีความต้องการอะไร ก็จงขอจากสี่ท่านนี้ คือ อาหรับที่มีประเสริฐ , ผู้นำที่มีเกียรติ , ผู้ปกป้องกุรอาน , ใบหน้าที่สง่างาม แน่นอนผู้ที่ประเสริฐที่สุดนั้นคือตาของท่าน (ศ็อลฯ) , ผู้ที่มีเกียรตินั้นก็คือท่าน , กุรอานก็ถูกประทานลงมาในบ้านของพวกท่าน และใบหน้าที่สง่างาม และฉันได้ยินท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ดำรัสอีกว่า : เมื่อไดก็ตามที่ท่านต้องการจะมองใบหน้าของฉัน ท่านก็จงมองใบหน้าของฮะซันและฮุเซนของฉันเถิด หลังจากที่อิมาม (อ.) ฟังชายผู้นั้นพูดจบ ท่านก็กล่าวว่า : ท่านจงพูดถึงความต้องการมาเถิด ชายผู้นั้นก็เอามือเขียนปัญหาของเขาบนพื้นดิน อิมาม (อ.) กล่าวแก่เขาว่า : ฉันได้ยิน อะลี (อ) ผู้เป็นบิดาของฉันกล่าวว่า : คุณค่าของแต่ละคนนั้นอยู่ที่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญและคุณค่า และฉันได้ยินศาสนทูต (ศ็อลฯ) ผู้เป็นท่านตาของฉันดำรัสว่า : การมอบความดีและความรักตามขอบเขตความเข้าใจและการรับรู้ของเขาผู้นั้น ฉันจะถามเจ้าสามคำถาม และฉันจะให้เงินหนึ่งส่วนสามแก่ท่านหากท่านตอบคำถามได้ถูกต้อง หากท่านตอบถูกต้องทั้งสามข้อฉันก็จะมอบเงินทั้งหมดให้แก่ท่าน ชายผู้นั้นกล่าวว่า : ขอให้ท่านถามมาเถิด หากฉันสามารถตอบได้ ฉันก็จะตอบ แต่ถ้าไม่รู้ฉันก็จะเรียนจากท่าน เพราะท่านคือผู้รู้และผู้มีเกียรติยิ่ง ไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากอำนาจของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกรียงไกร อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวว่า : การกระทำใดที่ประเสริฐที่สุด ?  เขาตอบว่า การมีศรัทธาต่ออัลลอฮ์และการยอมรับศาสนทูตของพระองค์ อิมาม (อ.) กล่าวว่า : อะไรคือทางรอดพ้นสำหรับปวงบ่าว ? เขาตอบว่า : คือความเชื่อมั่นและการมอบหมายต่อพระองค์ อิมาม (อ.) ถามต่ออีกว่า : สิ่งใดที่ทำให้มนุษย์สวยงาม เขาตอบว่า : ความรู้ที่ควบคู่กับความอดทน อิมามถามต่ออีกว่า : หากผู้นั้นไม่มีความอดทนเล่า ? เขาตอบว่า: ไฟจากฟากฟ้าจงลงมาเผาไหม้เขาเถิด อิมาม (อ.) หัวเราะพร้อมมอบถุงเงินจำนวน 1,000ดิรฮัมทองคำ แล้วถอดแหวนราคาสองดิรฮัมของท่านเป็นของขวัญให้แก่เขา แล้วกล่าวว่า : จงนำเงินจำนวน 1,000 ดิรฮัมนี้ไปใช้จ่ายเรื่องปัญหาของท่าน และนำแหวนนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวของท่าน ชายผู้นั้นรับของอิมาม (อ.) แล้วกล่าวว่า : อัลลอฮ์ทรงรู้ยิ่งว่าจะทำกับสาส์นของพระองค์เช่นไร
    • ครั้งหนึ่งอิมามฮะซัน (อ.) เดินหลงทางในยามค่ำคืน แล้วไปเจอคนเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ท่านก็ได้เป็นแขกชายเลี้ยงแกะซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเขาจนถึงเช้า เขาก็ได้บอกทางแก่อิมาม (อ.)  ท่านอิมามฮะซัน (อ.) กล่าวว่า : ท่านไปเมืองมะดีนะฮ์ซิ เพื่อว่าฉันจะได้ตอบแทนความรักที่ท่านมีให้นี้ ซึ่งต่อมาชายเลี้ยงแกะได้เดินทางมาเมืองมะดีนะฮ์กับนายของเขา เมื่อเดินทางมาถึงตัวเมือง ขณะนั้นอิมามฮะซัน (อ.) มีภารกิจอยู่นอกเมือง ชายเลี้ยงแกะเข้าไปหาอิมามฮุเซน (อ.) โดยคิดว่าท่านคือแขกที่เคยอยู่บ้านเขา เขาจึงกล่าวกับอิมามฮุเซน (อ.) ท่านคือแขกที่เคยอยู่บ้านฉันและสัญญาว่าให้เดินทางมาเมืองมะดีนะฮ์เพื่อจะได้ตอบแทน อิมามฮุเซน (อ.) รู้ว่าชายผู้นั้นจำผิดคน แต่อิมาม (อ.) ก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านถามว่า เจ้าเป็นทาสของใครหรือ ? เขากล่าวว่าเป็นทาสของคนนั้น อิมาม (อ.) กล่าวอีกว่าท่านมีแกะอยู่กี่ตัว ? เขากล่าวว่า : 300 ตัว  อิมาม (อ.) ส่งคนตามหานายของเขาเพื่อคะยั้นคะยอให้เขาขายแกะทั้งหมด จนนายผู้นั้นยินยอม แล้วอิมาม (อ.) ก็ปล่อยให้ทาสผู้นั้นเป็นอิสรชน แล้วมอบแกะทั้งหมดให้เขา แล้วท่านก็กล่าวว่า : นี่คือการตอบแทนที่ท่านได้มอบความรักแก่อิมามฮะซัน (อ.) พี่ชายของฉัน ในค่ำคืนนั้น
    • ครั้งหนึ่งอิมามฮุเซน (อ.) พร้อมสาวกจำนวนหนึ่งเดินทางไปยังสวนนอกเมืองมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นสวนของท่าน ซึ่งมีผู้ดูแลสวนแห่งนั้นคนหนึ่งชื่อว่า ศอฟ  ขณะที่อิมาม (อ.) เดินเข้ามาในสวนก็เห็นผู้ดูแลสวนคนนั้นกำลังกินขนมปังอยู่ อิมาม (อ.) จึงแอบยืนดูอยู่หลังต้นไม้ ท่านแปลกใจว่าทำไมทาสผู้นี้จึงกินขนมปังคำหนึ่งและอีกคำหนึ่งก็ให้สุนัขที่อยู่ข้าง ๆ กินด้วย เมื่อทาสคนนั้นกินขนมปังเสร็จเขาก็กล่าวว่า มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลลอฮ์ (ซบ.)  ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ ทรงอภัยโทษแก่นายของข้าพระองค์ ทางประสาทพรแก่เขา เหมือนดังที่เคยประสาทพรแก่บิดามารดาของเขามาแล้ว ด้วยความเมตตาของพระองค์ โอ้ผู้ทรงเมตตายิ่ง อิมามฮุเซน (อ.) จีงเดินออกมาจากหลังต้นไม้ ทาสผู้นั้นตกใจพร้อมกล่าวว่า : โอ้นายของข้าและนายของปวงศรัทธาชน ข้าต้องขอโทษด้วยที่ไม่เห็นท่าน อิมาม (อ.) กล่าวว่า : โอ้ศอฟี เจ้าจงฮะล้าลให้แก่ฉันด้วยที่เดินเข้าสวนของเจ้ามาโดยไม่ได้อนุญาต เขากล่าวว่า : ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะความยิ่งใหญ่และเกียรติของท่าน อิมาม (อ.) กล่าวว่า : ฉันเห็นท่านแบ่งอาหารออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน โดยท่านกินส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งท่านแบ่งให้สุนัขกิน ท่านทำเช่นนี้ทำไมหรือ ?  ทาสผู้นั้นกล่าว่า : สุนัขตัวนี้มองข้าในขณะที่ข้ากำลังกิน ฉันจึงเกิดความละอายที่จะไม่ให้อาหารแก่มัน โอ้ ฮุเซน สุนัขตัวนี้ก็เป็นสุนัขเฝ้าสวน ฉันก็เป็นทาสคนหนึ่งของท่าน ฉันและสุนัขต่างก็ได้รับปัจจัยยังชีพและความเกื้อกูลจากท่าน เมื่ออิมามฮุเซน (อ.) ได้ยินเช่นนั้นท่านถึงกับร้องไห้ออกมา และกล่าวว่า : ฉันปล่อยให้ท่านเป็นอิสระชน และขอมอบเงินจำนวน 1, 000 ดีนารให้แก่ท่านด้วยความจริงใจ ซอฟีกล่าวกับอิมาม (อ.) ว่า : เมื่อท่านปล่อยให้ฉันเป็นอิสระชนแล้วฉันไม่ขอออกไปจากบ้านของท่าน ฉันขอเป็นผู้รับใช้ท่านต่อไป

    อิมาม (อ.) : เป็นสิ่งคู่ควรที่บุรุษตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ เมื่อตอนที่ฉันเดินมาในสวน ฉันกล่าวว่า “ฉันเดินเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านก่อน ดังนั้นฉันต้องทำตามที่ฉันพูด ฉันขอมอบสวนนี้ให้แก่ท่านแต่มีข้อแม้ว่าขอให้ท่านอนุญาตให้สาวกของฉันที่ท่านเห็นอยู่นี้กินผลไม้เหล่านี้ ท่านจงเกื้อกูลพวกเขาเพื่อว่าอัลลอฮ์ (ซบ.) จะได้เกื้อกูลท่านในวันกิยามะฮ์

    ครั้งนี้หนึ่งอิซอม บิน มุศฏอลัก ชาวเมืองชาม เล่าว่า : ขณะที่ฉันเดินเข้าเมืองมะดีนะฮ์ ฉันเหลือบไปเห็นความสง่างามของ ฮุเซน บิน อะลี (อ.) ความสง่างามของท่านทำให้ฉันเกิดความอิจฉา จนทำให้ฉันแสดงความชังและความเป็นศัตรูต่ออะลี บิน อะบีฏอลิบ ออกมา ฉันเดินไปใกล้ ๆ ท่านแล้วกล่าวกับท่านเบา ๆ ว่า : โอ้ลูกอะบูตุรอบ อิมาม (อ.) กล่าวว่า : ใช่แล้ว อิซอมกล่าวต่ออีกว่าฉันก็เริ่มกล่าวไม่ดีต่าง ๆ นา ๆ ต่ออะลี บิน อะบีฏอลิบ  อิมาม (อ.) กลับมองฉันด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตา แล้วอ่านโองการว่า :  “เจ้าจงยึดถือไว้ซึ่งการอภัยและจงใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และจงผินหลัง ให้แก่ผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด” แล้วท่านกล่าวต่ออีกว่า : ท่านจงปฏิบัติต่อฉันอย่างนุ่มนวลเถิด และจงขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซบ.) หากท่านมีอะไรให้เราช่วยเหลือ เราก็จะให้ความช่วยเหลือแก่ท่าน หากท่านต้องการสิ่งใดเราก็จะให้แก่ท่าน หากต้องการการชี้นำเราก็จะชี้นำท่าน

    อิซอม กล่าวว่า : ฉันเกิดความละอายและเสียใจจากคำพูดหยาบคายของฉัน ฉันละอายจนแทบจะมุดลงใต้แผ่นดิน หลังจากนั้นมาไม่มีใครที่เป็นที่รักยิ่งสำหรับฉันมากไปกว่า ฮุเซน บิน อะลี และ อะลี บิน อะบีฏอลิบ (อ.) 

     

  • เดือนมุฮัรร็อม

    เดือนมุฮัรร็อม

    เดือนมุฮัรรอม
    เดือนมุฮัรรอมเป็นเดือนแห่งความโศกเศร้าของอะฮ์ลุลบัยต์และผู้ที่ปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยต์ อิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า :  “เมื่อเดือนมุฮัรรอมมาเยือน ไม่มีใครเห็นบิดาของฉันยิ้มเลย ท่านจะโศกเศร้าจนกระทั่งถึงวันที่ 10 ของเดือนมุฮัรรอม และวันที่ 10 นี้เองเป็นวันแห่งความโศกเศร้าและร้องให้ของท่าน และท่านกล่าวว่า วันนี้แหละคือวันที่พวกเขาได้ฆ่าฮุเซน (อ.)”
    มุฮัรรอม ในมุมมองของชีอะฮ์ คือเดือนแห่งการรำลึกถึงโศกนาฏกรรมของอิมามฮุเซน (อ.) ลูกหลานและสาวกของท่าน
    มุฮัรรอม คือหนึ่งในสี่เดือนแห่งการต้องการทำสงคราม ซึ่งก่อนการมาของอิสลามชาวอาหรับก็จะงดเว้นการทำสงครามในเดือนนี้ ด้วยเหตุนี้จึงตั้งชื่อเดือนนี้ว่า มุฮัรรอม
    สิ่งควรปฏิบัติในค่ำคืนแรกของเดือนมุฮัรรอม
    1. อ่านดุอาอ์ดังต่อไปนี้
    รายงานจากอิมามอะลี (อ.)ว่า :  จงอ่านดุอาอ์นี้ในคืนแรกของการเข้าสู่เดือนมุฮัรรอม


    اَللّهُمَّ اِنّى‏ اَسْئَلُكَ خير هذا الشَّهرِو نُورَهُ و نَضْرَهُ وَبَرْكَتَهُ وَطَهُورَهُ وَ رِزْقَهُ. واَسْئَلُكَ خَيْرِ ما فِيهِ وَخَيْرَ ما بَعْدَهُ وَاَعُوذُبِكَ مِنْ شَرِّ ما فيهِ وَشَرِّ ما بَعْدَهُ .اَللّهُمَّ اَدْخِلْهُ عَلَيْنا بِالْأمْنِ وَالايمانِ والسَّلامَةِ وَالاِسْلامِ وَالبَرْكَةِ وَالتَّقْوى وَالتَّوْفيقِ لِما تُحِبُّ وَتَرْضى‏!

              “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า แท้จริงข้าพระองค์ขอวิงวอนขอความดีงามของเดือนนี้ แสงสว่าง ความมีสิริมงคล ความสะอาด และปัจจัยยังชีพในเดือนนี้จากพระองค์ และข้าพระองค์ขอวิงวอนความดีงามที่มีอยู่ในเดือนนี้ และความดีงามที่จะมีภายหลังจากเดือนนี้จากพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความเลวร้ายที่มีในเดือนนี้และความเลวร้ายที่จะมีขึ้นภายหลังจากเดือนนี้
              โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอให้พระองค์ทำให้เราเข้าสู่เดือนนี้ด้วยความปลอดภัย ความศรัทธา ความสมบูรณ์ ความสันติ ความสิริมงคล ความยำเกรง และได้รับโอกาสกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงรักและพอพระทัยด้วยเถิด”
    2. นมาซคืนแรกของเดือนมุฮัรรอม
    วิธีการนมาซในคืนแรกของเดือนมุฮัรรอมนั้นมีหลายนมาซ ซึ่งจะขอกล่าวเป็นตัวอย่างเพียงสองวิธีดังนี้
    * มีสองรอกะอัต  ซึ่งแต่ละรอกะอัตให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์และหลังจากนั้นให้อ่านซูเราะฮ์อันอาม
    * มีสองรอกะอัต ซึ่งแต่ละรอกะอัต ให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์และหลังจากนั้นให้อ่านซูเราะฮ์อิคลาส 11 ครั้ง
    มีรายงานบันทึกความประเสริฐของการนมาซในค่ำคืนแรกของเดือนมุฮัรรอมไว้ว่า :  การนมาซ การถือศีลอดในวันนี้ จะทำให้เขาได้รับความปลอดภัย และใครก็ตามได้ปฏิบัติตามนี้ เปรียบดังว่าเขาผู้นั้นได้ทำความดีอย่างต่อเนื่องทั้งปี
    3. ตื่นทำอิบาดัตทั้งคืน
    4.อ่านดุอาอ์วิงวอนขอพรจากพระองค์
    สิ่งควรปฏิบัติในวันแรกของเดือนมุฮัรรอม
    1. การถือศีลอด มีรายงานจากอิมามบาเกร (อ.) เกี่ยวกับการถือศีลอดในวันแรกของเดือนมุฮัรรอมว่า :  ใครก็ตามที่ถือศีลอดในวันนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงตอบรับดุอาอ์ของเขา เหมือนดังที่ดุอาอ์ของท่านนบีซะกะรียาถูกตอบรับ
    2. การนมาซ ซึ่งมีสองรอกะอัต(อ่านเหมือนนมาซศุบห์) และหลังจากนมาซให้อ่านดุอาอ์นี้ 3 ครั้ง

    اَللّهُمَّ اَنْتَ الْأِلهُ الْقَديمُ وَهذِهِ سَنَةٌ جَديدَةُ فَاَسْئَلُكَ فيهَاالْعِصْمَةَ مِنَ‏الشَّيْطانِ وَالْقُوَّةَ عَلى‏هذِهِ النَّفْسِ الْأَمَّارَةِ بِالسّوءِ…

    “โอ้ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์คือพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเดิม(กอดีม) และปีนี้เป็นปีใหม่ ดังนั้นข้าพระองค์ขอวิงวอนความปลอดภัยจากชัยฏอน และมีชัยเหนืออารมณ์ไฝ่ต่ำนี้จากพระองค์”
    3. นมาซวันแรกของเดือนมุฮัรรอม
    มีสองรอกะอัต ในรอกะอัตแรกให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์และซูเราะฮ์เตาฮีด ส่วนในรอกะอัตที่สอง ให้อ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะห์ต่อด้วยซูเราะฮ์ก็อดร์ แล้วให้จ่ายทาน(ศอดะเกาะฮ์)เท่าที่สามารถให้ได้หลังจากนมาซเสร็จ ซึ่งจะเป็นการซื้อความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่เขาด้วยการกระทำเช่นนี้
    4. การถือศีลอด
    ในทุก ๆ เดือนจะมีการถือศีลอดมุสตะฮับ(การถือศีลอดที่พึงกระทำ)
    4.1 วันพฤหัสแรกของทุก ๆ เดือน
    4.2 วันพุธของกลางเดือน
    4.3 วันพฤหัสของปลายเดือน
    4.4 วันที่ 13 , 14 และ 15 ของทุก ๆ เดือน ซึ่งเรียกกันว่า “อัยยามุลบัยฎ์”
    สิ่งควรปฏิบัติในวันที่สามของเดือนมุฮัรรอม
    การถือศีลอด มีรายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เกี่ยวกับการถือศีลอดในวันที่ 3 ของเดือนมุฮัรรอมว่า :  “ใครก็ตามที่ถือศีลอดในวันนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงตอบรับดุอาอ์ของเขา”
    สิ่งควรปฏิบัติในวันที่เจ็ดของเดือนมุฮัรรอม
    การถือศีลอด
    สิ่งควรปฏิบัติในคืนที่สิบของเดือนมุฮัรรอม
    1. การนมาซ
    มีรายงานมากมายเกี่ยวกับการนมาซในค่ำคืนนี้ ซึ่งมีรายงานหนึ่งดังนี้
    มีนมาซ 4 รอกะอัต ทุก ๆ รอกะอัตหลังจากอ่านซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์ ให้อ่านเตาฮีด 50 ครั้ง และหลังจากเสร็จสิ้นการนมาซให้กล่าวซิกร์ดังต่อไปนี้ 70 ครั้ง

    سُبْحَانَ اللَّهِ وَ الْحَمْدُ لِلَّهِ وَ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ‏
    وَ اللَّهُ أَكْبَرُ وَ لاَ حَوْلَ وَ لاَ قُوَّةَ إِلاَّ بِاللَّهِ الْعَلِيِّ الْعَظِيمِ‏

    2. การตื่นทำอิบาดัตทั้งคืน
    3. การดุอาอ์และวิงวอนขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า
    สิ่งควรปฏิบัติในวันที่สิบของเดือนมุฮัรรอม
    มีรายงานจากอิมามริฎอ (อ.) ว่า :  “ใครก็ตามที่หยุดการงานในวันอาชูรอ พระผู้เป็นเจ้าจะประทานสิ่งที่เขาต้องการ  และใครก็ตามที่โศกเศร้าเสียใจในวันนี้ พระผู้เป็นเจ้าจะทำให้เขาดีใจในวันกิยามัต”
    1. อ่านซิยาเราะฮ์อิมามฮุเซน (อ.)
    2. เป็นการดีกว่าให้เขาอดอาหารจนถึงหลังจากนมาซอัศร์ แต่การเหนียตถือศีลอดในวันนี้เป็นมักรุฮ์ (เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ)
    3. ให้น้ำแก่ผู้ที่มาซิยาเราะฮ์อิมามฮุเซน (อ.)
    4. อ่านซูเราะฮ์อิคลาส 1000 ครั้ง
    5. อ่านซิยาเราะฮ์อาชูรอ
    6. อ่าน ประโยคนี้ 1000 ครั้ง
    اللَّهُمَّ الْعَنْ قَتَلَةَ الْحُسَيْنِ عَلَيْهِ السَّلاَمُ‏

    1. กล่าวแสดงความเสียใจแก่กันและกันด้วยประโยคนี้
      أَعْظَمَ اللَّهُ أُجُورَ نَا بِمُصَابِنَا بِالْحُسَيْنِ عليه السلام وَ جَعَلَنَا وَ إِيَّاكُمْ مِنَ الطَّالِبِينَ بِثَارِهِ مَعَ وَلِيِّهِ الْإِمَامِ الْمَهْدِيِّ مِنْ آلِ مُحَمَّدٍ عَلَيْهِمُ السَّلاَمُ






  • ชีวประวัติท่านอิมามอาลี ตอนที่ 1 ศึกนอกและศึกใน

    ชีวประวัติท่านอิมามอาลี ตอนที่ 1 ศึกนอกและศึกใน

    เมื่อพิจารณาถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสังคมอิสลามโดยรวม ถ้าหากท่านอิมามอาลี (อ) ทำการต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงตัดสินใจไม่ลุกขึ้นต่อสู้

    ซึ่งหากพิจารณาถึงอันตรายทั้งภายในและภายนอกที่เป็นเหตุให้อะลี (อ.) ไม่คิดที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้ดังต่อไปนี้

    1 ถ้าหากอิมาม(อ.) ได้ใช้อำนาจและต่อสู้โดยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อยึดการปกครองคืนมาท่านก็จะสูญเสียบรรดาบุคคลที่เป็นที่รักที่เชื่อในความเป็นผู้นำของท่านอย่าจริงใจ นอกเหนือจากนี้แล้วหลายกลุ่มด้วยกันที่เป็นสาวกของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของท่านอิมาม(อ.) ก็จะถูกสังหาร ซึ่งกลุ่มนี้นั้นถึงแม้พวกเขาจะมีจุดยืนที่ตรงข้ามกับท่านอิมาม(อ.)ในประเด็นเกี่ยวกับผู้นำและมีความแค้นเคืองต่อท่านและพวกเขาไม่พอใจที่จะให้อิมามอะลี (อ.) ทำการปกครองแต่พวกเขาก็ไม่มีความขัดแย้งกับท่านในเรื่องอื่น อย่างไรก็แล้วแต่การถูกสังหารของบุคคลกลุ่มนี้นั้นจะทำให้อำนาจในการเผชิญหน้ากับผู้ตั้งภาคี ผู้กราบไหว้เจว็ด ชาวคริสเตียนและชาวยิว ซึ่งเป็นอำนาจของบรรดามุสลิมอ่อนแอลงได้

    อิมาม(อ.) ได้กล่าวไว้ในคุตบะห์หนึ่งของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

    เมื่ออัลลอฮ์(ซบ.) ได้นำวิญญาณของท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ไปแล้วนั้น พวกกุเรชได้หลงตัวเองว่า เหนือพวกเรา พวกเขาได้แย่งสิทธิของพวกเราซึ่งมีความเหมาะสมมากกว่าทุกคนที่จะเป็นผู้นำประชาชาติ แต่ฉันเห็นว่าความอดทนต่อสิ่งนี้ดีกว่าการสร้างความแตกแยกให้กับบรรดามุสลิมและหลั่งเลือดพวกเขา เนื่องจากว่าประชาชนเพิ่งจะยอมรับอิสลามและศาสนา เปรียบได้กับถุงน้ำที่เต็มไปด้วยนมซึ่งกำลังเป็นฟอง และเพียงความบกพร่องอันน้อยนิดและความไม่ใส่ใจต่อมันก็จะก่อให้เกิดความเน่าเสียได้และแม้เพียงคนที่ (ต่ำต้อย)เพียงบางคนก็สามารถทำให้ (ศาสนา) ถูกทำลายได้(6)

    2 บรรดาบุคคลที่มาจากกลุ่มและเผ่าต่างๆ ที่เข้ารับอิสลามในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  พวกเขายังไม่ได้รับการสั่งสอนที่จำเป็นของอิสลาม รัศมีแห่งความศรัทธาก็ยังไม่ซึมซับไปในหัวใจของพวกเขา เมื่อข่าวการจากไปของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้แพร่กระจายไปถึงพวกเขา ได้มีบางกลุ่มของพวกเขาได้ชักธงแห่งความเป็นผู้ตกศาสนาและกลับไปสู่การกราบไหว้เจว็ด พวกเขาแสดงความขัดแย้งอย่างโจ่งแจ้งต่อการปกครองอิสลามในมะดีนะฮ์และไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินภาษีของอิสลาม พวกเขาได้ทำการขู่ขวัญมะดีนะฮ์อย่างรุนแรงโดยการรวบรวมกองกำลังทางทหาร  ด้วยเหตุนี้สิ่งแรกที่รัฐปกครองใหม่ควรจะทำคือการระดมกำลังของบรรดามุสลิมกลุ่มหนึ่ง เพื่อปราบปรามบรรดา ผู้ตกศาสนา และในที่สุดไฟแห่งการก่อกบฏของพวกเขาก็ถูกดับลงได้ด้วยความพยายามของบรรดามุสลิม

    ในสภาพการณ์เช่นนี้ที่บรรดาศรัตรูที่หันเหออกจากอิสลาม ได้ชักธงแห่งผู้ตกศาสนาและกำลังทำการคุกคามรัฐอิสลามจึงไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากอิมาม(อ.) ได้จับธงอีกผืนเพื่อทำการต่อสู้

    ในจดหมายฉบับหนึ่งที่ท่านอิมามได้เขียนถึงประชาชนอิยิปต์ ซึ่งได้พูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ว่า

    “….ขอสาบานต่ออัลลอฮ์(ซบ.) ฉันไม่เคยคิดและไม่เคยเข้ามาอยู่ในความคิดของฉันมาก่อนเลยว่า ภายหลังจากท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ชาวอาหรับจะพลิกผลันประเด็นเกี่ยวกับอิมามมะฮ์และตำแหน่งความป็นผู้นำออกไปจากอะฮ์ลุลบัยต์(อ.) ของท่าน (และนำไปวางในอีกที่หนึ่งและไม่เคยเชื่อมาก่อนว่า) พวกเขาจะนำอำนาจการปกครอง(คิ-ลาฟะฮ์) ออกห่างไปจากฉัน ! สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันเกิดความเสียใจคือ กลุ่มชนที่อยู่รอบๆ ตัวเขา (อบูบักร) ซึ่งให้สัตยาบันกับเขา (เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้) ฉันหยุดจนกระทั่งฉันเห็นด้วยตาของฉันเองว่า ได้มีกลุ่มหนึ่งหันเหออกจากอิสลามและพวกเขาต้องการทำลายศาสนาของมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) (ตรงนี้แหละ) ที่ฉันกลัวถ้าหากฉันไม่ช่วยเหลืออิสลามและบุคคลที่นับถืออิสลาม ฉันคงต้องประจักษ์ต่อการที่อิสลามถูกทำลายและถูกทำให้เป็นเสี่ยงๆ ซึ่งฉันจะมีความเศร้าโศกต่อสิ่งนั้นมากกว่าการถูกริดรอนสิทธิจากตำแหน่งการปกครองพวกท่าน เนื่องจากว่าสิ่งนี้เป็นผลประโยชน์เพียงไม่กี่วันของดุนยาและมันจะมีวันจบสิ้นในที่สุดก็เหมือนกับ ภาพลวงตา ที่มีวันสูญสิ้นหรือก้อนเมฆที่สลายแยกออกจากกัน ฉะนั้นเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้เกิดขึ้น ฉันจึงลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อให้ความไม่ถูกต้องหายไปและถูกทำลายในที่สุดและให้ศาสนายังคงอยู่และมั่นคงต่อไป(7)

            3 นอกเหนือจากอันตรายของพวกตกศาสนา ยังมีกลุ่มผู้แอบอ้างตนว่าเป็นนบีและหลอกว่าเป็นบรรดาศาสดาเกิดขึ้นเช่น มุซัยละมะฮ์ , ฏุลัยฮะห์ และ ซะญาฮ์ และแต่ละคนก็ได้รวบรวมบรรดาสาวกและกลุ่มกองกำลังที่อยู่รอบตัวเขา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะโจมตีมะดีนะฮ์แต่เพราะความร่วมมือกันและความเป็นหนึ่งเดียวของบรรดามุสลิมที่มีความอุตสาหะนั้นทำให้กองกำลังของพวกเขาได้รับความพ่ายแพ้

           4อันตรายจากการจู่โจมของชาวโรมันก็สามารถเป็นที่กังวลอีกเรื่องหนึ่งได้เช่นกัน สำหรับการสู้รบของบรรดามุสลิม เนื่องจากว่าบรรดามุสลิมได้เคยต่อสู้กับชาวโรมันถึง 3 ครั้งด้วยกันและชาวโรมันเองก็ถือว่า บรรดามุสลิมก็เป็นอันตรายสำหรับพวกเขาอย่างมากและพยายามหาโอกาสจู่โจมศูนย์กลางของอิสลาม ถ้าหากอิมามอะลี(อ.) ได้ลุกขึ้นต่อสู้ทางด้านอาวุธ ความอ่อนแอภายในของบรรดามุสลิมที่จะเกิดขึ้นก็จะกลายเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่ทำให้ชาวโรมันใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอนี้

           เมื่อได้พิจารณาไปถึงเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว เป็นที่กระจ่างว่าทำไมอิมาม(อ.)ถึงถือว่าความอดทนดีกว่าการต่อสู้และท่านได้ทำให้สังคมอิสลามปลอดภัยจากอันตรายที่รุนแรงโดยใช้ความอดทน อดกลั้น ไตร่ตรองและมองการไกลอย่างไรและถ้าหากไม่ใช่เพราะท่านต้องการจะให้บรรดามุสลิมมีเอกภาพกันและไม่กลัวต่อความแตกแยกของพวกเขาแล้วนั้น ท่านจะไม่มีวันยอมให้อำนาจการเป็นผู้นำของบรรดามุสลิมเบี่ยงเบนออกไปจากบรรดาผู้สืบทอดอำนาจปกครองที่แท้จริงของศาสดา(ศ็อลฯ) และยอมให้ตกไปอยู่ในน้ำมือของผู้อื่น

  • อิมามฮะซัน กับสมญานามผู้ใจบุญแห่งวงศ์วานศาสนทูต

    อิมามฮะซัน กับสมญานามผู้ใจบุญแห่งวงศ์วานศาสนทูต

    เนื่องจากท่านอิมามฮะซัน (อ.) มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ตกทุกข์ได้ยากและผู้ยากไร้ในสังคม ท่านอยู่ร่วมกับคนจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมเสมอ พร้อมกันนั้นท่านยังรับฟังความโศกเศร้าของพวกเขาด้วยความจริงใจ ไม่มีคนยากจนคนใดกลับมาจากประตูบ้านของท่านด้วยความผิดหวัง บางครั้งตัวท่านเองเดินไปหาคนยากจนและเชิญพวกเขาไปที่บ้านของท่านและให้อาหารและเสื้อผ้าแก่พวกเขา (1)

    ท่านอิมามฮะซัน (อ.) ใช้พลังทั้งหมดที่มีในการทำสิ่งที่ดีและเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ท่านแอบมอบทรัพย์สมบัติมากมายในทางของพระเจ้า นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการได้บันทึกเรื่องราวการบริจาคครั้งยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติชีวิตอันน่าภาคภูมิใจท่าน ในช่วงชีวิตของท่านได้ใช้จ่ายทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตัวเองสองครั้งในทางของพระเจ้า และครั้งที่สามท่านได้แบ่งทรัพย์สมบัติของท่านออกเป็นสองส่วนและแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับคนจนในทางของพระเจ้า (2)

    มีรายงานว่า ท่านอิมามฮะซัน (อ.) เดินผ่านกลุ่มคนจนกำลังกินเศษขนมปังแห้งที่ถูกทิ้งไว้บนพื้น ท่านลงจากหลังม้าและกล่าวว่า “พระเจ้าไม่ทรงชอบคนหยิ่งจองหอง” แล้วพวกท่านก็นั่งรับประทานอาหารร่วมกับพวกเขา จากนั้นท่านเชิญให้คนยากจนทั้งหมดไปที่บ้านของท่านเพื่อรับประทานอาหาร ท่านอิมามต้อนรับพวกเขาด้วย อาหารที่ดีและให้เสื้อผ้าที่เหมาะสมแก่พวกเขา (3)

    มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มากมายที่เกี่ยวข้องกับการให้ของท่านอิมาม มีผู้คนถามท่านว่า เหตุใดเมื่อผู้คนมาขอท่าน ท่านจึงไม่ปฏิเสธพวกเขาเลยสักครั้ง ท่านอิมามกล่าวตอบว่า: “ฉันเป็นผู้แสวงหาความใกล้ชิดพระเจ้า และฉันต้องการให้พระเจ้าไม่พรากไปจากฉัน ฉันรู้สึกละอายใจที่จะทำให้ผู้แสวงหาฉันและเรียกร้องความช่วยเหลือจากฉันผิดหวังกลับไป การช่วยเหลือนี้จะทำให้พระเจ้าผู้ทรงดูฉันและทำให้ฉันอยู่ในการดูแลของพระองค์ตลอดไป” (4)

    เนื่องจากความเมตตากรุณาและการทำความดีเหล่านี้ และการอยู่ในเส้นทางแห่งความดี ความเมตตากรุณา และการช่วยเหลือแก่ชนชั้นที่ไร้หนทางและขัดสนตลอดมา อิหม่ามจึงได้รับสมญานามว่า “ผู้ใจบุญแห่งวงศ์วานศาสนทูต”

    แหล่งอ้างอิง :

    1. Zamani, Ahmad, ข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ จัดพิมพ์โดย Islamic Propaganda Office, Qom, พิมพ์ครั้งแรก, 1375, p. 268
    2. Siyuti, Tarikh al-Khalifa, Maktaba al-Muthani, Baghdad, 1383 A.H. p. 190. Tarikh Yaqoubi, Publications of al-Maktaba al-Haydariyya, Najaf, 1384 AH, vol. 2, p. 215.
    3. Allameh Majlesi, Bihar al-Anwar, Al-Wafa Foundation, Beirut, 1404 AH, vol. 42, p. 213.
    4. Qurashi, Baqer Sharif, Life of Imam Hasan (AS), แปลโดย Fakhruddin Hijazi, Tehran: Nash Baath, first edition, 1376, p. 135.
  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 5 หายนะที่ทำให้มนุษย์แบกรับไม่ไหว

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 5 หายนะที่ทำให้มนุษย์แบกรับไม่ไหว

    ثَلاثُ قاصِماتُ الظَّهْرِ: رَجُلٌ إسْتَکْثَرَ عَمَلَهُ وَنَسِیَ ذنُوبَهُ وأَعَجَبَ بِرَأیِهِ

    ท่านอิมามบาเก็รกล่าวว่า : มีสามคนที่บ่าของเขาจะแบกรับภาระ (ความหายนะที่จะเกิด) ไม่ไหว : คนที่คิดว่าสิ่งที่เขาทำเอาไว้ยิ่งใหญ่และมากมายเสียเหลือเกิน  คนที่ลืมบาปที่ตัวเองเคยทำไว้ และคนที่คิดว่าทัศนะของตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น  

    คำอธิบาย

    คนที่คิดว่าผลงานที่ตัวเองทำยิ่งใหญ่และมากมายแล้ว แน่นอนก็จะยืนดูและชื่นชมผลงานตัวเอง การคิดเช่นนี้คือการก่อกำแพงขวางกั้นตัวเองไปสู่การพัฒนา

    ส่วนคนที่หลงลืมอความผิดบาปที่ตนเองได้เคยกระทำไว้ แทนที่จะหันมาทบทวนและชดใช้ในสิ่งที่เคยบกพร่องและผิดพลาดไปแต่กลับไปทำบาปให้เพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่วันใดวันหนึ่งจะได้รับความหายนะอย่างแน่นอน

    ส่วนคนที่คิดว่าทัศนะของตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น ก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับแนวคิด ทัศนะ และคำสอนดี  ๆ ของคนอื่น

    คนทั้งสามกลุ่มนี้ในที่สุดจะพบกับปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต และในที่ด้วยกับปัญหาที่นำมาซึ่งความหายนะเหล่านั้นเขาก็จะไม่สามารถแบกรับมันไว้ได้

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 4 สัญลักษณ์ชาวสวรรค์

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 4 สัญลักษณ์ชาวสวรรค์

    สัญลักษณ์ชาวสวรรค์

    إِنَّ لاِ هْلِ الْجَنَّهِ أرْبَعَ عَلامات: وَجْهٌ مُنْبَسِطٌ وَلِسانٌ فَصِیْحٌ وَقَلْبٌ رَحِیْمٌ وَیَدٌ مُعْطِیَهٌ

    ท่านอิมามซอดิกกล่าวว่า  ชาวสวรรค์มีสัญลักษณ์ 4 ช้อด้วยกัน  ใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาไพเราะฉะฉาน หัวใจมีเมตตาและมีมือที่เป็นผู้ให้เสมอ

    คำอธิบาย

    สำนักคิดแห่งมนุษยชาติที่ดีที่สุด คือสำนักคิดที่สอนว่า ปัจเจกต้องอุทิศตัวเองให้หลอมละลายไปในส่วนรวม  ปัจเจกคือผู้สร้างสังคมส่วนรวมที่มีคุณภาพ เพราะสังคมส่วนรวมคือปฐมเหตุไปสู่การพัฒนาทั้งทางโลกและจิตวิญญาน

    คำกล่าวข้างต้นเผยให้เห็นสัญลักษณ์ของประชาชาติที่มีความสุข  สี่ประเด็นที่พูดถึงข้างต้นทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการสร้างความสัมพันธ์และการปลูกต้นไม่แห่งความรักให้เกิดขึ้นในสังคม

    ใบหน้ายิ้มแย้มที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน  คำพูดอันชัดเจนฉะฉานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก หัวใจที่มีเมตตาต่อผู้อื่น มือที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เหล่านี้มิใช่สวรรค์ดอกหรือ

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 3 ปากการ้องไห้

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 3 ปากการ้องไห้

    ปากการ้องไห้

    ما رَأَیْتُ باکِیاً اَحسَنَ تَبَسُّماً مِنَ الْقَلَمِ

    อิมามซอดิก (อ) กล่าวว่า  “ฉันไม่เคยเห็นการร้องไห้ใดที่จะมีรอยยิ้มสวยไปกว่ารอยยิ้มของปากกา”

    คำอธิบาย

    ปากกาเป็นเหมือนเครื่องมือที่ถ่ายทอดความรู้และความรัก  ปากกาคือตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและอารยธรรม

    เสียงร้องไห้ของปากกาเล่าความเจ็บปวดของมนุษย์ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน  ในรอยยิ้นของมันก็ซ่อนความรัก กำลังใจและสารพันความสวยงาม

    แต่น่าเสียใจเหลือเกินที่เมื่อใดปากกาตกอยู่ในมือคนชั่ว หยดน้ำตาของมันจะกลายเป็นหยดเลือด รอยยิ้มของมันคือกับดักทำลายคุณค่าและความสวยงามจนหมดสิ้น

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 2 แปลกแต่จริง

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 2 แปลกแต่จริง

    แปลกแต่จริง

    عَجِبْتُ لِمَنْ یتَفَكَّرُ فی مَأْكُولِهِ كیفَ لا یتَفَكَّرُ فی مَعْقُولِهِ فَیجَنِّبُ بَطْنَهُ ما یؤذیهِ وَ یودِعُ صَدْرَهُ ما یرْدیهِ.

    อิมามฮะซัน (อ) กล่าวว่า “ฉันแปลกใจเหลือเกินกับคนที่ง่วนอยู่กับเรื่องของกิน แต่ไม่เคยให้ความสนใจกับเรื่องจิตวิญญาณเลย  คอยเอาใจใส่เลือกของที่จะเป็นโทษกับร่างกายทิ้งไป  แต่กลับนำสิ่งที่จะทำร้ายจิตวิญญาณเข้ามาเสียเต็มไปหมด”

    คำอธิบาย

    มนุษย์เราเป็นอย่างที่ท่านอิมาม (อ) ของเราพูดไว้จริง ให้ความสำคัญเรื่องกิน จะไม่เข้าใกล้สำรับอาหารที่ไม่มีแสงเพียงพอที่จะมองเห็นอาหารได้  จะรับประทานก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าอาหารนั้นสะอาดเท่านั้น  จะไม่แตะต้องอาหารที่สงสัยว่าไม่ปลอดภัย  คอยระวังเรื่องสุขภาพการกินการดื่มอย่างเคร่งครัด

    แต่ในเรื่องอาหารทางจิตวิญญาณหลับหูหลับตาเสพอย่างเมามัน ไม่สนใจว่าสิ่งนั้นจะบริสุทธิ์หรือปะปนกับข้อสงสัยมากมายเพียงใด คำพูดไม่ดีของเพื่อน ข้อเขียนที่ชี้นำไปในทางที่ไม่ดี สื่อหรือคำโฆษณาที่เป็นเหมือนยาพิษ สิ่งเหล่านี้กลับปล่อยให้มาเข้ามาสู่จิตใจโดยไม่มีการกลั่นกรองเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าแปลกใจเหลือเกิน