Category: ฮะดิษ/อะฮ์ลุลบัยต์

  • สร้างตำนานให้ตัวเองด้วยการสร้างคุณค่าให้สังคม

    สร้างตำนานให้ตัวเองด้วยการสร้างคุณค่าให้สังคม

    หนึ่งในคุณลักษณะอันทรงเกียรติที่มนุษย์ทุกคนต่างใฝ่หาคือความเป็นอมตะ ไม่ว่าจะผ่านผลงาน การกระทำ หรือผลประโยชน์ที่ตนทิ้งไว้ให้แก่สังคม ซึ่ง **ฮะดิษ** จากท่านอิมามอาลี (عليه السلام) ได้ย้ำเตือนถึงความเป็นอมตะนี้ผ่านการกระทำที่ดีงาม:

    **”คนที่ทิ้งการกระทำที่ดีไว้ให้ผู้อื่นได้เจริญรอยตาม เขาย่อมไม่ตาย”**

    จากคำสอนนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่ามนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานเกินกว่าระยะเวลาทางกายภาพของเขา หากเขาทิ้งคุณค่าที่เป็นประโยชน์ไว้ให้แก่สังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเหล่าบุคคลที่เป็นต้นแบบในการทำความดี ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักปรัชญา หรือผู้นำศาสนา บุคคลเหล่านี้ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความดีงามที่ยั่งยืนให้คนรุ่นหลังได้เจริญรอยตาม

    ### การกระทำที่ดีคือมรดกที่ยั่งยืน

    คนที่ทำสิ่งดีงามและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม จะได้รับการจดจำแม้เมื่อเขาได้จากไป ความดีที่พวกเขาทำจะเป็นดั่งแสงสว่างที่คอยนำทางให้คนอื่นปฏิบัติตาม อันจะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคมโดยรวม เปรียบเสมือนแสงเทียนที่ถูกจุดไว้และส่งต่อไปยังคนอื่นอย่างต่อเนื่อง

    ### ความเป็นอมตะผ่านการกระทำ

    ในมุมมองของอิสลาม การเป็นอมตะไม่ได้หมายถึงการดำรงอยู่ในรูปแบบทางกายภาพตลอดกาล แต่หมายถึงการทิ้งคุณค่าที่เป็นบวกไว้ให้กับคนรุ่นหลัง ผู้ที่ทำความดีและสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมจะได้รับการกล่าวขานและจดจำอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

    จากคำสอนของท่านอิมามอาลี (عليه السلام) การกระทำดีของเรานั้นไม่เพียงแต่จะส่งผลในชาตินี้เท่านั้น แต่ยังทำให้เรามีชีวิตอยู่ในความทรงจำและการกระทำของผู้อื่น นั่นคือความเป็นอมตะที่แท้จริง

    **สรุป** เราควรพยายามสร้างมรดกแห่งความดีงามในชีวิตของเรา ผ่านการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อให้เรายังคงมีชีวิตอยู่ในหัวใจและการกระทำของคนรุ่นต่อไป

  • ผลของการละทิ้งศีลธรรมและความสำคัญของการตักเตือนกันในสังคม

    ผลของการละทิ้งศีลธรรมและความสำคัญของการตักเตือนกันในสังคม

    หนึ่งในคำสอนที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลามคือการเรียกร้องให้ผู้คนมีศีลธรรมและส่งเสริมความดีงามในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเตือนสติกันในสิ่งที่ถูกต้อง (امر به معروف) หรือห้ามปรามสิ่งที่ผิด (نهی از منکر) ซึ่งการละทิ้งหน้าที่ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของสังคมทั้งหมด ดังที่เราจะได้เห็นจากคำกล่าวของท่านศาสดามูฮัมหมัด (صلى الله عليه و آله) ที่อธิบายถึงผลกระทบของการละทิ้งศีลธรรมในระดับสังคม

    จากคำกล่าวในหนังสือ “อุซูล กาฟี” เล่ม 4 หน้า 14 ได้มีการกล่าวเตือนถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนละทิ้งการตักเตือนกันและไม่ใส่ใจต่อบาปกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ท่านศาสดากล่าวว่า **”เมื่อผู้คนทำบาปรวมกัน พระเจ้าจะส่งภัยพิบัติอย่างทั่วถึงเพื่อให้พวกเขาตระหนักและสำนึกผิด”** นี่เป็นการบ่งบอกว่า บาปกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงทั้งสังคม ทำให้เกิดภัยพิบัติและความเดือดร้อนร่วมกัน เช่นเดียวกับโรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือความไม่สงบในสังคม ซึ่งเกิดจากการที่ทุกคนมองข้ามและไม่ใส่ใจที่จะรักษาศีลธรรม

    นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวว่า **”เมื่อการส่งเสริมความดีและการห้ามปรามความชั่วถูกละทิ้ง พระเจ้าจะทำให้พวกเขาถูกกักบริเวณอยู่ที่บ้าน”** การละเลยต่อการทำหน้าที่ในการตักเตือนกันทำให้ผู้คนตกอยู่ในสภาพของการถูกแยกตัว ไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคมได้ ซึ่งเป็นผลกระทบทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจ ทำให้สังคมขาดการพัฒนาและเกิดความเฉื่อยชา

    ที่สำคัญที่สุด ท่านศาสดายังกล่าวถึงการที่ **”เมื่อความระลึกถึงพระเจ้าออกจากหัวใจ พระเจ้าจะทำให้ความกลัวตายเกิดขึ้นมากขึ้นในหมู่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาไม่เห็นความสุขของโลก”** เมื่อผู้คนหลงลืมความสำคัญของศีลธรรมและไม่ใส่ใจต่อการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า ชีวิตของพวกเขาจะถูกครอบงำด้วยความกลัวตาย และไม่สามารถมองเห็นความสุขในโลกนี้ได้ แม้จะมีทรัพย์สินหรือความสำเร็จทางวัตถุ แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความกลัว ทำให้พวกเขาขาดความสุขที่แท้จริง

    ดังนั้น คำสอนนี้เตือนให้เราใส่ใจต่อหน้าที่ในการดูแลสังคมโดยการตักเตือนกันในสิ่งที่ถูกต้อง และห้ามปรามสิ่งที่ผิด นอกจากจะเป็นการทำให้เรามีสังคมที่สงบสุขแล้ว ยังเป็นการปกป้องตนเองและสังคมจากผลกระทบที่เลวร้ายอีกด้วย

    สรุปได้ว่า การส่งเสริมศีลธรรมและการตักเตือนกันในสังคมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเราละทิ้งสิ่งเหล่านี้ ผลร้ายที่จะตามมานั้นไม่ใช่แค่กับตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อทั้งสังคม

  • ผลบุญจากการบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับ

    การบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการทำความดีที่ได้รับการยกย่องและสนับสนุนอย่างมากในศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะการบริจาคในนามของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงถึงความกตัญญู ความเอื้ออาทร และความรักต่อผู้ที่จากไป ซึ่งมีผลบุญและความหมายอันลึกซึ้ง

    ตามที่ปรากฏใน **”บิฮารุลอันวาร”** เล่มที่ 82 หน้า 63 ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับไว้อย่างชัดเจนว่า:

    “เมื่อใดที่บุคคลใดบริจาคทานด้วยเจตนาที่จะทำเพื่อผู้ล่วงลับ พระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ.) จะส่งเทวทูตญิบรออีลไปยังสุสานของผู้ล่วงลับนั้น พร้อมด้วยเทวทูตเจ็ดหมื่นตน แต่ละตนถือถาดอันประณีต กล่าวคำอวยพรว่า ‘สันติจงมีแด่ท่าน ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า นี่คือของขวัญจากคนผู้นั้นที่ส่งมาให้ท่าน…’ หลังจากนั้น สุสานของเขาจะเต็มไปด้วยแสงสว่าง พระเจ้าจะมอบเมืองพันเมืองในสวรรค์ให้แก่เขา จัดการสมรสกับนางสวรรค์หนึ่งพันนาง และตอบสนองคำขอพันประการของเขา”

    จากคำกล่าวนี้เราจะเห็นได้ว่า การบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับไม่เพียงแต่เป็นการทำความดีแก่คนที่เรารัก แต่ยังมีผลบุญที่พระเจ้าจะประทานแก่ผู้ล่วงลับนั้นมากมายในโลกหน้า เช่น การเพิ่มแสงสว่างในสุสานของเขา และมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่ในสวรรค์

    ### ความสำคัญของการบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับในสังคมมุสลิม

    การบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีและความเชื่อของมุสลิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน นอกจากจะเป็นการทำบุญให้กับคนที่จากไปแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมคุณค่าของความเสียสละและความมีน้ำใจในสังคม การทำทานในรูปแบบนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า แม้หลังจากการเสียชีวิตไปแล้ว วิญญาณของผู้ล่วงลับยังสามารถได้รับผลบุญจากการกระทำดีของผู้อื่นที่ทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์

    ### ประโยชน์ของการบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับ

    1. **เป็นการแสดงความรักและกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ**: การทำบุญในนามของผู้ล่วงลับถือเป็นการระลึกถึงคุณค่าของเขาและแสดงออกถึงความรักที่ยังคงมีอยู่แม้เขาจะไม่ได้อยู่กับเราแล้ว

    2. **ช่วยให้ผู้ล่วงลับได้รับผลบุญในโลกหน้า**: ตามความเชื่อของอิสลาม การกระทำความดี เช่น การบริจาคทาน สามารถส่งผลบุญไปยังผู้ที่จากไปแล้วได้ ทำให้เขาได้รับผลบุญในสวรรค์

    3. **ส่งเสริมการทำทานและความมีน้ำใจในสังคม**: การบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับทำให้เกิดความรู้สึกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในหมู่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่งเสริมคุณค่าของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

    การบริจาคเพื่อผู้ล่วงลับเป็นการกระทำที่มีคุณค่าทั้งในมิติทางสังคมและศาสนา มุสลิมเชื่อว่าการบริจาคด้วยความตั้งใจที่บริสุทธิ์จะช่วยส่งผลบุญไปถึงผู้ล่วงลับและทำให้พวกเขาได้รับความสุขและรางวัลในโลกหน้า อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความกตัญญู และการระลึกถึงผู้ที่จากไปอย่างลึกซึ้ง

  • ทัศนะของอิมามอะลี (อ) ต่อความอิสระเสรีและศักดิ์ศรีของมนุษย์

    ทัศนะของอิมามอะลี (อ) ต่อความอิสระเสรีและศักดิ์ศรีของมนุษย์

    ความอิสระเสรี (อิสรภาพ) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างแสวงหา ในฐานะของบุคคลที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นอิสระ มนุษย์ทุกคนต่างต้องการใช้ชีวิตโดยปราศจากพันธนาการทั้งปวง แต่คำถามสำคัญคือ “มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความอิสระเสรีหรือไม่? และขอบเขตของอิสรภาพควรจะเป็นอย่างไร?”

    อิมามอะลี (อ) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจน ในคำตอบของท่าน อิมามอะลี (อ) ชี้ให้เห็นว่า ความอิสระเสรีคือของขวัญที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์ เพื่อให้เขาดำรงชีวิตด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม ท่านก็เตือนว่า แม้พระองค์จะมอบอิสระเสรีให้กับมนุษย์ แต่ก็ไม่ควรยอมเป็นบ่าวหรือยอมตนให้ต่ำต้อยต่อผู้อื่น นั่นคือ ความเป็นอิสระเสรีที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากการควบคุมจากภายนอก แต่เป็นการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองในทุกสถานการณ์

    ท่านอิมามอะลี (อ) ยังเน้นถึงคุณค่าอันสูงส่งของมนุษย์ โดยกล่าวว่า มูลค่าของมนุษย์นั้นเปรียบเทียบได้กับสรวงสวรรค์เท่านั้น มนุษย์ไม่ควรยอมขายศักดิ์ศรีของตนต่อสิ่งใดที่ต่ำต้อยไปจากนี้ นี่คือการเรียกร้องให้ทุกคนรู้คุณค่าของตนเอง และไม่ยอมเป็นบ่าวแห่งสิ่งใดที่ไม่ได้มอบคุณค่าและเกียรติยศให้แก่ตน

    นอกจากนี้ อิมามอะลี (อ) ยังเตือนว่า ความอิสระเสรีที่ไร้การควบคุมอาจนำพามาซึ่งจุดจบที่เลวร้าย ผู้ที่คิดว่าความอิสระหมายถึงการทำตามความปรารถนาทั้งหมดของตนเองโดยไม่มีการยับยั้งใจ จะตกอยู่ในสภาวะที่น่าเศร้าและเสื่อมทราม เพราะการไร้บ่วงคล้องนั้นไม่ใช่การปล่อยตัวตามใจปรารถนา แต่เป็นการปลดปล่อยจากกิเลศตัณหาและอารมณ์ฝ่ายต่ำต่างหาก

    สุดท้าย ท่านอิมามอะลี (อ) ได้กล่าวถึงนิยามของเสรีชนตัวจริง นั่นคือผู้ที่สามารถปลดปล่อยตนเองจากการเป็นเชลยของตัณหาราคะ ผู้ที่สามารถควบคุมและละทิ้งกิเลศตัณหาของตนเองอย่างสิ้นเชิงคือผู้ที่ได้สัมผัสกับอิสรภาพและเสรีภาพที่แท้จริง ส่วนผู้ที่ยังคงหลงใหลในโลกวัตถุและความสุขชั่วคราว กลับขายตนเองให้กับสิ่งเหล่านั้น และจะไม่มีวันได้พบกับอิสรภาพอย่างแท้จริงจนกว่าจะหลุดพ้นจากการเป็นบ่าวของตัณหาราคะ

    ในทัศนะของอิมามอะลี (อ) ความอิสระเสรีไม่ได้เป็นเพียงแค่การปราศจากการบังคับจากภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการใช้ชีวิตด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และการหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งกิเลศตัณหาอย่างแท้จริง มนุษย์ควรเข้าใจคุณค่าของตนเอง และไม่ยอมตกเป็นบ่าวแห่งสิ่งใดที่ไม่คู่ควรกับเกียรติยศของตน

  • ความอดทนในมุมมองกุรอานและฮะดิษ

    ความอดทนในมุมมองกุรอานและฮะดิษ

    ความอดทนเป็นคุณธรรมที่นับถืออย่างสูง ในอิสลามมีคำสอนที่เน้นย้ำทั้งในอัลกุรอานและหะดีษอย่างมากมาย

    ในอิสลามมีคำสอนเกี่ยวกับความสามารถในการอดทนต่อความยากลำบากและความทุกข์ยากด้วยความแน่วแน่และความยืดหยุ่นรวมทั้งมีคำสอนให้รักษาทัศนคติเชิงบวกเมื่อเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรค

    ความอดทนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตและการพัฒนาทางจิตวิญญาณ และถือเป็นส่วนสำคัญในหลักความเชื่อของอิสลาม

    อัลกุรอานกล่าวถึงความอดทนหลายครั้ง และมักเกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องศรัทธา ใน Surah Al-Baqarah อัลเลาะห์ตรัสว่า

    “และเราจะทดสอบท่านทั้งหลายด้วยความกลัวและความหิวโหยและการสูญเสียทรัพย์สินชีวิต แต่จงแจ้งข่าวดีแก่ผู้อดทนเถิด” (2:155)

    โองการนี้เน้นแนวคิดที่ว่ามนุษย์จะต้องพบกับบททดสอบจากพระเจ้าเสมอและความยากลำบากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตามธรรมชาติ และโดยความอดทนและความอุตสาหะที่ผู้ศรัทธาสามารถเอาชนะมันได้

    ในทำนองเดียวกัน ใน Surah Al-Asr อัลลอฮ์ตรัสว่า

    “ขอสาบานกับกาลเวลา มนุษย์เป็นผู้ขาดทุน เว้นแต่บรรดาผู้ศรัทธาและผู้กระทำความดีทั้งหลาย และผู้ที่ตักเตือนกันในเรื่องความจริง และตักเตือนกันให้มีความอดทน” (103:1-3)

    โองการนี้เน้นความสำคัญของความอดทนในการแสวงหาความชอบธรรมและความจริง และแนะนำว่าผู้ที่มีความอดทนอยู่ในหมู่คนที่ประสบความสำเร็จและสมหวังมากที่สุดในโลก

    ในทำนองเดียวกันนี้มีคำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัดที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของความอดทน และให้ตัวอย่างมากมาย ว่าสามารถฝึกความอดทนในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ในหะดีษบทหนึ่ง ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

    “ใครก็ตามที่อดทน อัลลอฮ์จะทรงให้เขาพบกับความสำเร็จ ไม่มีใครจะได้รับพรที่ดียิ่งกว่าผู้อดทน” (ฮะดิษ)

    หะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่าความอดทนเป็นคุณสมบัติที่สามารถปลูกฝังและพัฒนาได้ตลอดเวลา และมันเป็นพรจากอัลลอฮ์ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย

    ในหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

    “คนที่แข็งแกร่งไม่ใช่คนที่เอาชนะผู้คนด้วยกำลังของเขา แต่เป็นคนที่ควบคุมตัวเองในขณะที่โกรธ” (ฮะดิษ)

    หะดีษนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความอดทนในการควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้น และแนะนำว่าผู้ที่มีความอดทนและควบคุมตนเองได้นั้นอยู่ในกลุ่มผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและได้รับความเคารพนับถือมากที่สุดในสังคม

    โดยรวมแล้ว ความอดทนเป็นคุณธรรมที่มีคุณค่าสูงใน ศาสนาอิสลามและมีการเน้นย้ำทั้งในอัลกุรอานและหะดีษ เป็นคุณสมบัติที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมายทั้งในชีวิตนี้และในปรโลก โดยการปลูกฝังความอดทนและฝึกฝนในชีวิตประจำวัน ผู้เชื่อสามารถมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ควบคุมตนเองได้มากขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้นในทุกด้านของชีวิต
    —–
    อันวารี

  • เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสุสานอัลบะกีอฺ?

    เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสุสานอัลบะกีอฺ?

    หนึ่งในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากที่สุดของเมืองมะดีนะฮฺคือสุสานบะกีอฺ ซึ่งก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) จะมาถึง สถานที่นี้ถูกเรียกว่า “บะกีอฺ อัลฆัรเกาะดฺ” พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ฝังศพบุคคลเท่านั้น แต่ยังซ่อนเร้นประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอิสลามไว้ด้วย

    อัลฆัรเกาะดฺคือชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เคยมีอยู่ในสุสานนี้หรืออยู่ใกล้ๆ สุสาน แต่ต่อมามันได้หายไปเนื่องจากการขยายสุสานที่ต่อเนื่องกันมา บางคนเชื่อว่าต้นไม้นี้คือต้นหม่อน สุสานบะกีอฺมีขนาดใหญ่และพื้นผิวเรียบเกือบทั้งหมด โดยมีพื้นที่กว้างขวางมากกว่ามัสญิดอันนะบาวี สุสานแห่งนี้มีการก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนยุคอิสลาม ในช่วงยุคญาฮิลิยะฮฺ หรือยุคก่อนอิสลาม ในอดีต สุสานนี้ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่เรียกว่า “อัลฆัรเกาะดฺ” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีหนามมาก จึงทำให้ที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า “บะกีอฺ อัลฆัรเกาะดฺ” สุสานแห่งนี้เป็นสถานที่ฝังศพของคนในเมืองยัษริบ (ชื่อเดิมของเมืองมะดีนะฮฺ) โดยเฉพาะชนสองเผ่าคือ เผ่าเอาส์และค็อซร็อจ

    ตั้งแต่ยุคของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จนถึงปัจจุบัน ผู้คนที่เสียชีวิตในเมืองมะดีนะฮฺมักถูกฝังที่สุสานบะกีอฺ ปัจจุบันสุสานบะกีอฺยังคงเป็นสุสานสาธารณะของเมืองมะดีนะฮฺ หลังจากการละหมาดในมัสญิดอันนะบาวี ผู้เรียกละหมาดจะประกาศเชิญชวนผู้คนด้วยคำว่า “الصلاة علی المیت” เพื่อมาร่วมละหมาดญะนาซะฮฺ (ละหมาดสำหรับผู้เสียชีวิต) จากนั้นพวกเขาจะนำร่างผู้เสียชีวิตไปยังสุสานบะกีอฺ อย่างไรก็ตาม พิธีศพของซุนนีย์นั้นเงียบสงบและไม่มีการกล่าวอะไรระหว่างการเดินไปฝังศพ ในช่วงเวลานั้น สุสานบะกีอฺได้ขยายตัวและมีหลุมศพกระจายไปทั่วจนทำให้หลุมศพบางแห่งอยู่ไกลจากส่วนที่เดิมเคยเป็นของสุสาน ตัวอย่างเช่น หลุมศพของท่านซะอ์ด บิน มุอาซ อยู่ห่างไกลจากหลุมศพของอิมามทั้งหลาย

    หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงในยุคของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ถูกฝังในบะกีอฺคือท่านซะอ์ด บิน มุอาซ ซึ่งได้รับบาดเจ็บในสงครามค็อนดัก และต่อมาเสียชีวิตจากบาดแผลนั้น

    การทำลายสิ่งก่อสร้าง ริชาร์ด เบอร์ตัน นักเดินทางชาวตะวันตกที่มาเยี่ยมเยียนในปี ฮ.ศ. 1276 ได้อธิบายว่า “โดมแห่งอิมามในบะกีอฺนั้นเป็นโดมที่ใหญ่และงดงามที่สุด” นักเดินทางอีกคนหนึ่งในปี ฮ.ศ. 614 ได้กล่าวว่า “มันเป็นโดมที่สูงและสง่างามตั้งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าของสุสานบะกีอฺ” มีการบันทึกว่าการก่อสร้างอาคารนี้เริ่มขึ้นประมาณปี ฮ.ศ. 470 ซึ่งหมายความว่าโดมนี้ยืนหยัดอยู่มานานกว่า 800 ปี

    ตามบันทึก สถานที่แห่งนี้มีประตูสองบานซึ่งผู้มาเยือนจะเข้าออกจากคนละประตู อาคารนี้มีผู้ดูแล โดมมีสีขาวและมีรูปร่างแปดเหลี่ยม ในอาคารนี้ไม่มีลานโดยรอบเหมือนที่สุสานของอิมามท่านอื่นๆ แต่ภายในมี “มิมบัรฟาฏิมะฮฺ” ที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เมื่อวะฮาบีย์เข้ายึดครองหิญาซ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิดของมุฮัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ พวกเขาทำลายอาคารและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทุกที่ที่พวกเขาพบ ไม่เพียงแต่ในเมืองมะดีนะฮฺ แต่ในทุกสถานที่ที่มีโดม พวกเขาก็จะทำลายเช่นกัน

  • วิถีชีวิตของชาวชีอะห์ในคำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.)

    วิถีชีวิตของชาวชีอะห์ในคำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.)

    อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) เป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการชี้นำและส่งเสริมวิถีชีวิตของชาวชีอะห์ โดยคำสอนของพระองค์ไม่เพียงแต่เป็นการแนะนำให้ยึดมั่นในหลักศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรมและสงบสุข คำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) เน้นย้ำถึงการยึดมั่นในความยำเกรงต่อพระเจ้า (ตักวา) ความซื่อสัตย์ และความเมตตา รวมทั้งการแสดงความเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นชาวชีอะห์หรือชาวซุนนีก็ตาม

    หนึ่งในข้อคิดสำคัญที่อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) สั่งสอนคือ การพูดความจริงและการรักษาความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม พระองค์ได้ย้ำว่า ชาวชีอะห์ควรเป็นผู้ที่พูดความจริงเสมอ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะการพูดความจริงไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในสังคมด้วย

    อีกหนึ่งข้อสอนที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน พระองค์ได้กล่าวถึงการมีเมตตาและความเคารพต่อเพื่อนบ้าน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางศาสนาหรือความเชื่อ คำสอนนี้มีความสำคัญมากในสังคมปัจจุบัน ที่ต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แม้ว่าชาวชีอะห์และชาวซุนนีจะมีความเชื่อต่างกัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและร่วมมือกันในสังคมได้ หากแต่ละฝ่ายเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันตามคำสอนของศาสนา

    สุดท้าย อิมามฮะซัน อัสการี (อ.) ได้ชี้นำให้ชาวชีอะห์เป็น “เครื่องประดับ” แห่งอิสลาม นั่นหมายถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตส่วนตัวและการปฏิบัติต่อผู้อื่น พระองค์เชื่อว่าหากชาวชีอะห์สามารถแสดงออกถึงความดีงามตามหลักศาสนาอิสลาม ชีวิตของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและเป็นที่รักใคร่ในสังคม

    คำสอนของอิมามฮะซัน อัสการี (อ.) สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เน้นคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตที่ดีในสังคมและสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง

  • ความประเสริฐของเวลาสะฮัร (เวลาก่อนรุ่งสาง)

    ความประเสริฐของเวลาสะฮัร (เวลาก่อนรุ่งสาง)

    พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวถึง “ตักวา” (ความยำเกรง) ไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานด้วยคำที่ครอบคลุม หนึ่งในคำที่ใช้คือ “เสบียง” ดังที่พระองค์ตรัสว่า: “และจงจัดเตรียมเสบียงเถิด เพราะแท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดคือความยำเกรง” (อัลบากอเราะฮ์ 197) ความหมายของ “เสบียง” ก็คือ ชีวิตและโลกที่มีคุณสมบัติพิเศษอยู่ข้างหน้า และต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับโลกนั้นจากโลกนี้ น่าสงสารนักสำหรับผู้เดินทางที่ออกเดินทางโดยไร้เสบียง

    พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดประตูแห่งความเมตตาของพระองค์ในทุกโอกาสและทุกช่วงเวลา เพื่อให้เราได้เก็บเสบียงสำหรับการเดินทาง ฉะนั้นเราควรใช้โอกาสทุกครั้งเพื่อสะสมเสบียงสำหรับวันข้างหน้า

    หนึ่งในโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการสะสมเสบียง คือช่วงคืนยาวของฤดูหนาวและฤดูใบไม้ร่วง เราควรถือโอกาสนี้ไว้และใช้ประโยชน์จากมัน

    ความเสียใจในขณะสิ้นลม หนึ่งในความเสียใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อคนใกล้ตาย คือการถูกแสดงให้เห็นสองสิ่ง คือ 1. การกระทำที่หากได้ทำไว้ จะนำพาเขาไปสู่สถานะทางจิตวิญญาณที่สูงส่ง 2. การกระทำที่หากไม่ได้ทำไว้ ก็จะทำให้เขาไปถึงสถานะนั้นได้เช่นกัน ความเสียใจนี้ หากแบ่งให้คนทั้งโลก ทุกคนก็จะพินาศ

    หนึ่งในความเสียใจนั้นคือ การพลาดการทำอิบาดัตในเวลากลางคืน พระผู้เป็นเจ้าได้มอบรางวัลพิเศษให้แก่สองกลุ่มคนในอัลกุรอาน กลุ่มแรกคือ ผู้ที่อดทนในยามทุกข์ยากและความลำบาก พระองค์ตรัสว่า “แท้จริงผู้ที่อดทนจะได้รับรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่มีข้อจำกัด”

    กลุ่มที่สองคือ ผู้ที่ลุกขึ้นละหมาดในยามค่ำคืน พระองค์ตรัสว่า “ไม่มีจิตใจใดจะรู้ได้ว่าอะไรที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขา” พระองค์ยังตรัสอีกว่า “พวกเขาละทิ้งที่นอนของตนเพื่อทำอิบาดัต” ซึ่งหมายถึงความยากลำบากในการแยกตัวออกจากเตียงอันอบอุ่น

    ท่านอิมามฮะซัน อัลอัสการี ได้กล่าวว่า “การเดินทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้าเป็นการเดินทางที่ไม่อาจบรรลุได้หากปราศจากยานพาหนะคือช่วงเวลากลางคืน”

    คำสอนจากท่านญิบรออีลแก่ท่านนบี ท่านนบีได้ขอให้ญิบรออีลกล่าวเตือนเขา ญิบรออีลจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านมุฮัมมัด! จงมีชีวิตอยู่เท่าที่ท่านปรารถนา แต่สุดท้ายท่านจะตาย จงรักสิ่งใดก็ได้ แต่สุดท้ายท่านจะพรากจากมัน จงทำสิ่งใดก็ได้ เพราะในที่สุดท่านจะได้พบกับสิ่งที่ท่านได้ทำ”

    ญิบรออีลยังกล่าวอีกว่า “เกียรติของผู้ศรัทธาคือการลุกขึ้นละหมาดในยามค่ำคืน และศักดิ์ศรีของเขาคือการพึ่งพาแต่พระผู้เป็นเจ้า และไม่หวังพึ่งพามนุษย์”

    เวลาสะฮัร (เวลาท้ายคืน) เป็นเวลามงคล ช่วงท้ายของคืนหรือเวลาสะฮัรนั้นเป็นเวลาพิเศษที่พระผู้เป็นเจ้าเปิดรับดุอาอ์ เพราะในเวลานั้นผู้ที่กระทำบาปต่างหลับใหล และบรรยากาศสะอาดบริสุทธิ์ อาจารย์ของเรา ท่านอายะตุลลอฮ์ อันซอรีย์ ชีรอซี ได้กล่าวว่า “น้ำแห่งชีวิตอยู่ในความมืดของคืน”

    ในช่วงเวลาสะฮัร พระผู้เป็นเจ้าได้มอบผลตอบแทนทั้งทางจิตวิญญาณและทางโลกให้กับปวงบ่าวของพระองค์ บรรดาผู้รู้กล่าวว่า ถ้าอยากเข้าถึงสถานะทางจิตวิญญาณ ต้องมีการขลุกอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าในยามค่ำคืน

    สรุปแล้ว การละหมาดในยามค่ำคืนเป็นเหมือนกุญแจที่ปลดปล่อยมนุษย์จากพันธนาการของบาป และการทำอิบาดัตในช่วงเวลานี้เป็นหนทางที่จะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าและความเมตตาของพระองค์

  • ความรู้ที่แท้จริง

    ความรู้ที่แท้จริง

    รายงานจากท่านอิมามมูซากาซิมว่า เมื่อท่านศาสนทูตเดินเข้ามัสยิดเห็นคนกำลังนั่งล้อมชายคนหนึ่งอยู่ ท่านศาสนทูตถามพวกเขาว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ พวกเขากล่าวตอบว่า ชายคนนี้คือ อัลลามะฮ์ ท่านศาสนทูตกล่าวถามว่า อัลลามะฮ์ คืออะไร ? บรรดาสาวกกล่าวตอบว่า เขาคือผู้รู้มากที่สุดในเรื่องเชื้อสายของชนชาวอาหรับ รู้ความเป็นมาของคนอาหรับในสมัยญาฮิลียะฮ์อีกทั้งรู้เรื่องบทกวีของชาวอาหรับเป็นอย่างดีด้วย ท่านศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า เหล่านี้คือศาสตร์ที่ไม่ได้ทำให้ผู้ไม่รู้เสียประโยชน์แต่อย่างใด หลังจากนั้นท่านศาสดากล่าวต่อว่า แท้จริงความรู้มีสามสิ่งด้วยกัน รู้โองการที่ชัดแจ้ง รู้บทบัญญัติและรู้แบบฉบับศาสดา นอกเหนือจากนี้เป็นกำไร

    คำอธิบาย

    คำอธิบายฮะดิษนี้มีประเด็นที่ต้องกล่าวถึง สามประเด็นด้วยกันประเด็นที่ 1 คือ ความรู้มีความหมายหลายความหมายด้วยกัน ความหมายแรกคือ หมายถึงความชื่อมั่นโดยไม่มีข้อสงสัย ความหมายที่สองคือ หมายถึงความรู้ทั่วไปที่ตรงข้ามกับคำว่าโง่เขลาหรือความไม่รู้ ส่วนความหมายที่สามคือหมายถึงการมีองค์ความรู้ต่อกฏเกณฑ์โดยรวมเพื่อนำองค์ความรู้นั้นมาปรับใช้กับหน่วยย่อยอื่น ๆ เป็นที่ชัดเจนว่า ความรู้ที่ฮะดิษข้างต้นต้องการสื่อให้เราเข้าใจคือ ความรู้ในความหมายที่สองและสาม 

    ประเด็นที่ 2 เราสามารถมองความรู้ได้ในหลายมุมมองด้วยกันและจากความหลากหลายนี้เองความรู้จึงแบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ มากมายด้วย ฮะดิษข้างต้นมองความรู้ในมุมของการมีคุณประโยชน์ โดยกล่วว่าความรู้ที่ให้ประโยชน์มีสามชนิดด้วยกันคือ  ความรู้ที่เกี่ยวกับโองการกุรอาน ความรู้เกี่ยวบทบัญญัติศาสนาและความรู้เกี่ยวกับแบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ)

    ประเด็นที่ 3 ผู้ที่พูดที่นำเสนอความรู้ให้ผู้อื่นจะรับในสิ่งที่ตนนำเสนอ ดังนั้นในขณะที่นำเสนอและอรรถาธิบายความรู้จะต้องคำนึงถึงสถานภาพของตัวเองด้วย 

    หากพิจารณาจากสามประเด็นข้างต้นโดยพิจารณารวมกับคำกล่าวของท่านศาสนทูต ทำให้เข้าใจได้ว่า ความรู้ในมุมของท่านศาสนทูตแบ่งเป็นสามชนิดด้วยกัน คือรู้เกี่ยวกับหลักความเชื่อพื้นฐาน สองรู้เรื่องจริยธรรมและจรรยมารยาท

    ตัวบทฮะดิษ :

    عَنْ أَبِي الْحَسَنِ مُوسَى ع قَالَ دَخَلَ رَسُولُ اللّهِ ص الْمَسْجِدَ فَإِذَا جَمَاعَةٌ قَدْ أَطَافُوا بِرَجُلٍ فَقَالَ مَا هَذَا فَقِيلَ عَلّامَةٌ فَقَالَ وَ مَا الْعَلّامَةُ فَقَالُوا لَهُ أَعْلَمُ النّاسِ بِأَنْسَابِ الْعَرَبِ وَ وَقَائِعِهَا وَ أَيّامِ الْجَاهِلِيّةِ وَ الْأَشْعَارِ الْعَرَبِيّةِ قَالَ فَقَالَ النّبِيّ ص ذَاكَ عِلْمٌ لَا يَضُرّ مَنْ جَهِلَهُ وَ لَا يَنْفَعُ مَنْ عَلِمَهُ ثُمّ قَالَ النّبِيّ ص إِنّمَا الْعِلْمُ ثَلَاثَةٌ آيَةٌ مُحْكَمَةٌ أَوْ فَرِيضَةٌ عَادِلَةٌ أَوْ سُنّةٌ قَائِمَةٌ وَ مَا خَلَاهُنّ فَهُوَ فَضْلٌ‏

    اصول كافى جلد 1 صفحه: 37 روايه :1 

     

  •  อิมามอาลีกับความสมถะ

     อิมามอาลีกับความสมถะ

    ท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวกับท่านอิมามอะลีว่า (more…)