Category: ฮะดิษ/อะฮ์ลุลบัยต์

  • คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 1 แผนชีวิต

    คำสอนอะฮ์ลุลบัยต์ ตอนที่ 1 แผนชีวิต

    صَلٰاحُ حٰالِ التَّعٰایُشِ وَالتَّعٰاشُرِ مِلْأُ مِکْیٰالٍ ثُلْثٰاهُ فِطْنَهٌٔ وَ ثُلْثُهُ تَغٰافُلٌ

    อิมามซอดิก (อ) กล่าวว่า“การจะปรับปรุงแก้ไขหรือการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จะต้องกำหนดรูปแบบและแผนการณ์ที่เหมาะสม รูปแบบที่ดีที่สุดของการดำเนินชีวิตคือในเศษสองส่วนสามของแผนชีวิตให้เราใช้สติปัญญาและให้ความสนใจในรายละเอียดให้มาก อีกส่วนที่เหลือให้ใช้การมองข้ามและการลืม”

    คำอธิบาย

    การทำงานใด ๆ ก็แล้วแต่ถ้าหากไม่มีการวางแผนและคิดคำนวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกทั้งไม่ใช้สติปัญญาคิดไตร่ตรองเสียก่อนงานนั้นก็จะไม่เกิดผล แต่ในบางกรณีหากเราใส่ใจเกินไปไม่มองข้ามสิ่งที่ไม่จำเป็นงานก็อาจพังลงได้เช่นกัน

    หมายถึง ถ้าหากในการทำงานของเราไม่มีการวางแผนให้รอบคอบแน่นอนงานชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้รับผลสำเร็จก็เป็นได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งถ้าเราสนใจรายละเอียดจนเกินไป นำประเด็นเรื่องเล็กน้อยที่บางทีไม่ได้มีผลต่อความสำเร็จของงานมากนักมาคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ การทำเช่นนี้ก็อาจมีผลทำให้งานนั้นเสียหายได้  ในการใช้ชีวิตของเราก็เช่นกัน ให้เราใช้ชีวิตอย่างมีระบบแบบแผนอย่างมีสติ แต่บางครั้งเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้มีผลอะไรมากนักกับชีวิตก็ไห้มองข้ามไปเสียบ้าง

  • บทบัญญัติเกี่ยวกับเอียะอ์ติกาฟ

    บทบัญญัติเกี่ยวกับเอียะอ์ติกาฟ

    บทบัญญัติเกี่ยวกับเอียะอ์ติกาฟ

    เอียะอ์ติกาฟคือการพักแรมในมัสยิดเพื่อทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์

    ชนิดต่าง ๆ ของการเอียะอ์ติกาฟ

    เอียะอ์ติกาฟแบ่งออกเป็นสองรูปแบบด้วยกันคือ 

    1 – เอียะอ์ติกาฟมุสตะฮับ 

    2 – เอียะอ์ติกาฟวาญิบ

    เอียะอ์ติกาฟตามหลักการโดยตัวของมันเองเป็น

    ช่วงเวลาการเอียะอ์ติกาฟ

    สามารถเอียะอ์ติกาฟได้ตลอดทั้งปี อย่างน้อยสามวันโดยให้ตั้งใจเหนียตอยู่ในมัสยิดเพื่อทำอิบาดะฮ์และถือศิลอดก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

     

    เงื่อนไขการเอียะอ์ติกาฟ

    เงื่อนไขของความถูกต้องของการเอียะอ์ติกาฟ บางส่วนขึ้นอยู่มีกับตัวผู้เอียะอ์ติกาฟเอง แต่บางส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับเอียะอ์ติกาฟ ซึ่งจะขอกล่าวถึงเงื่อนไขและอะกามที่จำเป็นดังนี้

    เงื่อนไขของผู้เอียะอ์ติกาฟ 

    1.มีสติสัมปชัญญะ(ผู้วิกลจริตถือว่าไม่ถูกต้อง)

    2.ผู้มีศรัทธา(ไม่ใช่มุอ์มินถือว่าไม่ถูกต้อง)

    3.ตั้งเจตนาเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อเอกองค์อัลลอฮ(ซบ.)( การมีเจตนาที่ไม่บริสุทธ์ (ริยา) และการมีเจตนาโอ้อวด ทำให้เอียะติกาฟเป็นโมฆะ)

    4.ถือศีลอดในช่วงเอียะติกาฟ

    5.การขออนุญาติ สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องขออนุญาติ

    เงื่อนไขการเอียะติกาฟ

    1.เวลา  จะต้องไม่น้อยกว่า 3 วัน

    1. สถานที่ ต้องเป็นมัสยิดญามิอฺ (หมายถึงมัสยิดที่ใช้ประกอบพิธีละหมาดญ่ามาอะห์)

    3.พำนักในมัสยิดโดยไม่ออกจามมัสยิด

    การเนียตในเอียะติกาฟ

    1.เอียะติกาฟเหมือนอิบาดะฮ์อื่นๆที่จะต้องตั้งเจตนาเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อเอกองค์อัลลอฮ(ซบ.)การมีเจตนาที่ไม่บริสุทธ์ (ริยา) การมีเจตนาโอ้อวด และมีเจตนาเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ(ซบ.)ถือว่าเป็นโมฆะ

    2.เนียตนั้นไม่จำเป็นว่าเราจะตั้งเจนนาเอียะติกาฟวาญิบหรือมุสตะฮับ

    3.ตั้งแต่เริ่มเอียะติกาฟ จนกระทั้งจบเอียะติกาฟจะต้องตั้งเจตนาเพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อเอกองค์อัลลอฮ(ซบ.)

    ดังนั้นเพียงการตั้งเจตนาว่าจะเริ่มเอียะติกาฟ ถือว่าถูกต้อง หรือเพียงแค่บุคคลผู้หนึ่งตั้งเจตนาว่าจะไมมัสยิด ตั้งการปรากฏของแสงเงินแสงทองของรุ่งอรุณ ถือว่าถูกต้อง

    4.ในเอียะติกาฟมนุษย์สามารถที่เอียะติกาฟเพื่อตัวเอง หรือเพื่อผู้อื่นได้ ในส่วนที่สองเรียกว่า เอียะติกาฟ นิยาบะตี

    5.การเอียะติกาฟเพื่อผู้อื่นถือว่าไม่เป็นไร แต่จะต้องถือให้กับผู้ที่ยังมีชีวิต…….

    สรุปคือ เอียะติกาฟนั้นมีหลายส่วนด้วยกัน 

    1.เอียะติกาฟสำหรับตัวมนุษย์เอง 

    2.เอียะติกาฟสำหรับผู้อื่น 

    3.เอียะติกาฟเพื่อคนตาย

    4.เอียะติกาฟเพื่อคนเป็น

    หมายเหตุ

    *แม้ว่าการถือศิลอดไม่สามารถทำแทนกันได้แต่ทว่าการถือศิลอดในเอียะติกาฟเช่นเดียวกับการนมาซที่มีต่อเตาวาฟที่การงานหนึ่งจะต้องสัมพันธ์ไปอีกการงานหนึ่ง เช่นเดียวกับเตาวาฟและนมาซที่ผู้กระทำต้องมีชีวิตถึงจะถูกต้อง การเอียะติกาฟและการถือศิลอดก็เช่นกัน

    *การเอียะติกาฟเพื่อคนสองคนหรือเพื่อหลายคนถือว่าไม่ถูกต้อง แต่สามารถทำการเนียตเอียะติกาฟเพื่อตัวเองได้โทษอุทิสผลบุญเหล่านั้นแก่ผู้อื่น จะจำนวน 1 คน หรือหลายคน มีชีวิตหรือเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

    การถือศีลอดในเอียะติกาฟ

    1.ในช่วงเวลาเอียะติกาฟนั้นจะต้องถือศิลอด ดังนั้นผู้ใดที่ไม่สามารถถือศิลอดได้ เช่น คนเดินทาง คนป่วย สตรีที่มีประจำเดือน หรือนิฟาอ์ และผู้ที่ตั้งใจจะไม่ถือศิลอด เอียะติกาฟของเขาไม่ถูกต้อง

    2.ผู้เดินทาง และผู้ป่วยหากทำการเอียะติกาฟ ถือว่าไม่ถูกต้อง แต่สตรีที่มีประจำเดือนหรือนิฟาอ์ ไม่เพียงการเอียะติกาฟของนางจะไม่ถูกต้องแล้วแต่ทว่าการพำนักอยู่ในมัสยิดนางยังเป็นบาปอีกด้วย

    3.การเอียะติกาฟในวันอีดฟิตร อีดีรอัดฮา หรือสองวันก่อนอีดซึ่งวันที่สามไปตกอยู่วันอีดถือว่าไม่ถูกต้อง

    4.ไม่จำเป็นที่จะถือศีลอดเพื่อการเอียะติกาฟ ศิลอดทุกๆศิลอดถือว่าถูกต้องเช่น ในช่วงเอียะติกาฟ ถือศิลอดใช่ (กอฎอ)นัซ(บนบาน)…….

    5.หากผู้หนึ่งได้ทำการนัซ (บนบาน)ว่าจะถือศีลอดในช่วงเวลาที่ทำเอียะติกาฟ การถือศีลอดนัซ(บนบาน)เป็นหน้าที่ของเขา

     เอี๊ยะติกาฟ (إعْـتِـكافٌ)  อ่านว่า เอี๊ยะ-ติ-กาฟ ผันมาจากกริยาเดิมคือ ( عـَكَفَ ) อ้า-ก้า-ฟ่า โดยเพิ่ม อ้าลิฟกับตา เข้ามา ตามหลักภาษาแปลว่าการประจำอยู่ ณ สถานที่ไดสถานที่หนึ่งและอยู่ติด ฝังตัวกับสถานที่นั้นตลอดเวลา ส่วนคำนิยามตามศาสนบัญญัตินั้นนักนิติศาสตร์ได้ให้คำจำกัดความไว้มากมายโดยใช้คำที่ต่างกันแต่ความหมายที่ออกมาใกล้เคียงกัน ดังนี้

    1. ทรรศนะของสานุศิษย์อิหม่ามฮานาฟี คือ การพำนักอยู่ในมัสยิดญามิอฺ (หมายถึงมัสยิดที่ใช้ประกอบพิธีละหมาดญ่ามาอะห์) โดยมีการตั้งเจตนาเอี๊ยะติกาฟพร้อมกับถือศีลอดควบคู่ไปด้วย
    2. ทรรศนะของสานุศิษย์อิหม่ามมาลีกี คือ การที่มุสลิมซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วอยู่ประจำกับมัสยิดโดยมีการตั้งเจตนาเอี๊ยะติกาฟพร้อมกับถือศีลอดหนึ่งวันเพื่อเป็นการอิบาดะห์
    3. ทรรศนะของสานุศิษย์อิหม่ามชาฟีอี คือ การพำนักอยู่ในมัสยิดของบุคคลที่ศาสนากำหนดโดยมีการตั้งเจตนาเอี๊ยะติกาฟ
    4. ทรรศนะของสานุศิษย์อิหม่ามอะห์หมัด คือ การประจำอยู่ในมัสยิดเพื่อแสดงความภักดีต่ออัลเลาะห์ ด้วยกับรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้ กล่าวคือ ต้องเป็นมุสลิม มีสติสัมปชัญญะ สะอาดปราศจากฮ่าดัสใหญ่หรือสิ่งที่ทำให้จำเป็นต้องอาบน้ำวายิบ  

     

  • ดุอาอ์เดือนรอญับ

    ดุอาอ์เดือนรอญับ

    อ่า่นดุอาอ์นี้ทุกวันในเดือนร่อญับ ตอนเช้าและตอนเย็น ตอนหลังนมาซทั้งกลางวันและกลางคืน

     

    بِسْمِ اللّهِ الرَّحْمنِ الرَّحيمِ
    ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตาทั่วไป ผู้ทรงกรุณาเฉพาะผู้ศรัทธา

    يا مَنْ اَرْجُوهُ لِكُلِّ خَيْرٍ وَ آمَنُ سَخَطَهُ عِنْدَ كُلِّ شَرٍّ
    โอ้ผู้ที่ข้าฯมุ่งหวังยังพระองค์ในทุกๆความดีงามและข้าฯแสวงหาความปลอดภัยจากความโกรธกริ้วของพระองค์ที่มีต่อความชั่วร้ายทั้งมวล

    يا مَنْ يُعْطِى الْكَثيرَ بِالْقَلِيلِ يا مَنْ يُعْطِى مَنْ سَئَلَهُ
    โอ้ผู้ที่ให้อย่างมากมายต่อ(การภักดี)ที่น้อยนิด โอ้ผู้ที่ให้กับผู้ที่วอนขอ

    يا مَنْ يُعْطِى مَنْ لَمْ يَسْئَلْهُ وَمَنْ لَمْ يَعْرِفْهُ تَحَنُّناً مِنْهُ وَرَحْمَةً
    โอ้ผู้ที่ให้กับผู้ที่ไม่วอนขอและไม่รู้จักพระองค์ ด้วยความโปรดปรานและความเมตตา

    اَعْطِنِى بِمَسْئَلَتِى اِيّاكَ جَمِيعَ خَيْرِ الدُّنْيَا وَجَمِيعَ خَيْرِ اْلآخِرَةِ
    ได้โปรดประทานสิ่งที่ข้าฯวอนขอเพียงแต่พระองค์ในความดีงามทั้งมวลของดุนยา และความดีงามทั้งมวลของอาคิเราะฮ์

    وَاصْرِفْ عَنّى بِمَسْئَلَتِى اِيَّاكَ جَمِيعَ شَرِّ الدُّنْيَا وَشَرِّ الآخِرَةِ
    และได้โปรดแปรผันสิ่งที่ข้าฯวอนขอเพียงพระองค์ ออกจากข้าฯในความชั่วร้ายทั้งมวลในดุนยาและความชั่วร้ายในอาคิเราะฮ์

    فَاِنَّهُ غَيْرُ مَنْقُوصٍ مَّا اَعْطَيْتَ وَ زِدْنِى مِنْ فَضْلِكَ يا كَرِيمُ
    เพราะว่าแท้จริงพระองค์ไม่พร่องเลย(ในสิ่งที่พระองค์มี)ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทาน
    และได้โปรดเพิ่มพูนความประเสริฐของพระองค์แก่ข้าด้วย โอ้พระผู้ทรงเกียรติ

    يا ذَاالْجَلاَلِ وَالاِكْرَامِ يا ذَاالنَّعْماَّءِ وَالْجُودِ
    โอ้ผู้ทรงสิทธิ์แห่งความยิ่งใหญ่และเกียรติยศ
    โอ้ผู้ทรงสิทธิ์แห่งความโปรดปรานทั้งมวลและความเอื้ออาทร

    يا ذَاالْمَنِّ وَالطَّوْلِ حَرِّمْ شَيْبَتِى عَلَى النّار.ِ
    โอ้ผู้ทรงสิทธิ์แห่งการนิรโทษกรรมและการให้
    ได้โปรดหวงห้ามเคราของข้าฯจากไฟนรกด้วยเถิด