Category: ฮะดิษ/อะฮ์ลุลบัยต์

  • คนมีปมด้อย

    คนมีปมด้อย

    อิมาม ซอดิก (อ) กล่าวว่า

    ما مِنْ رَجُل تَجَبَّرَ أَؤ تَکَبَّرَ إلاّ لِذِلَّه یَجِدُها قِی نَفْسِهِ

    “ไม่มีคนใดที่แสดงความโอ้อวดและแสดงตนเหนือผู้อื่น นอกเสียจากว่าเขาพบปมด้อยที่มีในตัวของเขาเอง

    คำอธิบาย 

    มีผลสำรวจและคำยืนยันจากนักจิตวิทยาว่า ต้นตอของการโอ้อวดและการยกตนเหนือกว่าผู้อื่นมาจากปมด้อย 

    เป็นปมด้อยที่ผู้ที่ประสพกับปัญหาทางจิตนี้ต้องทนทุกข์ทรมาน  เพื่อเป็นการชดเชยและปกปิดปมด้อยของตัวเองจึงแสดงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่นซึ่งถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจยิ่ง 

    แต่การแสดงตนดังกล่าวนี้ไม่มีประโยชน์อันใดเลยนอกเสียจากว่ามันจะเผยปมด้อยให้คนอื่นได้เห็นและสร้างความน่ารังเกียจให้กับตัวเองเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

  • อย่าโอหัง

    อย่าโอหัง

     

    ما مِنْ رَجُل تَجَبَّرَ أَؤ تَکَبَّرَ إلاّ لِذِلَّه یَجِدُها قِی نَفْسِه

    อิมาม ซอดิก (อ) กล่าวว่า “ไม่มีคนใดที่แสดงความโอ้อวดและแสดงตนเหนือผู้อื่น นอกเสียจากว่าเขาพบปมด้อยที่มีในตัวของเขาเอง (more…)

  • การให้เกียรติและความรัก

    การให้เกียรติและความรัก

    لَیْسَ مِنَّا مَنْ لَمْ یُوَقَّرْ کَبیرَنا وَلَمْ یَرْحَمْ صَغیرَنا

    ท่านอิมามซอดิก (อ) กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่ให้เกียรติผู้ใหญ่และไม่มีความรักให้กับเด็ก ๆ เขาไม่ใช่พวกเรา”

    คำอธิบาย

    สังคมมนุษย์เหมือนกองคาราวานใหญ่ที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา  จากเป็นทารกที่เกิดจากครรภ์มารดา เติบโตเป็นผู้ใหญ่  จากผู้ใหญ่กลายเป็นคนชรา และในที่สุดก็จากโลกนี้ไป ไม่มีใครที่จะหลุดออกไปจากเส้นทางนี้ได้เลย

    ผู้สูงอายุที่ส่วนมากจะมีประสบการณ์และมีวิสัยทัศน์ที่มีความลึกซึ้งมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงด้วยแล้วจะเป็นสาเหตุของคุณประโยชน์มากมายในช่วงสมัยของพวกเขา ….

    ส่วนเยาวชนที่ยังเล็กอยู่ เพราะพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขาจะต้องได้รับความรัก พื้นฐานความสุขในอนาคตของพวกเขาจะถูกวางรากฐานโดยความเอาใจใส่ของผู้ใหญ่ นี่คือเส้นทางของสังคมมนุษย์ที่สูงส่ง

  • เก็บสะสมไว้ให้ตัวเองเถิด

    เก็บสะสมไว้ให้ตัวเองเถิด

    ما تَقَدَّمَ مِنْ خَیْر یَبْقَ لَکَ ذُخْرُهُ وَ ما تُؤَخّرُهُ یَکُنْ لِغَیْرِکَ خَیْرُهُ

              ท่านอิมามอาลี (อ) กล่าวว่า “สิ่งที่ท่านส่งไปแล้วก่อนหน้า  สิ่งนั่นจะถูกสะสมไว้สำหรับท่าน ส่วนสิ่งที่ตกค้างไว้หลังจากท่านประโยชน์ของมันจะตกเป็นของคนอื่น”

               คำอธิบาย

                 ความบ้าคลั่งในการเก็บสะสมทรัพย์ในโลกปัจจุบันมีมากมายนักเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา  สะสมกํนโดยไม่สนใจเลยว่าปรัชญาของการครอบครองทรัพย์สินคืออะไร ?

                  พวกที่เป็นบ้าเป็นหลังคิดแต่จะสะสมทรัพย์สิน ไม่สนใจแม้แต่น้อยเลยว่าจะได้ทรัพย์สินมาอย่างสุจริตหรือทุจริต ยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ไม่เคยคิดหรอกว่า ทรัพย์สินที่ตัวเขาไม่สามารถพาติดตัวไปตอนตายและก็ไม่สามารถใช้ให้หมดไปได้เหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากเป็นภาระให้กับผู้ครอบครองเท่านั้น ทรัพย์สินที่ต้องลำบากในการเก็บรวบรวมและสุดท้ายก็ต้องจากโลกนี้ไป 

    เหนื่อยที่ต้องหามาสะสม สุดท้ายไม่ได้ใช้ประโยชน์ซ้ำยังต้องมาแบบรับภาระอีก

     

  • วิเคราะห์สถานการณ์โลก ครั้งที่ 1

    วิเคราะห์สถานการณ์โลก ครั้งที่ 1

    บทเรียนวิเคราะห์สถานการณ์โลก ครั้งที่ 1
    โดย อ.ฟารีด เด่นยิ่งโยชน์

  • ความยุติธรรมและหลักธรรมาภิบาลของท่านอิมามอะลี(อ)

    ความยุติธรรมและหลักธรรมาภิบาลของท่านอิมามอะลี(อ)

    -ความยุติธรรมและหลักธรรมาภิบาลของท่านอิมามอะลี(อ)-

    ท่านศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวถึงความยุติธรรมของอิมามอะลีว่า…

     

    “มือของข้าและมือของอะลี เหมือนกันในความเป็นธรรมและความยุติธรรม   และผู้ที่รักษาสัญญาดีที่สุด และผู้ที่มีความทรงธรรมและยุติธรรมที่สุดของพวกท่านในเรื่องการแบ่งทรัพสิน และสิทธิของประชาชน ณ องค์อัลลอฮคือท่านอะลี”(อิมามอะลี บิน อะบีฎอลิบ หน้า ๔๙๒)

      ในวันแรกของการปกครองท่านอิมามอะลี ท่านได้ขึ้นมิมบัรปราศรัย ด้วยการสรรเสริญและสดุดีต่อองค์อัลลอฮ แล้วกล่าวว่า…”ขอสาบานต่ออัลลอฮ ตราบเท่าที่ฉันยังมีต้นอินทผาลัมอยู่ แม้เพียงต้นเดียว ฉันก็จะไม่หยิบเอาเงินส่วนกลางมาใช้เด็ดขาด  พวกท่านจงคิดให้ดีเถิด  ว่าเมื่อฉันไม่คิดที่จะเอาเงินกองกลางมาแบ่งปันให้กับตัวของฉันเลย แล้วฉันจะแบ่งปันให้กับพวกท่านได้อย่างไร? “

    อะกีลได้ลุกขึ้นยืนกล่าวว่า…” ท่านจะปฎิบัติต่อเราเหมือนกับชาวผิวดำที่อาศัยอยู่ในมะดีนะฮกระนั้นหรือ?”

    อิมาม “จงนั่งลงก่อนโอ้พี่ชาย  ไม่มีใครอีกแล้วใช่ใหมที่พูดเหมือนกับเจ้า  เจ้าไม่รู้ดอกหรือว่า ผู้ที่มีเกียรติกว่าและประเสริฐกว่ากัน คือคนที่มีความยำเกรง และอีหม่านเท่านั้น”

     

    อิมามอะลีได้กล่าวถึงผลร้ายของการกดขี่และการฉ้อฉลไว้ในคุฎบะฮที่ ๒๑๕ว่า…

    “ขอสาบานต่อองค์อัลลอฮ ถ้าหากยามค่ำคืนฉันได้ตื่นขึ้นมา ในสภาพที่ มือ เท้า และคอของฉันถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน  ฉันก็รู้สึกรักมันมากกว่า และรู้สึกสบายใจกว่าการที่ฉันได้พบกับองค์อัลลอฮและศาสนทูตของพระองค์ในวันกิยามะฮในสภาพที่ ฉันได้กดขี่และฉ้อฉลหรือขโมยทรัพย์สินของประชาชน  จะให้ฉันทำการกดขี่ผู้อื่นได้อย่างไร ในเมื่อฉันจะต้องรีบเดินทางไปสู่พระองค์และกลับคืนสู่พระองค์ได้ทุกเวลา ความหนุ่มจะเปลี่ยนเป็นความชรา ความแข็งแรงจะแปลเปลี่ยนเป็นความอ่อนแอลง และจะอยู่ในดินอันยาวนาน(เมื่อถูกนำไปฝัง)”

    ที่ดินทั้งหลาย ซึ่งกอ่นหน้านั้นคอลีฟะฮอุษมานได้ให้แก่เครือญาติ อิมามอะลีได้คืนให้กับบรรดามุสลิมแล้วกล่าวว่า..

    ..”ขอสาบานต่ออัลลอฮ ถ้าสิ่งใดที่อุษมานได้ยึดครองเอาไปจากพวกท่าน ฉันจะคืนกลับให้กับเจ้าของ และแม้กระทั้งที่สามีได้มอบให้กับภรรยา หรือได้ซื้อทาสมา(ฉันก็จะคืนให้กับพวกท่าน) เพราะว่าความยุติธรรม และความเป็นธรรมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่กว้างขวาง และใครก็ตามที่ไม่สามารถจะสร้างความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม ดังนั้นนับภาษาอะไรที่เขาจะหลีกห่างจากการกดขี่และการการฉ้อฉลไปได้”

       และหนึ่งจากคุฎบะฮของทานอิมามอะลี ได้กล่าวไว้ว่า…

     “โอ้ประชาชน จงรู้เถิดว่า แท้จริงมนุษย์ทุกคนไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นทาส แต่มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพและอิสรภาพ ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวหรือคนผิวแดง” ในขณะนั้นมัรวานได้หันไปยังตอลฮะฮ และซุบัยต์ กล่าวว่า  “ เป้าหมายจากคำพูดขออะลี คือเจ้าทั้งสอง”  และต่อมาท่านอิมามอะลีได้แจกเงินจากบัยตุลมาลแก่มุสลลิมคนละ สามดีนาร   และในขณะที่ท่านได้แจกเงินอยู่นั้น มีชาวอันศอรคนหนึ่งได้รับไปสามดีนาร ทำให้ชายชาวอันศอรอีกคนได้คัดค้านแล้วกล่าวว่า “โอ้อะลี เด็กผู้นี้เมื่อวานฉันได้ปล่อยให้เขาเป็นอิสระแล้ว(ไม่เป็นทาสอีกต่อไป) ท่านจะให้ส่วนแบ่งแก่ฉันเท่ากับเด็กน้อยผู้นั้นหรือ?” อิมามกล่าวว่า…” ฉันได้อ่านคัมภีร์ ซึ่งไม่มีสักบทหนึ่งที่กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างลูกหลานของอิสมาอีลและลูกหลานของอิสฮาก”(อัลวาฟี เล่ม ๓ หน้า ๒๐)

     

        คืนหนึ่งท่านอิมามอะลีได้ยุ่งอยู่กับการตรวจบัญชีทรัพย์สินกองคลังเงินบัยตุลมาล ทันใดนั้น ตอลฮะฮและซุบัยต์ได้เข้ามา และข้างหน้าอิมามอะลีมีไฟอยู่ดวงหนึ่ง แต่ไม่เปิด และอีกดวงได้เปิดอยู่  จนทำให้คนทั้งสองรู้สึกแปลกใจ ได้ถามอิมามว่า “ทำไมท่านได้ทำเช่นนั้น(ปิดดวงไฟที่อยู่ข้างหน้าแล้วเหลือไว้แค่หนึ่งดวง)?”

    อิมามกล่าวว่า…”เพราะว่าเชื้อเพลิงและน้ำมันในตะเกียงนั้น มาจากเงินกองกลาง(บัยตุลมาล) และฉันไม่เห็นว่าสมควรจะเปิดไฟเลยในการสนทนากับเจ้าทั้งสอง โดยการนำทรัพย์สินของกองกลางมาใช้”(อัลอิมาม อะลี บินอะบีฎอลิบ หน้า ๕๐๐)

         เซาดะฮ บุตรของอัมมาเราะฮ ฮะมาดานี  หลังจากที่ท่านอิมามอะลีได้เสียชีวิต ได้ไปฟ้องร้องกับมุอาวียะฮ ซึ่งมุอาวียะฮรู้จักเธอดี ในตอนสงครามซิฟฟีน ผู้หญิงคนนี้ได้เป็นแนวร่วมของฝ่ายอิมามอะลี และเธอยังได้ปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านเขา(มุอาวียะฮ) เธอได้เริ่มด้วยการกล่าวประณามต่อมุอาวียะฮว่า  “เจ้าลืมไปแล้วกระนั้นหรือในสงครามซิฟฟีน เจ้าได้ต่อต้านฝ่ายกองกำลังของท่านอะลี” ซียาดได้กล่าวว่า ..”เป้าหมายที่พูดมาคืออะไร?”

    เสาดะฮกล่าวว่า..” องค์อัลลอฮ ทรงมอบสิทธิต่างๆแก่มนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงคำนึงถึงสิทธินั้น  พระองค์จะเอาคืนจากเจ้าแน่   ใครก็ตามที่เป็นผู้ปกครองต่อเรา ได้รับแต่งจากเจ้า ถือเป็นการกดขี่และอธรรมยิ่ง และพวกเขาได้ใช้อำนาจบังคับต่างๆนานาต่อเรา ได้ยึดทรัพย์สินเงินทองของพวกเราไป   ถ้าเจ้าไม่ไปจัดการในเรื่องนี้ให้กับเรา พวกเราจะลุกขึ้นต่อต้านเจ้า

    มุอาวียะฮกล่าวว่า..”เจ้าจะขู่ข้ากระนั้นหรือ?  ข้าจะสั่งให้ทหารนำเจ้าขึ้นบนหลังอูฐ ไปไว้สถานที่เลวร้ายที่สุด  และขังเจ้าไว้ จนกว่าพวกเขาจะพอใจแล้วจะนำเจ้ากลับมา”

    เซาดะฮได้ถึงกับคอตก แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวต่อว่า…” ขอสรรเสริญต่อองค์อัลลอฮต่อดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์ ผู้ซึ้งได้เสียชีวิตไป แต่ความดีของเขายังคงตราตรึงในหัวใจของข้า เขาคือผู้อยู่กับคำมั่นสัญญา อยู่กับความถูกต้องเสมอ เขาไม่เคยแลกความถูกต้องกับสิ่งใดเลย ความสัจจะและความถูกต้องและพลังอีหม่านของเขารวมอยู่ในตัวของเขาตลอดมา”

    มุอาวียะฮกล่าวว่า “เป้าหมายของเจ้าคือใคร?”

        เสาดะฮกล่าวว่า…” เขาผู้นั้นคื อท่านอะลี บินอะบีฎอลิบ ฉันเคยรับใช้เขา และฉันเคยได้ฟ้องร้องในเรื่องเงินซากาตกับเขา ซึ่งในขณะที่ฉันไปถึง เขากำลังนมาซ แต่เมื่อเขานมาซเสร็จเห็นฉันมา เขารีบเข้ามาหาฉัน พลางกล่าวด้วยความอบอุ่นและเมตตาว่า “ทานมีปัญหาอะไรกระนั้นหรือ ที่จะให้ฉันช่วยเหลือ?”

    ฉันกล่าวว่า .”ใช่ ฉันมีเรื่องจะฟ้องร้องกับท่าน”

    ฉันได้เห็นน้ำตาของท่านได้ใหลออกมา แล้วกล่าวว่า…

     

    “โอ้อัลลอฮ พระองค์เป็นพยานต่อข้าด้วยเถิดและต่อประชาชน แท้จริงข้าฯไม่เคยกล่าวสอนต่อประชาชนให้ฉ้อฉลหรือกดขี่ผู้ใดเลยในสิทธิต่างๆของเขา”

     ท่านอิมามอะลีได้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วเขียนว่า “เจ้าคือสักขีพยาน ต่อองค์อัลลอฮ เพื่อที่จะให้เจ้าทำการค้าที่ถูกต้องและสมบูรณ์  เจ้าอย่าได้ยึดทรัพย์สินหรือคดโกงทรัพย์ของประชาชนอย่างเด็ดขาด  อย่าได้สร้างความเสียหายบนพื้นดินหลังจากที่ได้ถูกบูรณะและฟื้นฟูขึ้นแล้ว  หลังจากที่เจ้าได้อ่านจดหมายของข้าแล้ว ทรัพย์สินที่ได้สั่งให้เจ้ารวบรวมไว้ จงเก็บรักษามันไว้ จนกระทั้ง เขาจะมารับคืนจากเจ้า   “

         จดหมายนั้นฉันยังจำมันได้  ขอสาบาน ท่านอะลีไม่เคยกล่าวตะกอกหรือดุว่าร้ายต่อข้า  และฉันก็ได้นำทรัพย์สินนั้นให้กับชายผู้นั้น แล้วเขาก็จากไป”

      เมื่อมุอาวียะฮได้ยินเรื่องที่นางเซาดะฮเล่าให้ฟัง กล่าวว่า “ ทุกสิ่งที่เธอต้องการและเรียกร้อง จดบันทึกไว้ แล้วคืนให้กับเธอไป และนำเธอกลับบ้านด้วยความปลอดภัย”(สะฟีนะตุลบิฮาร เล่ม ๑ หน้า ๖๗๑)

  • อิมามอาลีในสงครามปกป้องศาสนา

    อิมามอาลีในสงครามปกป้องศาสนา

    อิมามอาลีในสงคราม

    ตลอดระยะเวลาสิบปีหลังการอพบยบของท่านศาสดาและบรรดาสาวกมามะดีนะฮ์ รัฐอิสลามของท่านศาสดา กลุ่มยิวและคริสต์ให้การสนับสนุนพวกมุชริกในการต่อต้านและทำสงครามกับมุสลิม ทำให้มุสลิมต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง สงครามระหว่างมุสลิมกับพวกมุชริกที่ได้เกิดขึ้นเกือบจะทั้งหมดเป็นสงครามในรูปแบบการปกป้องตนเอง และในทุกสงครามที่เกิดขึ้น อิมามอาลี คือผู้กล้าและนักรบคนสำคัญอย่างไม่มีใครปฏิเสธได้  

    อิมามอาลีในสงครามบะดัร

    สงครามแรกที่เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมกับศัตรูคือสงครามบะดัร ฝ่ายศัตรมีกองกำลังจำนวนถึง ๙๕๐ คน จัดทัพมาพร้อมอาวุธครบมือ เดออกมาจากนครมะกะฮ 

    ส่วนฝ่ายศาสดา(ศ)มีกองกำลังแค่เพียง ๓๑๓ คนได้เดินทางออกจากมะดีนะฮ ทั้งสองกองทัพมาเผชิญหน้ากันในพื้นที่ที่มีชื่อเรียกว่า  “บะดัร” เนื่องจากกองกำลังของมุสลิมมีจำนวนน้อยกว่า ทำให้อุตบะฮกล่าวว่า พวกเจ้ามีจำนวนน้อยกว่ามิคู่ควรที่จะรบกับเราให้พวกเจ้าส่งหัวหน้าของพวกเจ้ามาสู้กับพวกเราตัวต่อตัวจะดีกว่า

    ท่านศาสดา (ศ) ส่งท่านอิมามอะลี ท่านฮัมซะฮ และท่าอุบัยดะฮ ออกไป ท่านอิมามอะลีสู้กับวะลีด ท่านฮัมซะฮสู้กับชัยบะฮ ส่วนท่านอุบัยดะฮสู้กับอุตบะฮ  ในสนามรบทั้งสามรบกับศัตรูอย่างกล้าหาญจนฝ่ายอิสลามได้รับชัยชนะ

     

    อิมามาอาลีใน สงครามอุฮุด

    บรรดาพวกมุชริกมีความเจ็บแค้นเป็นอย่างมาก หลังจากประสบความพ่ายแพ้ในสงครามบะดัร ก็ได้คิดวางแผนจะจู่โจมฝ่ายมุสลิมเพื่อล้างแค้น จึงได้เคลื่อนทัพ จนมาถึงภูเขาอุฮุด   และพวกมุชริกได้เตรียมกองพลถึง๕๐๐๐นาย ที่จะเผชิญหน้ากับฝ่ายของศาสดามุฮัมมัด ส่วนฝ่ายของมุสลิมก็มีกองกำลังอยู่ก็ไม่น้อย  ฝ่ายมุสลิมวางยุทธศาสตร์ในการรบครั้งนั้นด้วยการขั้นตีวงลอ้มภูเขาอุฮุดเพื่อไม่ให้ศัตรูบุกโจมตีโอบทางด้านหลังของภูเขา

       สงครามเริ่มขึ้นโดยทหารฝ่ายศัตรูควบม้ามุ่งมาหาท่านฎอลฮะฮ บิน อะบีฎอลฮะฮ และท้าทายให้สู้รบแบบตัวต่อตัว แต่ไม่มีใครกล้า ท่านอิมามอะลี จับดาบเดินไปตามคำท้าทาย    ทหารผู้นั้นกล่าวว่า…” ข้ารู้อยู่แก่ใจแล้วว่าคงไม่มีใครกล้าหาญจะประมือตัวต่อตัวกับข้าหรอก นอกจากเจ้าเท่านั้น โอ้อะลี” 

      ทันใดนั้นทหารผู้นั้นได้เอาดาบฟันอิมามอะลี แต่ท่านอิมามอะลีได้ปกป้องรับด้วยโล่เอาไว้ได้ และแล้วอิมามอะลีได้เอาดาบฟันไปที่ศรีษะของทหารผู้นั้น จนตกลงพื้นดินและเสียชีวิตทันที 

          ต่อมา มุเศาะอับ พี่ชายของฎอลฮะฮ ได้จับดาบสู้กับอิมามอะลี แต่แล้วเขาก็ถูกฟันที่เท้าและตายในสนามรบ และใครเข้ามาสู้รบกับท่านอิมามอะลี ก็จะได้รับความตายกลับคืนไป.

           นี่คือพลานุภาพของกองกำลังมุสลิมเหนือพวกมุชริกในเวลานั้น แต่ทว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นในสงครามอุฮุด คือชัยชนะเป็นของฝ่ายศัตรู เนื่องจากทหารบางกลุ่มของฝ่ายมุสลิมที่เฝ้าดูอยู่บนภูเขาอุฮุด ได้หลงใหล ลโมบต่อทรัพย์สินในสงคราม จึงได้เททะลักกันลงมาจากภูเขาเพื่อรอรับส่วนแบ่งทรัพย์สินที่ยึดได้จากสงคราม จนทำให้ฝ่ายศัตรูตะวัดหลัง กลับขึ้นสู่ภูเขาซึ่งเป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการที่เอาชนะฝ่ายมุสลิมในครั้งนั้น จนทำให้ ฝ่ายมุชริกได้ฆ่าและสังหารฝ่ายมุสลิมไปจำนวนมาก 

          อิมามอะลีได้ยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กับท่านศาสดา(ศ) ท่านอิมามอะลีจะปกปอ้งท่านศาสดาสุดชีวิต จนกระทั้งอิมามอะลีได้รับบาดแผลจากการสู้รบถึง ๙๐ บาดแผลและจากเหตุการณ์ครั้งนั้นญิบรอฮีลได้กล่าวว่า

    …” ไม่มีดาบใด(ที่จะยิ่งใหญ่) นอกจากเป็นดาบซุลฟิกอร และไม่มีชายหนุ่มใด(ที่จะยิ่งใหญ่) นอกจากท่านอะลี”

    ญิบรอฮีลได้กล่าวว่า…”โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ ท่านไม่เห็นการเสียสละของชายผู้ยิ่งใหญ่ เช่น อะลีดอกหรือ?”

    ท่านศาสดากล่าวว่า..” แท้จริงฉันมาจากเขา และเขามาจากฉัน”

    ญิบรอฮีลกล่าวต่อว่า…”และฉันมาจากท่านทั้งสอง”

     

    สงครามคอนดัก

    สงครามครั้งนี้บรรดาพวกมุชริกได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยทิ้งความขัดแย้งภายในของพวกเขา แล้วมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านฝ่ายอิสลาม และพวกเขาถือว่าอิสลามและมุสลิมคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเขา พวกมุชริกได้ให้การสนับสนุนกันและกันทั้งทรัพย์สินและกำลังพล ดังนั้นพวกเขาเดินทางและยกทัพกันมายังเมืองมะดีนะฮหมายที่จะขยี้อิสลามและมุสลิมใหสิ้นซาก  

       ท่านศาสดามุฮัมมัดได้ปรึกษาหารือกับบรรดาศอฮาบะฮในการรับมือกับพวกมุชริกในสงครามครั้งนั้น ต่างคนก็ได้แสดงทัศนะในการสู้รบและแนะนำยุทธวิธีต่างๆ แต่แล้วทุกคนได้ยอมรับทัศนะของท่านซัลมาน ฟัร ซี

       ซัลมาน ฟัรซีได้กล่าวว่า “ พวกเราต้องขุดหลุมให้รอบๆ เพื่อไม่ให้ศัตรูจู่โจมเข้ามายังเรา และไม่สามารถจะเข้าถึงฐานทัพและเมืองมะดีนะฮของพวกเราได้”

        ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้เห็นด้วยกับยุทธิวิธีที่ท่านซัลมาน ฟัรซีนำเสนอ ดังนั้นท่านศาสดา(ศ)ได้ลงมือขุดหลุม พร้อมกับบรรดาสาวก เมื่อกองทัพของฝ่ายศัตรูได้เข้ามาเผชิญหน้ากับฝ่ายมุสลิม ซึ้งพร้อมที่จะทำสงคราม   ทางฝ่ายมุชริกได้ส่ง ทหารชายจกรรย์ ชื่อว่า อัมรุ บิน อับดิวัด เป็นนักสู้ที่มีชื่อเสียงมากของอาหรับ และเป็นคนที่แข็งแรง ร่างกายกำยำทีเดียว

        มีเพียงคนเดียวของฝ่ายมุสลิมที่หาญกล้าในการจะสู้กับอัมรุ อับดุวัด คือ ท่านอิมามอะลี(อ) เมื่อท่านอะลีเดินเข้าไป อัมรุ อับดุวัดกล่าวว่า “ถอยไป  ข้าไม่ปรารถนาจะฆ่าเจ้า”

    อิมามอะลี(อ).กล่าวว่า.” เจ้าเคยให้สัญญากับพระเจ้าของเจ้าไว้ไม่ใช่หรือว่า ถ้ามีใครจากกุเรชได้ขอต่อเจ้า ในสิ่งที่ต้องการสองประการ เจ้าจะให้เขาหนึ่งอย่าง”

    อัมรุ อับดุวัดกล่าวว่า..”ใช่ ข้าสัญญาไว้  เจ้าต้องการอะไร?”

    อิมามอะลี” ข้าเชิญชวนเจ้าสู่อัลลอฮและศาสนทูตของพระองค์  และต่ออิสลาม”

    อัมรุ อับดุวัด “ข้าไม่ต้องการสิ่งนั้น”

    อิมามอะลี “นั้นเตรียมพร้อมได้เลย(ที่จะตาย)”

    อัมรุ อับดุวัด “กลับไปเสียเถอะ ฉันกับบิดาของเจ้าเคยดีต่อกัน ข้าไม่ต้องการจะฆ่าเจ้า”

    อิมามอะลี “ แต่ทว่าข้าปรารถนาที่จะฆ่าเจ้า ขอสาบานต่ออัลลอฮ ตราบเท่าที่เจ้ายังได้ดื้อดึงต่อการยอมรับสัจธรรม”

    อัมรุ อับดุวัด ได้ลงจากหลังม้า แล้วเอาดาบฟันไปที่อิมามอะลี แต่อิมามอะลีใช้ดาบรับแล้วฟันสวนกัน และทำให้ดาบของอัมรุ อับดุวัด ตกลงพื้น  ดังนั้นอิมามอะลีได้ฟันไปที่ขาของเขา และได้สังหารเขา และได้ตายในที่สุด

       บรรดาสาวกของศาสดาเมื่อได้เห็นชัยชนะที่อิมามอะลีได้สังหาร อัมรุ อับดุวัด พวกเขาได้วิ่งกันเข้ามาหาท่านอิมามอะลี และแสดงความดีใจต่อชัยชนะครั้งนั้น(อิรชาด เชคมุฟีด หน้า๔๔-๔๕)

     

    สงครามฆัยบัร

     ครั้งเมื่อกองทัพของท่านศาสดาและทหารของมุสลิมได้มาถึงใกล้กับที่พักและป้อมปรากาฬของชาวยิว เรียกว่า”ฆัยบัร”นั้น  ท่านศาสดาได้รับสั่งให้ทุกคนหยุด และรับสั่งให้ทุกคนอ่านบทดุอาขอพรต่อองค์อัลลอฮและให้จัดที่พัก ณ สถานที่นั้น

       ท่านอิมามอะลี ได้ประสบกับปัญหาอย่างหนึ่งในขณะนั้น คือท่านเจ็บตาเป็นอย่างมาก ไม่สามารถจะออกไปทำสงครามได้ ดังนั้นศาสดาได้เรียกอะบูบักรมา และมอบธงให้กับอบูบักร ดังนั้นอบุบักรกับทหารกลุ่มหนึ่งได้มุ่งหน้าไปยังสนามรบ แต่ทว่ากลับมา ในสภาพที่ปราชัย ไม่สามารถเอาชนะฝ่ายศัตรูได้  และยังทำให้มุสลิมมีอาการขวัญหนีดีผ่อ ตกใจ และกลัว

       ท่านศาสดากล่าวว่า…

    “ ธงแห่งชัยชนะนี้ ไม่ใช่เป็นของพวกเขา(ศอฮาบะฮ) ไปเรียกอะลี มาหาฉันเดียวนี้”

     

    ท่านศาสดากล่าวอีกว่า…

    ” จงนำเขาผู้นั้นมาหาฉันเดียวนี้  แล้วพวกท่านจะเห็นว่า เขาผู้เป็นผู้ที่อัลลอฮและศาสดารักเขา และเขารักอัลลอฮและรักศาสดา เขาจะนำธงแห่งชัยชนะสู่อิสลาม และเขาไม่มีวันหนีทัพอย่างเด็ดขาด “

      ดังนั้นบรรดาศอฮาบะฮได้นำท่านอิมามอะลีมายังท่านศาสดา “  ท่านศาสดากล่าวว่า “เจ้าเป็นอะไรไป ไม่สบายใจเรื่องอะไรโอ้ อาลี?”

    อิมามอะลีกล่าวว่า “ข้ารู้สึกปวดหัวและเจ็บดวงตามาก”

    ดังนั้นท่านศาสดาได้อ่านดุอา และได้เอาน้ำลายของท่านแตะไปที่ดวงตาและศรีษะของอะลี ทันใดนั้นท่านก็ได้หายจากความเจ็บและความปวด   ท่านอิมามอะลีได้เอาธงไว้ในมือ และเตรียมพร้อมฟังคำสั่งของศาสดาในการสู้รบกับฝ่ายศัตรู

    ท่านศาสดากล่าวว่า…” โอ้อะลี ญิบรออีลจะร่วมรบกับเจ้าด้วย ชัยชนะอยู่กับเจ้าแต่เพียงผู้เดียว พระองค์อัลลอฮทรงทำให้หัวใจของพวกเขารู้สึกกลัวต่อเจ้า  เพราะว่าพวกเขาได้พบสิ่งที่ถูกทำนายไว้ในคัมภีร์ของพวกเขาว่า.. “นามของผู้ที่จะทำให้พวกเขา(ยะฮูดี)ปราชัย ชื่อว่า อีลียา(คืออะลี ในภาษาอาหรับ)” 

        เมื่อเจ้าไปถึงยังพวกยิวเหล่านั้น บอกพวกเขาว่า ฉันชื่ออะลี ด้วยพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮ พวกเขาจะหวาดกลัวและไม่กล้าเผชิญหน้า”(อีรชาด ๕๗)

       ท่านอิมามอะลีได้มุ่งสู่สมรภูมิรบ และเป็นคนแรกที่เปิดฉากรบกับทหารคนหนึ่งของพวกยะฮูดีย์มีชื่อว่ามัรฮับ ฆัยบะรี  เขาเป็นทหารทรงพลังและเข้มแข็งมาก เป็นนักสู้และนักรบของชาวยิวที่มีความโดดเด่นและโด่งดัง อิมามอะลีได้จู่โจมเข้าหาทหารผู้นั้น  แล้วอิมามอะลีกล่าวบทกลอนหนึ่งว่า..

     

     “ ข้าคือ ผู้ที่มารดาของข้าได้ตั้งชื่อว่า ฮัยดัร”

    เมื่มัรฮับได้ยินสิ่งทีอิมามอะลีกล่าว  เขาได้นึกถึงคำพูดของบรรพบุรุษผู้รู้ของเขา ที่กล่าวกับเขาว่า “ท่านจะเอาชนะกับทุกคนได้หมดในการต่อสู้ ยกเว้นผู้หนึ่งที่มีชื่อว่าฮัยดัร และท่านจะถูกฆ่าอย่างแน่นอน”

      มัรยับต้องการจะหนีทับ ทันใดนั้นชัยฎอนเข้ามายุแย่ว่า เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฮัยดัรที่บรรพบุรุษผู้รู้ได้ทำนายไว้ จะเป็นคนนี้ เพราะคนที่ชื่อฮัยดัรมีมากมายในโลก  ดังนั้นเขาได้มุ่งเข้าไปสู่สนามรบอีกครั้ง เขาได้ฟันไปที่อิมามอะลีจนท่านได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ทว่าท่านอะลี ได้ใช้คมดาบนั้นสังหารเขาในที่สุด เมื่อชาวยิวได้เห็นเช่นนั้น ต่างก็ได้วิ่งเข้าไปหลบอยู่ในป้อมปรากาฬฆัยบัรแล้วปิดประตูฆัยบัรนั้น แต่ท่านอิมามอะลีได้เปิดประตูฆัยบัรออก ซึ่งประตูนั้นจะต้องใช้คนเปิดถึงยี่สิบคนทีเดียว แล้วฝ่ายมุสลิมบุกเข้ามาโจมตีพวกยิว  และในที่สุดพวกยิวได้จำนน ชัยชนะเป็นของฝ่ายมุสลิม(บิฮารุลอันวารเล่ม ๒๑/๑๖)

     

     

  • อัรบาอีน การแสวงบุญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    อัรบาอีน การแสวงบุญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    อัรบาอีน การแสวงบุญที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ทำไมเราไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน?

    การเคลื่อนไหวเพื่อแสวงบุญนี้ไม่ใช่ฮัจญ์หรือเทศกาลมหากุมภะเมลาของชาวฮินดู การเคลื่อนไหวนี้เรียกว่า `อัรบาอีน’ และเป็นการรวมตัวที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมมากที่สุดในโลก คุณอาจไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน..

    ไม่เพียงแต่การรวมตัวนี้จะมีจำนวนมากกว่าผู้แสวงบุญในมักกะฮ์เท่านั้น (มากกว่าฮัจญ์ 5 เท่า) ยังมีความสำคัญและน่าสนใจมากกว่าเทศกาล  ٌมหากุมภะเมลาٌ  ด้วย เนื่องจาก มหากุมภะเมลาจัดขึ้นเพียงครั้งเดียวทุกสามปี แต่อัรบาอีนจัดขึ้นทุกปีและผู้เข้าร่วมในปีที่แล้วมีถึง 21.1 ล้านคน และกล่าวได้โดยชัดเจนก็คือ มันบดบังปรากฏการณ์การรวมตัวอื่น ๆ ของมนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้ปัจจุบันนี้ไปแล้ว

    ที่สำคัญที่สุดอัรบาอีนเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากที่สุดก็เนื่องจากถูกจัดขึ้นในสถานการณ์ตึงเครียดและอันตรายทางภูมิรัฐศาสตร์ มีกลุ่มก่อการร้ายอย่าง ISIS ที่ถือว่าชีอะอฮ์เป็นศัตรูทางสายเลือดที่สำคัญ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรทำให้กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้โกรธเคืองมากไปกว่าการได้เห็นผู้แสวงบุญชาวชีอะฮ์รวมตัวกันเพื่อแสดงความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา

    อัรบาอีนมีความพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่ว่า ท่านจะเห็นได้ชัดว่าเป็นพิธีของชาวชีอะฮ์แต่ชาวซุนนีและแม้แต่ชาวคริสต์ , Yazidis, Zoroastrians ฯลฯ ก็มีส่วนร่วมในพิธีนี้ทั้งในฐานะผู้แสวงบุญและในฐานะผู้รับใช้ของผู้แสวงบุญด้วย

    หากเราใส่ใจกับลักษณะเฉพาะของพิธีกรรมทางศาสนา เราจะเห็นว่าเหตุการณ์นี้มีความสำคัญเพียงใด และอัรบาอีนนี้น่าจะมีความหมายเดียวเท่านั้นคือ  ผู้คนทั้งหลายที่มาร่วม – โดยไม่คำนึงถึงสีผิวและเชื้อชาติ – ถือว่าฮุเซน บิน อาลี เป็นทุกสิ่งที่ครอบคลุม ไร้ขอบเขตและข้ามผ่านสัญลักษณ์ทางศาสนา เสรีภาพและการเสียสละ

    แต่ทำไมเราไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับพิธีนี้เลย? อาจเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าสื่อโดยทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขามีอคติกับศาสนาอิสลาม ต้องการฉายภาพเชิงลบ สีดำและสุดขั้ว มากกว่าการเล่าเรื่องเชิงบวกและสิ่งที่สร้างความหวังกับผู้คน หากผู้ประท้วงต่อต้านการเข้าเมืองสองสามพันคนรวมตัวกันที่ถนนในลอนดอน พวกเขาจะตกเป็นข่าวพาดหัวตัวโต หรือการเดินขบวนเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงหรือการชุมนุมต่อต้านปูตินในรัสเซียจะได้รับความสนใจ แต่การรวมตัวของ 21.1 ล้านคนในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความอยุติธรรมนั้นกลับไม่มีพื้นที่ข่าวเลยไหนเลยแม้แต่ในสื่อกระแสหลัก

    การเคลื่อนไหวที่งดงามนี้ถูกเก็บเงียบไว้แม้ว่ามันจะมีองค์ประกอบทั้งหมดของปรากฏการณ์ที่น่าประทับใจ องค์ประกอบต่าง ๆ เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมที่มากมายน่าประทับใจ ความสำคัญทางการเมือง สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด และความคิดริเริ่ม แต่ถ้าข่าวนี้หลุดมือบรรณาธิการฝ่ายข่าวก็คงจะเป็นเพราะกระทบกระเทือนในวงกว้าง

    ในนิตยสาร independent magazine เขียนว่าในบรรดาผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ได้รับอิทธิพลจากอัรบาอีนคือเด็กชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีใครเปลี่ยนศาสนาของใครได้ง่าย ๆ  เขาเล่าว่า ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 2546 คืนหนึ่งขณะที่เขากำลังดูข่าวความเคลื่อนไหวของผู้คนนับล้านที่มุ่งหน้าไปยังเมืองกัรบะลาอ์ เขาได้บังเอิญไปเจอชื่อบุคคลที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนคือ  “ฮุเซน” เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ และในเหตุการณ์ที่ถ่ายทำทั่วโลกโลกสามารถเห็นการเคลื่อนไหวที่ก่อนหน้านี้ถูกห้ามในอิรัก

    เมื่อระบอบ Ba’athist และ Sunni ล่มสลายในอิรัก ผู้ชมชาวตะวันตกต่างอยากเห็นว่าชาวอิรักซึ่งตอนนี้เป็นอิสระจากการควบคุมของเผด็จการจะมีปฏิกิริยาอย่างไร “สาธารณรัฐแห่งความหวาดกลัว” ได้ล่มสลาย เด็กหนุ่มชาวออสเตรเลียรายนี้กล่าวว่า  เขาถามตัวเองอยู่เสมอว่ากัรบะลาอยู่ที่ไหน และทำไมทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังที่นั้น ฮุเซน คือใครที่สร้างความปรารถนาที่ทำให้ผู้คนมาคร่ำครวญถึงเขาหลังจากสิบสี่ศตวรรษ?

    เด็กหนุ่มยังเล่าว่าสิ่งที่เขาเห็นในรายงานหกสิบวินาทีนั้นน่าตกตะลึง เพราะภาพนี้ไม่เหมือนที่เขาเคยเห็นมาก่อน ความผูกพันที่แน่นแฟ้นทำให้ผู้คนเป็นเหมือนเศษเหล็ก ยิ่งเข้าใกล้อำนาจแม่เหล็กของฮุเซน ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เด็กหนุ่มชาวออสเตรเลียยังกล่าวอีกว่า : หากคุณต้องการเห็นศาสนาที่ให้ชีวิตและมีชีวิต ให้มาที่กัรบะลา

    เด็กหนุ่มยังเสิรมอีกว่ามันน่าฉงนมากที่ชายผู้ถูกฆ่าเมื่อ 1396 ปีก่อน ยังมีชีวิตอยู่และปัจจุบันจนคนนับล้านถือว่าความเจ็บปวดของเขาเป็นความเจ็บปวดของตัวเองด้วย?ชาวมุสลิมเรียก ฮุเซน หลานชายของ มุฮัมมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม ซัยยิดุชชุฮาดาฮ์ (นายของผู้พลีเพื่อศาสนา) เขาถูกฆ่าตายในกัรบะลาและในวันอาชูรอเพราะลุกขึ้นต้อต่อต้านผู้นำผู้ชั่วร้ายยาซิด เขาและครอบครัวของเขาถูกล้อมอยู่ในทะเลทรายโดยกองทัพ 30,000 คนและขาดอาหารและน้ำ และในที่สุดพวกเขาก็ถูกตัดศีรษะและร่างกายของพวกเขาก็ถูกม้าเหยียบ

    Edward Gibbon นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษเขียนว่า : “เรื่องราวอันน่าสลดใจของ ฮุเซน ที่เสียชีวิตจะปลุกเร้าอารมณ์ของผู้อ่านที่อกหักทุกคน” ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชาวชีอะต์ไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของฮุสเซนในวันอาชูรอและอัรบาอีน ในหลายประเพณีของอิสลาม การไว้ทุกข์เป็นเวลาสี่สิบวันถือเป็นเรื่องปกติ

    เด็กหนุ่มกล่าวว่า ข้าพเจ้าเดินทางไปเมืองกัรบะลา เมืองของบรรพบุรุษของเรา เพื่อค้นหาว่าเหตุใดเมืองนี้จึงล้นหลามไปด้วยผู้คน ฉันสังเกตว่าแม้แต่เลนส์กล้องที่ใหญ่ที่สุดก็ยังเล็กเกินกว่าจะจับภาพจิตวิญญาณของชุมชนที่หลงใหลฮุเซนแต่สงบและปลอดภัยนี้ได้

    ฝูงชนชายหญิง (ส่วนใหญ่สวมฮิญาบสีดำ) และเด็ก ๆ เติมเต็มจากปลายข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง ประชากรมีขนาดใหญ่มากจนต้องปิดกั้นถนนหลายร้อยไมล์ ระยะทาง 425 ไมล์จากเมืองท่าบาสราถึงกัรบะลาเป็นทางยาวไกลที่ปกติจะเดินทางโดยรถยนต์ แต่สำหรับงานนี้ ผู้คนต้องเดินเท้า ผู้แสวงบุญใช้เวลาสองสัปดาห์เต็มในการเดินบนเส้นทางนี้ ผู้คนต่างวัยต่างเดินบนเส้นทางนี้ภายใต้แสงแดดที่แผดเผาในตอนกลางวันและความหนาวเย็นเข้ากระดูกในตอนกลางคืน เส้นทางไม่เรียบและผ่านจุดรวมตัวของผู้ก่อการร้ายและผ่านสถานที่อันตราย ผู้แสวงบุญไม่มีแม้แต่เครื่องมือพื้นฐานเพียงนำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปพร้อมกับความรักอันร้อนแรงที่พวกเขามีต่อ ฮุสเซน โดยถือธงและป้ายที่บอกถึงจุดประสงค์ของการเดินทาง ป้ายที่บอกว่า “ชีวิตหลังฮุสเซนไร้ค่า”

    ที่จริงข้อความนี้เป็นคำพูดที่กล่าวโดยอับบาส น้องชายของฮุเซนและเป็นผู้บัญชาการรบที่ฮุเซนไว้ใจ อับบาสก็ถูกฆ่าตายในสมรภูมิกัรบะลาในปีค.ศ. 680 เมื่อเขาพยายามไปตักน้ำให้หลานชายและหลานสาวของเขา

    ส่วนหนึ่งของเส้นทางแสวงบุญที่ทำให้ผู้มาเยี่ยมเยียนทุกคนต้องตะลึงคือขบวนแห่หลายพันขบวนพร้อมครัวเคลื่อนที่ซึ่งสร้างขึ้นโดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามเส้นทางแสวงบุญ ขบวนเป็นสถานที่ที่จัดให้ตามความต้องการของผู้แสวงบุญ ตั้งแต่อาหารสดไปจนถึงสถานที่พักผ่อน ตั้งแต่โทรศัพท์ระหว่างประเทศฟรีไปจนถึงเปลเด็ก ทุกอย่างฟรี อันที่จริงผู้แสวงบุญไม่จำเป็นต้องพกอะไรนอกจากเสื้อผ้าของพวกเขาในเส้นทาง 400 ไมล์นี้ ที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่านั้นคือวิธีที่ผู้แสวงบุญได้รับเชิญให้กินและดื่ม จะมีผู้คนเข้ามาขอร้องให้ผู้แสวงบุญยอมรับข้อเสนอของพวกเขา บ่อยครั้งข้อเสนอนี้รวมถึงบริการเต็มรูปแบบสำหรับกษัตริย์คนหนึ่ง ขั้นแรกให้นวดเท้าของคุณ จากนั้นพวกเขาก็ให้อาหารอร่อยแก่คุณ จากนั้นพวกเขาเชิญคุณพักผ่อนในขณะที่พวกเขาจัดไว้ ซักและรีดเสื้อผ้าของคุณ แน่นอนว่าพวกเขาทำทั้งหมดนี้ด้วยความภาคภูมิใจ

    เพื่อให้ท่านเข้าใจเรื่องราวมากมายและให้ความสนใจกับประเด็นนี้ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวในเฮติและด้วยการสนับสนุนและความเห็นอกเห็นใจของชาวโลก โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติได้ประกาศว่าด้วยความพยายามอันยิ่งใหญ่ ได้ส่งมอบอาหารไปแล้วกว่าครึ่งล้านมื้อ กองทัพสหรัฐฯ ได้จัดหาทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากหน่วยงานของรัฐบาลกลางและประกาศว่าได้ส่งมอบอาหาร 4.9 ล้านมื้อให้กับชาวเฮติในช่วงห้าเดือนหลังภัยพิบัติ  ตอนนี้ถ้าเปรียบเทียบสิ่งนี้กับอาหารมากกว่า 50 ล้านมื้อต่อวันในช่วง อัรบาอีน ซึ่งเท่ากับประมาณ 700 ล้านมื้อตลอดระยะเวลาของกิจกรรมนี้ อาหารทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้จัดหาให้โดยองค์การสหประชาชาติหรือองค์กรการกุศลระหว่างประเทศอื่น ๆ แต่โดยคนงานที่ยากจนและชาวนาที่รักการบริการผู้แสวงบุญและช่วยชีวิตตลอดทั้งปี มันไม่น่าสนใจหรอกหรือ

  • การเก็บรักษาและการเขียนบันทึกฮะดิษ

    การเก็บรักษาและการเขียนบันทึกฮะดิษ

    การเก็บรักษาและการเขียนบันทึกฮะดิษ

    น่าจะไม่มีข้อสงสัยและข้อครางแครงใจเลยว่าท่านศาสดาและบรรดาอิมามเน้นให้มุสลิมท่องจำและจดบันทึกฮะดิษ 

    คำพูดและรายงานมากมายที่บรรดาอิมามเรียกร้องให้เรียนรู้ สนทนาและท่องจำฮะดิษเป็นหลักฐานยืนยันเรื่องนี้อย่างชัดเจน

    ท่านศาสดา (ศ็อล ฯ) กล่าวว่า 

    من حفظ من امتی اربعین حدیثا بعثه الله یوم القیامه عالما فقیها و یعذبه

    ฮะดิษบทนี้มีรายงานไว้ทั้งสายซุนนีย์และชีอะฮ์ โดยมีตัวบทที่หลากหลาย

    ท่านอัลลามะฮ์มัจลิซีย์ กล่าวถึงการเก็บรักษาฮะดิษว่ามี 3 ขั้นด้วยกัน หนึ่งคือการท่องจำตำบทฮะดิษในสมองหรือกระดาษ สองทำความเข้าใจความหมายฮะดิษ คิดใคร่ตรองและใคร่ครวญความหมายต่าง ๆ เหล่านั้น สามรักษาฮะดิษด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของฮะดิษ

    ฮะดิษข้างต้นส่งผลมากมายที่ทำให้บรรดามุสลิมให้ความสำคัญกับฮะดิษ จนซะฮ์บีย์  เขียนหนังสือ ตัซกีเราะตุลฮุฟฟาซ เพื่อทำความรู้จักนักท่องจำและผู้บันทึกฮะดิษไว้  มีนักรายงการบางคนท่องจำฮะดิษมากกว่า 30000 ฮะดิษอย่างที่มีรายงานเกี่ยวกับมุฮัมมัด บิน มุสลิมไว้เช่นนั้น หนังสือ เราะฮ์ละตุสศอฮาบะฮ์ ฟี เฏาละบุลฮะดิษ ซึ่งถูกจัดอยู่ในหมวดตำราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ฮะดิษ ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับฮะดิษอย่างมากมาย

    เรื่องของการเก็บรักษา การเผยแพร่และการบันทึกฮะดิษก็เป็นเรื่องที่ท่านศาสนทูตและบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์รวมถึงบรรดาสาวกของท่านศาสดาและสาวกของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์แต่ละท่านก็ให้ความสำคัญมากมาย 

    มีฮะดิษรายงานจากท่านศาสนทูตว่า 

    “ท่านทั้งหลายจงผูกความรู้ของท่านไว้ด้วยการจดบันทึกเถิด”

    มีชายคนหนึ่งมาหาท่านศาสนทูตพร้อมกับบอกถึงการไม่มีความสามารถในการจดจำข้อมูลที่มีความยาวมาก ท่านศาสนทูตกล่าวกับเขาว่า 

    “ให้ใช้การจดบันทึกช่วยเหลือการท่องจำของท่านเถิด”

    รายงานจาก รอฟิอ์ บิน เคาะดีจว่า  ฉันถามท่านนบีว่า บางประเด็นที่ฉันได้ยินมาจากท่าน ฉันจะเขียนบันทึกประเด็นเหล่านั้นไว้ได้หรือไม่ ?  ท่านนบีกล่าวว่า  “จงเขียนสิ่งเหล่านั้นไว้เถิด ไม่มีข้อห้าม “ มีรายงานในเรื่องเดียวกันนี้จาก อัมร์ บิน ชุเอบ  อับดุลลอฮ์บิน อัมร์ บิน อาซ 

    อับดุลลอฮ์บิน อัมร์ อาซ ยังกล่าวอีกว่า ไม่ว่าฉันได้ยินสิ่งใดจากท่านนบีฉันจะเขียนบันทึกไว้เพื่อที่ฉันจะได้นำมาท่องจำ ชาวกุเรชห้ามฉันไม่ให้ทำสิ่งนี้ พวกเขากล่าวกันว่า  ท่านเขียนทุกสิ่งที่ท่านได้ยินจากท่านศาสนทูตในขณะที่ท่านศาสนทูตก็คือมนุษย์คนหนึ่ง บางครั้งท่านพูดในขณะโกรธหรือบางครั้งก็พูดในขณะที่ดีใจ จงหยุดเขียนเถิด ฉันเล่าเรื่องนี้ให้ท่านศาสนทูตฟัง ท่านศาสนทูตกลับกล่าวว่า “จงเขียนเถิด ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตของพระองค์ ทุกสิ่งที่ออกมาจากฉันมันคือสัจธรรมทั้งสิ้น”

    ท่านอิมามอาลีรายงานจากท่านนบีมุฮัมมัด ว่า “จงจดบันทึกความรู้เอาไว้เถิด แท้จริงพวกท่านทั้งหลายจะได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จดไว้ภายหลัง บางครั้งก็ได้ใช้ประโยชน์ในโลกนี้หรือบางครั้งก็ได้ใช้ในอาคิเราะฮ์ เพราะความรู้ไม่เคยทำร้ายเจ้าของมันเด็ดขาด”

    ท่านอิมามซอดิก (อ) รายงานจากบิดาของท่านว่า ท่านศาสนทูตเคยกล่าวว่า ”เมื่อท่านต้องการเขียนฮะดิษ จงเขียนพร้อมสะนัดเถิด ถ้าหากสิ่งที่อยู่ในฮะดิษเป็นสัจธรรมท่านก็จะมีส่วนในผลบุญด้วย แต่ถ้าหากเป็นเรื่องไม่จริงบาปจะตกอยู่ที่คนบอกฮะดิษนั้นกับท่าน”

    รายงานจากท่านหญิง อุมมุซะละมะฮ์ ว่า ท่านศาสนทูตเคยขอให้เอาแผ่นหนังมาให้ ขณะนั้นอาลีอยู่กับท่านศาสนทูตด้วย  ท่านศาสนทูตบอกคำสอนให้อาลีเขียนจนเต็มแผ่นหนังทั้งหน้าและหลัง”

    ท่านศาสนทูตเคยบอกกับท่านอิมามอาลีว่า 

    โอ้อาลี เจ้าจงเขียนสิ่งที่ข้าบอกเถิด อาลีกล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูตท่านกลัวข้าลืมหรืออย่างไร ? ท่านศาสนทูตกล่าวตอบว่า ข้าไม่กลัวเจ้าลืมหรอก ฉันขอดุอาจากอัลลอฮ์ให้พระองค์ทำให้เจ้าเป็นผู้ท่องจำด้วยซ้ำ แต่ทว่าให้เจ้าเขียนเพื่อนลูกหลานของเจ้ารุ่นหลังจะได้มีความรู้ร่วมกับเจ้าด้วย”

    ผลงานมากมายที่เกิดจากการที่ท่านนบีสอนแล้วสั่งให้เขียนเก็บไว้ เช่น เศาะฮีฟะตุนนบี  กิตาบอาลี  เศาะฮีฟะฮ์ฟาติมะฮ์ ผลงานเหล่านี้สามารถเป็นเครื่องยืนยันถืงว่าการเขียนบันทึกฮะดิษเป็นที่อนุญาติและเป็นที่แพร่หลายในเวลานั้นเป็นอย่างดี

    นักค้นคว้าบางคนรวบรวมชื่อบรรดาซอฮาบะฮ์ 50 กว่าคนจากหนังสือ ริญาลและหนังสือที่กล่าวถึงนักรายงานฮะดิษที่เคยเป็นคนเขียนฮะดิษชื่อของพวกเขาเรียงตามอักษรภาษาอาหรับ

    ถึงตรงนี้เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเขียนบันทึกฮะดิษและบรรดาสาวกของท่านก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

    ประเด็นดังกล่าวนี้ได้รับการยืนยันจากนักวิชาการด้านฮะดิษมากมาย 

    ดร.นูรุดดีน อิตร์ เขียนไว้ว่า 

    มีฮะดิษระดับมุตะวาติรที่รายงานจากบรรดาศอฮาบะฮ์มากมายที่ยืนยันว่าในสมัยท่านนบีมีการเขียนบันทึกฮะดิษเกิดขึ้น

    ดร.ซุบฮิ ซอและฮ์กล่าวว่า 

    ไม่จำเป็นเลยที่เราจะโยงการเขียนฮะดิษและความพยายามในการเขียนฮะดิษไปที่สมัยของอุมัร อับดุลอะซีซ เพราะว่าตำรา รายงานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายแสดงให้เราเห็นอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฮะดิษทั้งหลายถูกเขียนบันทึกในสมัยที่ท่านศาสนทูตยังมีชีวิตอยู่

    ดร.มุศตอฟา อะอ์ซอมีย์ กล่าวว่า 

    หลังจากผ่านการค้นคว้าแล้ว สามารถกล่าวได้ว่า ไม่ว่ามีรายงานจากพวกที่ไม่เชื่อเรื่องว่ามีการบันทึกฮะดิษเกิดขึ้นจริงเท่าใด รายงานที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อนี้ก็มีมากเท่านั้น ดังนั้นเป็นที่เชื่อได้ว่ามีการเขียนบันทึกฮะดิษและการรายงานฮะดิษจากบรรดาศอฮาบะฮ์แน่นอน

    ดร.อับดุลฆอนีย์ อับดุลคอลิก กล่าวว่า 

    ศอฮาบะฮ์จำนวนมากเชื่อว่าการเขียนฮะดิษเป็นที่อนุญาต พวกเขายังเก็บรักษาฮะดิษที่พวกเขาจดบันทึกเอาไว้ด้วย อีกทั้งยังพยายามในการบันทึกฮะดิษอื่น ๆด้วย 

      อะฮ์มัด มุฮัมมัด ชากิร กล่าวว่า 

    คำพูดที่ถูกต้องคือ บรรดาศอฮาบะฮ์เชื่อว่าการเขียนฮะดิษเป็นเรื่องที่ได้รับการอนุญาติแล้ว”

    การเขียนบันทึกฮะดิษยังเป็นเรื่องที่ทำกันอยู่ตลอดทั้งในสมัยหลังจากที่ท่านศาสดามุฮัมมัดจากไปแล้วและในสมัยของบรรดาอะฮ์ลุลบัยต์ พวกเขาเจริญรอยตามท่านศาสดาที่เคยย้ำเรื่องนี้ตลอดรวมทั้งบรรดาสาวกของอะฮ์ลุลบัยต์ก็ให้ความสำคัญกับการเขียนฮะดิษด้วย

    ดร.เชากี ฎอยฟ์ กล่าวว่า 

    “ความสนใจของชีอะฮ์ในการเขียนเกี่ยวกับบทบัญญัติศาสนา (ฟิกฮ์) มีสูงมาก สาเหตุมาจากความเชื่อที่พวกเขามีต่ออิมามของพวกเขา พวกเขาเชื่อว่า อิมามคือผู้ชี้ทางและเป็นผู้นำทาง พวกเขายังเชื่ออีกว่า จะต้องปฏิบัติตามคำฟัตวาของบรรดาอิมามอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเหตุให้พวกเขาให้ความสนใจคำตัดสินและคำฟัตวาของท่านอิมามอาลี  จากตรงนี้เองตำราเล่มแรกเป็นตำราจากชีอะฮ์ที่เขียนโดย ซะลีม บิน เกซ ฮิลาลี ในสมัยการปกครองของฮัจญาจ”

    ซัยยิด ชะรอฟุดดีน กล่าวว่า 

    “อิมามอาลีกับสาวกของท่าน ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการเขียนฮะดิษตั้งแต่แรก สิ่งแรกที่อิมามอาลีให้ความสำคัญคือการรวบรวมกุรอานให้เป็นเล่มสมบูรณ์ ซึ่งอิมามเองได้รวบรวมเป็นเล่มโดยเรียงตามลำดับโองการตามลำดับการประทานโองการที่ถูกประทานมาให้ท่านนบีและแจกแจงรายละเอียดไว้ทั้งหมดแล้ว หลังจากนั้นท่านอิมามก็หันไปเขียนหนังสือให้กับท่านหญิงฟาติมะฮ์ที่ต่อมาในหมู่ลูกหลานของเขารู้จักกันในชื่อ ซอฮีฟะฮ์ฟาติมะฮ์ ต่อมาท่านเขียนเกี่ยวกับเรื่อง ดิยาตที่ตั้งชื่อหนังสือว่า ศอฮีฟะฮ์ ซึ่งอิบนิสะอ์นำมากล่าวไว้ในตำราที่ชื่อว่า อัลญามิอ์ที่มีชื่อเสียงของเขาโดยกล่าวว่า รายงานจากอิมามอาลี และอื่น ๆ อีกมากมาย … และยังมีอบูรอฟิอ์ที่เป็นหนึ่งในผู้เขียนตำราที่มีชื่อเสียงของชีอะฮ์ที่เขียนหนังสือชื่อ سنن و احکام و قضایا ขึ้น”

    ซัยยิด ฮะซัน ศ็อดร์ กล่าวว่า 

    ชีอะฮ์ที่เขียนตำราเล่มแรกคือ อะบูรอฟิอ์ ที่เคยเป็นผู้รับใช้ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) มาก่อน

    นอกจากอะบูรอฟิอ์เขียนหนังสือชื่อว่า سنن و احکام و قضایا บุตรชายของอะบูรอฟิอ์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เลื่อมใสท่านอิมามอาลีก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง การทำน้ำละหมาด การละหมาดและเรื่องราวเกี่ยวกับหลักปฏิบัติด้วยเช่นกัน 

    อบูฮะนีฟะฮ์ให้ฉายาอิมามซอดิกว่า “เขาคือคัมภีร์ของฉัน” เมื่อฉายานี้ได้ยินถึงหูท่านอิมาม ท่านยิ้มและกล่าวว่า ที่บอกว่าฉันเป็นคัมภีร์ของเขาถูกต้องแล้ว 

    บรรดาอิมามท่านอื่นรายงานฮะดิษมากมายจากตำราที่ท่านอิมามอาลีเขียนและมอบเป็นของขวัญเอาไว้ ซึ่งบางครั้งบรรดาอิมามอ่านฮะดิษเหล่านี้ให้บรรดาสาวกฟังด้วย

    รายงานจากมุฮัมมัด บินมุสลิม ว่า ท่านอิมามซอดิก เคยอ่าน ศอฮีฟะฮ์ ฟารออิด ที่ท่านศาสดาสอนและท่านอิมามอาลีจดบันทึกไว้ด้วยมือของตัวเอง 

    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การเขียนบันทึกฮะดิษเป็นที่แพร่หลายในหมู่ชีอะฮ์ซึ่งเราจะอธิบายรายละเอียดเรื่องนี้ในบทที่เกี่ยวกับประวัติฮะดิษของชีอะฮ์ 

    แต่ในหมู่อะฮ์ลุซซุนนะฮ์หลังจากที่ท่านศาสดาเสียชีวิตลงมีช่วงเวลาหนึ่งการเขียนบันทึกฮะดิษต้องหยุดและมีการถูกห้ามเขียนและห้ามบันทึกฮะดิษด้วย ซึ่งในบทความตอนต่อไปจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้

     

  • คำสอนอิมามอาลี (อ) : ผู้ปกครองรัฐต้องหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจรัฐแบบเผด็จการ

    คำสอนอิมามอาลี (อ) : ผู้ปกครองรัฐต้องหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจรัฐแบบเผด็จการ

    -ผู้ปกครองรัฐต้องหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจรัฐแบบเผด็จการ-

    เป็นไปได้ถ้าพิจารณาการปกครองในโลกปัจจุบัน ไม่ว่าในประเทศที่เป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม บางประเทศได้นิยมในการปกครองแบบเผด็จการ หรือแบบอำนาจนิยม โดยประชาชนไม่มีสิทธ์ไม่มีเสียงใดๆ ต้องฟังผู้ปกครองเพียงผู้เดียว  แต่ทว่าการปกครองระบอบอิสลาม เป็นการปกครองขัดแย้งกับการปกครองแบบอำนาจนิยมดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง นั่นหมายความว่า ผู้ปกครองรัฐอิสลาม เป็นผู้ที่มีความเมตตาธรรม และไม่มีระบอบความเป็นเผด็จการ ดังที่องค์อัลลอฮทรงตรัสว่า..

    (อาลิอิมรอน/๑๕๙)

       ในทัศนะของอิมามอะลีเกี่ยวกับผู้นำรัฐอิสลาม นั่นก็คือต้องไม่เป็นแบบเผด็จการหรือระบบอำนาจนิยม

       สาส์นฉบับหนึ่งอิมามอะลีได้เขียนถึงท่าน อัชอัส บินเกส ซึ่งเขาได้ถูกแต่งตั้งให้ปกครองรัฐอาเซอไบจันว่า…

    (จดหมายที่ ๕)

    “การปกครองเมืองนั้นไม่ใช่อาหารและอาภรณ์ของเจ้า แต่นั่นคือภารกิจและหน้าเหนือเจ้า ที่ต้องรับผิดชอบมัน และพวกเขาต้องการที่จะให้เจ้าเป็นผู้ดูแล ผู้ที่อยู่เหนือท่าน และไม่เป็นอนุญาตให้เจ้าปฎิบัติกับพวกเขาตามใจชอบของเจ้า และไม่อนุญาตที่จะให้เจ้าสร้างความยิ่งใหญ่ แต่ทว่าจะต้องปฎิบัติตามคำบัญชายังเจ้าเท่านั้น”

    และสาส์นอีกฉบับหนึ่งที่เป็นหลักธรรมภิบาลในการปกครอง ซึ่งอิมามอะลีได้ส่งให้กับมาลิก อัชตัร มีใจความว่า…
    (จดหมายที่ ๕๓)

         “ จงนำคำขวัญเป็นคติต่อตัวเองเสมอว่า ต้องมีความเมตตาและความรักในการปกคคองพวกเขานั้น และโอบอ้อมอารี และอย่าได้เป็นดั่งสัตว์ดุร้าย ที่คอยจะกัดกินพวกเขา  เพราะว่าประชาชนนั้น มีสองกลุ่ม หนึ่งพวกเขานั้นเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับเจ้า หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า”

                “อย่าได้กล่าวว่าฉันคือผู้ถูกแต่งตั้งมา เพื่อให้พวกท่านปฎิบัติตามคำสั่งนั้น เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการสร้างความเสียหายในจิตใจของพวกเขา และยังส่งผลทำลายศาสนาและเกิดความอ่อนแอขั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งดีงามเหล่านั้น”