Category: ข่าวด่วน

  • สงครามที่ไม่ได้วัดกันด้วยกระสุน แต่ด้วยลมหายใจของรัฐ

    สงครามที่ไม่ได้วัดกันด้วยกระสุน แต่ด้วยลมหายใจของรัฐ

    ในค่ำคืนที่โลกยังคงหมุน แต่บางแผ่นดินกลับสั่นสะเทือน สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันของอาวุธ หากแต่เป็นการทดสอบ “ความทนทาน” ของรัฐ เศรษฐกิจ และจิตใจของผู้คน ช่วงเวลาระหว่างนาว์รูซ อีดิลฟิฏร์ และมีนาคม 2026 กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนด้วยไฟและควัน พร้อมคำถามใหญ่—ใครกันแน่ที่กำลังได้เปรียบ และเกมนี้กำลังเดินไปสู่ปลายทางแบบไหน

    หากมองผิวเผิน สงครามนี้เหมือนเป็นการแสดงศักยภาพทางทหาร อิหร่านยิงขีปนาวุธไกลหลายพันกิโลเมตรไปถึงฐานสำคัญ ขณะที่อิสราเอลแสดงความสามารถในการโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในดินแดนอิหร่าน แต่เมื่อมองลึกลงไป มันคือ “สงครามของการคำนวณ” มากกว่าการปะทะตรง ๆ การโจมตี Diego Garcia ไม่ได้เป็นแค่การยิง แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า “ไม่มีพื้นที่ไหนปลอดภัยอีกต่อไป” ขณะที่การที่ระบบป้องกันอากาศอิหร่านยังตอบโต้ได้ แสดงให้เห็นว่าคำกล่าวเรื่องการครองน่านฟ้าอาจไม่สมบูรณ์อย่างที่ถูกโฆษณา

    ในอีกด้าน อิสราเอลเองกำลังเผชิญแรงกดดันภายในมากขึ้น ระบบป้องกันต้องเลือกปกป้องเฉพาะจุดสำคัญ ปล่อยให้บางพื้นที่รับความเสี่ยง นี่คือการยอมรับโดยนัยว่า “ทรัพยากรมีจำกัด” และเมื่อขีปนาวุธแบบคลัสเตอร์ถูกใช้ ต้นทุนการสกัดกั้นยิ่งสูงขึ้นอย่างไม่สมดุล สงครามจึงเริ่มเปลี่ยนจากการวัดกำลังเป็นการวัด “ความคุ้มค่า” ใครใช้เงินน้อยแต่สร้างผลกระทบได้มากกว่า คนนั้นเริ่มได้เปรียบ

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดพลังงาน กลายเป็นสนามรบอีกแห่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสะท้อนความเปราะบางของระบบโลก และท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนลดความตึงเครียด อาจไม่ใช่เพราะต้องการสันติ แต่เพราะไม่สามารถปล่อยให้ราคาพลังงานทะลุจุดวิกฤตได้ นี่คือการเมืองที่ซ้อนอยู่เหนือสงคราม—เกมที่ไม่ได้เล่นในสนามรบ แต่เล่นในตลาดและการรับรู้ของสาธารณะ

    ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงต้น บทวิเคราะห์จากฝั่งอิสราเอลเองชี้ว่า มีความเชื่อว่าระบบการเมืองของอิหร่านอาจล่มจากภายในหากถูกกดดันหนัก แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเวลาผ่านไป เป้าหมายจึงถูกลดระดับลงจาก “เปลี่ยนระบอบ” เหลือเพียง “จำกัดศักยภาพทางทหาร” ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวจากความไม่แน่นอน

    สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การยิงและป้องกัน แต่เป็นสงครามของ “เวลา” และ “ทรัพยากร” อิหร่านใช้ยุทธศาสตร์ต้นทุนต่ำกดดันต่อเนื่อง ขณะที่อิสราเอลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงในการป้องกัน นี่คือสมดุลใหม่ที่ไม่ได้ตัดสินด้วยชัยชนะฉับพลัน แต่ด้วยคำถามว่า “ใครจะทนได้นานกว่า”

    ในท้ายที่สุด สงครามนี้อาจไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน มีเพียงผู้ที่ “ยังยืนอยู่” และผู้ที่ “เริ่มเหนื่อยล้า” มันคือการต่อสู้ที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนขีปนาวุธ แต่ด้วยความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ เศรษฐกิจ และสังคม และบางที บทเรียนที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าใครชนะ แต่คือโลกได้เห็นแล้วว่า ในยุคนี้ อำนาจไม่ได้อยู่ที่ใครยิงแรงที่สุด แต่อยู่ที่ใคร “ไม่ล้มก่อน” ในเกมที่ยาวนานและไร้เส้นชัยนี้

  • วิเคราะห์สงครามอิหร่าน–อิสราเอล วันที่ 11: การทำลายเรดาร์ การลดการยิงจรวด และแนวโน้มสู่สงครามยืดเยื้อ

    วิเคราะห์สงครามอิหร่าน–อิสราเอล วันที่ 11: การทำลายเรดาร์ การลดการยิงจรวด และแนวโน้มสู่สงครามยืดเยื้อ

    ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 11 ของการสู้รบ โดยมีรายงานว่าอิหร่านประกาศทำลายระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นระบบสุดท้ายแล้ว ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวของเครือข่าย CNN ที่อยู่ในกรุงเตหะรานรายงานว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางรายกล่าวว่า สถานการณ์ในสนามรบได้เปลี่ยนไปจนถึงขั้นที่ผู้นำสหรัฐฯ ควรยอมรับความพ่ายแพ้ ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อถกเถียงและต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่งข่าว

    มีรายงานอีกว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ออกประกาศสำคัญ โดยระบุว่าตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป อิหร่านจะลดหรือหยุดการยิงจรวดขนาดเล็กไปยังอิสราเอล พร้อมกันนั้นมีข่าวว่ามีการส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในอิสราเอล โดยอ้างว่าระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคถูกทำลายแล้ว และเตือนให้ประชาชนคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง อย่างไรก็ตาม รายงานเรื่องการส่งข้อความดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายอิสราเอล และอาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ

    ในด้านยุทธศาสตร์การป้องกัน มีข้อมูลว่าระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ บางส่วนที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ เช่น ระบบ Patriot และ THAAD กำลังถูกพิจารณาหรือเตรียมย้ายเข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อเสริมกำลังป้องกันในภูมิภาค ขณะเดียวกันรัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวล เนื่องจากระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

    อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือสถานะของระบบเตือนภัยล่วงหน้าของอิสราเอล ซึ่งมีหน้าที่ตรวจจับการยิงขีปนาวุธจากระยะไกล และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าประมาณ 10–20 นาที ระบบนี้ถือเป็นหัวใจของการป้องกันภัยทางอากาศ เนื่องจากช่วยให้ประชาชนเข้าสู่ที่หลบภัยและให้กองทัพเตรียมระบบสกัดกั้นขีปนาวุธได้ทันเวลา มีรายงานว่าระบบเรดาร์บางส่วนได้รับความเสียหาย และอาจเหลือระบบหลักเพียงไม่กี่จุด โดยหนึ่งในพื้นที่สำคัญคือทะเลทรายเนเกฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศหลักและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิสราเอล

    ในสนามรบ มีการกล่าวถึงยุทธวิธีที่อาจเกิดขึ้นจากการประสานงานระหว่างอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยรูปแบบการโจมตีที่ถูกพูดถึงคือการยิงจรวดจำนวนมากเพื่อดึงความสนใจของระบบป้องกันทางอากาศ จากนั้นจึงยิงขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูงไปยังเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน หรือฐานทัพทางทหาร ยุทธวิธีลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบป้องกันต้องกระจายกำลังรับมือหลายทิศทางพร้อมกัน

    นักวิเคราะห์บางรายมองว่าสงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ลักษณะของสงครามยืดเยื้อ ซึ่งฝ่ายที่สามารถรักษาขีดความสามารถและทนต่อความเสียหายได้นานกว่าจะมีความได้เปรียบ อิหร่านมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารจำนวนมากที่สร้างไว้ใต้ดิน ขณะที่อิสราเอลมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากอยู่ใกล้กัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการโจมตีมากกว่า

    รายงานยังกล่าวถึงเครือข่าย “เมืองขีปนาวุธใต้ดิน” ของอิหร่าน ซึ่งถูกสร้างไว้ในภูเขา โดยบางแห่งอาจอยู่ลึกหลายร้อยเมตรใต้พื้นดิน โครงสร้างเหล่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาซากรอส ซึ่งมีชั้นหินแข็งและภูมิประเทศที่เหมาะต่อการสร้างฐานทัพใต้ดิน ทำให้การทำลายด้วยอาวุธทั่วไปเป็นเรื่องยาก

    สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์ถัดไป นักวิเคราะห์คาดว่าการโจมตีระหว่างสองฝ่ายอาจรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านอาจมุ่งโจมตีฐานทัพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิสราเอล ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลก็อาจเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่าน หากระบบป้องกันทางอากาศของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเปิดทางให้เกิดการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินในอนาคต

    โดยสรุป เมื่อสงครามเข้าสู่วันที่ 11 สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้น นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า ภายในช่วงปลายเดือนแรกของการสู้รบ อาจเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางและผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้ ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปจากข้อมูลหลายฝ่าย.

  • อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซใหญ่ของอิสราเอล “เลวีอาธาน–คาริช” ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือน

    อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซใหญ่ของอิสราเอล “เลวีอาธาน–คาริช” ตลาดพลังงานโลกสั่นสะเทือน

    มีรายงานข่าวว่า แหล่งก๊าซเลวีอาธาน (Leviathan) และคาริช (Karish) ของอิสราเอลถูกโจมตีและได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานของแหล่งก๊าซเหล่านี้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

    มาร์ก ฟิตซ์แพทริก (Mark Fitzpatrick) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศกล่าวว่า โดนัลด์ ทรัมป์กำลังเผชิญกับภาวะทางจิตวิทยาที่เหมือนติดอยู่ในทางตัน รายงานใหม่จากสื่อหลายแห่ง รวมทั้ง CNN ระบุว่า รัฐบาลของทรัมป์ เหมือนถูกทำให้ประหลาดใจจากสงครามครั้งนี้

    นักวิเคราะห์ของ BBC ยังกล่าวถึง การเลือกตั้งอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มุจตะบา คาเมเนอี ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งทำให้ทรัมป์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันมากขึ้น

    ฟิตซ์แพทริกระบุว่า การเลือกมุจตะบาเป็นผู้นำ เป็น สัญญาณที่ชัดเจนต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ และถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับวอชิงตัน เพราะทรัมป์เริ่มสงครามโดยไม่ได้คำนวณอย่างรอบคอบ และตอนนี้กำลังเผชิญกับทางตันทางจิตวิทยา

    ด้าน อลีเรซา นามวาร์ ฮากิกี นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า การเลือกมุจตะบา คาเมเนอี ได้ท้าทายทรัมป์อย่างหนัก และส่งสารชัดเจนว่า ชาวอิหร่านยังคงเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันและภัยคุกคามอย่างหนัก

    แม้แต่นามวาร์ ฮากิกี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์รัฐบาลอิหร่าน ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิด รอยร้าวลึกในหมู่ฝ่ายค้านของอิหร่าน

    ขณะเดียวกัน การโจมตีด้วยขีปนาวุธระลอกใหม่จากอิหร่าน ได้เริ่มขึ้น โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ อัชเคลอน (Ashkelon), อัชดอด (Ashdod) และพื้นที่อื่น ๆ ในอิสราเอล

    มีรายงานว่า โรงกลั่นน้ำมันและก๊าซ รวมถึงคลังเชื้อเพลิงในเมืองไฮฟา (Haifa) ถูกโจมตีโดยตรง กองทัพอิหร่านระบุว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้การโจมตีคลังน้ำมันของอิหร่านเมื่อสองวันก่อน

    นอกจากนี้ โดรนโจมตีของอิหร่าน ยังได้โจมตีโรงกลั่นและคลังเชื้อเพลิงของอิสราเอลในไฮฟา

    แหล่งก๊าซ เลวีอาธานและคาริช ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของอิสราเอล ตอนนี้กลายเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธ

    สงครามครั้งนี้เพิ่งผ่านไปประมาณ 10–11 วันเท่านั้น และดูเหมือนว่านี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

    ภัยคุกคามจาก ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ทำให้บริษัทพลังงานที่ดำเนินงานในแหล่งก๊าซของอิสราเอลต้องอพยพพนักงานและหยุดการดำเนินงาน

    พร้อมกันนั้น ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกก็เริ่มปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดในภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม สำหรับอิสราเอล การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานไม่ได้เป็นประโยชน์มากนัก เพราะการหยุดผลิตจากแหล่งก๊าซหลักอาจนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ


    แหล่งก๊าซเลวีอาธานคืออะไร

    เลวีอาธานเป็น แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ค้นพบในปี 2010 ห่างจากชายฝั่งเมืองไฮฟาประมาณ 130 กิโลเมตร

    มีการประเมินว่ามี ก๊าซธรรมชาติประมาณ 535 พันล้านลูกบาศก์เมตร

    ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา แหล่งนี้เป็นแหล่งก๊าซหลักของอิสราเอล ทั้งเพื่อใช้ภายในประเทศ และส่งออกไปยัง อียิปต์และจอร์แดน

    หากเกิดการหยุดชะงัก จะส่งผลต่อ โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรม และรายได้จากการส่งออกพลังงานของอิสราเอล


    แหล่งก๊าซคาริช

    แหล่งก๊าซคาริชตั้งอยู่ห่างจากเมืองไฮฟาประมาณ 90 กิโลเมตรทางตะวันตก ค้นพบในปี 2013

    มีปริมาณสำรองประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตร

    เริ่มผลิตในปี 2022 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนของอิสราเอลในการ กลายเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน


    หนังสือพิมพ์ Yedioth Ahronoth รายงานโดยอ้างนักวิเคราะห์เศรษฐกิจว่า หากแหล่งก๊าซเหล่านี้หยุดดำเนินการเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่

    • การขาดแคลนไฟฟ้าในเมืองใหญ่

    • การหยุดชะงักของอุตสาหกรรม

    • การลดลงของการส่งออกก๊าซไปยังจอร์แดนและอียิปต์

    จอร์แดนเองพึ่งพาก๊าซจากอิสราเอลถึง ประมาณ 80% ของการผลิตไฟฟ้า


    ในขณะเดียวกัน สื่ออิสราเอลอย่าง Haaretz รายงานว่า มีการใช้ขีปนาวุธ Almas-3 โดยกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นขีปนาวุธระยะสั้นประมาณ 16 กิโลเมตร แต่มีอานุภาพทำลายสูง และสามารถยิงจากโดรนได้

    การใช้ขีปนาวุธชนิดนี้ทำให้ผู้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่าง ๆ ของอิสราเอลเกิดความตื่นตระหนก


    สื่ออเมริกันยังรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ดูเหมือนจะถูกทำให้ประหลาดใจจากผลของสงครามครั้งนี้

    ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจนแตะประมาณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    หากสงครามยืดเยื้อเกินสามเดือน อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโลก

    หนังสือพิมพ์ Washington Post ยังรายงานว่า กองทัพสหรัฐใช้กระสุนและยุทโธปกรณ์มูลค่าประมาณ 5.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสองวันแรกของสงคราม


    รายงานของ Financial Times ระบุว่า การขึ้นมาของมุจตะบา คาเมเนอี ทำให้แผนการของทรัมป์ต่ออิหร่านต้องหยุดชะงัก

    มีการกล่าวว่าทรัมป์อาจหวังใช้สถานการณ์หลังการลอบสังหารผู้นำอิหร่านเพื่อกำหนดผู้นำคนใหม่ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามแผน

  • โลกกำลังเปลี่ยน: ความล้มเหลวของสหรัฐฯ และการผงาดของแนวต้าน

    โลกกำลังเปลี่ยน: ความล้มเหลวของสหรัฐฯ และการผงาดของแนวต้าน

    ความมั่นคงระหว่างประเทศกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เหตุการณ์ล่าสุดตั้งแต่ความล้มเหลวของปฏิบัติการลับสหรัฐฯ ในเกาหลีเหนือ ไปจนถึงการบินแสดงแสนยานุภาพของเวเนซุเอลาเหนือเรือรบอเมริกัน และภาพใหม่จากสงคราม 33 วันที่อิหร่านเผยแพร่ ล้วนสะท้อนถึงการสั่นคลอนของโครงสร้างอำนาจที่เคยถูกผูกขาดโดยวอชิงตัน

    ปฏิบัติการที่สะท้อนความย้อนแย้ง

    ปฏิบัติการลับของกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ที่ถูกเปิดโปงว่ามุ่งเจาะระบบสื่อสารของเกาหลีเหนือ จบลงด้วยความล้มเหลวและการเสียชีวิตของพลเรือน แม้รัฐบาลอเมริกันในขณะนั้นประกาศเดินหน้าเจรจากับเปียงยาง แต่เบื้องหลังกลับเดินเกมจารกรรมเต็มรูปแบบ นี่คือหลักฐานชัดเจนของ นโยบายสองหน้า ที่สร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ

    เวเนซุเอลากับการส่งสัญญาณท้าทาย

    คลิปเครื่องบินขับไล่ F-16 ของเวเนซุเอลาที่บินโฉบเหนือเรือพิฆาตสหรัฐฯ คือการประกาศชัดว่า อเมริกาไม่อาจใช้อำนาจเดิมบีบบังคับได้อีกต่อไป ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาที่สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างยิงเรือเวเนซุเอลา การเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งอาจยกระดับสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง

    ภาพใหม่จากสงคราม 33 วัน

    สารคดีที่อิหร่านเผยแพร่ล่าสุด นำเสนอภาพการยิงขีปนาวุธท่ามกลางการโจมตีของอิสราเอล โดยเฉพาะการใช้ขีปนาวุธ “เซจิล” ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า ความสามารถทางขีปนาวุธของอิหร่านไม่ใช่เพียงการตอบโต้ แต่คือเครื่องมือสร้างสมดุลแห่งอำนาจในภูมิภาค

    บทเรียนด้านความมั่นคงสื่อสาร

    การเผยแพร่ภาพใบหน้าและเสียงจริงของนักรบแนวต้านคือจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามพร้อมใช้เทคโนโลยีเจาะทะลุ ข้อเท็จจริงนี้เตือนว่ามาตรการด้านความมั่นคงข้อมูลต้องเข้มงวดกว่าที่ผ่านมา

    สามเหตุการณ์นี้เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกัน สะท้อนว่า สหรัฐฯ กำลังสูญเสียความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในหลายภูมิภาค ขณะเดียวกัน ประเทศและกลุ่มที่เคยถูกมองว่าอ่อนแอกำลังลุกขึ้นท้าทายอย่างเป็นรูปธรรม

    โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่—ยุคที่ดุลแห่งอำนาจไม่ถูกครอบครองโดยมหาอำนาจตะวันตกอีกต่อไป แต่ถูกท้าทายโดย ความกล้าหาญของชาติและแนวต้านที่พร้อมเผชิญหน้าในทุกสนามรบ

  • ภาพรวมสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ภาพรวมสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการต่อสู้ โดยเฉพาะในฉนวนกาซ่า ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมานจากการปิดล้อมที่ยืดเยื้อ การโจมตีที่ไม่จำกัด และการใช้ “ความหิวโหย” เป็นอาวุธอย่างโจ่งแจ้งโดยระบอบไซออนิสต์

    การเสียสละของนักโทษในเรือนจำเอวิน: บทเรียนแห่งศรัทธา

    หนึ่งในเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจคือการที่นักโทษในเรือนจำเอวิน ซึ่งถูกโจมตีโดยขีปนาวุธ ได้เลือกที่จะไม่หลบหนีหรือก่อจลาจล แต่กลับช่วยชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งเจ้าหน้าที่ แพทย์ และเพื่อนนักโทษ พฤติกรรมเช่นนี้กลายเป็นแบบอย่างของ “จิตสำนึกแห่งชาติ” ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอิสรภาพของตน แต่แผ่ขยายสู่การปกป้องเพื่อนมนุษย์ นี่คือการแสดงออกถึง اقتدار ملی (ความมั่นคงแห่งชาติ) อย่างแท้จริง

    สัมภาษณ์ผู้บัญชาการใหม่กองกำลังอวกาศของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม

    สุนทรพจน์ของ พลจัตวา มูซาวี ผู้บัญชาการใหม่ของกองกำลังอวกาศ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ลึกซึ้ง เขาย้ำถึงความจำเป็นในการรักษา “มรดกแห่งการปฏิวัติอิสลาม” ที่มีทั้งมิติ ทางอารยธรรม (تمدنی) และ มิติแห่งอุดมการณ์อิมามมะฮ์ดี (نگاه آخرالزمانی). ความคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าผู้นำในสนามรบของอิหร่านไม่ได้มองการป้องกันประเทศในระดับภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับภารกิจทางจิตวิญญาณและเป้าหมายระดับโลก

    การทูตและคำเตือนต่อฝ่ายปฏิรูป

    ในขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองระดับสูง เช่น นายอับบาส อะรอกชี ก็กำลังพยายามสื่อสารกับโลกผ่านการทูตที่อ่อนตัว แต่ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่าง “ความยืดหยุ่นทางการทูต” กับ “อธิปไตยแห่งชาติ” หากไม่มีการสื่อสารภายในประเทศอย่างโปร่งใส ย่อมเกิดคำถามจากประชาชนว่าจะยืนหยัดอย่างไรภายใต้กระแสของการเจรจาและการประนีประนอม

    แถลงการณ์ของกลุ่มฮามาสและเสียงของผู้หิวโหยในกาซ่า

    แถลงการณ์ล่าสุดจากขบวนการฮามาส ชี้ถึงการเข้าสู่ขั้น “ทุพภิกขภัยอย่างร้ายแรง” ในฉนวนกาซ่า โดยมีผู้เสียชีวิตจากความหิวโหยมากกว่า 100 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเด็ก ความโหดร้ายนี้ไม่ใช่เพียงการทิ้งระเบิด แต่มาจากการขวางการส่งอาหารโดยจงใจ ทั้งที่มีรถขนส่งหลายพันคันรออยู่นอกพรมแดน

    การเรียกร้องของฮามาสในครั้งนี้มีความเด็ดขาด พวกเขาเรียกร้องให้ประเทศอาหรับและมุสลิมทั่วโลก “หยุดความเงียบ” ยุติการปรองดองกับอิสราเอล และใช้แรงกดดันทุกรูปแบบเพื่อนำความช่วยเหลือเข้าสู่กาซ่า

    ความเปลี่ยนแปลงในมุมมองของกลุ่มต่อต้าน

    การต่อสู้ในวันนี้มิได้จำกัดเพียงภาคสนามเท่านั้น หากแต่ขยายไปสู่สงครามทางความคิด (جنگ شناختی) ที่กลุ่มผู้ต่อสู้เริ่มตระหนักว่า “ความชอบธรรม” มิใช่การถือปืนอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยหลักคุณธรรม แนวคิด และเป้าหมายอันศักดิ์สิทธิ์

    การเสื่อมถอยของกลุ่มหัวรุนแรง เช่น กลุ่มที่เปลี่ยนจากการต่อสู้ไปสู่การเจรจาอย่างไม่มีศักดิ์ศรี กลายเป็นสิ่งที่เย้ยหยันจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์เอง การเปลี่ยนสายสะพายจาก ระเบิดพลีชีพ ไปเป็น เนคไท ถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อภารกิจแห่งการปลดปล่อย

    สถานการณ์ซีเรียและบทเรียนจากความเงียบ

    การล่มสลายของความมั่นคงในเมืองซูเวย์ดา (سویدا) ซีเรีย ซึ่งทำให้พลเรือนเสียชีวิตกว่า 1400 คน เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่าแผนการแยกดินแดนผ่าน “ด่านดาวูด” (دالان داوود) ยังไม่สิ้นสุด ความกังวลของตุรกีในวันนี้ก็เป็นผลจากนโยบายในอดีตที่ปล่อยให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนแทรกซึมผ่านชายแดน

    คำเตือนจากอังกฤษและการเปลี่ยนโทนของมหาอำนาจตะวันตก

    แม้จะเคยขู่โจมตีเยเมนอย่างเปิดเผย วันนี้อังกฤษกลับต้องออกคำเตือนแก่เรือสินค้าของตนเองว่าอย่าแล่นผ่านน่านน้ำเยเมน เพราะ “ระบบตรวจจับถูกปิดจะไม่ช่วยอะไร” คำเตือนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการยอมรับอย่างเป็นทางการถึงภัยคุกคามที่ฝ่ายต่อต้านสร้างขึ้นในภูมิภาค

    ในภูมิภาคที่เดือดพล่านด้วยระเบิด ขีปนาวุธ และสงครามจิตวิทยา สิ่งที่เรากำลังเห็นไม่ใช่เพียง “ความขัดแย้ง” แต่คือการลุกขึ้นยืนอย่างมีเป้าหมายของกลุ่มที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นฝ่ายต่อต้าน ความอดทน ความเสียสละ และการเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน นักโทษ ทหาร และผู้นำการเมือง ล้วนเป็นหลักฐานว่าภูมิภาคนี้กำลังเคลื่อนไปสู่ระเบียบใหม่ — ระเบียบที่ไม่ยอมศิโรราบให้กับอำนาจเดิมอีกต่อไป.

  • อิสราเอลและแผนการโจมตีเลบานอนและซีเรีย: วิเคราะห์กลยุทธ์จากเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี”

    อิสราเอลและแผนการโจมตีเลบานอนและซีเรีย: วิเคราะห์กลยุทธ์จากเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี”

    ในบริบทของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง สถานการณ์ในซีเรียและเลบานอนได้รับความสนใจจากกลุ่มพันธมิตรต่างๆ โดยเฉพาะเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี” ที่ถูกกล่าวถึงว่ามีบทบาทสำคัญในการสร้างความวุ่นวายในซีเรียเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์แผนการของฝ่ายอิสราเอลและพันธมิตรในการโจมตีเลบานอนและซีเรียสามารถช่วยให้เข้าใจถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและแนวทางการตอบโต้ของฝ่ายต้านทาน

    แผนการโจมตีและเป้าหมายทางยุทธศาสตร์

    1. การโจมตีจากหลายทิศทาง

    แผนการโจมตีของอิสราเอลและพันธมิตรประกอบด้วยหลายระลอก ได้แก่:

    • การใช้กองกำลังรับจ้าง (เช่น กลุ่มซัลฟี) เพื่อบุกยึดเมืองฮอมส์ในซีเรีย

    • การเคลื่อนทัพเข้าสู่เลบานอนจากจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ภูเขาเชค (Jabal al-Sheikh)

    • การสร้างเข็มขัดป้องกันจากเมืองกุนัยตรา (Quneitra) จนถึงภูเขาเชคใกล้กับกรุงดามัสกัส

    2. การเปิดแนวรบในพื้นที่สำคัญ

    หากกลุ่มติดอาวุธอย่าง “ตะห์รีร์ อัล-ชาม” ล้มเหลวในการยึดฮอมส์ อิสราเอลและพันธมิตรอาจเปลี่ยนกลยุทธ์ไปมุ่งเน้นที่:

    • สร้างความวุ่นวายในจังหวัดซุเวดา (As-Suwayda) และดารา (Daraa) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย

    • ใช้จังหวัดเหล่านี้เป็นฐานสำหรับการบุกจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของซีเรีย

    3. เป้าหมายระยะยาว

    การสร้างความวุ่นวายในซีเรียและเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่เพื่อขัดขวางอิทธิพลของอิหร่าน รัสเซีย และกลุ่มต้านทานในภูมิภาค

    ความท้าทายและบทบาทของอิหร่าน รัสเซีย และกลุ่มต้านทาน

    อิหร่าน รัสเซีย และกลุ่มต้านทาน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ มีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้แผนการดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ:

    • การป้องกันพื้นที่สำคัญ: ต้องเฝ้าระวังพื้นที่จังหวัดซุเวดาและดาราอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นฐานปฏิบัติการของอิสราเอล

    • การตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์: แผน “วะอ์ด อัศศอดิก 3” ของอิหร่าน อาจเป็นกลไกสำคัญในการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

    สถานการณ์ในซีเรียและเลบานอนสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของผลประโยชน์ในระดับภูมิภาค การวิเคราะห์แผนการของเส้นสาย “ฮีบรู-อาหรับ-ตะวันตก-ตุรกี” ช่วยให้เข้าใจถึงภัยคุกคามที่ซับซ้อนในภูมิภาคนี้ ฝ่ายต้านทานจำเป็นต้องมีการวางแผนและตอบโต้ที่ชาญฉลาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและรักษาเสถียรภาพในตะวันออกกลางในระยะยาว

  • บทความ: การประณามการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านโดยราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

    บทความ: การประณามการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านโดยราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

    ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ประณามการโจมตีทางทหารที่เกิดขึ้นต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างชัดเจนและขัดแย้งกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซาอุดิอาระเบียยังได้ยืนยันจุดยืนที่ต้องการลดความตึงเครียดในภูมิภาคและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประชาชนและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้

    แถลงการณ์ของซาอุดิอาระเบียยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่จะนำไปสู่การเพิ่มระดับของความรุนแรงหรือการกระตุ้นความขัดแย้ง ซาอุดิอาระเบียเน้นย้ำว่าความสงบและเสถียรภาพในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญและควรเป็นเป้าหมายร่วมกันของทุกประเทศในภูมิภาค ความขัดแย้งที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องอาจสร้างความเสียหายทั้งในด้านชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งในระยะยาวจะเป็นผลกระทบที่ยากต่อการฟื้นฟู

    ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนและหลากหลาย ซาอุดิอาระเบียเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทูตเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน การประณามในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงจุดยืนของซาอุดิอาระเบียที่ต้องการร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเพื่อปกป้องเสถียรภาพและรักษาความสงบสุข โดยหวังว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นสัญญาณเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกัน

  • โจมตีเชิงจิตวิทยา

    โจมตีเชิงจิตวิทยา

    ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นของอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเขาเสนอให้มีการโจมตีที่ผิวเผินต่ออิหร่านและสร้างข่าวโฆษณาในสื่ออย่างกว้างขวาง

    ภาพที่เผยแพร่ในสื่อของอิสราเอลซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นการโจมตีต่ออิหร่าน กลับมีความคล้ายคลึงกับภาพที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นการโจมตีที่เบรุตหรือไฟไหม้ในโรงกลั่นน้ำมันที่เตหะราน ทำให้ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์บางคน เช่น อลอน เพิร์ล แห่งกัปตันกู๊ดส์ ต้องวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องของข้อมูล

    เพิร์ลได้ทวีตเกี่ยวกับความคล้ายคลึงกันของภาพที่เผยแพร่ และตั้งคำถามว่าเราจะทำความแตกต่างระหว่างเบรุตกับอิสฟาฮานได้อย่างไร ข่าวประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการทำสงครามจิตวิทยาที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นในโลกปัจจุบัน

    ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางทหารและความมั่นคงของอิสราเอล แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลและผลกระทบต่อความคิดเห็นสาธารณะด้วย ข่าวแบบนี้อาจมีผลกระทบร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งต้องการการตรวจสอบและการให้ความสนใจจากสื่อและนักวิเคราะห์อย่างมาก

     

  • วิเคราะห์: สุนทรพจน์ของวลาดิมีร์ ปูตินในที่ประชุม BRICS ต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลกและการลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐ

    วิเคราะห์: สุนทรพจน์ของวลาดิมีร์ ปูตินในที่ประชุม BRICS ต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลกและการลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐ

    การประชุมกลุ่มประเทศ BRICS ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย เมื่อวานนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจโลกและทิศทางของการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐอย่างชัดเจน ในการกล่าวสุนทรพจน์ของวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียต่อประเด็นการลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐ เขาได้เน้นย้ำถึงการใช้ดอลลาร์เป็น “อาวุธทางการเงิน” ของชาติตะวันตก และเตือนว่าการใช้ดอลลาร์ในลักษณะเช่นนี้จะก่อให้เกิดการเสื่อมความเชื่อมั่นในสกุลเงินสำคัญของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ปูตินและการตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายการเงินสหรัฐ

    วลาดิมีร์ ปูตินกล่าวว่าสหรัฐฯ ได้ใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือในการคว่ำบาตรและควบคุมประเทศต่าง ๆ ผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ สิ่งนี้อาจจะถือเป็นการใช้ดอลลาร์ในเชิง “การทหาร” ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลในระดับโลก และผลกระทบนี้ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างของระบบการเงินระหว่างประเทศ ปูตินระบุว่าการใช้ดอลลาร์อย่างไม่สมดุลนี้จะนำมาซึ่งปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อสกุลเงินดังกล่าว และเป็นการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องมองหาทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาดอลลาร์

    การตั้งข้อเสนอของปูติน: การสร้างทางเลือกใหม่ในระบบการเงิน

    ปูตินเสนอว่าประเทศในกลุ่ม BRICS ควรจะเร่งสร้างระบบทางเลือกทางการเงินที่ยุติธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้สกุลเงินระดับภูมิภาคหรือการพัฒนาแพลตฟอร์มทางการเงินที่มีความเป็นอิสระจากระบบตะวันตก สิ่งนี้จะเป็นทางเลือกที่ทำให้แต่ละประเทศสามารถพึ่งพาตนเองและไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของชาติตะวันตก อย่างไรก็ตามปูตินยอมรับว่ากระบวนการนี้อาจจะต้องใช้เวลา แต่จะนำไปสู่ความเป็นอิสระและความมั่นคงในระยะยาวของเศรษฐกิจระดับโลก

    ความหมายของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อภูมิภาคต่าง ๆ

    การกล่าวถึงระบบการเงินใหม่นี้ไม่ได้มีผลกระทบแค่ในประเทศกลุ่ม BRICS แต่ยังส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่เสถียร ความคิดในการปรับตัวสู่ระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาดอลลาร์จะมีผลอย่างยิ่งต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชีย และแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคเหล่านี้มักต้องเผชิญกับการแทรกแซงทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ

    ในบทสรุป ปูตินได้กล่าวถึงความจำเป็นในการรวมพลังของประเทศในกลุ่ม BRICS เพื่อลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงิน แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกประเทศว่าถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องพิจารณาวิธีการใหม่ ๆ ในการดำเนินการทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องยึดติดกับระเบียบที่ถูกกำหนดโดยชาติตะวันตก

  • บทวิเคราะห์ : กลยุทธ์ของฮิซบุลลอฮ์ในการยืดเยื้อสงครามกับอิสราเอล

    บทวิเคราะห์ : กลยุทธ์ของฮิซบุลลอฮ์ในการยืดเยื้อสงครามกับอิสราเอล

    ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างฮิซบุลลอฮ์และอิสราเอลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ฮิซบุลลอฮ์ได้ใช้กลยุทธ์ที่มีเป้าหมายหลักในการยืดระยะเวลาของสงคราม เพื่อบั่นทอนกำลังพลและทรัพยากรของอิสราเอล ทั้งนี้ฮิซบุลลอฮ์มุ่งเน้นไปที่การปะทะทางภาคพื้นดิน โดยตั้งใจที่จะสร้างความสูญเสียให้กับอิสราเอลและทำให้การรุกรานทางภาคพื้นดินนั้นยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ กลยุทธ์ที่สองของฮิซบุลลอฮ์คือการกดดันอิสราเอลผ่านการโจมตีด้วยขีปนาวุธและจรวดไปยังเขตชุมชนและเมืองของอิสราเอล ทำให้เกิดความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงภายในสังคมของอิสราเอล

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของสงครามนี้คือการปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอล หากอิสราเอลไม่สามารถบุกคืบหน้าไปยังแม่น้ำลีตานี ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเลบานอน และทำลายฐานปฏิบัติการใต้ดินของฮิซบุลลอฮ์ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่นี้ได้ อิสราเอลจะเสี่ยงต่อการสูญเสียสงครามนี้ เนื่องจากฮิซบุลลอฮ์มีโครงสร้างใต้ดินที่ซับซ้อนและใช้เป็นที่ตั้งของอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม การทำลายโครงสร้างเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอิสราเอลหากต้องการลดความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยจรวดและขีปนาวุธ

    จากรายงานปัจจุบัน อิสราเอลยังไม่สามารถบุกคืบหน้าไปในภาคพื้นดินได้มากเท่าที่ควร แม้แต่ในระยะเพียง 100 เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและอุปสรรคที่อิสราเอลกำลังเผชิญ ฮิซบุลลอฮ์ได้เตรียมความพร้อมอย่างดีในด้านการป้องกัน และใช้พื้นที่ภูมิศาสตร์ของเลบานอนให้เป็นประโยชน์สูงสุด ทำให้อิสราเอลไม่สามารถบุกเข้าถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ได้ง่ายดาย

    ในระยะยาว หากอิสราเอลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในการยึดพื้นที่และทำลายโครงสร้างของฮิซบุลลอฮ์ การต่อสู้ที่ยืดเยื้อจะยิ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ฮิซบุลลอฮ์ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อลดขวัญกำลังใจของทั้งทหารและประชาชนอิสราเอล ทำให้เกิดแรงกดดันจากภายในประเทศต่อผู้นำรัฐบาลในการหาทางออกทางการทูตหรือการยุติการสู้รบ

    สรุปได้ว่า ฮิซบุลลอฮ์ได้วางแผนและดำเนินกลยุทธ์ในการยืดเยื้อสงครามอย่างเป็นระบบ การรบทางภาคพื้นดินเป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะหรือพ่ายแพ้ของอิสราเอล หากอิสราเอลไม่สามารถรับมือกับการโจมตีและการตั้งรับของฮิซบุลลอฮ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอิสราเอลในระยะยาว