Category: ข่าวด่วน

  • การเปลี่ยนแปลงสมดุลแห่งสงคราม: ความล้มเหลวของระบบป้องกันอากาศและผลกระทบต่ออิสราเอล

    การเปลี่ยนแปลงสมดุลแห่งสงคราม: ความล้มเหลวของระบบป้องกันอากาศและผลกระทบต่ออิสราเอล

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในดินแดนยึดครองของอิสราเอล เหตุการณ์ล่าสุดที่มีการโจมตีฐานทัพในเมืองไฮฟาได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในยุทธศาสตร์การรบ แม้ทางการอิสราเอลจะเคยกล่าวอ้างว่าฝ่ายตรงข้ามได้สูญเสียศักยภาพทางการทหารไปอย่างมาก แต่การโจมตีครั้งนี้กลับแสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออิสราเอล

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ระบบป้องกันทางอากาศของอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบที่ถูกมองว่ามีความทันสมัยและแข็งแกร่งที่สุดในโลก กลับล้มเหลวในการป้องกันการโจมตีครั้งนี้ โดรนสามารถทะลวงผ่านเข้าไปในดินแดนยึดครองโดยไม่มีการตรวจจับหรือสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำให้การโจมตีเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีการรายงานถึงการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากในฐานทัพที่ถูกโจมตี

    การโจมตีดังกล่าวสะท้อนถึงช่องโหว่ที่สำคัญในระบบป้องกันของอิสราเอล และทำให้เกิดคำถามขึ้นภายในดินแดนยึดครองว่า ทำไมระบบป้องกันทางอากาศจึงไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีได้ ความล้มเหลวนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล ไม่เพียงแต่จะเป็นการสูญเสียในทางยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชากรในพื้นที่อีกด้วย

    ในเชิงวิเคราะห์ การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปฏิบัติการทางทหารที่สำเร็จของฝ่ายโจมตีเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสมดุลของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง การที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน และดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อิสราเอลต้องเผชิญกับแรงกดดันมากยิ่งขึ้นจากประชากรในพื้นที่ รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ

    นอกจากนี้ การที่ประชาชนมากกว่าสองล้านคนต้องอพยพไปยังที่หลบภัย เนื่องจากความไม่ปลอดภัยจากการโจมตี แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในขณะนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางการรบและการเจรจาทางการเมืองในอนาคต หากเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความเสี่ยงในการเกิดความขัดแย้งในระดับที่สูงขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ในภาพรวม สถานการณ์นี้เป็นการทดสอบความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการจัดการกับความขัดแย้ง หากไม่มีการดำเนินการเพื่อบรรเทาความตึงเครียด การต่อสู้ในภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ขยายตัวออกไปในระดับที่กว้างขึ้น

  • การต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่

    การต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่

    การขอความช่วยเหลือเพื่อขจัดความอยุติธรรม: หลักการในอิสลามและบทเรียนจากโองการในอัลกุรอาน

    การขอความช่วยเหลือหลังจากถูกกดขี่เป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นสิทธิ์ที่พระเจ้าได้ประทานไว้แก่ผู้ที่ถูกกดขี่ ในอัลกุรอาน โองการที่ 41 ของซูเราะห์ชูรอ กล่าวว่า “และผู้ที่แก้แค้นหลังจากที่ถูกข่มเหง พวกเขาเหล่านั้นจะไม่ถูกตำหนิใดๆ” (ชูรอ: 41) โองการนี้เน้นถึงสิทธิของผู้ถูกกดขี่ในการขอความช่วยเหลือและป้องกันตนเองจากผู้ที่ข่มเหง ไม่มีใครสามารถขัดขวางพวกเขาจากการเรียกร้องความยุติธรรมได้ และการกล่าวโทษหรือห้ามผู้ที่เรียกร้องสิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในหลักศาสนา

    จากการวิเคราะห์เนื้อหาของโองการนี้ อิสลามให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและการปกป้องผู้ถูกกดขี่ในทุกกรณี โดยหลักพื้นฐานก็คือ ผู้ที่ถูกข่มเหงมีสิทธิ์ที่จะหาทางแก้แค้นหรือขอความช่วยเหลือจากสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ผิดศีลธรรม เพราะการตอบโต้การกดขี่เป็นสิ่งที่สังคมที่รักความยุติธรรมควรส่งเสริม นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกกดขี่ไม่ควรถูกตำหนิหรือลงโทษ เพราะพวกเขาเพียงต้องการคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง

    บทเรียนจากการตีความในฮะดีษ: การเชื่อมโยงกับการปรากฏตัวของอิมามมะห์ดี

    การตีความโองการนี้ในบางฮะดีษของศาสนาอิสลาม ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรมของท่านอิมามมะห์ดี (อ.จล.) ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ตามคำพยากรณ์จะปรากฏตัวในยุคสุดท้ายเพื่อทำลายความอยุติธรรมและความกดขี่ทั่วโลก การยืนหยัดของท่านเป็นการแสดงให้เห็นถึงการขอความช่วยเหลือของผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก การปรากฏตัวของอิมามมะห์ดีจึงเป็นการตอกย้ำถึงสิทธิ์ของผู้ที่ถูกกดขี่ในการขอความช่วยเหลือและการได้รับความช่วยเหลือจากผู้รักความยุติธรรม

    ในทางอิสลาม เชื่อกันว่าการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมของผู้ที่ตื่นรู้ทุกคน เมื่อมีคนถูกรังแก สังคมที่รักความยุติธรรมต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ และการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมนี้ ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ผู้ถูกกดขี่ควรทำ แต่ยังเป็นสิ่งที่ผู้อื่นควรสนับสนุนด้วย ดังที่อิมามมะห์ดีจะขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ยืนเคียงข้างความยุติธรรมในยุคสุดท้าย

    การเชื่อมโยงสู่ปัจจุบัน: หน้าที่ของมนุษย์ในการช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่

    หลักคำสอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในยุคไหนก็ตาม การยืนหยัดข้างผู้ที่ถูกกดขี่เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความรักความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกดขี่ในครอบครัว สังคม หรือในระดับโลก การยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรมเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมที่สังคมควรมี นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกกดขี่ก็ไม่ควรถูกมองว่าผิดหรือผิดศีลธรรมในการขอความช่วยเหลือ เพราะในทุกศาสนาและทุกวัฒนธรรม ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการและเรียกร้อง

    ศาสนาอิสลามจึงสอนให้เราทุกคนยืนเคียงข้างผู้ถูกกดขี่และให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ในบางกรณี การนิ่งเงียบต่อความอยุติธรรมอาจถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนผู้กดขี่โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การพูดออกมาและยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน

     

    จากโองการในอัลกุรอานและฮะดีษที่เกี่ยวข้อง เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการขอความช่วยเหลือหลังจากถูกกดขี่เป็นสิทธิ์ที่อิสลามได้มอบไว้แก่ทุกคน และการช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่เป็นหน้าที่ของสังคม ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่สังคมที่ดีควรยึดถือ และเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมในทุกระดับ หวังว่าการปรากฏของอิมามมะห์ดีจะนำพาความยุติธรรมกลับมาสู่โลกในเร็ววัน

  • ศรัทธาและอุดมการณ์มีชัยเหนืออาวุธ: จากกำแพงเหล็กคอยบาร์สู่โดมเหล็กไซออนิสต์

    ศรัทธาและอุดมการณ์มีชัยเหนืออาวุธ: จากกำแพงเหล็กคอยบาร์สู่โดมเหล็กไซออนิสต์

    ศรัทธาและอุดมการณ์มีชัยเหนืออาวุธ: จากกำแพงเหล็กคอยบาร์สู่โดมเหล็กไซออนิสต์

    ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราได้เห็นความสำคัญของอาวุธในการปกป้องและทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเหล็กของป้อมปราการในยุคโบราณหรือเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ ความเชื่อที่ว่า “ศรัทธาและอุดมการณ์” เป็นพลังที่แท้จริงในการนำพาไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าอาวุธจะทรงพลังเพียงใดก็ตาม ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จิตวิญญาณของคนที่ยึดมั่นในศรัทธาและอุดมการณ์นั้น มักจะเอาชนะอาวุธที่แข็งแกร่งกว่าได้เสมอ

    กำแพงเหล็กคอยบาร์: การล้มปราการด้วยศรัทธา

    หนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงพลังของศรัทธาคือการรบที่คอยบาร์ (خیبر) ในศตวรรษที่ 7 คอยบาร์เป็นเมืองป้อมปราการที่ตั้งอยู่ในเขตฮิญาซ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวยิวในสมัยนั้น เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องกำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งและมั่นคง ป้องกันเมืองจากการรุกรานเป็นเวลาหลายปี ชาวยิวที่อาศัยอยู่ในคอยบาร์วางใจในกำแพงและป้อมปราการของพวกเขาว่าไม่มีใครจะสามารถตีแตกได้

    อย่างไรก็ตาม ในสงครามคอยบาร์ กองทัพมุสลิมที่นำโดยท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) ได้บุกโจมตีเมืองนี้ โดยมีท่านอาลี บิน อบี ตอลิบ เป็นผู้นำในการต่อสู้ แม้ว่าเมืองจะถูกป้องกันด้วยกำแพงเหล็กหนาทึบ แต่ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าและความมุ่งมั่นในอุดมการณ์อิสลาม ท่านอาลีก็สามารถยกประตูเหล็กขนาดใหญ่ของป้อมปราการออกจากที่ตั้ง ซึ่งเปิดทางให้กองทัพมุสลิมสามารถบุกเข้าไปและยึดเมืองได้สำเร็จ การยกประตูเหล็กนี้เป็นสัญลักษณ์ของการที่พลังใจและศรัทธาเอาชนะกำแพงเหล็กที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำลายได้

    โดมเหล็กไซออนิสต์: เทคโนโลยีป้องกันในยุคปัจจุบัน

    ในปัจจุบัน อิสราเอลได้พัฒนาระบบป้องกันทางอากาศที่เรียกว่า “โดมเหล็ก” (Iron Dome) เพื่อสกัดกั้นจรวดและขีปนาวุธที่ถูกยิงมายังเขตแดนของตน ระบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโต้การโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาส (Hamas) และกองกำลังอื่นๆ ที่ยิงจรวดไปยังอิสราเอล ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ ระบบโดมเหล็กสามารถระบุและทำลายจรวดในอากาศได้อย่างแม่นยำ ทำให้อิสราเอลสามารถปกป้องเมืองและประชากรของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โดมเหล็กนี้เป็นเสมือน “กำแพงเหล็ก” ในยุคสมัยใหม่ที่ป้องกันการรุกรานจากภายนอก และแสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการทหาร แต่หากย้อนกลับไปพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ของคอยบาร์ แม้ว่าอาวุธและเทคโนโลยีจะสำคัญ แต่สิ่งที่ชี้ขาดชัยชนะกลับเป็นศรัทธาและอุดมการณ์ที่แน่วแน่ของผู้ต่อสู้

    ศรัทธาและอุดมการณ์: พลังที่แท้จริงของชัยชนะ

    จากทั้งสองเหตุการณ์ข้างต้น เราเห็นได้ว่าอาวุธและเทคโนโลยีสามารถสร้างความได้เปรียบในสนามรบได้ แต่สิ่งที่มีพลังเหนือกว่านั้นคือศรัทธาและอุดมการณ์ ศรัทธาเป็นพลังภายในที่ไม่สามารถวัดค่าได้ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถต่อสู้และก้าวข้ามความกลัวและข้อจำกัดของตนเองได้ อุดมการณ์เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง ที่ทำให้คนยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เขาเชื่อมั่น

    การล้มกำแพงเหล็กของคอยบาร์ไม่ได้มาจากกำลังกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพลังของศรัทธาที่แน่วแน่ในอุดมการณ์ศาสนา ในทำนองเดียวกัน การที่อิสราเอลใช้เทคโนโลยีโดมเหล็กเพื่อปกป้องประเทศของตน แสดงถึงความเชื่อมั่นในการปกป้องอธิปไตย แต่การต่อสู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่อาวุธ หากแต่อยู่ที่ความพร้อมของประชาชนในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ

    บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

    แม้ว่าโดมเหล็กของอิสราเอลจะดูเหมือนป้อมปราการที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ แต่ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่า กำแพงเหล็กของคอยบาร์ซึ่งแข็งแกร่งกว่าก็ยังถูกทำลายได้ ด้วยพลังของศรัทธาและความมุ่งมั่นที่เหนือกว่ากำลังทางวัตถุใดๆ ในที่สุด ความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีหรืออาวุธไม่ได้เป็นตัวชี้วัดชัยชนะที่แท้จริง หากแต่อยู่ที่จิตวิญญาณของผู้คนที่ยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ

    จากกำแพงเหล็กคอยบาร์สู่โดมเหล็กไซออนิสต์ เราเห็นได้ว่าศรัทธาและอุดมการณ์มีชัยเหนืออาวุธเสมอ อาวุธอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดความได้เปรียบทางการรบ แต่สิ่งที่ทำให้เกิดชัยชนะที่แท้จริงคือความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และพลังของศรัทธาที่ไม่อาจพ่ายแพ้ พลังนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการคำนวณทางวัตถุ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้เสมอ

    เรียบเรียงโดย : อันวารี

  • ครบรอบหนึ่งปีปฏิบัติการ “พายุอัลอักซอ”

    ครบรอบหนึ่งปีปฏิบัติการ “พายุอัลอักซอ”

    เมื่อครบรอบหนึ่งปีของปฏิบัติการ “พายุอัลอักซอ” ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่มีต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยในช่วงเวลาเดียวกันนี้ สื่อ KHAMENEI.IR ได้เผยแพร่ข้อความหนึ่งจากคำกล่าวของผู้นำสูงสุดของอิหร่านในภาษาฮีบรูผ่านทางบัญชี Twitter (X) ของพวกเขา

    การดำเนินการ “พายุอัลอักซอ” มีผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินการของรัฐไซออนิสต์ ทำให้พวกเขาถอยกลับไปถึง 70 ปี โดยในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว นักรบจากกลุ่มอัล-คาซัม (Al-Qassam) สามารถเจาะเข้าไปยังแนวชายแดนและเข้ายึดครองพื้นที่ทางทหารและพื้นที่ที่ถูกยึดครองรอบ ๆ ฉนวนกาซาได้สำเร็จ

    ในช่วงเวลานั้น นักรบได้ทำการสังหาร บาดเจ็บ และจับกุมทหารและกลุ่มคนที่เป็นผู้ยึดครองพื้นที่ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดุลอำนาจในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความสามารถของกลุ่มต่อสู้ในภูมิภาคนี้ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายและสถานการณ์ที่ซับซ้อนอีกด้วย

    การเฉลิมฉลองปีครบรอบนี้จึงเป็นโอกาสให้ผู้คนได้ทบทวนถึงประวัติศาสตร์และความสำคัญของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในดินแดนที่ถูกยึดครอง และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของชาวปาเลสไตน์ในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตน

  • ปฏิกิริยาของกลุ่มฮามาสต่อคำกล่าวของผู้นำสูงสุดอิหร่านในวันศุกร์

    ปฏิกิริยาของกลุ่มฮามาสต่อคำกล่าวของผู้นำสูงสุดอิหร่านในวันศุกร์

    “มาร์ดาวี” สมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮามาส ได้แสดงความชื่นชมคำกล่าวของผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งกล่าวในระหว่างพิธีละหมาดวันศุกร์ โดยได้กล่าวถึงการสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์อย่างแข็งขันและต่อเนื่อง

    มาร์ดาวีกล่าวว่า คำกล่าวของผู้นำสูงสุดเป็นกำลังใจสำคัญให้กับการกระทำเชิงรุกที่อิหร่านได้แสดงออกเพื่อสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะการโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่ล่าสุดที่สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายอิสราเอล

    คำแถลงดังกล่าวยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนชาวปาเลสไตน์และเลบานอนในการต่อต้านการรุกรานของอิสราเอล ท่ามกลางแรงกดดันระหว่างประเทศและการสนับสนุนจากชาติตะวันตกที่เอื้อประโยชน์ต่ออิสราเอล ซึ่งทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและมีผลกระทบต่อภูมิภาค

    มาร์ดาวีเน้นย้ำว่า การโจมตีดังกล่าว (ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “สัญญาที่มั่นคง 2”) เป็นก้าวสำคัญในการยับยั้งการสังหารหมู่ของชาวปาเลสไตน์ และลดความเย่อหยิ่งของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “เบนจามิน เนทันยาฮู” ที่คิดว่าการลอบสังหารผู้นำฝ่ายต่อต้านในปาเลสไตน์และเลบานอนจะหยุดยั้งขบวนการต่อต้าน

  • ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม : บิดาแห่งขีปนาวุธอิหร่านและวีรบุรุษแห่งสงคราม”

    ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม : บิดาแห่งขีปนาวุธอิหร่านและวีรบุรุษแห่งสงคราม”

    พลเอกผู้พลีชีพ ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม (1338-1390 ฮิจเราะห์) เป็นนักต่อสู้ต่อต้านระบอบปาห์ลาวีก่อนการปฏิวัติอิสลามและผู้มีบทบาทในสงครามแปดปีที่อิรักบุกอิหร่าน เขาใช้ชีวิตกว่า 25 ปีในการพัฒนาและจัดตั้งแผนกปืนใหญ่และขีปนาวุธของอิหร่าน จนได้รับสมญานามว่าเป็น “บิดาแห่งขีปนาวุธของอิหร่าน”

    ประวัติชีวิต

    ฮัสซัน เตหะรานี เกิดเมื่อวันที่ 6 อาบาน 1338 (ตรงกับวันที่ 28 ตุลาคม 1959) ที่ย่านเซอรเชเมห์ ในกรุงเตหะราน ตั้งแต่วัยเด็ก เขาได้เรียนรู้คำสอนศาสนาอิสลามจากมัสยิดซัยยิดะฮ์นับ กุบรอ ภายใต้การดูแลของอยาตุลเลาะห์ ซัยยิดอาลี ลาวาซานี เขาเริ่มกิจกรรมของเขาผ่านการเป็นสมาชิกกลุ่มร้องเพลงของมัสยิด และต่อมาได้มีส่วนร่วมในกลุ่มปฏิวัติที่ต่อสู้กับระบอบปาห์ลาวี จนกระทั่งได้รับชัยชนะในการปฏิวัติอิสลาม

    ในช่วงที่การปฏิวัติกำลังรุนแรงขึ้น เขาและเพื่อนๆ ได้เริ่มทำอาวุธทำเอง เช่นระเบิดมือ ในคืนวันที่ 22 บะฮ์มาน (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1979) เขาและเพื่อนๆ ได้ยึดยานทหารของกองทัพได้สำเร็จ

    กิจกรรมและหน้าที่ในสงคราม

    หลังจากที่อิรักบุกอิหร่านในปี 1359 (1980) เตหะรานี มุก็อดดัม ได้เห็นถึงความสำคัญในการจัดตั้งแผนกปืนใหญ่และขีปนาวุธของกองทัพ หลังจากที่ได้รับชัยชนะในการยึดปืนใหญ่จากอิรักในหลายๆ สมรภูมิ เขาได้นำความรู้นี้มาพัฒนาให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามมีศักยภาพในการใช้ปืนใหญ่และขีปนาวุธที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ในปี 1362 (1983) เขาได้รับมอบหมายให้จัดตั้งแผนกขีปนาวุธของกองกำลังพิทักษ์ฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่าน เตหะรานี มุก็อดดัม ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาขีปนาวุธ “นาซะอาต” ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่ผลิตในประเทศอิหร่านครั้งแรกในปี 1366 (1987) และในปี 1377 (1998) เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาขีปนาวุธ “ชาฮับ-3” ซึ่งเป็นระบบขีปนาวุธที่ทันสมัยในยุคนั้น

    การเสียชีวิต

    ฮัสซัน เตหะรานี มุก็อดดัม เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 อาบาน 1390 (12 พฤศจิกายน 2011) ในการทดสอบขีปนาวุธที่ค่ายทหารในเมืองมาลาร์ด เมื่อเกิดระเบิดที่คลังอาวุธ

    เขาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทำให้อิหร่านมีความมั่นคงทางด้านการป้องกันประเทศ และผลงานของเขายังคงเป็นรากฐานสำคัญต่อความสำเร็จด้านการทหารของอิหร่านจนถึงปัจจุบัน

  • ฮิซบุลลอฮ์เตรียมพร้อมสู้ศึกทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเลบานอน”

    ฮิซบุลลอฮ์เตรียมพร้อมสู้ศึกทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องเลบานอน”

    ฮิซบุลลอฮ์ ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านการยึดครองที่มีบทบาทสำคัญในเลบานอน ยังคงแสดงถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมในการต่อสู้กับศัตรูทุกครั้งที่พยายามเข้ามารุกรานในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ในการสัมภาษณ์ล่าสุด มะห์มูด กอมัฏี รองประธานสภาการเมืองของฮิซบุลลอฮ์ ได้กล่าวถึงความสำเร็จในการป้องกันศัตรูจากการเข้ามารุกล้ำในทุกพื้นที่ที่ศัตรูพยายามเข้ามา

     

    กอมัฏีระบุว่า กลุ่มฮิซบุลลอฮ์เตรียมพร้อมเต็มที่สำหรับการปะทะที่อาจเกิดขึ้น หากศัตรูตัดสินใจทำการรุกล้ำทางบก โดยเขากล่าวว่ากองกำลังของฮิซบุลลอฮ์มีความได้เปรียบเหนือศัตรูในการสู้รบในแนวรบทางบก ทั้งนี้ เขายังยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่ศัตรูพยายามจะเข้ามารุกราน จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสุสานสำหรับทหารและรถถังของพวกเขา

    นอกจากความพร้อมในการป้องกันประเทศแล้ว ฮิซบุลลอฮ์ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่สำคัญ ในวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้เดินทางมายังเลบานอน เพื่อย้ำถึงการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าอิหร่านยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างเลบานอนในการเผชิญหน้ากับศัตรู

    การแสดงความพร้อมในการต่อสู้ของฮิซบุลลอฮ์และการสนับสนุนจากอิหร่านนี้ ส่งผลให้ศัตรูต้องพิจารณาการเคลื่อนไหวใดๆ อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น

  • บอร์เรลแสดงความกังวลต่อการยั่วยุของอิสราเอลในภูมิภาค

    บอร์เรลแสดงความกังวลต่อการยั่วยุของอิสราเอลในภูมิภาค

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายโจเซฟ บอร์เรล ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงของสหภาพยุโรป ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการกระทำยั่วยุของอิสราเอลในภูมิภาคที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น

    บอร์เรลระบุว่าประชาคมโลกต่างแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับปฏิบัติการของอิสราเอล ซึ่งอาจตอบโต้ต่อการเคลื่อนไหวทางการทหารของอิหร่านได้อย่างรุนแรง โดยมีความกังวลว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิสราเอลและอิหร่านอาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและประชาชนทั่วไป

    นอกจากนี้ เขายังวิจารณ์การกระทำของอิหร่านโดยระบุว่า อิหร่านอาจทำพลาดที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยเน้นย้ำว่า

    การยั่วยุที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงผลกระทบที่อาจตามมา และเรียกร้องให้มีการเจรจาและลดความตึงเครียดเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

    การแสดงความกังวลของบอร์เรลมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีประวัติการเผชิญหน้าทางการทหารและการเมืองอย่างยาวนานในภูมิภาค

  • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีฐานทัพทหารอิสราเอล

    กลุ่มฮิซบอลเลาะห์โจมตีฐานทัพทหารอิสราเอล

    กลุ่มฮิซบอลเลาะห์แห่งเลบานอนได้ประกาศว่า เมื่อเช้าวันนี้ ได้ใช้จรวด “บูร์กาน” โจมตีเป้าหมายที่เป็นรถหุ้มเกราะและสถานที่ตั้งของทหารไซออนิสต์ (อิสราเอล)

    นอกจากนี้ ฮิซบอลเลาะห์ยังได้ตอบโต้การโจมตีของกองกำลังไซออนิสต์ในเขตดาฮียะตอนใต้ ซึ่งเป็นการยิงโจมตีทีมกู้ภัย โดยฮิซบอลเลาะห์ได้กล่าวว่า รัฐบาลไซออนิสต์ยังคงดำเนินการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อไป

  • ขบวนการต่อสู้เพื่ออิสลามในอิรัก: ในปฏิบัติการ 3 ครั้งแยกกันในโกลานและทิเบเรียส ในดินแดนที่ถูกยึดครองของเรา เราได้โจมตี 3 เป้าหมายด้วยโดรน

    ขบวนการต่อสู้เพื่ออิสลามในอิรัก: ในปฏิบัติการ 3 ครั้งแยกกันในโกลานและทิเบเรียส ในดินแดนที่ถูกยึดครองของเรา เราได้โจมตี 3 เป้าหมายด้วยโดรน

    ขบวนการต่อสู้เพื่ออิสลามในอิรัก: ในปฏิบัติการ 3 ครั้งแยกกันในโกลานและทิเบเรียส

    ในดินแดนที่ถูกยึดครองของเรา เราได้โจมตี 3 เป้าหมายด้วยโดรน