Category: อัลกุรอาน

  • คู่สนทนาของอัลกุรอาน (กุรอาน พูดกับใคร)

    คู่สนทนาของอัลกุรอาน (กุรอาน พูดกับใคร)

    คู่สนทนาของอัลกุรอาน

    จำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่อง “คู่สนทนาของอัลกุรอาน”ว่า แต่ละสำนักคิด ศาสนาไม่ว่าจะเป็นเทวะนิยมหรือเป็นแนวทางที่ถูกสร้างขึ้นมาต้องมีคู่สนทนาของตนเองทั้งสิ้น ซึ่งคู่สนทนาของแต่ละกลุ่มนั้นย่อมแตกต่างกัน (more…)

  • โฉมหน้าผู้ศรัทธาในมุมมองของกุรอาน

    โฉมหน้าผู้ศรัทธาในมุมมองของกุรอาน

    หลายสัปดาห์เข้าไปอ่านเว็บไซต์ ภาษาฟาร์ซีเว็บนึงเป็นเว็บดีมากมีบทความหลากหลายมากมายเลยทีเดียว ก็เลยหยิบมาแปล เป็นบทความสั้น ๆ ที่บอกถึงคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่แท้จริง (more…)

  • เครื่องมือที่ใช้ในการเขียนบันทึก

    เครื่องมือที่ใช้ในการเขียนบันทึก

              อุปกรณ์การเขียนหนังสือในสมัยการประทานอัลกุรอานนั้นเป็นอุปกรณ์ง่าย ๆ  มุสลิมใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่สามารถนำมาเขียนบนสิ่งนั้นได้ ในการรวบรวมฮะดีษและการบันทึกอัลกุรอานก็ได้กล่าวถึงอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอัลกุรอานมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนี้ (more…)

  • อิซติฆฟารขุมทรัพย์แห่งอัลกุรอาน

    อิซติฆฟารขุมทรัพย์แห่งอัลกุรอาน

    ตามคำสอนของอัลกุรอาน การกระทำของมนุษย์และเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันถือว่ามีความเชื่อมโยงกับพระประสงค์ขององค์ผู้อภิบาล การสร้างสรรค์และดำเนินชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการกำหนดจากพระองค์ โดยทุกๆ การกระทำมีผลสะท้อนกลับไปสู่ผู้กระทำทั้งในทางที่ดีและไม่ดี บทความนี้จะพาเราศึกษาถึงแนวทางการเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพตามอัลกุรอาน ผ่านแง่มุมต่างๆ เช่น การขออภัยโทษ (อิสติฆฟาร) ความศรัทธา (อีมาน) การยำเกรง (ตักวา) การขอพร (ดุอาอ์) การมอบหมายต่อพระองค์ (ตะวักกัล) การขอบคุณ (ชุกร์) และการแต่งงาน เป็นต้น

    อิสติฆฟาร: การขออภัยและการกลับเนื้อกลับตัว

    หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่อัลกุรอานและบรรดาผู้นำในศาสนาได้เน้นย้ำเสมอคือการอิสติฆฟาร (การขออภัยโทษต่อพระองค์อัลลอฮ์) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากความผิดบาป นอกจากนี้ยังมีผลในการเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพในชีวิตประจำวันของมนุษย์ด้วย

    ในอัลกุรอานมีโองการหลายโองการที่กล่าวถึงความสำคัญของการอิสติฆฟาร เช่น ในซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 3 ที่กล่าวว่า:

    “และท่านทั้งหลายจงขออภัยต่อองค์อภิบาลของพวกท่านเถิด แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงประทานความสุขอันงดงามแก่พวกท่านตราบจนถึงอายุขัยที่กำหนดไว้”

    ชนเผ่าอ๊าด ซึ่งมีร่างกายแข็งแรงและทรัพย์สมบัติมากมาย หลงระเริงกับเนี๊ยะมัต (ความโปรดปราน) จากพระองค์ จนถึงขั้นหันไปกราบไหว้รูปปั้นและตั้งภาคีต่อพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงส่งศาสดาฮูด (อ.) มาเพื่อชี้นำพวกเขา แม้ว่าศาสดาฮูดจะพยายามนำพวกเขากลับสู่ทางที่เที่ยงตรง แต่ส่วนใหญ่ของชนเผ่าอ๊าดกลับต่อต้าน และพระองค์จึงลงโทษด้วยความแห้งแล้งนานถึง 7 ปี ซึ่งศาสดาฮูดได้กล่าวเชิญชวนพวกเขาให้ทำการอิสติฆฟารเพื่อเรียกคืนความสุขและความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต

    อีกตัวอย่างหนึ่งปรากฏในซูเราะฮ์นุฮ์ โองการที่ 10-12 ที่กล่าวว่า:

    “พวกท่านทั้งหลาย จงขออภัยต่อองค์อภิบาลของพวกท่านเถิด เพราะแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษอย่างแท้จริง พระองค์จะทรงหลั่งน้ำฝนอย่างมากมายแก่พวกท่าน และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนทรัพย์สินและลูกหลานแก่พวกท่าน”

    ประโยชน์ของการอิสติฆฟาร

    การอิสติฆฟารในอัลกุรอานกล่าวถึงผลพวงที่ชัดเจน เช่น การได้รับความอุดมสมบูรณ์จากฝน การเพิ่มพูนทรัพย์สินและบุตรหลาน อีกทั้งยังนำไปสู่ความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ท่านอิมามริฏอ (อ.) ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มาขอคำปรึกษาในเรื่องความยากจน ขาดแคลนทรัพย์สิน และไม่มีบุตร โดยทุกครั้งท่านได้แนะนำให้พวกเขาทำการอิสติฆฟาร เนื่องจากการอิสติฆฟารนั้นเป็นวิธีที่นำมาซึ่งพระประสงค์ของพระองค์ในการประทานเนี๊ยะมัตเหล่านี้

    ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการอิสติฆฟาร

    ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอิสติฆฟารคือช่วงใกล้รุ่ง โดยเฉพาะในคืนวันศุกร์ อัลกุรอานได้กล่าวถึงผู้ที่ขออภัยโทษในช่วงใกล้รุ่ง เช่นในซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 17 และซูเราะฮ์ซาริยาต โองการที่ 18 ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้อรรถาธิบายว่า ผู้ใดกล่าวอิสติฆฟาร 70 ครั้งในช่วงเวลานั้น จะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ที่ขออภัยในยามใกล้รุ่ง

    วิธีการทำอิสติฆฟาร

    ท่านอิมามศอดิก (อ.) ได้แนะนำให้ผู้ที่ต้องการทำอิสติฆฟารทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การกล่าว “อัสตัฆฟิรุลลอฮะ วะอะตูบุอิลัยฮ์” 70 ครั้งหลังการนมาซวิเตร และผู้ที่ทำเช่นนี้เป็นเวลา 1 ปี พระองค์อัลลอฮ์จะบันทึกชื่อเขาไว้ในหมู่ชนผู้ที่ขออภัยในยามใกล้รุ่ง และการอภัยเขานั้นจะเป็นวาญิบสำหรับพระองค์

    สรุปได้ว่า การอิสติฆฟารเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพและนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชีวิตของผู้ที่ปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยการขออภัยและกลับใจสู่พระองค์อัลลอฮ์อย่างแท้จริง

    อ้างอิง:

    • อัลกุรอาน
    • ริวายะฮ์จากบรรดาอิมาม
  • อิมามโคมัยนีกับปรัชญาแห่งฮัจญ์

    อิมามโคมัยนีกับปรัชญาแห่งฮัจญ์

    واعتصموابحبل اللةجميعاولاتفرقوا

    จงยึดสายเชือกของอัลลอฮ์อย่างพร้อมเพรียงกัน และจงอย่าแตกแยกกัน

    (ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน โองการที่ 103) (more…)

  • วัฒนธรรมกุรอาน วัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

    วัฒนธรรมกุรอาน วัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

    هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَلَوْ كَرِهَ الْمُشْرِكُونَ

    “พระองค์คือผู้ทรงส่งรอซูลของพระองค์ด้วยการชี้นำทาง และศาสนาแห่งสัจธรรมเพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาอิสลามอยู่เหนือศาสนาทั้งมวล ถึงแม้พวกตั้งภาคีจะเกลียดชังก็ตาม” (ซูเราะฮ์อัศศ๊อฟ โองการที่ 9) (more…)

  • ความละอายในมุมมองของอัลกุรอาน

    ความละอายในมุมมองของอัลกุรอาน

    ความละอายคือความรู้สึกผิดหรือความละอายใจที่เกิดจากการสำนึกผิดจากการมีพฤติกรรมที่ไร้เกียรติและน่ารังเกียจ

    (more…)

  • ผลของความพยายามของมนุษย์ 

    ผลของความพยายามของมนุษย์ 

    ผลของความพยายามของมนุษย์ 

    อัลกุรอานกล่าวไว้ในโองการที่ 39 ซูเราะฮ์นัจม์ ว่า – 

    وَأَنْ لَيْسَ لِلإنْسَانِ إِلا مَا سَعَى

    และมนุษย์จะไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เขาขวนขวายเอาไว้ (more…)

  • อธิบายซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่ 1

    อธิบายซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ โองการที่ 1

    บทนำ

    ซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ เป็นซูเราะฮ์ที่ประทานลงมา ณ เมืองมะดีนะฮ์ซึ่งประกอบด้วย 120 โองการ 2,804 คำ และ11,933 อักษร นักวิชาการสายอุลูมกุรอานกล่าวกันว่า ซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมาหลังจากซูเราะฮ์ฟัฏฮ์ แต่ในบางรายงานได้บันทึกไว้ว่า ซูเราะฮ์มาอิดะฮ์ประทานในช่วงเทศกาลฮัจญ์ตุ้ลวิดาอ์ (ฮัจญ์อำลาของท่านนบี ซ.ล.) ระหว่างการเดินทางจากมักกะฮ์สู่มาดีนะฮ์ ทว่าตามลำดับเรียบเรียงของอัลกุรอานซูเราะฮ์นี้ ปรากฎอยู่ในลำดับที่ 5 ของซูเราะฮ์อัลกุรอานทั้งหมด

    นามของซูเราะฮ์ “มาอิดะฮ์” หมายถึง “สำรับอาหาร”  ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องราวการประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าสำหรับวงศ์วานของท่านศาสดาอีซา (อ) ซึ่งมีกล่าวไว้ในโองการที่ 114 ของซูเราะฮ์

    ใจความโดยรวมของซูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ สาธยายถึงวิชาการเกี่ยวกับหลักการศรัทธาในอิสลาม รวมไปถึงภาระกิจหรือบัญญัติต่าง ๆ ที่ผู้ศรัทธาพึงจะต้องปฏิบัติ 

    ประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์

    1. กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการแต่งตั้งท่านอาลี อามีรุ้ลมุอฺมินีน (อ) การเป็นผู้นำหลังจากท่านศาสดา (ซ.ล) 
    2. กล่าวถึงหลักการศรัทธาของบรรดาสาวกของท่านศาสดาอีซา (อ)
    3. กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวันอาคิเราะฮ์ วันฟื้นคืนชีพ และการเป็นสักขีพยายานของบรรดาศาสดาในแต่ละยุคแก่ประชาชาติของตนเอง
    4. กล่าวถึงการคงมั่นในคำมั่นสัญญา ความเท่าเทียมในสังคม การเป็นสักขีพยาน
    5. กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของลูกหลานของท่านศาสดาอาดัม (อ)
    6. กล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่สะอาดและเป็นที่อนุมัติ
    7. กล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับการทำวูฏู และการทำตะยัมมุม

    โองการสำคัญที่สุดในซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ คือโองการที่กล่าวถึงการแต่งตั้งท่านอาลี อามีรุ้ลมุอฺมินีน (อ)  ครั้งเมื่อเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่านนบี (ซ.ล) พร้อมกับอุมมะฮ์ของท่าน ณ บ่อน้ำฆอดีรคุม ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้กล่าวเอาไว้ในโองการที่  3 และโอการที่ 67 ของซูเราะฮ์นี้  และการบริจาคทานด้วยแหวนของท่าน อาลี อามีรุ้ลมุอฺมีนีน (อ) ขณะที่ท่านกำลังก้มลงรูกัวะอฺ (โค้งคาราวะ) ต่อพระองค์ ขณะที่ท่านทำนมาซ ในโองการที่ 55 ของซูเราะฮ์ดังกล่าว

    โองการที่  1

    يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَوْفُواْ بِالْعُقُودِ أُحِلَّتْ لَكُم بَهِيمَةُ الأَنْعَامِ إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ إِنَّ اللّهَ يَحْكُمُ مَا يُرِيدُ  (1)

    คำแปล :

    โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงรักษาบรรดาสัญญาของพวกเจ้าเถิด    สัตว์ประเภทปศุสัตว์นั้นได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว นอกจากสัตว์ที่ถูกสาธยายแก่พวกเจ้าเท่านั้น โดยมิใช่สัตว์ที่ถูกเจ้าล่าในขณะที่พวกเจ้าอยู่ในสภาพเอียะรอม  แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.)นั้นทรงชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์(1)

    ขยายความ

    จากการบันทึกของบรรดานักตัฟซีรเกี่ยวกับโองการนี้ซึ่งกล่าวไว้ว่า ซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมายังท่านศาสดา (ซ.ล.) ซึ่งมีฮาดิษจากท่านอิม่ามบากิร (อ)   รายงานจากท่านอาลี บุตรของอาบีฏอลิบ (อ) กล่าวว่า หลังจากซูเราะฮ์นี้ถูกประทานลงมา ท่านศาสดามีชีวิตอยู่อีกเพียงสองหรือสามเดือนเท่านั้น”.

    เช่นเดียวกันได้มีบันทึกว่าซูเราะฮ์นี้เป็น “ซูเราะฮ์นาสิค” (ซูเราะฮ์ยกเลิกโองการก่อนหน้านี้) โดยมีรายงานบันทึกเป็นหลักฐานไว้ซึ่งเราได้กล่าวไปแล้วใน ซูเราะฮ์อัล-บากอเราะฮ์ โองการที่ 281) แต่อาจมีผู้สงสัยว่า ทำไมจึงมีรายงานว่าโองการสุดท้ายที่ถูกประทานลงมา ไม่ได้อยู่ในซูเราะฮ์นี้ 

    ตอบ : แน่นอนถ้าหากเป็นเพียงโองการแล้วถูกต้อง โองการสุดท้ายไม่ใช่โองการในซูเราะฮ์นี้ แต่ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ คือซูเราะฮ์หาใช่โองการไม่เพราะซูเราะฮ์นี้เป็นซูเราะฮ์สุดท้ายไม่ใช่โองการสุดท้าย 

    يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ أَوْفُواْ بِالْعُقُود…ِ

    คำเตือนดังกล่าว เหมือนดั่งผู้กำลังจะออกเดินทาง และกำลังจะสั่งเสียถึงสิ่งสำคัญต่าง ๆ ฉะนั้นโองการนี้กำชับผู้ศรัทธาทั้งหลาย ให้ยึดมั่นบนสัญญาต่าง ๆ   ที่ให้ไว้ ไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นประเภทใดก็ตาม

     “الْعُقُود” ในหลักภาษาหมายถึง “การผูกระหว่างเชือกสองเส้น หรือ ระหว่างสองข้างเชือกให้ติดกัน” และคำว่า “العقد” ถูกนำมาใช้ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะทำสัญญาอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ ใช่ว่าจะหมายถึงทุก ๆ คำมั่นสัญญาหรือข้อตกลงที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่มีหลักค้ำประกัน  คำดังกล่าวให้ความหมายรวมไปถึงทุก ๆ คำสัญญา (ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจต่อกัน) ระหว่างมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม หรือระหว่างมนุษย์กับพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)  ในทุกเรื่องและการงาน

    ในหนังสือรุฮุลมาอานี ได้คัดลอกจาก รอฆิบ : คำว่า “อักดฺ” (สัญญา ข้อตกลง) แบ่งออกเป็นสามระดับคือ

    1. ข้อตกลงระหว่างมนุษย์ กับ พระเจ้าของเขา
    2. ข้อตกลงระหว่างมนุษย์ กับ ตัวของเขาเอง
    3. ข้อตกลงระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

    (ตัฟซีรรูฮุลมาอานี โองการดังกล่าว)

    ประเด็นสำคัญ

    1. โองการนี้เป็นโองการหนึ่งที่นักนิติบัญญัติได้นำมาอ้าง ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาต่าง ๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องรักษามันไว้ ห้ามบิดพริ้ว ซึ่งเรียกกฏดังกล่าวว่า “กออิดะฮ์ตุลลุซูม” และโองการนี้ได้กล่าวถึง คำสัญญาระหว่างมนุษย์ กับพระเจ้าของเขาเกี่ยวกับผู้นำ ผู้เผยแพร่ที่มาจากพระองค์อีกด้วย 
    2. การรักษาคำสัญญาและข้อตกลง เป็นรากแก้วแห่งศาสนาอิสลาม เพราะถ้าหากสังคมหนึ่งสังคมใดปราศจากคำมั่นสัญญา สัมคมนั้นย่อมขาดความสงบสุข เพราะเหตุดังกล่าวอัลกุรอานจึงกำชับเอาไว้ และเช่นเดียวกัน ท่านอิม่ามอาลี (อ) ได้กล่าวเตือน ท่านมาลิก อัฃตัร ถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้ดังนี้ 

    “ในหมู่คำบัญญัติใช้ของพระเจ้า ไม่มีเรื่องใดเลยในทรรศนะของมนุษย์โลกที่จะมีความเห็นพ้องต้องกัน เว้นเสียแต่เรื่องของการรักษาคำสัญญา เพราะเหตุดังกล่าว ชนชาติอาหรับก่อนอิสลามพวกเขาจะเคร่งครัดต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ถึงผลที่จะตามมาหากละเมิดต่อมัน”

    อีกฮาดิษหนึ่งจากท่านอิม่ามอาลี (อ) ซึ่งกล่าวว่า

    “พระองค์จะมิทรงยอมรับการกระทำใด ๆ เว้นเสียแต่ ความดีงาม และไม่ทรงรับข้อสัญญาใด ๆเว้นเสียแต่ข้อสัญญาที่ถูกรักษาตามเงื่อนไขของมัน”  

    จากท่านศาสดา (ซ.ล) :

    “ไม่มีศาสนาสำหรับผู้ที่ไม่รักษาคำสัญญา”  

    จากท่านอิม่ามศอดิก (อ) :

    “สามประการที่พระองค์ไม่อนุมัติให้ละเลยต่อมันอย่างเด็ดขาด“

    1. คืนของฝาก (อะมานะฮ์) แก่เจ้าของ ไม่ว่าเจ้าของจะเป็นคนดีหรือเลวก็ตาม
    2. รักษาคำสัญญาที่ให้ไว้ แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม
    3. ปฏิบัติดีต่อบิดา – มารดา แม้ว่าท่านทั้งสองจะดีหรือไม่ก็ตาม

    อัลกุรอานยังได้กล่าวต่ออีกว่า

    ُحِلَّتْ لَكُم بَهِيمَةُ الأَنْعَامِ إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ…

     (الأَنْعَامِ) เป็นคำพหูพจน์ ของคำว่า (نعم) “นิอัม” หมายถึง “อูฐ” แต่ถ้าคำดังกล่าวมาในรูปพหูพจน์ แปลว่าปศุสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) เช่น อูฐ วัว แพะ… (بَهِيمَةُ ) แปลว่า “แข็งแรง ทนทาน” หรือสิ่งที่ “คลุมเครือ” สัตว์ถูกเรียกว่า “บะฮีมะฮ์” เพราะเสียงของมันไม่สามารถจะเข้าใจได้ (คลุมเครือ) 

    ฉะนั้น โองการนี้เป็นโองการที่สาธยายแก่บรรดาผู้ศรัทธาถึงสิ่งที่อนุมัติในการบริโภค และบรรดาสัตว์ที่ไม่ถือเป็นข้ออนุมัติซึ่งจะแจ้งให้ทราบในตอนต่อไป

    إِلاَّ مَا يُتْلَى عَلَيْكُمْ…

    โองการนี้นอกจากจะกล่าวถึงบทบัญญัติที่อนุมัติ และไม่อนุมัติในการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วกล่าวถึงบัญญัติเกี่ยวกับผู้สวมชุดอิห์รอม   เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์อีกด้วย      ว่าไม่เป็นการอนุมัติแก่พวกเขาในการออกล่าสัตว์ และสัตว์ที่ได้มาจากกรณีดังกล่าวไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา

    غَيْرَ مُحِلِّي الصَّيْدِ وَأَنتُمْ حُرُمٌ…

    ตอนสุดท้ายของโองการดังกล่าวพระองค์ทรงกล่าวถึง ความรอบรู้ของพระองค์ กล่าวคือ บัญญัติต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นจากพระองค์ ล้วนมาจากความประสงค์ของพระองค์ทั้งสิ้น และความประสงค์ของพระองค์นั้นย่อมเกิดจากความปรีชาญานของพระองค์

    إِنَّ اللّهَ يَحْكُمُ مَا يُرِيدُ

    บทเรียนจากโองการ

    1. จำเป็นจะต้องยึดมั่นและคงไว้ซึ่งสัญญาในทุก ๆ กรณีและสำหรับทุก ๆ คน
    2. การรับประทานเนื้อสัตว์สำหรับผู้ศรัทธาถือว่าเป็นที่อนุมัติ ยกเว้นในบรรดาสัตว์ที่บัญญัติห้ามเอาไว้
  • อักษรมุก็อฏฏออาต

    อักษรมุก็อฏฏออาต

    เป็นที่ทราบกันดีสำหรับมุสลิมว่าในอัลกุรอานมี 29 ซูเราะฮ์ที่ขึ้นต้นด้วยตัวพยัญชนะอาหรับที่เขียนแยกออกจากกัน โดยไม่เป็นประโยค  ยกตัวอย่างเช่น   الم  (อาลิฟ ลาม มีม)     يس   (ยาซีน) หรือ  حم    (ฮามีม)  พยัญชนะเหล่านี้ในศัพท์ทางวิชาการด้านอุลูมกุรอานเรียกว่า  “อักษร มุก็อฏฏออาต”
    อักษร มุก็อฏฏออาต เป็นหนึ่งในความเร้นลับของอัลกุรอานที่บรรดานักวิชาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถกเถียงกันมาเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งในปัจจุบันมีข้อเขียนและบทความเกี่ยวกับพยัญชนะเหล่านี้มากมาย
    แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า ถ้าเราย้อนไปดูในประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่าไม่มีชาวอาหรับหรือผู้ต่อต้านศาสนาอิสลามและท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อล ฯ) คนใดเย้ยหยันอัลกุรอานด้วยพยัญชนะเหล่านี้เลย จึงทำให้เห็นได้ว่าพวกเขาทราบกันดีถึงความเร้นลับในตัวพยัญชนะเหล่านี้ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน
    เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับอักษร มุก็อฏฏออาต ผู้เขียนจะขอนำเสนอทัศนะของบรรดานักวิชาการด้านอุลูมกุรอานบางส่วน พร้อมหลักฐานของแต่ละทัศนะ
    ทัศนะที่ 1
    อักษร มุก็อฏฏออาตเป็นความเร้นลับของอัลกุรอาน และไม่มีสิทธิ์ที่มนุษย์คนใดจะสามารถรับรู้และเข้าใจได้ มีคำกล่าวจากท่าน อะบูอามิร บิน ชัรฮะบีล ชุอ์บี เป็นชนรุ่นตาบิอีน (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 104)   ว่า “เรามีความเชื่อเกี่ยวกับอักษรเหล่านี้เพียงสิ่งที่เราเห็นภายนอกเท่านั้น ส่วนความเร้นลับของมันเราขอมอบให้เป็นสิทธิ์ของเอกองค์อัลลอฮ์ (ซบ.) แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น”
    ทัศนะที่ 2
    พยัญชนะเหล่านี้เป็นพยัญชนะธรรมดาทั่วไป ไม่มีความหมายและความเร้นลับใด ๆ เลย สาเหตุที่อัลกุรอานนำพยัญชนะเหล่านี้มาไว้ในอัลกุรอานไม่มีอะไรมากไปกว่า การให้อัลกุรอานมีคุณลักษณะด้านการออกเสียงที่สวยงามเท่านั้น
    ( ทัศนะนี้ถูกกล่าวไว้ใน ตัฟซีร อัลกัชชาฟ เล่ม 1 หน้า 29 – 31 ของท่าน ซะมัคชะรีย์ )
    ทัศนะที่ 3
    อักษรเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกจำนวนพยัญชนะนั้น ๆในซูเราะฮ์ต่าง ๆ เช่น  ซูเราะฮ์ เกาะลัม ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัว นูน บ่งบอกถึงพยัญชนะตัวนูนในซูเราะฮ์ดังกล่าวมีจำนวนมากที่สุด มีมากกว่าพยัญชนะอื่น ๆ ท่านญะลาลุดดีน สุยูฏีย์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ มุอ์ตะริกุลอักรอน เล่ม 1 หน้า 71 ว่า
    “ซูเราะฮ์ที่ขึ้นต้นด้วยอักษรมุก็อฏฏออาตไม่ว่าจะด้วยพยัญชนะใดก็ตาม จำนวนคำหรือพยัญชนะที่มีมากที่สุดในซูเราะฮ์นั้นก็คือพยัญชนะดียวกับอักษรมุก็อฏฏออาตนั่นเอง  เช่นในซูเราะฮ์กอฟ ซึ่งเริ่มต้นด้วยพยัญชนะตัว กอฟ ก็จะมีจำนวนพยัญชนะตัวกอฟมากที่สุดในซูเราะฮ์นี้…..” 
    ทัศนะที่ 4
    อักษรมุก็อฏฏออาต เป็นพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดา แต่ที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน ก็เพื่อต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานที่ทุกคนต่างยอมรับ ถูกร้อยเรียงมาจากพยัญชนะเหล่านี้  อีกทั้งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานด้วย  มหัศจรรย์ตรงที่ว่า จากพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดาเหล่านี้ถูกเรียบเรียงให้กลายเป็นประโยคที่มีความหมายยิ่งใหญ่ และสามารถซึมซับเข้าไปในจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้  จากพยัญชนะธรรมดาเหล่านี้ถูกประกอบขึ้นจนเป็นประโยคที่ทำให้จิตวิญญานของมนุษย์ อิ่มเอิบ อ่อนไหว เมื่อได้ยินได้ฟัง
    ทัศนะข้างต้นนี้เป็นทัศนะที่ถูกยอมรับในหมู่นักวิชาการด้านอุลูมกุรอานในปัจจุบัน
    นักวิชาการกลุ่มนี้ได้นำหลักฐานมายืนยันถึงความถูกต้องของทัศนะดังกล่าว โดยได้นำเสนอรายงานฮะดีษจากหนังสือ ตัฟซีร อัลโบรฮาน เล่ม 1  หน้า 126 เป็นรายงานจากท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) กล่าวว่า 
    “ชาวกุเรชและชาวยิว ได้ดูถูกอัลกุรอาน โดยกล่าวว่า อัลกุรอานคือ เวทมนตร์คาถา เป็นสิ่งที่เขา (มุฮัมมัด) เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเองแล้วอ้างว่าเป็นคำตรัสของพระผู้เป็นเจ้า  อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงตรัสกับคนเหล่านี้ว่า  “อาลิฟ ลาม มีม นี่คือ คัมภีร์ (ของพระเจ้า) โอ้มุฮัมมัด คัมภีร์ที่เราประทานให้กับเจ้า ถูกร้อยเรียงมาจากพยัญชนะอาหรับธรรมดานี่เอง”
    และอีกฮะดีษจากหนังสือ บิฮารุลอันวาร เล่ม 2 หน้า 319 ฮะดีษที่ 3 เป็นรายงานจากอิมาม อะลี บิน มูซา อัรริฏอ  (อ.) กล่าวว่า
    “แท้จริงอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ประทานอัลกุรอานเล่มนี้ ด้วยกับพยัญชนะธรรมดาที่ชาวอาหรับใช้สนทนากัน และหลังจากนั้นพระองค์ก็ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ถึงแม้ญินและมนุษย์จะรวมตัวกันที่จะนำโองการใดมาให้เหมือนกับอัลกุรอานพวกเขาก็ไม่มีความสามารถที่จะทำได้” ฮะดีษข้างต้นชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้อัลกุรอานจะถูกเรียบเรียงมาจากพยัญชนะธรรมดาจนเป็นประโยคที่ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษย์ทุกคน แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำได้อย่างอัลกุรอาน
    อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ อักษรมุก็อฏฏออาต ก็คือว่า ถ้าเราสังเกตุโองการต่าง ๆ ที่เริ่มต้นด้วยพยัญชนะเหล่านี้ จะเห็นว่าประโยคต่อมาหลังจากนั้นจะเกี่ยวข้องกับอัลกุรอานทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เช่น
    โองการที่ 1 ซูเราะฮ์ฮูด ที่กล่าวว่า
    الر كِتَابٌ أُحْكِمَتْ آيَاتُهُ ثُمَّ فُصِّلَتْ مِنْ لَدُنْ حَكِيمٍ خَبِيرٍ
    อะลีฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงตระหนักยิ่ง

    หรือโองการที่ 1 ซูเราะฮ์ นัมล์ ที่กล่าวว่า
    طس تِلْكَ آيَاتُ الْقُرْآنِ وَكِتَابٍ مُبِينٍ
    ฏอ ซีน เหล่านี้คือโองการทั้งหลายของอัลกุรอาน และคัมภีร์อันชัดแจ้ง
    หรือโองการที่ 1 – 2 ซูเราะฮ์ อัสสะญะดะฮ์ ที่กล่าวว่า  تَنْزِيلُ الْكِتَابِ لا رَيْبَ فِيهِ مِنْ رَبِّ الْعَالَمِينَ  الم 
    อะลิฟ ลาม มีม การประทานลงมาของคัมภีร์นี้ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในนั้น จากพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
    โองการเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพยัญชนะเหล่านี้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานอีกทั้งแสดงถึงความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานอีกด้วย
    ท่านผู้อ่านที่รัก อัลกุรอานที่เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต เป็นยาบำบัดโรคทางจิตใจ และเป็นทางนำให้มนุษย์รอดพ้นจากวังวนแห่งความเลวร้ายทั้งปวง ถูกร้อยเรียงมาจากตัวพยัญชนะภาษาอาหรับธรรมดานี้ แต่ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอานอยู่ตรงที่ว่า ผู้ร้อยเรียงคือ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่นั่นเอง