Category: เด็ก/เยาวชน

  • ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 2

    ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 2

    ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 2

    1. การแสดงอำนาจที่ยิ่งใหญ่ (มะละกูต)แก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) บางครั้งพระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดประตูแห่งรัศมีสู่บรรดาตัวแทนของพระองค์ท่ามกลางสงครามระหว่างสัจธรรมกับอธรรม การข่มขู่และการถูกทำร้ายของผู้ที่อยู่ฝ่ายสัจธรรมและการบุกจู่โจมทำร้ายมวลผู้ศรัทธา ทรงให้พวกเขาได้ลิ้มรสหยดหนึ่งจากความเมตตาของพระองค์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความยะกีนแก่มวลผู้ศรัทธาและบรรดาตัวแทนของพระองค์ อีกทั้งเป็นบทพิสูจน์หลักฐานความดื้อรั้นของพวกปฏิเสธการสำแดงโลกแห่งมะละกูตให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็จัดอยู่ประเภทดังกล่าว ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮ์อันอามว่า :

    وَإِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ لأبِيهِ آزَرَ أَتَتَّخِذُ أَصْنَامًا آلِهَةً إِنِّي أَرَاكَ وَقَوْمَكَ فِي ضَلالٍ مُبِينٍ (٧٤)

    وَكَذَلِكَ نُرِي إِبْرَاهِيمَ مَلَكُوتَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ وَلِيَكُونَ مِنَ الْمُوقِنِينَ (٧٥)

    فَلَمَّا جَنَّ عَلَيْهِ اللَّيْلُ رَأَى كَوْكَبًا قَالَ هَذَا رَبِّي فَلَمَّا أَفَلَ قَالَ لا أُحِبُّ الآفِلِينَ (٧٦)

    فَلَمَّا رَأَى الْقَمَرَ بَازِغًا قَالَ هَذَا رَبِّي فَلَمَّا أَفَلَ قَالَ لَئِنْ لَمْ يَهْدِنِي رَبِّي لأكُونَنَّ مِنَ الْقَوْمِ الضَّالِّينَ (٧٧)

    فَلَمَّا رَأَى الشَّمْسَ بَازِغَةً قَالَ هَذَا رَبِّي هَذَا أَكْبَرُ فَلَمَّا أَفَلَتْ قَالَ يَا قَوْمِ إِنِّي بَرِيءٌ مِمَّا تُشْرِكُونَ (٧٨)

    إِنِّي وَجَّهْتُ وَجْهِيَ لِلَّذِي فَطَرَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضَ حَنِيفًا وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ (٧٩) 

    74.และจงรำลึกขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขา คืออาซัรว่า ท่านจะยึดถือเอาบรรดาเจว็ดเป็นที่เคารพสักการะกระนั้นหรือ?แท้จริงฉันเห็นว่าท่านและกลุ่มชนของท่านนั้นอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง

    75. และเช่นนั้น เราจะให้อิบรอฮีมเห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและเพื่อเขาจะได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย

    76. ครั้นเมื่อกลางคืนปกคลุมเขา เขาได้เห็นดาวดวงหนึ่ง เขากล่าวว่า นี้คือพระผู้อภิบาลของฉัน แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่า ฉันไม่ชอบบรรดาสิ่งที่ลับไป

    77. ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์กำลังขึ้นเขาก็กล่าวว่านี้คือพระผู้อภิบาลของฉัน แต่เมื่อมันลับไป แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่า ถ้าพระเจ้าของฉันมิได้ทรงแนะนำฉันแล้ว แน่นอนฉันก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด

    78. ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงอาทิตย์กำลังขึ้นเขาก็กล่าวว่า นี้แหละคือพระผู้อภิบาลของฉัน นี้แหละยิ่งใหญ่กว่าแต่เมื่อมันได้ลับไป เขาก็กล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของฉัน! แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งภาคีทั้งหลาย(แก่อัลลอฮ์)

    79. แท้จริงข้าพระองค์ขอผินหน้าของข้าพระองค์แด่ผู้ที่สร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินในฐานะผู้ใฝ่หาความจริง ผู้สวามิภักดิ์และข้าพระองค์มิใช่คนหนึ่งในหมู่ผู้ให้มีภาคีขึ้น

    นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องเล่าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)สองทัศนะดังนี้ว่า :

    บ้างก็เชื่อว่าคำกล่าวของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ในขณะที่ท่านเห็นดวงดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์นั้นเป็นความสัจจริงที่ตั้งอยู่บนความเชื่อของท่าน จึงเป็นเหตุให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และท่านก็ได้ยกเหตุผลและหลักการที่ชัดแจ้งกว่าแก่ชนชาติของท่าน (ตัฟซีร นะมูเนะฮ์ เล่ม 5 หน้า 311)

    บ้างก็เชื่อว่าเรื่องเล่านี้เป็นเพียงคำโต้ตอบให้อีกฝ่ายหยุดรับฟัง โดยที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้แสดงตนให้สอดคล้องกับชนชาติของท่าน และได้อำพรางการศรัทธาที่แท้จริงของท่านไว้ เพื่อจะได้ดึงดูดให้พวกเขาสนใจท่านมากขึ้น และจะได้ทำให้พวกเขายอมรับฟังเหตุผลของท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเข้าไปอยู่ร่วมกับพวกเขาและได้แสดงตนเหมือนกับพวกเขา (อิบนุอะษีร กอศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 156 อัลมีซาน เล่ม 7 หน้า 182-183)

    แต่ทว่าทั้งสองทัศนะ ไม่ได้บ่งชี้ถึงความลังเลในการศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียวของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เลย เพราะตามทัศนะแรก การคิดไคร่ครวญในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นเพื่อให้ได้รับมาซึ่งความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและนำมาซึ่งเหตุผลที่ชัดแจ้งยิ่งขึ้น เหมือนดังที่ท่านมีศรัทธาต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพจนถึงขั้นของความเชื่อมั่นที่แท้จริงเมื่อครั้งได้เห็นนกที่ถูกเชือดกลับมีชีวิตอีกครั้ง ( บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 260) เหตุผลที่มายืนยันทัศนะนี้ก็คือโองการในช่วงต้นของโองการที่ 75 ของซูเราะฮ์ อันอามที่ว่า:

    وَكَذَلِكَ نُرِي إِبْرَاهِيمَ مَلَكُوتَ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ وَلِيَكُونَ مِنَ الْمُوقِنِينَ

    และเช่นนั้น เราจะให้อิบรอฮีมเห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและเพื่อเขาจะได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย

    กล่าวคือ : เราได้ทำให้ความชั่วร้ายของการกราบไหว้รูปปั้นของอาซัรและชนชาติของเขาแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และเช่นกันเราก็ได้แสดงอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป้าหมายของอำนาจแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดิน คือ การได้เห็นอำนาจการปกครองและความเป็นเจ้าของของพระผู้เป็นเจ้าที่มีเหนือทุกสรรพสิ่ง และทุกสรรพสิ่งนั้นต้องพึ่งยังพระองค์ โดยที่ไม่มีผู้บริหารและผู้ดูแลใดในชั้นฟ้าและแผ่นดินนอกจากอัลลอฮ์ (ซบ.) จนกระทั่งท่านได้ไปถึงขั้นสูงสุดของความเชื่อมั่น(อัลมีซาน เล่ม 7หน้า 170 และตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 5 หน้า 308)

    ท่านอาซัร คือใคร ? ความหมายของคำว่า อะบุนในพจนานุกรม คือ พ่อ ปู่ ลุง พ่อเลี้ยง และผู้ใหญ่ของบ้าน ส่วนคำว่า วาลิดให้ความหมายอย่างเดียวเท่านั้นคือ พ่อบังเกิดเกล้า จากโองการอัล-กุรอานบ่งชี้ให้เห็นว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เรียกท่านอาซัรว่า อะบุนจนกระทั่งได้ขออภัยโทษให้แก่ท่าน แต่ภายหลังจากที่ชัดแจ้งว่าอาซัรยังคงบูชารูปปั้นต่อไปและเป็นศัตรูกับพระผู้เป็นเจ้า ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) จึงออกห่างจากท่าน ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ ว่า :

    وَمَا كَانَ اسْتِغْفَارُ إِبْرَاهِيمَ لأبِيهِ إِلا عَنْ مَوْعِدَةٍ وَعَدَهَا إِيَّاهُ فَلَمَّا تَبَيَّنَ لَهُ أَنَّهُ عَدُوٌّ لِلَّهِ تَبَرَّأَ مِنْهُ إِنَّ إِبْرَاهِيمَ لأوَّاهٌ حَلِيمٌ

    และการขออภัยโทษของอิบรอฮีมให้แก่บิดา(ลุงหรือบิดาเลี้ยง)ของเขามิได้ปรากฏขึ้น นอกจากเป็นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้แก่บิดาของเขาเท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นที่ประจักษ์แก่เขาแล้ว แท้จริงบิดาของเขาเป็นศัตรูของอัลลอฮ์ เขาก็ปลีกตัวออกจากบิดาของเขา แท้จริงอิบรอฮีมนั้นเป็นผู้อ่อนโยน และเป็นผู้มีขันติอดทน” (ซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ โองการที่ 114)

    อีกด้านหนึ่งของอัล-กุรอานในช่วงที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ชราภาพ ท่านได้ขอดุอาอภัยโทษจากอัลลอฮ์ (ซบ.)แก่ วาลิดัยของท่านและบรรดาผู้ศรัทธา ท่านได้กล่าวว่า :

    رَبَّنَا اغْفِرْ لِي وَلِوَالِدَيَّ وَلِلْمُؤْمِنِينَ يَوْمَ يَقُومُ الْحِسَابُ

    โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ และแก่บิดามารดาของข้าพระองค์และแก่บรรดาผู้ศรัทธา ในวันที่การสอบสวนจะมีขึ้น” (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม โองการที่ 41)

    ด้วยเหตุนี้อาซัรที่ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เรียกว่า อะบุนนั้นหาใช่บิดาผู้บังเกิดเกล้าไม่ เพราะตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าภายหลังจากที่ท่านศาสดา (อ.) ได้ขออภัยโทษให้แก่อาซัร และหมดหวังจากการมีศรัทธาของเขาท่านจึงได้ปลีกตัวออกห่าง แต่สำหรับบิดาบังเกิดเกล้าท่านได้ขอดุอาให้แม้กระทั่งช่วงปลายชีวิตของท่าน ฉะนั้นอาซัรไม่ใช่ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)

    มีบันทึกในคัมภีร์เตารอตและอินญีลอีกทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า บิดาบังเกิดเกล้าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีนามว่า ตารุห์หรือ ตารุค” (ตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 5 หน้า 305และตัฟซีรกะบีร) โดยไม่กล่าวถึงท่านอาซัรในฐานะบิดาบังเกิดเกล้า นอกจากนั้นเป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ทั้งสายชีอะฮ์และซุนนะฮ์ว่า บรรดาศาสดาจะไม่กำเนิดมาจากบรรดาผู้ตั้งภาคีและไม่บริสุทธิ์ ดังที่มีรายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) :

    อัลลอฮ์ทรงให้ฉันเคลื่อนออกจากสันหลังของบิดาผู้บริสุทธิ์สู่มดลูกของมารดาผู้บริสุทธิ์ จนกระทั่งทรงให้ฉันออกสู่โลกใบนี้และพระองค์ไม่เคยให้ฉันต้องเปรอะเปื้อนกับสิ่งต่าง ๆ ในยุคอานารยชนเลย

  • ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)ในอัล-กุรอาน ตอนที่ (1)

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)ในอัล-กุรอาน ตอนที่ (1)

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)ในอัล-กุรอาน (1)

              ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป็นศาสดาอีกท่านหนึ่งที่ถูกกล่าวไว้ในอัล-กุรอานโดยถูกกล่าวถึงหลังจากท่านศาสดาอาดัม (อ.) , ศาสดาอิดรีส (อ.) , ศาสดานูห์ (อ.) , ศาสดาฮูด (อ.) และศาสดาศอลีห์ (อ.) และเป็นศาสดา อูลุลอัซม์ ท่านที่สองที่นามของท่านถูกกล่าวไว้อัล-กุรอานถึง 69 ครั้ง ในซูเราะฮ์ต่าง ๆ เช่น บะเกาะเราะฮ์ , อันอาม , อิบรอฮีม , มัรยัม , อัมบิยาอ์ , อันกะบูต และศอฟฟาต โดยได้กล่าวถึงชีวประวัติที่น่าสนใจและเปี่ยมด้วยอุทาหรณ์มากมาย

              ชีวประวัติของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เหมือนกับชีวประวัติของบรรดาศาสดาท่านอื่น ๆของพระผู้เป็นเจ้าที่ประกอบด้วย 4 ช่วงดังนี้

              1. ช่วงทารกจนถึงก่อนการแต่งตั้งเป็นศาสดา ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านออกห่างและแสดงความเหนื่อยหน่ายจากพวกบูชาเจว็ด ท่านประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามตามธรรมชาติดั้งเดิมที่มีต่อเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า จนท่านถูกรู้จักในนามของผู้เป็นสุภาพบุรุษและเป็นผู้ที่มีความซื่อตรง

              2.ช่วงรับตำแหน่งศาสดาและประกาศสาส์นเพื่อชี้นำมนุษยชาติ

              3.ช่วงที่ท่านแสดงออกถึงความอดทนและยืนหยัดในการเผชิญหน้ากับพวกที่ทำการต่อต้าน,ขัดขวาง , เรื่องการอพยพและต่อสู้กับเหล่าศัตรู

              4.ช่วงแห่งชัยชนะ ซึ่งแสดงออกถึงสัจธรรมอยู่เหนือความเป็นอธรรมและเป็นช่วงที่ประชาชนมากมายเข้าสู่การเชิญชวนของบรรดาศาสดา

               ท่ามกลางบรรดาศาสดาที่ผ่านมา จะเรียกท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่า วีรบุรุษแห่งเอกานุภาพก็เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่เจิดจรัสของท่านนั่นเอง อัล-กุรอานกล่าวถึงท่านในฐานะของ หะนีฟ”(ผู้ที่หันเข้าสู่ความถูกต้อง)และ คอลีล” (มิตรสนิท) และท่านคือศาสดาท่านแรกที่เข้ารับตำแหน่ง อิมามะฮ์หลังจากผ่านการทดสอบต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงช่วงต่าง ๆของชีวประวัติท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)

               1. ช่วงทารกจนถึงก่อนการแต่งตั้งเป็นศาสดา อัล-กุรอานไม่ได้กล่าวถึงช่วงทารกของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เอาไว้ แต่จากเรื่องราวที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ , รายงานต่าง ๆ และตามคัมภีร์เตารอตและอินญีล ทำให้เรารู้ว่า บิดามารดาของท่านอาศัยอยู่แถบบาบิโลนและท่านเองก็ประสูติมา ณ. ที่แห่งนั้น ผู้ปกครองที่อธรรมในสมัยนั้นคือ นุมรูดในปีที่ท่านศาสดาอิบรอฮีมประสูติ นุมรูด ได้สั่งจับเด็กทารกชายจากเผ่าของตนสังหารจนหมด เพราะมีโหรทำนายผู้หนึ่ง (อาซัร) ได้ทำนายว่าจะมีเด็กชายคนหนึ่งกำเนิดขึ้นมาแล้วจะมาล้มบัลลังก์ของเขา แต่แล้วท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็ประสูติออกมาโดยรอดพ้นจากสายตาของเหล่าศัตรู และท่านได้เจริญเติบโตในบ้านของ อาซัรผู้เป็นหัวหน้าเผ่า และเป็นผู้กราบไหว้เจว็ด ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) รังเกียจการกราบไหว้และบูชาเจว็ดมาโดยตลอด ท่านจะออกห่างจากประเพณีต่าง ๆ ของเผ่าของท่านเสมอ จนบางครั้งท่านได้กล่าวถึงการกราบไหว้รูปปั้นต่าง ๆ ที่ทำมาจากไม้และหินอย่างประหลาดใจยิ่งนัก รูปปั้นต่าง ๆที่ไร้ความสามารถที่จะได้ยินคำร้องขอของประชาชน อีกทั้งไม่มีผลในการสร้างประโยชน์และความเสียหายแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อท่านได้ถูกแต่งตั้งจากพระผู้เป็นเจ้าให้เป็นศาสดา ท่านจึงเริ่มทำหน้าที่ประกาศสาส์นของท่าน ณ. บัดนั้น2. ช่วงประกาศสาส์นและเชิญชวน อาซัรสู่การภักดี ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เหมือนกับศาสดาท่านอื่น ๆ ที่เริ่มการเชิญชวนจากบ้านของตนเองก่อนเพื่อนบ้าน ท่านได้เริ่มเชิญชวนท่าน อาซัร”(ผู้เป็นลุงหรือพ่อเลี้ยงของท่าน) ด้วยความซื่อสัตย์และเหตุผลทางปัญญาเพื่อให้รอดพ้นจากการกราบไหว้บูชารูปปั้น ดังที่มีปรากฏในอัล-กุรอานว่า :

    وَاذْكُرْ فِي الْكِتَابِ إِبْرَاهِيمَ إِنَّهُ كَانَ صِدِّيقًا نَبِيًّا (٤١)إِذْ قَالَ لأبِيهِ يَا أَبَتِ لِمَ تَعْبُدُ مَا لا يَسْمَعُ وَلا يُبْصِرُ وَلا يُغْنِي عَنْكَ شَيْئًا (٤٢)يَا أَبَتِ إِنِّي قَدْ جَاءَنِي مِنَ الْعِلْمِ مَا لَمْ يَأْتِكَ فَاتَّبِعْنِي أَهْدِكَ صِرَاطًا سَوِيًّا

                “และจงกล่าวถึง (เรื่องของ) อิบรอฮีมที่อยู่ในคัมภีร์ (อัล-กุรอาน) แท้จริงเขาเป็นผู้ซื่อสัตย์ เป็นนบี” “และจงรำลึกถึงเมื่อเขากล่าวแก่บิดา(ซึ่งเป็นลุงหรือพ่อเลี้ยง คำว่าพ่อในภาษาอาหรับบางครั้งใช้กับคนที่เคยเลี้ยงดู)ของเขาว่า โอ้พ่อจ๋า ทำไมท่านจึงเคารพบูชาสิ่งที่ไม่ได้ยินและไม่เห็น และไม่ให้ประโยชน์อันใดแก่ท่านเลย ?” “โอ้พ่อจ๋า แท้จริงความรู้ได้มีมายังฉันแล้ว ซึ่งมิได้มีมายังท่าน ดังนั้น จงเชื่อฟังปฏิบัติตามฉันเถิด ฉันจะชี้แนะท่านสู่ทางที่ราบรื่น” (ซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 41-43) ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้ประกาศสัจธรรมอันนี้แก่ท่าน อาซัรที่ชีวิตหนึ่งมีทางหลัก ๆ ให้เลือกแค่สองทางเท่านั้น ทางหนึ่งคือ การภักดีต่ออัลลอฮ์ (ซบ.)และอีกทางหนึ่งคือ การปฏิบัติตามชัยฏอนมารร้าย” , การเดินตามทางแห่งแสงสว่าง หรือ ถลำลึกลงสู่ความมืดมน , การได้รับความผาสุกทั้งโลกนี้และปรโลก หรือหนทางที่ต้องประสบกับการลงโทษทั้งโลกนี้และปรโลก ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้เรียกร้องเชิญชวนอย่างมีมารยาทและให้เกียรติอย่างที่สุด ท่านได้ปฏิบัติด้วยความรักและความรู้สึกห่วงใยอย่างเปี่ยมล้น ดังที่ปรากฏในโองการต่อมาว่า :

    يَا أَبَتِ لا تَعْبُدِ الشَّيْطَانَ إِنَّ الشَّيْطَانَ كَانَ لِلرَّحْمَنِ عَصِيًّا (٤٤)يَا أَبَتِ إِنِّي أَخَافُ أَنْ يَمَسَّكَ عَذَابٌ مِنَ الرَّحْمَنِ فَتَكُونَ لِلشَّيْطَانِ وَلِيًّا (٤٥)

                 โอ้พ่อจ๋า ! อย่าเคารพบูชาชัยฏอนเป็นอันขาด แท้จริงชัยฏอนนั้นมันดื้อรั้นต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานี โอ้พ่อจ๋า ! แท้จริง ฉันกลัวว่าการลงโทษจากพระผู้ทรงกรุณาปรานีจะประสบแก่ท่านแล้วท่านก็จะเป็นสหายของชัยฎอน (ซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 44-45) แต่ทว่าทั้งที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้เรียกร้องเชิญชวนด้วยความห่วงใยและหวังดีอย่างที่สุด อาซัรก็ไม่เลือกที่จะเดินทางแห่งการชี้นำและหนทางแห่งความผาสุกอันนี้ อีกทั้งยังขู่สัมทับท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) อีกต่างหาก ดังที่มีปรากฏในโองการต่อมาว่า :

    قَالَ أَرَاغِبٌ أَنْتَ عَنْ آلِهَتِي يَا إِبْرَاهِيمُ لَئِنْ لَمْ تَنْتَهِ لأرْجُمَنَّكَ وَاهْجُرْنِي مَلِيًّا

                 “เขา (บิดา) กล่าวว่า เจ้ารังเกียจพระเจ้าทั้งหลายของฉันกระนั้นหรือ โอ้อิบรอฮีม ! หากเจ้าไม่หยุดยั้ง (จากการตำหนิ) แน่นอนฉันจะขว้างเจ้า (ด้วยก้อนหิน) และเจ้าจงไปให้พ้นจากฉันตลอดไป” (ซูเราะฮ์ มัรยัม โองการที่ 46)

  • ศาสดา ซุลกิฟล์ 

    ศาสดา ซุลกิฟล์ 

    หนึ่งในบรรดาศาสดาที่ถูกกล่าวถึงในกุรอาน คือ ท่านศาสดาซุลกิฟล์  ชื่อท่านถูกกล่าวถึง 2 ครั้งด้วยกัน ในโองการที่ 85 ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ ที่กล่าวว่า :  

    และจงรำลึกถึงเรื่องราวของอิสมาอีลและอิดรีส และซัลกิฟลิ แต่ละคนอยุ่ในหมู่ผู้อดทนขันติ 

    และในอายะฮ์ที่ 48 ซูเราะฮ์ ศอด ที่กล่าวว่า  : 

    และจงรำลึกถึงอิสมาอีล และอัลยะซะอฺ และซัลกิฟลิ และทุกคนอยู่ในหมู่ผู้ดีเลิศ 

    เรื่องราวเกี่ยวกับท่านศาสดา ซุลกิฟล์ นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกันออกไป แต่ประเด็นที่เป็นที่บรรดานักวิชาการยอมรับกันทั้งหมดคือ ท่านศาสดา ซุลกิฟล์ เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าชื่อของท่านถูกกล่าวไว้ในกุรอานถึงสองครั้งด้วยกัน

    ตามรายงานฮะดิษกล่าวว่า ท่านศาสดาซุลกิฟล์ เป็นบุตรของท่านศาสดา อัยยูบ ซึ่งชื่อเดิมของท่านคือ บาชีร อิบนิ อัยยูบ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย ท่านมีอายุ 95 ปี มีบุตรชาย 1 คนชื่ออับดาน ซึ่งท่านได้แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของท่านหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตลง หลังจากสมัยของท่านศาสดาซุลกิฟล์ อัลลอฮ์ทรงส่งท่านศาสดาชุอัยบ์ลงมาเป็นผู้เผยแพร่สืบต่อมา

    คุณลักษณะพิเศษสามประการของท่านศาสดาซุลกิฟล์ 

    มีรายงานฮะดิษกล่าวว่า มีศาสนทูตท่านหนึ่งมีนามว่า อัลยะสะอ์ ได้กล่าวกับกลุ่มชนของตนว่า : ฉันมีความหวังว่า จะให้บุคคลหนึ่งเป็นตัวแทนฉันแต่ฉันจะต้องพิจารณก่อนว่าเขาจะปฏิตัวกับกลุ่มชนของฉันอย่างไร (หากเขาปฏิบัติดีต่อกลุ่มชนของฉัน ฉันจะแต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนหลังจากฉันทันที)  ท่านได้เรียกรวบกลุ่มชนของท่านแล้วประกาศว่า : ใครก็ตามที่สัญญาว่าจะปฏิบัติในสามสิ่งที่ฉันจะกล่าวต่อไปนี้ ฉันจะแต่งตั้งให้เขาเป็นตัวแทนหลังจากฉันทันที สามสิ่งดังกล่าวนั้นก็คือ 

    1. ให้ถือศิลอดในเวลากลางวัน
    2. ให้ทำการเคารพภักดีพระเจ้าในเวลากลางคืน
    3. อย่าโกรธและโมโห

    มีเด็กหนุ่มได้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า : ฉันสัญญาว่าจะปฏิบัติในสิ่งสามประการดังกล่าว 

    ท่านศาสดาอัลยะสะอ์ไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว ท่านยังกล่าวถามกลุ่มชนของท่านเหมือนเดิมว่ามีใครพร้อมที่จะสัญญาที่จะปฏิบัติในสิ่งสามประการนั้นใหม เด็กหนุ่มคนดังกล่าวก็ลุกขึ้นมาตอบอีก ท่านศาสดาอัลยะสะอ์ก็ไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มคนนั้น กล่าวซ้ำเป็นครั้งที่สามแต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาตอบรับคำเรียกร้องของท่านศาสดาอัลยะสะอ์มีเพียงเด็กหนุ่มคนเดิมเท่านั้น 

    หลังจากนั้นท่านศาสดาอัลยะสะอ์จึงได้แต่งตั้งให้เด็กคนนั้นเป็นตัวแทนหลังจากท่าน  ต่อมาอัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งให้เด็กหนุ่มคนดังกล่าวเป็นศาสนทูต เด็กหนุ่มที่กล่าวถึงนั้นก็คือท่านศาสดาซุลกิฟล์นั่นเอง ท่านได้ปฏิบัติในสามสิ่งดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า ซุลกิฟล์ (ผู้รักษาสัญญา)