ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 11 ของการสู้รบ โดยมีรายงานว่าอิหร่านประกาศทำลายระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเป็นระบบสุดท้ายแล้ว ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวของเครือข่าย CNN ที่อยู่ในกรุงเตหะรานรายงานว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านบางรายกล่าวว่า สถานการณ์ในสนามรบได้เปลี่ยนไปจนถึงขั้นที่ผู้นำสหรัฐฯ ควรยอมรับความพ่ายแพ้ ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อถกเถียงและต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่งข่าว
มีรายงานอีกว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้ออกประกาศสำคัญ โดยระบุว่าตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป อิหร่านจะลดหรือหยุดการยิงจรวดขนาดเล็กไปยังอิสราเอล พร้อมกันนั้นมีข่าวว่ามีการส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในอิสราเอล โดยอ้างว่าระบบเรดาร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคถูกทำลายแล้ว และเตือนให้ประชาชนคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง อย่างไรก็ตาม รายงานเรื่องการส่งข้อความดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายอิสราเอล และอาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศ
ในด้านยุทธศาสตร์การป้องกัน มีข้อมูลว่าระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ บางส่วนที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ เช่น ระบบ Patriot และ THAAD กำลังถูกพิจารณาหรือเตรียมย้ายเข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อเสริมกำลังป้องกันในภูมิภาค ขณะเดียวกันรัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวล เนื่องจากระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามจากขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือสถานะของระบบเตือนภัยล่วงหน้าของอิสราเอล ซึ่งมีหน้าที่ตรวจจับการยิงขีปนาวุธจากระยะไกล และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าประมาณ 10–20 นาที ระบบนี้ถือเป็นหัวใจของการป้องกันภัยทางอากาศ เนื่องจากช่วยให้ประชาชนเข้าสู่ที่หลบภัยและให้กองทัพเตรียมระบบสกัดกั้นขีปนาวุธได้ทันเวลา มีรายงานว่าระบบเรดาร์บางส่วนได้รับความเสียหาย และอาจเหลือระบบหลักเพียงไม่กี่จุด โดยหนึ่งในพื้นที่สำคัญคือทะเลทรายเนเกฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศหลักและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิสราเอล
ในสนามรบ มีการกล่าวถึงยุทธวิธีที่อาจเกิดขึ้นจากการประสานงานระหว่างอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ โดยรูปแบบการโจมตีที่ถูกพูดถึงคือการยิงจรวดจำนวนมากเพื่อดึงความสนใจของระบบป้องกันทางอากาศ จากนั้นจึงยิงขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูงไปยังเป้าหมายสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน หรือฐานทัพทางทหาร ยุทธวิธีลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบป้องกันต้องกระจายกำลังรับมือหลายทิศทางพร้อมกัน
นักวิเคราะห์บางรายมองว่าสงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนเข้าสู่ลักษณะของสงครามยืดเยื้อ ซึ่งฝ่ายที่สามารถรักษาขีดความสามารถและทนต่อความเสียหายได้นานกว่าจะมีความได้เปรียบ อิหร่านมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารจำนวนมากที่สร้างไว้ใต้ดิน ขณะที่อิสราเอลมีพื้นที่ขนาดเล็กกว่าและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากอยู่ใกล้กัน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการโจมตีมากกว่า
รายงานยังกล่าวถึงเครือข่าย “เมืองขีปนาวุธใต้ดิน” ของอิหร่าน ซึ่งถูกสร้างไว้ในภูเขา โดยบางแห่งอาจอยู่ลึกหลายร้อยเมตรใต้พื้นดิน โครงสร้างเหล่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาซากรอส ซึ่งมีชั้นหินแข็งและภูมิประเทศที่เหมาะต่อการสร้างฐานทัพใต้ดิน ทำให้การทำลายด้วยอาวุธทั่วไปเป็นเรื่องยาก
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์ถัดไป นักวิเคราะห์คาดว่าการโจมตีระหว่างสองฝ่ายอาจรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านอาจมุ่งโจมตีฐานทัพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิสราเอล ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลก็อาจเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่าน หากระบบป้องกันทางอากาศของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเปิดทางให้เกิดการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินในอนาคต
โดยสรุป เมื่อสงครามเข้าสู่วันที่ 11 สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้น นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า ภายในช่วงปลายเดือนแรกของการสู้รบ อาจเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางและผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้ ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปจากข้อมูลหลายฝ่าย.

