โดยทั่วไปแล้ว มุสลิมมีปฏิสัมพันธ์กับอัลกุรอานอยู่สองมิติหลัก ได้แก่ มิติของการอรรถาธิบาย (ตัฟซีร) และมิติของการอ่าน (ติลาวะฮ์) ซึ่งทั้งสองมิตินี้มีบทบาทแตกต่างกันแต่เกื้อหนุนกันอย่างแยกไม่ออก การอรรถาธิบายกุรอานเป็นกระบวนการทางวิชาการที่มุสลิมพยายามทำความเข้าใจความหมายของโองการผ่านภาษา บริบททางประวัติศาสตร์ เหตุแห่งการประทาน และหลักวิชาการอิสลามแขนงต่าง ๆ ขณะที่การอ่านกุรอานมิได้มุ่งเน้นที่การวิเคราะห์เชิงเหตุผลเป็นหลัก หากแต่เป็นการธำรงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวจนะของพระเจ้าในระดับจิตใจและจิตวิญญาณ การอ่านจึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการทำให้กุรอานดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของมุสลิมอย่างต่อเนื่อง มิใช่เพียงในฐานะตำราที่ถูกอ้างอิงทางความรู้เท่านั้น
เป้าหมายและรูปแบบของการอ่านกุรอานได้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในตัวบทของกุรอานเอง โดยเน้นให้การอ่านเป็นไปด้วยความสำรวม ความสะอาดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความระมัดระวังในถ้อยคำและจังหวะเสียง ตลอดจนความตั้งใจอันบริสุทธิ์ในการอิบาดะฮ์ ในซูเราะฮ์อัลมุซัมมิล โองการที่ 4 ได้บัญญัติหลักการสำคัญของการอ่านกุรอานไว้ว่า “และเจ้าจงอ่านกุรอานเป็นท่วงทำนองอย่างช้า ๆ” หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าการอ่านกุรอานมิใช่การเปล่งเสียงอย่างเร่งรีบหรือปราศจากสติ หากแต่เป็นการอ่านอย่างมีระบบ จังหวะ และความเคารพ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ใคร่ครวญและซึมซับสารของโองการไปพร้อมกัน
การส่งเสริมให้มีการอ่านกุรอานไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อสร้างความพึงพอพระทัยแด่อัลลอฮ์เท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมพฤติกรรมของผู้อ่านให้สอดคล้องกับคำสอนที่ถูกอ่านอีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การอ่านกุรอานเป็นสะพานเชื่อมระหว่างตัวบทกับการปฏิบัติจริงในชีวิต นอกจากนี้ การอ่านกุรอานในที่สาธารณะหรือในกิจกรรมทางศาสนายังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเอกภาพของสังคมมุสลิม เนื่องจากเป็นประสบการณ์ร่วมที่หล่อหลอมจิตสำนึกร่วม ความยำเกรง และอัตลักษณ์ทางศาสนา
รูปแบบของการอ่านกุรอานได้รับการถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านฮะดิษจำนวนมาก ซึ่งระบุว่าท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) อ่านกุรอานด้วยเสียงอันไพเราะ หยุดเมื่อจบแต่ละโองการ และให้ความสำคัญกับการออกเสียงคำอย่างชัดเจนพร้อมการยืดเสียงในบางตำแหน่งเพื่อความงดงามในการอ่าน แนวปฏิบัติดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของศาสตร์การอ่านกุรอานในเวลาต่อมา ในหมู่บรรดาสาวกของท่านศาสดา มีรายงานว่าอะบูมูซา อัชอารีย์ เป็นผู้ที่มีเสียงอ่านกุรอานไพเราะเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับบทบาทของความงามทางเสียงในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของการอิบาดะฮ์
อย่างไรก็ตาม ฮะดิษยังได้วางกรอบที่ชัดเจนว่าการอ่านกุรอานต้องไม่เป็นไปในลักษณะของเสียงคร่ำครวญหรือการแสดงอารมณ์เกินขอบเขต หากแต่ต้องเป็นเสียงที่ก่อให้เกิดความยำเกรงและความสงบในหัวใจของผู้ฟัง หลักการนี้สอดคล้องกับโองการในซูเราะฮ์อัลอะอ์รอฟ โองการที่ 204 ซึ่งระบุว่า “เมื่ออัลกุรอานถูกอ่าน จงฟังและจงนิ่ง เพื่อพวกท่านจะได้รับความเมตตา” โองการดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการอ่านและการฟังกุรอานเป็นกระบวนการทางจิตวิญญาณที่ต้องอาศัยสมาธิ ความสำรวม และการเปิดใจรับสารแห่งพระเจ้า
ด้วยเหตุนี้เอง การอ่านกุรอานจึงถูกมองว่าเป็นการอิบาดะฮ์ที่ต้องใช้ศิลปะมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากผสานทั้งมิติของเสียง ความงาม ระเบียบวินัย และความบริสุทธิ์ของเจตนาเข้าด้วยกัน ในสมัยของท่านศาสดา การอ่านกุรอานจึงถูกอธิบายว่าเป็น “อิบาดะฮ์ที่แฝงด้วยศิลปะ” และในสมัยท่านอบูบักรและท่านอุมัร ได้มีการจัดตั้งกลุ่มนักกอรีขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดศาสตร์การอ่านอย่างถูกต้อง ต่อมาแนวคิดดังกล่าวได้พัฒนาเป็นโรงเรียนสอนกุรอาน ซึ่งกลายเป็นรากฐานของสถาบันการศึกษาด้านการอ่านกุรอานในโลกมุสลิมจนถึงปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุป ศิลปะของการอ่านกุรอานมิได้เป็นเพียงการตกแต่งเสียงหรือการยกระดับพิธีกรรม หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงตัวบทศักดิ์สิทธิ์เข้ากับชีวิตของมุสลิม ทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม การอ่านที่ถูกต้อง งดงาม และเปี่ยมด้วยความยำเกรง จึงมิใช่เป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นหนทางในการทำให้กุรอานดำรงอยู่ในหัวใจ ความคิด และการกระทำของมนุษย์อย่างยั่งยืน

