ในค่ำคืนหนึ่งที่ผู้คนในอิหร่านต่างกำลังพักผ่อนหลังวันทำงาน กระทรวงข่าวกรองอิหร่านกลับออกแถลงการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างกว้างขวางต่อแวดวงความมั่นคงทั้งในและนอกประเทศ แถลงการณ์ฉบับนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางราชการธรรมดา แต่เป็นการเปิดเผย “สงครามเงา” ที่กินเวลานานถึง 12 วัน ซึ่งในระหว่างนั้น เกิดปฏิบัติการด้านข่าวกรองขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ศัตรูในเงามืด และการเปิดฉากเชิงรุก
กระทรวงข่าวกรองได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการป้องกันแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นการ “บุกตอบโต้เชิงรุก” ต่อกลุ่มก่อการร้าย สายลับ และเครือข่ายต่อต้านอิหร่านที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไซออนิสต์ โดยในปฏิบัติการนี้ กระทรวงสามารถแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างภายในของหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอลได้เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ
หนึ่งในประเด็นที่สำคัญคือ การเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิหร่านได้แทรกซึมเข้าไปยัง “ชั้นในสุด” ของโครงสร้างกองทัพและข่าวกรองของศัตรู พร้อมนำข้อมูลและหลักฐานกลับมาสู่ฐานบัญชาการ เพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดเป้าหมายการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ เช่น การถล่มสถาบันวิจัยไวซ์มัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อเป้าหมายเดิมของกองทัพ
ความสำเร็จภายใน: การสกัดแผนลอบสังหารและการก่อวินาศกรรม
ในช่วงเวลาเพียง 12 วัน กระทรวงข่าวกรองสามารถสกัดแผนลอบสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารได้มากถึง 35 ราย โดยจับกุมสายลับได้ถึง 20 คนใน 12 จังหวัด รวมทั้งตรวจพบแผนวางระเบิดในสถานที่สำคัญ เช่น สำนักงานพลังงานปรมาณูของอิหร่าน
เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับสูงจากเครือข่ายของกลุ่มที่ต้องการก่อเหตุในลักษณะ “ซีเรีย-ไลเซชัน” (Syriazation) โดยการก่อจลาจลและแทรกซึมอาวุธเข้าสู่ดินแดนอิหร่านผ่านกลุ่มก่อความไม่สงบตามแนวชายแดนตะวันตก โดยใช้เครือข่ายผ่านด่านชายแดนจากภูมิภาคเคอร์ดิสถานเป็นฐานปฏิบัติการ
การจับกุมกลุ่มหัวรุนแรง: จากดาอิชถึงมุญาฮิดีน
ปฏิบัติการครั้งนี้ยังสามารถจับกุม “3 นายพลของกลุ่มดาอิช” (ISIS) และนักรบติดอาวุธอีก 50 คนที่มีอาวุธร้ายแรง รวมถึงวัตถุระเบิดชนิดต่าง ๆ เช่น เสื้อระเบิดพลีชีพ และอาวุธสงคราม พร้อมทั้งตรวจพบฐานฝึกทหารของกลุ่มก่อการร้ายมากถึง 300 คนใกล้ชายแดนตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ยังสามารถทำลายเครือข่ายของกลุ่มมุญาฮิดีน คอลก (MEK) ที่พยายามฟื้นฟูการเคลื่อนไหวภายในประเทศผ่าน “กลุ่มเยาวชนก่อกวน” หรือที่อ้างว่าเป็น “1000 อัชรัฟ” โดยใช้เทคนิคการสร้างเหตุวุ่นวายเล็กน้อย เช่น เขียนกราฟฟิตี้ จุดไฟ หรือปั่นกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนและปลุกระดมผู้เห็นต่าง
เครือข่ายต่างประเทศและความร่วมมือข้ามชาติ
กระทรวงข่าวกรองยังเผยว่า ได้มีความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับหน่วยข่าวกรองของประเทศที่สาม (ซึ่งยังไม่เปิดเผยชื่อ) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการร่วมปฏิบัติการต่อต้านภัยคุกคาม โดยเฉพาะในปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและเครือข่ายศาสนานอกรีต
นอกจากนี้ยังมีการเปิดโปงความร่วมมือระหว่างกลุ่มบาไฮกับกลุ่มราชวงศ์นิยมในต่างประเทศ รวมถึงมีการใช้องค์กรศาสนาคริสต์บางกลุ่มในต่างแดนเพื่อฝึกยุทธวิธีการก่อกวนให้กับสมาชิกที่กลับเข้ามาปฏิบัติการในอิหร่าน
ความเงียบที่ดังกว่าเสียงปืน
แถลงการณ์ครั้งนี้ของกระทรวงข่าวกรองอิหร่านถือเป็นการสื่อสารสาธารณะเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้เพียงบอกเล่าความสำเร็จทางความมั่นคง แต่ยังเป็นการเตือนขบวนการต่อต้านรัฐว่า อิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายตั้งรับอีกต่อไป ทว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ “สงครามเชิงรุกในโลกเงา”
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของ “ทหารนิรนามแห่งอิมามซะมาน (อ.)” ไม่เพียงสร้างความมั่นใจแก่สาธารณชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณชัดเจนต่อผู้วางแผนปฏิบัติการต่อต้านว่า อิหร่านกำลังจับตาอยู่ทุกย่างก้าว และพร้อมตอบโต้ด้วยความเฉียบขาดในทุกสนาม ไม่ว่าจะในประเทศหรือนอกพรมแดน.

