Category: เด็ก/เยาวชน

  • ดวงใจ คือ วิหารแห่งพระเจ้า

    ดวงใจ คือ วิหารแห่งพระเจ้า

    “ฉันแสวงหาในวิหาร โบสถ์ และมัสยิด แต่ในท้ายที่สุด ฉันพบพระเจ้าอยู่ในหัวใจของฉันเอง” — รูมี

    ถ้อยคำของรูมี นักกวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งเปอร์เซียและครูทางจิตวิญญาณ ได้สะท้อนแก่นแท้ของการแสวงหาทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง เพราะมนุษย์จำนวนมากมักเริ่มต้นด้วยการแสวงหาพระเจ้าภายนอก ผ่านสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ วัตถุบูชา หรือพิธีกรรมต่างๆ แต่หลายครั้งที่การแสวงหาเช่นนั้นกลับยังไม่สามารถนำมาซึ่งความสงบทางใจได้

    รูมีไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของศาสนสถาน เพราะมัสยิด โบสถ์ หรือวัดต่างก็เป็นสถานที่แห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่เอื้อต่อการภาวนา ทว่าคำสอนของเขากลับชี้ให้เรามองลึกเข้าไปในตัวเอง เพราะแท้จริงแล้ว ที่พักอาศัยของพระเจ้าคือหัวใจของมนุษย์แต่ละคน

    ดวงใจ — ไม่ใช่เพียงอวัยวะทางชีวภาพ — หากคือศูนย์กลางแห่งความรัก ความรู้สึก ความหมาย และการตื่นรู้ มันคือที่ที่มนุษย์สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งสูงสุดได้โดยไม่ต้องผ่านสื่อกลางใด หากหัวใจนั้นถูกชำระให้สะอาด ปราศจากกิเลส ตัณหา และความโลภ ดวงใจนั้นย่อมกลายเป็นกระจกใสที่สะท้อนรัศมีของพระองค์

    ภาพของหญิงสาวในสมาธิ กับนกพิราบสีขาวที่ล่องลอยอยู่เหนือไหล่ของเธอ ช่างเป็นภาพเปรียบเทียบอันงดงามของความสงบภายใน การเข้าถึงจิตใจ และการปล่อยวางอัตตาเพื่อเปิดรับพลังบริสุทธิ์ที่อยู่เหนือความคิด

    บทเรียนจากคำของรูมีจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่าให้การแสวงหาทางจิตวิญญาณหยุดอยู่เพียงแค่ภายนอก แต่จงก้าวลึกเข้าสู่เบื้องใน ให้หัวใจของเรากลายเป็นมัสยิดของความรัก วิหารของการตื่นรู้ และโบสถ์ของการให้อภัย

    เมื่อใดที่มนุษย์รู้จักหันกลับเข้าสู่ตนเองด้วยความจริงใจและถ่อมตน เมื่อนั้น พระเจ้าจะไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่จะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริงในความเงียบสงบของดวงใจ

  • การอบรมบุตรตามคำสอนของนักปราชญ์ (1)

    การอบรมบุตรตามคำสอนของนักปราชญ์ (1)

    อบูฮามิด อัล-ฆอซาลี: “จงรู้ไว้ว่า วิธีการฝึกฝนศีลธรรมของเด็กเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดและมั่นคงที่สุด เด็กเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่พ่อแม่ได้รับฝากมา หัวใจของเขานั้นบริสุทธิ์เหมือนอัญมณีล้ำค่าและว่างเปล่าจากทุกรูปแบบและลักษณะ ทั้งนี้เขามีความสามารถที่จะรับรูปลักษณ์ทุกอย่างที่สอนเขาได้ หากเขาได้รับการฝึกฝนให้มีคุณธรรมและเรียนรู้สิ่งดี เขาจะเติบโตด้วยสิ่งนั้น และจะมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ในขณะที่พ่อแม่ ครู และผู้สั่งสอนเขาจะได้มีส่วนในบุญนั้นด้วย แต่ถ้าเขาถูกฝึกฝนในทางที่ไม่ดี และถูกละเลยเหมือนสัตว์ร้าย เขาจะมีชีวิตที่ทุกข์ยาก และความผิดบาปนั้นจะตกอยู่กับผู้ดูแลของเขา”

    “เด็กควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอาน, ฮะดีษ, ชีวประวัติของคนดี และเรื่องราวของผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อให้ความรักต่อผู้ทรงคุณธรรมฝังอยู่ในจิตใจของเขา และเขาควรจะถูกห้ามจากการเรียนรู้บทกวีที่กล่าวถึงความรักและความสัมพันธ์แบบคู่รัก เพราะสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในจิตใจของเด็ก”

    “หลังจากที่เด็กเรียนเสร็จจากโรงเรียนแล้ว ควรอนุญาตให้เขาได้เล่นในสิ่งที่ดี เพื่อให้เขาได้พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าจากการเรียน การห้ามเด็กเล่นและการบังคับให้เรียนอยู่เสมอ จะทำให้จิตใจของเขาเฉา ปัญญาของเขาจะเสื่อม และชีวิตของเขาจะกลายเป็นเรื่องขมขื่นจนถึงขั้นที่เขาจะหาวิธีหลบหนีจากสภาพนี้”

    📚 อิหยาอุลูมุดดีน เล่ม 3 หน้า 71, 72 และ 74

  • เรื่องราวศาสดานูฮ์

    เรื่องราวศาสดานูฮ์

    ในสมัยโบราณ ที่ผู้คนยังบูชาเทวรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ผู้คนเชื่อว่าการสักการะรูปปั้นเหล่านี้จะนำพาความโชคดีมาให้ และปกป้องพวกเขาจากสิ่งเลวร้าย พวกเขาได้ตั้งชื่อเทวรูปต่างๆ เช่น วัดดาน สุวาอาน ยะฆูษ ยะอูก และ นัสราน โดยพวกเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สามารถดลบันดาลให้ชีวิตเป็นไปตามความปรารถนาได้

    ท่ามกลางความมืดของความเชื่อผิดๆ นั้น อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ส่งท่านนบีนูฮ์ (อ.) มาเพื่อชี้นำผู้คน ท่านเป็นคนที่ฉลาด พูดจาอย่างนุ่มนวลและมีความอดทนสูง แต่การที่จะชี้ทางสว่างให้คนหลงผิดมานานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นบีนูฮ์เริ่มต้นด้วยการชี้ให้พวกเขาเห็นถึงความลี้ลับแห่งจักรวาลและความมหัศจรรย์ในสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงสร้างขึ้น ท่านชี้ให้เห็นถึงการหมุนเวียนของกลางวันและกลางคืน และการที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทำหน้าที่เป็นสัญญาณแห่งเวลาและฤดูกาล ท่านพูดถึงการสร้างพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว

    นบีนูฮ์ไม่ได้แค่บอกพวกเขาถึงเรื่องความยิ่งใหญ่ของจักรวาลเท่านั้น ท่านยังกล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจ” ท่านอธิบายว่ามารร้ายได้หลอกลวงพวกเขามานาน ทำให้พวกเขาหลงทางไปสักการะเทวรูป ท่านเตือนพวกเขาถึงการลงโทษที่รุนแรงหากยังเดินอยู่ในหนทางนี้ และกระตุ้นให้พวกเขากลับมายังอัลลอฮ์ (ซ.บ.)

    คำเตือนของนบีนูฮ์ส่งผลต่อผู้คนอย่างลึกซึ้ง คนจน คนอ่อนแอ ผู้ทุกข์ยาก ต่างเปิดใจฟังและยอมรับด้วยความเมตตาของพระองค์ แต่คนร่ำรวย ผู้มีอำนาจ กลับปฏิเสธ ท่ามกลางเสียงกระซิบแห่งความสงสัย พวกเขากล่าวกันว่า “นูฮ์เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ทำไมอัลลอฮ์ไม่ส่งมลาอิกะฮ์ลงมาแทนล่ะ?” นบีนูฮ์ตอบกลับด้วยความสุภาพว่า “ถ้าโลกนี้เป็นที่อยู่ของมลาอิกะฮ์ อัลลอฮ์ก็จะส่งมลาอิกะฮ์ลงมา แต่โลกนี้เป็นของมนุษย์ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงส่งฉันมา”

    เมื่อท่านนบีนูฮ์ไม่ได้รับการตอบรับจากชนชั้นสูง พวกเขากลับเยาะเย้ยและโจมตีท่านว่า “คนที่ตามเจ้า มันก็แค่พวกคนจน คนด้อยค่า!” แม้จะถูกต่อต้าน แต่นบีนูฮ์ไม่เคยหยุดเตือนผู้คน ท่านเรียกร้องให้พวกเขาศรัทธาในอัลลอฮ์ ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยไม่ย่อท้อ ท่านอธิบายถึงสัญญาณต่างๆ ของอัลลอฮ์ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และความสมดุลในธรรมชาติ แต่ผู้คนยังคงหันหลังให้ท่าน ปิดหูปิดตาและปฏิเสธที่จะรับฟัง

    แม้แต่ภรรยาและลูกของท่านนบีก็ไม่เชื่อฟัง นางแสดงตัวว่าเป็นผู้ศรัทธาแต่ในใจกลับปฏิเสธ ท่านนบีนูฮ์เสียใจที่เห็นคนใกล้ตัวเลือกหนทางแห่งการปฏิเสธ

    ในที่สุด วันที่อัลลอฮ์ทรงเปิดเผยกับนบีนูฮ์ก็มาถึง “จะไม่มีใครศรัทธาต่อเจ้าอีกแล้ว” นบีนูฮ์ได้ทำดุอาอ์ ขอให้อัลลอฮ์ลงโทษผู้ปฏิเสธ อัลลอฮ์ทรงตอบรับและสั่งให้ท่านสร้างเรือขนาดใหญ่ แม้การสร้างเรือจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่ห่างไกลจากทะเลจนทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะ แต่ท่านนบีก็ไม่สนใจ ท่านทำตามคำสั่งของพระองค์อย่างเคร่งครัด

    และแล้ววันอันน่ากลัวก็มาถึง น้ำเริ่มพุ่งขึ้นจากพื้นดิน ฝนตกลงมาอย่างหนักจนไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน น้ำท่วมแผ่นดินอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกลืนไปในคลื่นอันใหญ่หลวง ภรรยาท่านนบีนูฮ์และลูกๆ ที่ปฏิเสธต่างจมหายไปกับกระแสน้ำ

    หลังจากน้ำลดลง นบีนูฮ์และผู้ศรัทธาที่รอดชีวิตลงจากเรือ พวกเขากราบซูหยูดต่ออัลลอฮ์ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ การจุดไฟเฉลิมฉลองที่พวกเขาไม่ได้ทำมาตลอดบนเรือถูกจุดขึ้นอีกครั้ง พวกเขาถือศีลอดขอบคุณอัลลอฮ์ และจากวันนั้นโลกใบนี้ก็ถูกชำระล้างจากบรรดาผู้ปฏิเสธ นบีนูฮ์และผู้ศรัทธาจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่บนแผ่นดินที่สะอาดหมดจด

  • การเล่นกับเด็กตามหลักการอิสลามและผลต่อการเติบโตและการอบรมเลี้ยงดู

    การเล่นกับเด็กตามหลักการอิสลามและผลต่อการเติบโตและการอบรมเลี้ยงดู

    การเล่นกับเด็กตามหลักอิสลามและผลต่อการเติบโตและการอบรมเลี้ยงดู

    ธรรมชาติของเด็กก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ต้องการการดูแล การเคลื่อนไหวและการเล่นถือเป็นความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก ซึ่งไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางกายภาพ แต่ยังส่งผลอย่างมากต่อการเติบโตทางจิตใจและอารมณ์อีกด้วย การเล่น การหัวเราะ และการเคลื่อนไหว ช่วยให้เด็กสามารถเติบโตและพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพจิตของเด็กให้อีกด้วย ศาสนาอิสลามได้ให้ความสำคัญต่อความต้องการทางจิตใจและกายภาพของเด็กและมีคำสอนที่ทรงคุณค่าในเรื่องนี้

    ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า:

    “ผู้ใดที่มีบุตร จงเล่นกับเขาเสมือนเด็ก” (อัลบิฮาร อัลอันวาร์, เล่มที่ 77)

    คำสอนนี้แสดงให้เห็นว่าท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ทรงเข้าใจถึงความสำคัญของการเล่นและการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัยของเด็กในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก นอกจากนี้ ท่านอิมามซอดิก (อ.) ยังได้กล่าวว่า:

    “จงปล่อยให้บุตรของท่านได้เล่นจนกระทั่งอายุเจ็ดขวบ” (วะซาอิล อัลชีอะฮ์, เล่มที่ 21)

    จากคำสอนเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเล่นเป็นความจำเป็นตามธรรมชาติของเด็ก และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งพ่อแม่ต้องมีความเข้าใจและพฤติกรรมที่เหมาะสมตามความต้องการของเด็กในช่วงวัยนี้

    บทบาทของพ่อแม่ในการเล่นกับลูก

    แบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเล่นกับเด็กในชีวิตประจำวัน โดยท่านได้แสดงความรักและความเอาใจใส่ต่อเด็กอย่างชัดเจน ท่านศาสดามักเล่นกับอิมามฮาซัน (อ.) และอิมามฮุเซน (อ.) โดยการอุ้มและพาขี่หลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเล่นกับเด็กไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดู แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกอีกด้วย

    พ่อแม่ควรจัดเวลาในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมสำหรับการเล่นกับลูก โดยต้องไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับอายุและการพัฒนาของเด็ก ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความสมดุลในการเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

    ความสำคัญของของเล่นที่เหมาะสม

    การเลือกซื้อของเล่นที่เหมาะสมและสอดคล้องกับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นอีกหนึ่งคำแนะนำที่ศาสนาอิสลามได้กล่าวถึง ของเล่นเหล่านี้ควรได้รับการคัดสรรอย่างดี เพื่อช่วยพัฒนาทักษะทั้งด้านสังคม ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาทางร่างกายของเด็ก

    สรุปได้ว่าการเล่นกับเด็กไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความสุขและความสนุกสนาน แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีในการอบรมเลี้ยงดูเด็กในบรรยากาศของความรักและความใกล้ชิด

  • เรื่องเล่าของชายชรากับพินัยกรรม

    เรื่องเล่าของชายชรากับพินัยกรรม

    ในวันหนึ่งขณะที่อากาศเย็นสบายของฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเข้ามา ฉันได้พบกับชายชราที่มีใบหน้าหมองเศร้าและอิดโรย เขาเดินเข้ามาหาฉันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา เขากล่าวว่า “ลูกๆ ของฉันไม่ดูแลฉันและปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว ฉันต้องการทำพินัยกรรมเพื่อที่หลังจากฉันตาย ฉันจะมอบทรัพย์สินหนึ่งในสามของฉันให้กับคนยากจน คุณมีความคิดเห็นอย่างไร?”

    ชายชราฟังดูมีความหวังว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจากการที่ลูกๆ ของเขาไม่สนใจและปล่อยให้เขาอยู่ตามลำพัง แต่ฉันตอบเขาว่า “การทำเช่นนี้ไม่ได้มีรางวัลอะไรจากพระเจ้า เพราะคุณไม่ได้ทำเพื่อพระเจ้า แต่ทำเพื่อความต้องการของตัวเองที่จะให้รู้สึกสงบและแก้แค้นลูกๆ ที่ไม่สนใจคุณ”

    บรรยากาศเงียบลงอย่างหนัก ขณะนั้นชายชรามองไปที่พื้น และดูเหมือนว่าเขาจะจมอยู่ในความคิดของเขา ฉันจึงพูดต่อว่า “หากคุณต้องการทำเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง และคุณสามารถทำได้ ซึ่งฉันสงสัยว่าคุณจะมีโอกาสนั้นไหม คุณควรขายบ้านของคุณและมอบทรัพย์สินให้กับคนยากจนในขณะนี้แทนการรอให้หลังจากตายไป”

    “ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือในฐานะผู้เช่าที่ใกล้จะย้ายไปสู่บ้านหลังสุดท้ายของคุณที่แท้จริง” ฉันกล่าว

    ชายชราฟังดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจ ฉันเห็นว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงในท่าทางและสีหน้าของเขา “คุณรู้ไหม การตายโดยที่ใจเต็มไปด้วยความอับอายและความหวังที่จะทำสิ่งดีๆ ไม่มีค่าอะไรทั้งสิ้น แต่การใช้ชีวิตด้วยความเมตตาและการช่วยเหลือผู้อื่นคือสิ่งที่มีค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า”

    ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มและพูดว่า “คุณพูดถูก อาจจะเป็นเวลาที่ฉันควรจะคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง เพื่อให้การให้ของฉันทำให้จิตใจของฉันสงบลง”

    ฉันยิ้มและบอกเขา “ใช่แล้ว จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แทนที่จะรอคอยการยอมรับจากลูกๆ ของคุณ ให้คุณเป็นคนที่ให้และช่วยเหลือแทน”

    หลังจากวันนั้น ชายชราตัดสินใจที่จะขายบ้านของเขาและใช้เงินในการช่วยเหลือคนยากจน เขาเริ่มเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการช่วยเหลือและการให้ในชีวิตนี้ มากกว่าการรอคอยถึงวันสุดท้าย เขาเริ่มมองโลกด้วยใจที่เปิดกว้าง และยอมรับว่า การทำเช่นนี้จะนำความสุขและความสงบมาให้เขา

    ในที่สุด ชายชราใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และทำให้เขารู้สึกว่าได้ทำในสิ่งที่มีค่า เขามีความสุขกับการได้ช่วยเหลือคนอื่นและกลายเป็นที่รักของผู้คนรอบข้าง

    เรื่องราวนี้สอนให้เราเข้าใจว่า แม้ว่าเราจะเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นจะนำความสุขและความสงบมาสู่ตัวเราเอง เมื่อเราช่วยเหลือผู้อื่น เราจะรู้สึกเติมเต็มและมีค่าในชีวิตมากยิ่งขึ้น และสุดท้าย ชีวิตของชายชราก็ได้จบลงด้วยรอยยิ้มและความรักที่เขามอบให้ผู้อื่น ทำให้เขาจากไปด้วยความสงบในใจ

  • การหล่อหลอมจิตใจเยาวชน

    การหล่อหลอมจิตใจเยาวชน

    การอบรมเลี้ยงดูเยาวชนตามหลักคำสอนของอิมามอาลี (อ)

    ในตำรา “تحف العقول” ได้มีการบันทึกคำพูดของท่านอิมามอาลี (อ) ที่กล่าวถึงหัวข้อเกี่ยวกับจิตใจของเยาวชนว่า:

    “แท้จริงแล้ว จิตใจของเยาวชนก็เหมือนกับผืนดินที่ว่างเปล่า สิ่งใดที่ถูกหว่านลงไปในดินนั้น ย่อมได้รับการยอมรับ”

    คำกล่าวนี้แสดงถึงความสำคัญของการหล่อหลอมจิตใจเยาวชนตั้งแต่ยังเด็ก การเปรียบเปรยจิตใจเยาวชนว่าเป็นเสมือนผืนดินที่ยังว่างเปล่า ทำให้เราเข้าใจได้ว่า สิ่งใดก็ตามที่เราปลูกฝังลงไปในจิตใจของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรม ย่อมส่งผลในระยะยาวต่อการเจริญเติบโตของเขาในอนาคต

    คำสอนนี้สามารถเชื่อมโยงกับแนวคิดทางการศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เมื่อเรานึกถึงกระบวนการทางการเรียนรู้และการสอน สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การให้ความรู้เท่านั้น แต่คือการสร้างค่านิยมและความเชื่อที่ถูกต้องตั้งแต่เยาวชนยังเล็ก ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและสื่อสารมวลชนมีบทบาทมาก สิ่งที่เยาวชนได้พบเห็น ย่อมส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อการพัฒนาจิตใจของพวกเขา

    ความสำคัญของการเลือกสิ่งที่เหมาะสมสำหรับการปลูกฝังในจิตใจเยาวชน

    เมื่อพิจารณาคำกล่าวของอิมามอาลี (อ)ในบริบทของการอบรมเยาวชน สิ่งสำคัญคือการเลือกสรรสิ่งที่เหมาะสมในการปลูกฝัง สิ่งใดที่เรานำเข้าสู่จิตใจของเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนทางศาสนา จริยธรรม ความคิดสร้างสรรค์ หรือทัศนคติที่ดี ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาจะเก็บรับไว้และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แต่หากว่าเราปล่อยให้เยาวชนสัมผัสกับสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น การปลูกฝังความคิดลบเล็กน้อย ไม่สนใจในคุณธรรม หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็จะส่งผลให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาในลักษณะที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของสังคม

    ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีมากมายและรวดเร็ว เยาวชนมักจะถูกท่วมท้นไปด้วยข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ซึ่งอาจมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี การที่ผู้ปกครองและครูอาจารย์มีบทบาทในการชี้แนะและคัดสรรสิ่งที่เหมาะสมสำหรับพวกเขาจึงมีความสำคัญมาก

    การปลูกฝังคุณธรรมและศีลธรรมจากอิสลาม

    หนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการปลูกฝังสิ่งที่ดีในจิตใจของเยาวชนคือการสอนหลักคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะในศาสนาอิสลามที่มีแนวทางที่ชัดเจนในการอบรมเลี้ยงดูเด็กและเยาวชน การเน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความกตัญญู และการมีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ทางจิตใจและมีจิตสำนึกที่ดีต่อผู้อื่น

    การศึกษาหลักธรรมคำสอนทางศาสนาเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจเยาวชนให้แข็งแกร่งและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต นอกจากนี้ การปฏิบัติตนตามหลักศาสนายังเป็นสิ่งที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเยาวชนและครอบครัว รวมถึงสังคมรอบตัวพวกเขาด้วย

    คำกล่าวของท่านอิมามอาลี (อ) ได้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเลี้ยงดูและการอบรมเยาวชน การเข้าใจถึงความสำคัญของการปลูกฝังสิ่งที่ดีในจิตใจของเยาวชนตั้งแต่ยังเล็กเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมที่ดี การนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและช่วยสร้างสังคมที่มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง

  • บทลงโทษผู้ทรยศ

    บทลงโทษผู้ทรยศ

    ในสมัยการปกครอง อิซซุดเดาละฮ์ ดัยลามีย์  แห่งราชวงศ์ บุวัยฮิด มีชายนิรนามคนหนึ่งเข้าไปในแบกแดดและนำสร้อยคอมูลค่าหนึ่งพันดินาร์ไปขายในตลาด  แต่ไม่มีผู้ซื้อเลยสักคน แต่เนื่องจากเขาต้องรีบเดินทางไปมักกะฮ์จึงไม่มีเวลาอยู่ขายอีก  เขาจึงมองหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อฝากสร้อยคอไว้กับเขา

    ผู้คนในตลาดแนะนำคนขายน้ำหอมซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความซื่อสัตย์ เขาฝากสร้อยคอทิ้งไว้ไห้กับคนขายน้ำหอมและเดินทางไปมักกะฮ์ เมื่อเขากลับมา เขานำของขวัญมาฝากคนขายน้ำหอมด้วย

    เมื่อเขามาหาคนขายน้ำหอมเพื่อมอบของขวัญให้  และถามหาสร้อยทอง คนขายน้ำหอมกลับตีหน้าซื่อทำเป็นไม่รู้จัก พร้อมพูดว่า: ผมไม่รู้จักคุณและคุณก็ไม่ฝากอะไรไว้กับฉันด้วย  เกิดมีปากเสียงกัน ผู้คนเข้ามาห้อมล้อม และต่อมาชายนิรนามถูกผู้คนโยนออกมานอกร้านขายน้ำหอม เพราะเชื่อคำพูดของคนขายน้ำหอม

    ต่อมาชายนิรนามยังวนไปที่ร้านขายน้ำหอมอีกสองสามครั้ง แต่ไม่ได้ยินอะไรจากชายขายน้ำหอมเลยนอกจากคำสาปแช่ง ด่าทอ

    มีคนไปแนะนำชายนิรนามว่า : ท่านเขียนเรื่องราวของท่านกับคนขายน้ำหอมและส่งไปถึงผู้ปกครองให้เขาตัดสินจะดีกว่า  ชายนิรนามเขียนจดหมายถึงผู้ปกครอง มีจดหมายตอบกลับมาว่า ให้ไปนั่งที่หน้าประตูร้านของคนขายน้ำหอม สามวันติดต่อกัน และวันที่สี่ฉันจะเดินผ่านไปที่นั่นเพื่อทักทายเจ้า  เจ้าแค่ตอบคำทักทายเท่านั้นพอ  และวันรุ่งขึ้นให้เจ้าไปขอสร้อยคอจากคนขายน้ำหอมอีกครั้ง  แล้วแจ้งผลให้ฉันทราบ

    ในวันที่สี่ ผู้ปกครองเดินผ่านประตูร้านด้วยอย่างยิ่งใหญ่ และทันทีที่เขาเห็นชายนิรนาม ผู้ปกครองก็ทักทายเขาและทำความเคารพและให้เกียรติชายนิรนาม  ชายนิรนามตอบคำทักทายของผู้ปกครอง พร้อมกันนั้นผู้ปกครองก็กล่าวกับชายแปลกหน้าว่า ท่านมาแบกแดดทำไมไม่แจ้งข่าวกับเราก่อน ชายแปลกหน้ากล่าวตอบว่า ฉันยุ่งมากเลยไม่มีเวลาแจ้งข่าวการมากับท่าน ผู้คนรวมทั้งคนขายน้ำหอมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่างแปลกใจว่าชายนิรนามนั้นคือใครกันแน่ เหตุใดจึงดูสนิทสนมกับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก คนขายน้ำหอมมองเห็นอนาคตชีวิตตัวเองวางอยู่บนเส้นด้าย

    ทันทีที่ผู้ปกครองเดินจากไป คนขายน้ำหอมก็หันมาหาชายนิรนาม พร้อมกับกล่าวว่า :โอ้พี่ชาย  ท่านฝากสร้อยคอเส้นนั้นกับฉันเมื่อไหร่ ? และมีสัญลักษณ์อะไรบ่งบอกหรือไม่  ? บอกฉันอีกรอบจะได้หรือไม่  ? บางทีฉันอาจจะจำได้   ชายนิรนามบอกสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสร้อยคอกับคนขายน้ำหอม ชายคนชายน้ำหอมทำท่าค้นหาสร้อยจนพบ และกล่าวกับชายนิรนามว่า พระเจ้าทรงรู้ฉันลืมไปเท่านั้นเอง แต่คนขายน้ำหอมก็ไม่ได้คืนสร้อยคอให้ชายนิรนาม

    ชายนิรนามเข้าพบผู้ปกครองและเล่าเรื่องราวทั้งหมด ผู้ปกครองสั่งให้นำตัวคนขายน้ำหอมมาที่วัง สั่งแขวนคอโดยนำสร้อยคอแขวนไว้ที่คอคนขายน้ำหอมด้วย และให้ป่าวประกาศว่านี่คือผลกรรมและบทลงโทษของคนทรยศและดดโกง หลังจากนั้นนำสร้อยคอคืนชายนิรนามและส่งชายนิรนามกลับเมืองอย่างปลอดภัย

     

  • สะกอกีย์ ช่างตีเหล็กผู้พากเพียร

    สะกอกีย์ ช่างตีเหล็กผู้พากเพียร

    นักปราชญ์ท่านหนึ่งมีชื่อว่า ซิรอญุดดีน อัส สะกอกีย์  (Seraj al-Din Sakaki)  เป็นหนึ่งในนักวิชาการศาสนาอิสลามและเป็นปราชญ์ด้านภาษาอาหรับ ท่านสะกอกีย์ อาศัยอยู่ในยุคการปกครองของ Khwarazm Shahs ของประเทศอิหร่าน

    เดิมสะกอกีย์ เป็นช่างตีเหล็ก อยู่มาวันหนึ่ง เขาทำหีบเหล็กขนาดเล็กและละเอียดอ่อนมากอันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งการจะทำสิ่งนี้ได้ต้องใช้ความอุตสาหะอย่างมากในการสร้าง เมื่อทำเสร็จนำมันไปเป็นของขวัญมอบให้สุลต่านในเวลานั้น สุลต่านและคนรอบข้างมองดูงานของเขาอย่างระมัดระวังและยกย่องในฝีมือและความอุตสาหะของเขา

    ในขณะที่เขากำลังฟังคำชื่นชมอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ทุกคนก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทุกคนต่างให้เกียรติและให้ความสำคัญกับชายคนนั้น จนทำให้สะกอกีย์รู้สึกประทับใจและกล่าวถามคนรอบข้างว่า: เขาคือใครกัน ? พวกเขากล่าวตอบว่า เขาเป็นนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้เป็นอย่างมาก

    ผู้คนให้ความสนใจกับผู้รู้ที่เดินเข้ามาและหันหลังให้กับงานศิลป์ของเขา  สะกอกีย์รู้สึกเสียใจ จึงตัดสินใจว่าจะไปเรียนเพื่อเป็นนักปราชญ์ให้ได้  ซึ่งขณะนั้นเขาอายุ 30 ปีแล้ว เขาเดินทางไปโรงเรียนแห่งหนึ่ง เข้าไปโรงเรียนและพูดกับครูว่า : ฉันต้องการเรียนรู้วิทยาการทั้งหมดของโรงเรียนนี้ ครูพูดว่า : อายุเท่านี้ ฉันไม่คิดว่าคุณจะสามารถทำสำเร็จได้ตามที่ตั้งใจได้

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะอยากจะเรียนครูอนุญาติให้เขาเข้าเรียน สะกอกีย์ตั้งใจเรียนมาก แต่ความจำและพรสวรรค์ของเขาในเรื่องเรียนแย่มากจนวันหนึ่งครูบอกเขาว่า : เจ้าจงหลักนิติศาสตร์อิสลามนี้ไว้ หลักที่กล่าวว่า ((หนังของสุนัขจะถูกทำให้สะอาดได้โดยการฟอกหนัง)) เขาอ่านมันหลายครั้งและท่องจำหลังดังกล่าวอย่างแข็งขัน แต่ในวันรุ่งขึ้นเขากลับพูดสิ่งนี้ต่อหน้าอาจารย์ และเพื่อนนักเรียนว่า : (สุนัข กล่าวว่า: ผิวหนังครูจะถูกทำให้บริสุทธิ์ได้ด้วยการฟอกหนัง!)) ครูและนักเรียนต่างก็หัวเราะเยาะเย้ยเขา

    สะกอกีย์ ตั้งใจเรียนเป็นเวลาสิบปีแต่ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ใด ๆ จนเขารู้สึกเบื่อและท้อแท้ จึงเดินทางมุ่งหน้าปลีกวิเวกเขาเดินไปท่ามกลางภูเขาและทะเลทรายเพื่อกลับบ้านของตัวเอง  เขาเดินในท้องทะเลทรายจนเหนื่อย เข้าพักในถ้ำแห่งหนึ่งในถ้ำมีน้ำหยุดจากเพดานถ้ำลงสู่หินเบื้องล่าง  เขา เห็นน้ำหยดจากเพดานถ้ำลงสู่ก้อนหินด้านล่าง จนหินด้านล่างเป็นรู

    เขามองและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับตัวเองว่า : ใจของข้าไม่ได้แข็งไปกว่าหินก้อนนี้ ถ้าอดทนกว่านี้คงจะประสบความสำเร็จในที่สุดอย่างแน่นอน  หลังจากพูดเช่นนี้เขาก็กลับไปโรงเรียนและเขาตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังและอดทนเป็นเวลาถึง 40 ปีจนกระทั่งมาถึงจุดที่นักวิชาการในยุคของเขายกย่องให้เขาเป็นนักปราชญ์แห่งศาสตร์ด้านภาษาอาหรับและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคนิคภาษาอาหรับและวรรณกรรมอาหรับ

    เขาเขียนหนังสือชื่อ Miftah al-Uloom ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสตร์ภาษาอาหรับมี 12 เล่มด้วยกับ ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นเอกทางภาษาศาสตร์และวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่งของโลกจนถึงปัจจุบัน

    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอดทนและพยายามเท่านั้นที่นำมนุษย์สู่ความสำเร็จ

     

  • ศาสดาอิบรอฮีมตอนที่ 4

    ศาสดาอิบรอฮีมตอนที่ 4

    ศาสดาอิบรอฮีมตอนที่ 4

    1. ไฟถูกทำให้เย็นลงสำหรับศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ทุกครั้งที่เหล่าศัตรูพ่ายแพ้ต่อหลักฐานและเหตุผล พวกเขาก็จะเริ่มใช้อำนาจของตนเพื่อทำลายผู้ที่เชิญชวนสู่สัจธรรมเสมอ และทุกครั้งที่พวกเขาหมดหนทางที่จะใส่ร้ายป้ายสีและทำลายบุคลิกภาพของบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็จะใช้วิธีการข่มขู่และฆ่าสังหารบุรุษแห่งพระผู้เป็นเจ้าเสมอมา พวกพ้องของนิมรูดได้ตัดสินใจที่จะเผาท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เพื่อแก้แค้นท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และเพื่อช่วยเหลือเหล่าบรรดาพระเจ้าของพวกเขา เนื่องจากพวกเขาคิดว่าความผิดของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) นั้นเป็นความผิดด้านสังคมทั่วไป จึงเรียกร้องให้ผู้คนทั้งหมดเข้าร่วมชมในการลงโทษครั้งนี้ด้วย ดังที่มีปรากฎในโองการอัล-กุรอานที่ว่า :

    قَالُوا حَرِّقُوهُ وَانْصُرُوا آلِهَتَكُمْ إِنْ كُنْتُمْ فَاعِلِينَ 

    พวกเขากล่าวว่า จงเผาเขาเถิด และจงช่วยเหลือพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่าน หากพวกท่านจะกระทำ” (ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 68)

    ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงร่วมกันจัดหาฟืน หลังจากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้จัดหาฟืนได้กองใหญ่มหึมาและได้จุดไฟขึ้น บริเวณของกองไฟนั้นกว้างใหญ่จนต้องโยนท่านนบีอิบรอฮีม (อ.) ลงในกองไฟด้วยเครื่องยิงกระสุนในอดีต ผู้คนต่างพากันจัดงานเฉลิมฉลองและแสดงความปิติยินดีต่อกัน นิมรูดและบริวารต่างนั่งมองเหตุการณ์นี้อย่างใจจดใจจ่อ แต่ไม่นานนักทุกคนต่างก็พากันแปลกใจและนิ่งเงียบ พวกเขาเพ่งมองท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เป็นสายตาเดียวกัน เมื่อครั้นท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้าไปในกองไฟอย่างสงบมั่นและปลอดภัย นั่นก็เนื่องจากพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ซบ.) ที่มีต่อไฟว่าให้ความร้อนของไฟนั้นเย็นลงและให้ความปลอดภัยแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.)

    قُلْنَا يَا نَارُ كُونِي بَرْدًا وَسَلامًا عَلَى إِبْرَاهِيمَ 

    เรา (อัลลอฮ์) กล่าวว่า ไฟเอ๋ย ! จงเย็นลง และให้ความปลอดภัยแก่อิบรอฮีมเถิด” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 69) เมื่อไฟเย็นลงต่อสายตาทุกดวงของผู้คน เหตุการณ์ก็พลิกผันและทำให้แผนการของนิมรูดเป็นโมฆะ และทำให้ทุกคนต่างเห็นความยิ่งใหญ่ของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) และอัลลอฮ์ (ซบ.) จนทำให้อำนาจการปกครองของนิมรูดต้องตกอยู่ในอันตรายดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า : 

    وَأَرَادُوا بِهِ كَيْدًا فَجَعَلْنَاهُمُ الأخْسَرِينَ 

    และพวกเขาปราถนาแผนการทำลายอิบรอฮีม แต่เราก็บรรดาลให้พวกเขาเป็นพวกที่ขาดทุน” (ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 70) การได้ประจักษ์ปาฏิหาริย์ด้วยสายตาเช่นนี้ย่อมทำให้จิตใจตื่นจากการหลับใหล ทำให้รับรู้ถึงพลานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่งของอัลลอฮ์ (ซบ.) แต่เนื่องจากความทิฐิ ความดื้อรั้นอีกทั้งการตกเป็นทาสของพวกนิมรูด จึงเป็นสิ่งขวางกั้นพวกเขาออกจากหนทางแห่งสัจธรรมของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) 6. ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กับนิมรูด การที่ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้รับความปลอดภัยจากกองไฟ ทำให้ทุกคนตลึง และผู้ที่ตลึงกว่าทั้งหมดก็คือนิมรูด ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยมองท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่าเป็นปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้รับความปลอดภัยจากกองไฟยิ่งทำให้ท่านเป็นที่สนใจมากขึ้น และยิ่งทำให้ท่านต้องตกอยู่ในอันตราย ด้วยเหตุนี้นิมรูดจึงคิดแผนการณ์ โดยให้ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้าพบ แล้วถามท่านว่า : พระเจ้าของท่านนั้นคือใครกัน ที่ท่านได้เรียกร้องเชิญชวนให้ทำการนมัสการต่อพระองค์ ? นอกจากฉันแล้วยังมีพระเจ้าอื่นอีกหรือ ?ทำไมเจ้าจึงสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ? ทำไมจึงทำลายรูปปั้นที่พวกเขาบูชา ? ใหนจงพูดมาซิว่าพระเจ้าของท่านคือใคร ?

    อัล-กุรอานกล่าวถึงการสนทนาครั้งไว้ว่า :

    أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِي حَاجَّ إِبْرَاهِيمَ فِي رَبِّهِ أَنْ آتَاهُ اللَّهُ الْمُلْكَ إِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ رَبِّيَ الَّذِي يُحْيِي وَيُمِيتُ قَالَ أَنَا أُحْيِي وَأُمِيتُ قَالَ إِبْرَاهِيمُ فَإِنَّ اللَّهَ يَأْتِي بِالشَّمْسِ مِنَ الْمَشْرِقِ فَأْتِ بِهَا مِنَ الْمَغْرِبِ فَبُهِتَ الَّذِي كَفَرَ وَاللَّهُ لا يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ 

    เจ้า (มุฮัมมัด) มิได้มองดูผู้ที่โต้แย้ง อิบรอฮีมในเรื่องพระผู้อภิบาลของเขาดอกหรือ ? เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ทรงประทานอำนาจแก่เขา ขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวว่า พระผู้อภิบาลของฉันนั้น คือ ผู้ที่ทรงให้เป็นและทรงให้ตายได้ เขากล่าวว่า ข้าก็ให้เป็นและให้ตายได้ อิบรอฮีมกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงนำดวงอาทิตย์มาจากทิศตะวันออก ท่านจงนำมันมาจากทิศตะวันตกเถิด แล้วผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ก็งงงวยและอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงชี้นำแก่เหล่าผู้อธรรม” (ซูเราะฮ์บะเกาะเราะฮ์ โองการที่ 258) ประเด็นที่จำเป็นต้องกล่าวถึงคือ เหล่าผู้ตั้งภาคีต่างก็มีความเชื่อต่อพระเจ้า แต่พวกเขาเชื่อในเรื่องการบริหารโลกว่ามีพระผู้อภิบาลหลายองค์ โดยยึดถือพระผู้อภิบาลแต่ละสิ่ง เช่น พระผู้อภิบาลแห่งดวงอาทิตย์ พระผู้อภิบาลแห่งดวงจันทร์ และพระผู้อภิบาลแห่งดวงดาว จนกระทั่งพวกเขาได้สร้างรูปปั้นต่าง ๆ ขึ้นมาจากหินและไม้เพื่อทำการนมัสการสิ่งเหล่านั้น และพวกเขาจะมอบทรัพย์สินเงินทองมากมายแก่รูปปั้นเหล่านั้น เพื่อต้องการความพึงพอใจจากรูปปั้น มีผู้มีอำนาจบารมีบางคน เช่น ฟิรอูนและนิมรูด จึงฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของประชาชน โดยได้แนะนำตนเองว่าเป็นพระผู้อภิบาลสูงสุด (ซูเราะฮ์นาซิอาต โองการที่ 24) และแนะนำว่าเขาคือรูปปั้นที่มีชีวิต เพื่อเขาจะได้ครอบครองทรัพย์สินเงินทองของประชาชนไว้เองอีกทั้งเพื่อขยายอำนาจการปกครองของตน (อัลมีซาน เล่ม 2 หน้า 353-354) เหล่าบรรดาศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้านอกจากจะเพียรพยายามที่ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องรูปปั้นที่ไร้วิญญาณแล้วพวกท่านยังต่อสู้กับบรรดาฟิรอูน พวกนิมรูดและรูปปั้นที่มีชีวิตอื่น ๆ อีกทั้งเปิดโองการแสวงหาอำนาจของพวกเขา ทำลายความยิ่งใหญ่ของพวกเขาในสายตาของประชาชน และแสดงให้พวกเขารู้ถึงการไร้ความสามารถและศักยภาพของพวกเขา ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการเผชิญหน้าของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กับนิมรูด แต่เนื่องจากนิมรูดประจักษ์ถึงการไร้ความสามารถของตนต่ออำนาจเร้นลับของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เขาจึงสั่งให้เนรเทศท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ออกจากเมือง เพื่อไม่ให้ผู้ใดปฏิบัติตามท่าน ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ที่ได้เผยแพร่หลักการเอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าสู่สังคม จึงตัดสินใจอพยพเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของการเผยแพร่สาส์นของท่านต่อไป (ตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 13 หน้า 453)7.การอพยพของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ภายหลังจากที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ปลอดภัยจากกองไฟของนิมรูด ท่านก็ได้อพยพออกจากถิ่นฐานของท่านสู่ยังดินแดนแห่งปาเลสไตน์และเมืองชาม (นัจญาร อับดุลวะฮาบ กอศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 83 , อิบนุกะษีร กอศอศุลอัมบิยาอ์ หน้า 171) เป็นดินแดนที่อัล-กุรอานกล่าวถึงว่าเป็นดินแดนที่เปี่ยมด้วยความจำเริญว่า :

    وَنَجَّيْنَاهُ وَلُوطًا إِلَى الأرْضِ الَّتِي بَارَكْنَا فِيهَا لِلْعَالَمِينَ 

    และเราได้ให้เขา (อิบรอฮีม) และลูฏ รอดพ้นไปสู่แผ่นดินซึ่งเราได้ให้มีความจำเริญในแผ่นดินนั้นแก่บรรดาชาติต่าง ๆ” (ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 71)การอพยพครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อท่านศาสดาอิบรอฮีมหมดหวังจากประชาชน ทั้งหมดเป็นปรปักษ์และศัตรูกับท่าน นอกจากบางกลุ่มที่น้อยนิดเท่านั้น

    قَدْ كَانَتْ لَكُمْ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ فِي إِبْرَاهِيمَ وَالَّذِينَ مَعَهُ إِذْ قَالُوا

    لِقَوْمِهِمْ إِنَّا بُرَآءُ مِنْكُمْ وَمِمَّا تَعْبُدُونَ مِنْ دُونِ اللَّهِ كَفَرْنَا بِكُمْ وَبَدَا بَيْنَنَا وَبَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةُ وَالْبَغْضَاءُ أَبَدًا حَتَّى تُؤْمِنُوا بِاللَّهِ وَحْدَهُ إِلا قَوْلَ إِبْرَاهِيمَ لأبِيهِ لأسْتَغْفِرَنَّ لَكَ وَمَا أَمْلِكُ لَكَ مِنَ اللَّهِ مِنْ شَيْءٍ رَبَّنَا عَلَيْكَ تَوَكَّلْنَا وَإِلَيْكَ أَنَبْنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ 

    แน่นอนได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน (ตัว) อิบรอฮีม และบรรดา (มุอ์มิน) ผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ (ศาสนาของ) พวกท่าน และการเป็นศัตรูและการเกลียดชังระหว่างพวกเรากับพวกท่านได้ปรากฎขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่) ตลอดไปจนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียว นอกจากคำกล่าวของอิบรอฮีมแก่บิดาของเขา (ที่ว่า) แน่นอนฉันจะขออภัยโทษให้แก่ท่านทั้งๆ ที่ฉันไม่มีอำนาจอันใดจะช่วยท่าน (ให้พ้นจากการลงโทษ) จากอัลลอฮ์ได้ ข้าแต่พระเจ้าของเราแด่พระองค์ท่านเราขอมอบหมายและยังพระองค์ท่านเท่านั้น เราขอลุแก่โทษ และยังพระองค์ท่านเท่านั้นคือการกลับไป” (ซูเราะฮ์มุมตะฮินะฮ์ โองการที่ 4) ผู้นำในสังคมมีเพียงท่านศาสดาลูฏ (อ.) เท่านั้นที่มีศรัทธาต่อท่าน และร่วมเดินทางอพยพกับท่าน 

    فَآمَنَ لَهُ لُوطٌ وَقَالَ إِنِّي مُهَاجِرٌ إِلَى رَبِّي إِنَّهُ هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ 

    ดังนั้นลูฏได้ศรัทธาต่อเขา และเขา (อิบรอฮิม) กล่าวว่า แท้จริงฉันอพยพไปหาพระเจ้าของฉันแท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ”(ซูเราะฮ์อันกะบูต โองการที่ 26) ท่านศาสดา (อ.) มีความหวังอย่างแรงกล้าว่าจะได้รับการชี้นำจากพระผู้อภิบาลในการอพยพครั้งนี้ และสามารถที่จะเผยแพร่สาส์นอีกทั้งปฏิบัติภาระหน้าที่ในการเผยแพร่ในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า

    وَقَالَ إِنِّي ذَاهِبٌ إِلَى رَبِّي سَيَهْدِينِ 

    และ(อิบรอฮีม)กล่าวว่า ฉันจะไปหาพระผู้อภิบาลของฉัน แน่นอนพระองค์จะทรงชี้นำให้แก่ฉัน”(ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 99)

     

    1. การมีบุตรในช่วงวัยชรา ความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระผู้เป็นเจ้าที่มีต่อท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) คือการมีบุตรในช่วงวัยชรา ดังที่มีปรากฏในอัล-กุรอานว่า : 

    الْحَمْدُ لِلَّهِ الَّذِي وَهَبَ لِي عَلَى الْكِبَرِ إِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ إِنَّ رَبِّي لَسَمِيعُ الدُّعَاءِ

    การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ ผู้ได้ประทานอิสมาอีลและอิสฮากแก่ข้าพระองค์ ขณะที่ข้าพระองค์อยู่ในวัยชราแท้จริงพระเจ้าของข้าพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินการวิงวอนอย่างแน่นอนได้รับประโยชน์จากโองการนี้เป็นอย่างดีว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีบุตรสองคนในช่วงวัยชรา ซึ่งบุตรคนหนึ่งมีนามว่า อิสมาอีลและอีกคนหนึ่งมีนามว่า อิสฮากเรื่องเล่าของความโปรดปรานทั้งสองจากพระผู้เป็นเจ้านี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า : ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) มีภรรยาท่านหนึ่งชื่อว่า ซาเราะฮ์ซึ่งทั้งสองได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่ก็ไม่ยังไม่มีบุตรด้วยกันสักที และทั้งสองก็ยังมีความหวังว่าจะมีบุตรด้วยกันแม้ว่าจะชราแล้วก็ตาม และเมื่อพระนางซาเราะฮ์ได้เสนอว่าจะมอบทาสหญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ฮาญัรแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) รับข้อเสนอของพระนางซาเราะฮ์ และในที่สุดก็มีบุตรกับพระนางฮาญัรคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า อิสมาอีลหลังจากนั้นหลายปีเทวทูตของพระผู้เป็นเจ้าก็ได้นำข่าวดีของการจะมีบุตรที่มีชื่อว่า อิสฮากแก่พระนางซาเราะฮ์ ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่าเทวทูตได้รับมอบหมายให้ลงโทษชนชาติลูฏ ดังที่มีปรากฏในซูเราะฮ์ฮูดว่า : 

    وَلَقَدْ جَاءَتْ رُسُلُنَا إِبْرَاهِيمَ بِالْبُشْرَى قَالُوا سَلامًا قَالَ سَلامٌ فَمَا لَبِثَ أَنْ جَاءَ بِعِجْلٍ حَنِيذٍ (٦٩)فَلَمَّا رَأَى أَيْدِيَهُمْ لا تَصِلُ إِلَيْهِ نَكِرَهُمْ وَأَوْجَسَ مِنْهُمْ خِيفَةً قَالُوا لا تَخَفْ إِنَّا أُرْسِلْنَا إِلَى قَوْمِ لُوطٍ (٧٠)وَامْرَأَتُهُ قَائِمَةٌ فَضَحِكَتْ فَبَشَّرْنَاهَا بِإِسْحَاقَ وَمِنْ وَرَاءِ إِسْحَاقَ يَعْقُوبَ (٧١)قَالَتْ يَا وَيْلَتَا أَأَلِدُ وَأَنَا عَجُوزٌ وَهَذَا بَعْلِي شَيْخًا إِنَّ هَذَا لَشَيْءٌ عَجِيبٌ (٧٢)قَالُوا أَتَعْجَبِينَ مِنْ أَمْرِ اللَّهِ رَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ عَلَيْكُمْ أَهْلَ الْبَيْتِ إِنَّهُ حَمِيدٌ مَجِيدٌ . 

    และแน่นอนบรรดาทูตของเราได้มายังอิบรอฮีมพร้อมทั้งข่าวดี พวกเขากล่าวว่า ขอความศานติจงมีแด่ท่านเขา(อิบรอฮีม) กล่าวว่า ขอความศานติจงมีแด่พวกท่านดังนั้นเขามิได้รีรอที่จะนำลูกวัวย่างออกมา ครั้นเมื่อเขาเห็นว่ามือของพวกเขาไม่แตะต้องอาหาร เขาไม่พอใจและรู้สึกกลัวพวกเขา พวกเขากล่าวว่า อย่ากลัวเลย แท้จริงเราถูกส่งมายังกลุ่มชนของลูฏและภรรยาของเขายืนอยู่แล้วนางก็หัวเราะ เราจึงแจ้งข่าวดีแก่นางด้วย(การได้บุตรชื่อ) อิสฮาก และหลังจากอิสฮากคือยะอ์กูบ นางกล่าวว่า โอ้ แปลกแท้ ๆ ฉันจะมีบุตรหรือ ขณะที่ฉันแก่แล้ว และนี่สามีของฉันก็แก่แล้ว แท้จริงนี่เป็นเรื่องประหลาดแท้ พวกเขากล่าวว่า เธอแปลกใจต่อพระบัญชาของอัลลอฮ์หรือ? ความเมตตาของอัลลอฮ์และความจำเริญของพระองค์จงประสบแด่พวกท่านโอ้ครอบครัว (ของอิบรฮีม) แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญ ผู้ทรงประเสริฐยิ่ง” (ซูเราะฮ์ฮูด โองการที่ 69-73) การเชือดที่ยิ่งใหญ่ การดำเนินชีวิตของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) นั้นเปี่ยมไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์และการเชื่อฟังภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก ท่านไม่เคยเหน็ดเหนื่อยจากการเชิญชวนสู่เอกานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า และท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ด้วยชีวิต ความรักที่มีต่อภรรยา บุตร ครอบครัวและเผ่าพันธ์ก็ไม่อาจที่จะหยุดยั้งในการที่ไปถึงยังสถานภาพความใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้าของท่านได้เลย ตลอดช่วงชีวิตของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ชี้ให้เห็นเป็นอย่างดีแล้วว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับท่าน ไม่ว่าจะในยามทุกข์ยากหรือยามสุข คือการเชื่อฟังภักดีต่อบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า หนึ่งในชีวะประวัติของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ที่ทำให้ชื่อของท่านก้องอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ทุกปีมวลบ่าวนับล้านคนต้องรำลึกถึงเรื่องราวของท่านในมักกะฮ์ มีนาและอะรอฟาต นั่นก็คือเรื่องการเชือดที่ยิ่งใหญ่ของท่านศาสดาอิบรอฮีม(อ.) เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่บุตรชายของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้าสู่วัยหนุ่ม เป็นบุตรชายที่เกิดมาในช่วงวัยชราและเป็นบุตรชายที่รอคอยมาเป็นเวลาช้านาน และแล้วก็มีข่าวจากพระผู้เป็นเจ้าแจ้งแก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่า : 

    فَبَشَّرْنَاهُ بِغُلامٍ حَلِيمٍ (١٠١)فَلَمَّا بَلَغَ مَعَهُ السَّعْيَ قَالَ يَا بُنَيَّ إِنِّي أَرَى فِي الْمَنَامِ أَنِّي أَذْبَحُكَ فَانْظُرْ مَاذَا تَرَى… 101. 

    ดังนั้น เราจึงแจ้งข่าวดีแก่เขา (ว่าจะได้) ลูกคนหนึ่ง ที่มีความอดทนขันติ (คือ อิสมาอีล) ครั้นเมื่อเขา (อิสมาอีล) เติบโตขึ้นไปไหนมาไหนกับเขา (อิบรอฮีม) ได้แล้ว อิบรอฮีมได้กล่าวขึ้นว่า โอ้ลูกเอ๋ย ! แท้จริงพ่อได้เห็นในขณะฝันว่า พ่อได้เชือดเจ้า จงคิดดูซิว่าเจ้าจะเห็นเป็นอย่างไร? (ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 101-102) เมื่อบุตรชายวัยหนุ่มได้ฟังความฝันที่สัจธรรมของผู้เป็นบิดา ได้เตรียมพร้อมตัวเองเพื่อปฏิบัติตามคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความอดทนขันติตามการแจ้งข่าวของพระผู้เป็นเจ้าที่ว่า ลูกคนหนึ่งที่มีความอดทนขันติและแล้วก็ได้กล่าวแก่ผู้เป็นบิดาว่า :

    قَالَ يَا أَبَتِ افْعَلْ مَا تُؤْمَرُ سَتَجِدُنِي إِنْ شَاءَ اللَّهُ مِنَ الصَّابِرِينَ เขากล่าวว่า โอ่พ่อจ๋า! พ่อจงปฏิบัติตามที่พ่อได้ถูกบัญชามาเถิด หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พ่อจะเห็นฉันว่า ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีความอดทน”(ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 102) เมื่อทั้งสองยอมจำนนต่อพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นบิดาก็ยอมตัดใจจากบุตรชายสุดที่รักของท่าน ผู้เป็นบุตรก็ยอมเสียสละชีวิตของตน และแล้วการปฏิบัติตามคำบัญชาก็เริ่มขึ้น : 

    فَلَمَّا أَسْلَمَا وَتَلَّهُ لِلْجَبِينِ 

    ครั้นเมื่อทั้งสอง (บิดาและบุตร) ได้ยอมมอบตน (แด่อัลลอฮ์) อิบรอฮีมได้ให้อีสมาอีลคว่ำหน้าลงกับพื้น” (ซูเราะฮ์ศอฟฟาต โองการที่ 103)

  • ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 3

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 3

    ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตอน 3

    1. การต่อสู้อย่างจริงจังกับรูปปั้นต่าง ๆ ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้สั่งสอนถึงความชั่วร้ายและความไม่ถูกต้องในการกราบไหว้รูปปั้น โดยท่านเริ่มสั่งสอนบุคคลภายในครอบครัวและบุคคลใกล้ตัวท่าน ต่อมาท่านได้ใช้ประโยชน์จากหนทางและแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้ชนชาติของท่านหลุดพ้นจากความเขลา การปฏิบัติตามบรรพบุรุษอย่างไม่ลืมหูลืมตาในการกราบไหว้รูปปั้น และท่านยังได้ยกเหตุผล และข้อตักเตือนที่ชัดแจ้งแก่พวกเขา อีกทั้งท่านยังได้ท้วงติงการกราบไหว้รูปปั้นต่อไปของพวกเขา ประชาชนในยุคนั้นเคยชินกับการกราบไหว้รูปปั้น และคิดว่าสิ่งนั้นคือความสัจจริงแน่นอน พวกเขาไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีใครลุกขึ้นมาต่อต้านการกราบไหว้รูปปั้นอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้ พวกเขาจึงแปลกใจยิ่งนัก พวกเขาจึงถามท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ว่า : قَالُوا أَجِئْتَنَا بِالْحَقِّ أَمْ أَنْتَ مِنَ اللاعِبِينَ “พวกเขากล่าวว่า ท่านได้นำสัจธรรมมาเสนอแก่เรา หรือท่านเป็นแต่เพียงคนหนึ่งในพวกล้อเล่น”(ซูเราะฮ์อัมบิยาอ์ โองการที่ 55)

    โองการชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายของ (ฮัก- สัจธรรม) คือการพูดอย่างจริงจัง โดยปราศจากการล้อเล่นใด ๆ (อัลมีซาน เล่ม 14 หน้า 299 ) ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) กล่าวตอบพวกเขาอย่างจริงจังว่า สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้นตรงตามความเป็นจริง และท่านเองก็ศรัทธาและเชื่อในสิ่งนั้นอย่างสมบูรณ์

    قَالَ بَل رَبُّكُمْ رَبُّ السَّمَاوَاتِ وَالأرْضِ الَّذِي فَطَرَهُنَّ وَأَنَا عَلَى ذَلِكُمْ مِنَ الشَّاهِدِينَ

    เขากล่าวว่า แต่แท้ที่จริงพระผู้อภิบาลของพวกท่าน คือพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงเนรมิตมัน และฉันเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เป็นพยานต่อการณ์นี้” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 56)

    หลังจากที่การสนทนาด้วยข้อตักเตือนและเหตุผลไม่เป็นผลอันใด ท่านก็เข้าสู่หนทางที่จริงจังมากขึ้น ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการทำลายรูปปั้น เมื่อครั้งที่ประชาชนออกนอกเมืองเพื่อทำพิธีฉลองวันตรุษ ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ก็เริ่มทำลายรูปปั้นต่าง ๆ ดังที่โองการต่อมากล่าวไว้ว่า

    وَتَاللَّهِ لأكِيدَنَّ أَصْنَامَكُمْ بَعْدَ أَنْ تُوَلُّوا مُدْبِرِينَ (٥٧)فَجَعَلَهُمْ جُذَاذًا إِلا كَبِيرًا لَهُمْ لَعَلَّهُمْ إِلَيْهِ يَرْجِعُونَ

    และขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ แท้จริง ฉันจะวางแผนต่อต้านรูปปั้นทั้งหลายของพวกท่าน หลังจากที่พวกท่านผินหลังกลับออกไป ดังนั้น เขาได้ทำให้มันแหลกราน เหลือไว้เพียงรูปปั้นตัวใหญ่สำหรับพวกเขา หวังว่าพวกเขาจะได้กลับไปสอบถามมัน” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 57-58)

    หลังจากที่ประชาชนกลับเข้าเมือง ในขณะที่มีรูปปั้นองค์ใหญ่ห้อยอยู่ที่ต้นคอของพวกเขา และแล้วพวกเขาก็เห็นรูปปั้นต่าง ๆ แตกหักพังทลายอยู่เบื้องหน้า ในขณะนั้นเองพวกเขาต่างก็หันมาถามซึ่งกันและกัน ดังที่มีกล่าวต่อไว้ในโองการต่อมาว่า :

    قَالُوا مَنْ فَعَلَ هَذَا بِآلِهَتِنَا إِنَّهُ لَمِنَ الظَّالِمِينَ (٥٩)

    قَالُوا سَمِعْنَا فَتًى يَذْكُرُهُمْ يُقَالُ لَهُ إِبْرَاهِيمُ (٦٠)

    قَالُوا فَأْتُوا بِهِ عَلَى أَعْيُنِ النَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَشْهَدُونَ (٦١)

    قَالُوا أَأَنْتَ فَعَلْتَ هَذَا بِآلِهَتِنَا يَا إِبْرَاهِيمُ (٦٢)

    قَالَ بَلْ فَعَلَهُ كَبِيرُهُمْ هَذَا فَاسْأَلُوهُمْ إِنْ كَانُوا يَنْطِقُونَ (٦٣)

    فَرَجَعُوا إِلَى أَنْفُسِهِمْ فَقَالُوا إِنَّكُمْ أَنْتُمُ الظَّالِمُونَ (٦٤)

    ثُمَّ نُكِسُوا عَلَى رُءُوسِهِمْ لَقَدْ عَلِمْتَ مَا هَؤُلاءِ يَنْطِقُونَ

    พวกเขากล่าวว่า ใครกระทำเช่นนี้กับพระเจ้าของเรา แท้จริง เขาผู้นั้นอยู่ในหมู่อธรรมอย่างแน่นอน พวกเขากล่าวว่า เราได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งกล่าวตำหนิรูปปั้นเหล่านี้ เขามีชื่อว่าอิบรอฮีม พวกเขากล่าวว่า พวกท่านจงนำเขามาท่ามกลางสายตาของประชาชน หวังว่าเขาทั้งหลายจะได้เป็นพยาน พวกเขากล่าวว่า เจ้าเป็นผู้กระทำเช่นนี้ต่อพระเจ้าเหล่านั้นของเรากระนั้นหรือ อิบรอฮีม! เขากล่าวว่า แต่ว่าพระเจ้าตัวใหญ่ของพวกมันนี้ต่างหากเป็นผู้กระทำมัน พวกท่านจงถามพระเจ้าเหล่านั้นซิ หากพวกมันพูดได้ ดังนั้น พวกเขาก็กลับมาคิดถึงตัวของพวกเขาเอง แล้วกล่าวขึ้นว่าแท้จริงพวกท่านนั่นแหละเป็นผู้อธรรม ครั้นแล้วศีรษะของพวกเขาก็ก้มลงมา(อยู่ในสภาพคอตก) แล้วกล่าวว่า ท่านก็รู้ดีอยู่แล้วว่ารูปปั้นเหล่านั้นพูดไม่ได้” (ซูเราะฮ์ อัมบิยาอ์ โองการที่ 59-65)

    การกระทำของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าความเชื่อของพวกกราบไหว้รูปปั้นนั้นเป็นโมฆะ การกล่าวว่า แต่ว่าพระเจ้าตัวใหญ่ของพวกมันนี้ต่างหากเป็นผู้กระทำมันเป็นเพียงคำกล่าวที่ต้องการปลุกจิตใต้สำนึกของประชาชน และชี้ให้เห็นถึงการไร้ความสามารถของรูปปั้นต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ต้องการจะโกหกพวกเขา หรือหาข้ออ้างแต่อย่างใด ( อัลมีซาน เล่ม 14 หน้า 302 และตัฟซีรนะมูเนะฮ์ เล่ม 13 หน้า 438)

    แต่แทนที่ประชาชนจะยอมรับสัจธรรม และหันเข้าสู่ศาสนาแห่งเอกานุภาพ และปฏิบัติตามท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) พวกเขากลับตัดสินใจที่จะโยนท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) เข้ากองไฟ